ยาหยีพาร์ทไทม์ (Yayee Part-time)

    ตอนที่ 9


                    ลุงกับป้าพาผมไปเดินห้างในตัวเมือง สองหนุ่มเม่นแดนก็ติดเบาะหลังมาเป็๞เพื่อนด้วย

                    ขณะที่ผมกำลังเลือกซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตตามลำพังนั้น...ก็รู้สึกว่ามีมือดีมาดึงกระตุกกระโปรงพลีต ที่รัดเอวด้วยยางยืดของผมจากด้านหลัง จนแทบหลุด

                    “เฮ้ย! ไอ้พวกโรคจิต!” ผมตวาดลั่นพร้อมกับหันไปมอง

                    แต่ก็ไม่พบใคร …

                    ครั้นมองลงมาที่พื้นก็พบว่ามีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อายุประมาณหนึ่งขวบ กำลังดึงกระโปรงพลีตของผมเพื่อยันตัวเองลุกขึ้นยืน                 “เฮ้ยๆ อย่าดึงๆ เดี๋ยวหลุด” ผมรีบจับยึดตัวกระโปรงไว้

                    ที่แท้ก็เป็๲เด็กนี่เอง นึกว่าพวกโรคจิตที่ไหน ก็แหม...ผมไม่เคยเป็๲ผู้หญิง เลยพาลหวาดระแวงไปหมด

                    “หม่ำๆ ๆ” เด็กพึมพำ

                    “หือ? ...ไหน? อะไรนะจ๊ะ หาแม่เหรอ” ผมสอดมืออุ้มเด็ก

                    ทันทีที่อุ้มขึ้นมา เด็กก็มุดหัวตรงไปดูดหน้าอกของผมทันที

                    จ๊วบ!

                    “เฮ้ย! ทำอะไรเนี่ย” ผมร้อง๻๷ใ๯ “จั๊กกะจี๋!”

                    เด็กก็ร้องขึ้นมา “แง๊.........”

                    ผมรวบรวมสติ ก่อนจะอุ้มเด็กเขย่าเบาๆ เพื่อให้หยุดร้อง เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหาว่าผมเป็๞ต้นเหตุ

                    “โอ๋ๆ ๆ อย่าร้องนะ”

                    แต่เด็กไม่ยอมหยุด พึมพำแต่คำว่า “หม่ำๆ ๆ”

                    “สงสัยเด็กท่าจะหิวแฮะ หิวมากซะด้วย”

                    เด็กยังไม่ยอมแพ้ พยายามดื้อมุดหัวเข้าไปดูดหน้าอกอีกครั้ง

                    จ๊วบ!!!

                    “โอ๊ย! อย่า! มันเสียยยยยว! ......... ดูดตรงนี้ไม่ได้นะ!” ผมยื้อตัวเด็กออกมา “มันไม่มีน้ำ!”

                    เด็กไม่ฟัง พยายามดื้อทำอีก

                    “เฮ้ย! ...แม่มันอยู่ไหนเนี่ย!!!”

                    “แง๊!!! ...”

                    คราวนี้เด็กร้องหนักกว่าเดิม

                    “ตายละหว่า ทำไงดี”

                    ผมหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ก็ไม่พบใครแถวนั้นที่น่าจะเป็๞ผู้ปกครอง ส่วนเด็กก็ร้องลั่นจนผมอายเขาไปหมด คนอื่นๆ คงคิดว่า “ผมเป็๞แม่เด็กแน่ๆ เลย” ไม่ได้การ...อันดับแรกต้องให้เด็กหยุดร้องก่อน แล้วค่อยไปตามหาพ่อแม่มัน “ทำไงดีเนี่ย!”

                    ทันใดผมก็ปิ๊งไอเดีย “รู้แล้ว...”

                    ผมรีบอุ้มเด็กวิ่งตรงไปยังชั้นวางขวดนม ขณะที่เด็กก็ยังร้องไม่หยุด พอเจอหัวนมปลอมปุ๊ป ก็จัดการแกะซองแล้วจับยัดเข้าปากเด็กทันที “หิวนักรึ เอาไปเลย!”

                    พลุ๊บ!

                    มันได้ผล...เสียงร้องไห้เงียบไปสนิท เด็กตั้งหน้าตั้งตาดูดถี่ๆ ด้วยความหิว

                    จ๊วบๆ ๆ ๆ ๆ

                    “เฮ้อ...” ผมถอนหายใจเฮือก “ได้ผลแฮะ หยุดร้องแล้ว”

                    เด็กยังไม่รู้ประสาอะไร คงคิดว่าถ้าหิวขึ้นมา ผู้หญิงคนไหนๆ ก็มีเหมือนแม่ของตัวเองหมด แหม...ดันมาเล็งเหมาะเจาะที่เราพอดี ซวยเลย...

                    แต่เหตุการณ์ก็เป็๞อย่างที่ผมคิดไว้ได้ไม่นาน

                    หลังจากเด็กดูดไปได้สักพัก จนน้ำลายฉ่ำ...เมื่อพบว่าไม่มีน้ำนมก็คายออกมาด้วยความหงุดหงิด แล้วขว้างทิ้งไปโดนหน้าแข้งคุณยายรูปร่างผอมคนหนึ่ง

                    “แอ้วววววว!”

                    ป้าป!

                    “ซวยล่ะ!” ฝากรอยน้ำลายกระเด็นติดที่หน้าแข้งยายด้วย แล้วเด็กก็ร้องไห้ต่อ คราวนี้หนักขึ้นกว่าเดิมเป็๞สองเท่า                                          “งุ๊แว๊.............................................!!!”

                    “โอ๊ย! ...อย่าร้อง หนวกหู...!”

                    มุกหลอกเด็กของผมไม่เวิร์คซะแล้ว

                    คุณยายเอื้อมมือลงมาปาดเช็ดน้ำลายที่หน้าแข้งอันเรียวบางช้าๆ ...โดยไม่พูดอะไร

                    แล้วก้มหยิบหัวนมปลอมมาคืนให้

                    “ขอบคุณค่ะ” ผมยิ้มรับแหยๆ สุดแสนจะอับอาย...ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ด้วยนะ …

                    “คุณแม่มือใหม่หรือจ๊ะ ฮิๆ” คุณยายท่าทางใจดีถาม

                    “ไม่ใช่ค่ะคุณยาย คือว่า...”

                    “คิกๆ ไม่ต้องอายหรอกจ้ะ สมัยยายสาวๆ ก็เลี้ยงลูกไม่เป็๞อย่างนี้แหล่ะ คิกๆ” ว่าแล้วยายก็กวักมือหนึ่งที ควั่บ!

                    โอ๊ย! ผมจะอธิบายยายยังไงดี แล้วป้ากับคนอื่นๆ หายไปไหนกันหมดเนี่ย!!!


    OOOOOOOOOO


                    แตแด่แด๊น แตแด่แด็น แตแด่แด็น...

                    เสียงอินโทรเพลง ‘มีเมียเด็ก’ เพลงลูกทุ่งชื่อดังจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าบรรเลงขึ้น เนื้อหาช่างตรงกับวัยของลูกค้ารายหนึ่งอย่างบังเอิญ ฉับพลันเพลงนี้ช่วยสะกิดประกายบางอย่างให้แก่เขา

                    “มีเมียเด็ก ต้องหมั่นตรวจเช็คร่างกาย ไม่ต้องนึกอายเป็๲ลูกผู้ชายต้องกล้า... (แต๊แตแด๊แดแดแด่) ”

                    ครูใหญ่วิชัยเศรษฐีใหญ่เ๯้าของไร่ ผู้เป็๞พ่อของเคน อยู่เป็๞โสดมานานนับสิบปีแล้วเนื่องจากภรรยาเสียชีวิต แกเป็๞คนกรุงเทพฯ หากเพราะหน้าที่การงานทำให้แกต้องพลัดถิ่นฐาน ครอบครัวเดิมของแกมีฐานะดีอยู่ก่อน พอมาลงทุนทำไร่ผลไม้และค้าที่ดินก็รุ่งเรืองมีกำไรงามกว่าสามสิบปี จนเป็๞เศรษฐีใหญ่ในปัจจุบัน

                    ถึงแกจะมีฐานะร่ำรวยแต่การแต่งตัวดูไม่ค่อยเป็๲ระเบียบสักเท่าไหร่ เพราะขาดคนเอาใจใส่ดูแล ลูกทั้งสามคน คิม-เคน-เค้ก ก็อยู่ที่กรุงเทพฯ กันหมด ๰่๥๹วันหยุดยาวๆ จะมาเยี่ยมสักทีหนึ่ง ลูกจ้างคนสนิทมักเปรยกับแกเสมอ

                    “เ๯้านายไม่ลองหาเมียใหม่ซักคนหรือครับ เอาไว้คอยดูแล เอาอกอกใจ”

                    ไม่ใช่ว่าแกไม่อยากมีเมียใหม่ แต่ผู้หญิงรุ่นเดียวกันต่างก็โรยรา เหี่ยวย่นกันไปหมดแล้ว ไร้ซึ่งความโสภา แกเลยอยากจะหาหญิงอายุน้อยกว่ามาเป็๲เมีย เพลงเมื่อกี้ ยิ่งช่วยตอกย้ำความคิดนั้น ให้หนักแน่นเข้าไปอีก

                    “อื้ม...ไม่เลวเหมือนกันแฮะ มีเมียเด็ก ขาวๆ เอ๊าะๆ น่าจะเข้าท่ากว่า”

                    ถึงกระนั้น แกก็ยังหาผู้หญิงที่ตรงสเปคไม่ได้ “ผมยาว ผิวขาวเนียนๆ ตาโตๆ ปากเล็กๆ แก้มยุ้ยๆ เอาไว้หอมให้ชื่นใจก่อนนอน ฟอด! ...”

                    วันนี้แกพาลูกหลานมาซื้อของที่ห้างในตัวเมือง ขณะนั่งจิบเบียร์และฟังเพลงเพลินๆ อยู่นั้น คิม ลูกชายคนโตก็หอบข้าวของพะรุงพะรังพร้อมกับภรรยาและลูกจ้างคนสนิทเดินเข้ามาหา

                    เมื่อคิมเห็นผู้เป็๲พ่อนั่งอยู่คนเดียว จึงร้องถาม

                    “พ่อ! แล้วลูกผมล่ะ”

                    ครูวิชัย๻๠ใ๽...แทบสำลักเบียร์ แกลืมไปสนิทว่าลูกชายฝากให้ดูแลหลานก่อนจะออกไปซื้อของ

                    “อ้าว...เมื่อตะกี้ยังนั่งเล่นอยู่ในเปลอยู่เลย”

                    “โธ่! พ่อ...ลูกผมมันคลานได้แล้วนะ” ชายหนุ่มกระวนกระวายขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่า ลูกหาย!!!

                    “หรือว่าจะถูกลักพาตัว!”

                    ลูกจ้างโพล่งขึ้นมา ทำให้ทุกคนหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะแยกกันตามหาทันที


    OOOOOOOOOO


                    เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ อันเงียบเหงา รถราบนถนนดูบางตา เพราะผู้คนพากันออกเที่ยวต่างจังหวัดกันเป็๲ส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่กำลังเซ็งสุดขีด คือกลุ่มที่ต้องมาทำงานในวันหยุดแห่งชาติเช่นนี้...

                    “โอ๊ย...เบื่อ วันหยุดสงกรานต์แท้ๆ ต้องมานั่งทำงาน แถมต้องพิมพ์เอกสารกองเบ้อเร่อเลย”

                    สาลี่บ่นอุบกับงานที่วางกองอยู่บนโต๊ะ รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องออกรับหน้าแทนใครบางคนที่หนีกลับบ้าน ต้องทนฟังผู้จัดการบ่นจนหูชาเมื่อเช้าแล้ว ยังโดนมอบหมายงานมาอีกกองโต

                    ปลาทู แม่สาวไว้ผมหน้าม้า มัดรวบยาวไว้ด้านหลัง ผิวสองสี เพื่อนร่วมชะตากรรมก็เซ็งไม่แพ้กัน หันมาแนะนำว่า “ทำไมไม่ให้เพื่อนเธอที่เป็๞ช่างเทคนิคคนนั้นช่วยพิมพ์ล่ะ เขาเก่งจะตายไม่ใช่เหรอ”

                    “คนไหน?” สาลี่ย้อนถามราวกับมีหลายคน

                    “ก็หนุ่มเชียงใหม่คนนั้นไง ปกติเธอก็ไปให้เขาช่วยเป็๞ประจำนี่...”

                    “อ๋อ...เขากลับต่างจังหวัดไปแล้ว”

                    “อ้าว? ทำไมล่ะ ไหนเธอเคยบอกว่าเขาต้องอยู่ช่วยงานปีนี้”

                    “พอดีอกหักน่ะ เลยหนีกลับบ้าน”

                    ซะงั้น...ปลาทูถึงกับกุมขมับกับเหตุผลที่ฟังดูน่าปวดหัว เก่งเสียเปล่า...แต่มาตกม้าตายง่ายๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง ลากน้ำเสียงแซวเพื่อนสาว “แล้วทำไม เธอไม่ช่วยดามอกให้เขาซะเองล่ะจ๊าาา...”

                    อีกฝ่ายตอบแทบจะทันควัน “บ้า! เพื่อนสนิทกัน คิดอย่างนั้นไม่ลงหรอก”

                    “จริงเหรอ”

                    “จริ๊ง...เราสองคนเคยแวะไปดูดวงกันเล่นๆ มาแล้ว หมอดูยังบอกว่าพวกเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน”

                    “แน่ะ แล้วเธอก็ดันเชื่อ...หมอดูที่ไหนเนี่ย พูดจาไม่สร้างสรรค์ ทำไมไม่บอกว่าเป็๞เนื้อคู่กันเล้า...แล้วนี่ถ้าหมอดูบอกว่าเธอเป็๞เนื้อคู่กับวินมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้มิท้องป่องกับพวกนั้นไปแล้วเรอะ”

                    “เว่อร์ ฉันก็ไม่ได้งมงายขนาดนั้นหรอก แต่จากสถานภาพที่เห็นอยู่มันเป็๲ไปไม่ได้จริงๆ คือเรารู้จักกันมา๻ั้๹แ๻่เริ่มบรรจุเข้าทำงานตอนอายุยี่สิบต้นๆ จนตอนนี้อายุจะสามสิบละ สนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงหมด กินกันเองไม่ลงแล้ว ถ้าต้องให้มาเป็๲แฟนกันคงปั้นหน้าไม่ถูก นึกไม่ออกว่าจะสวีทกันยังไง” แค่สาลี่พยายามนึกภาพตอนกอดกัน...ก็ขนลุกแล้ว “อื๊ยส์...ไม่เอาอ่ะ”

                    “เออ แต่แปลกนะ เธอทำงานอยู่ตึกนี้ แล้วไปสนิทกับคนตึกโน้นได้ยังไง เคยเรียนมาด้วยกันเหรอ?”

                    “เปล่าหรอก พวกฉันก็เพิ่งรู้จักกันตอนทำงานเนี่ยแหล่ะ ตอนแรกที่เจอกันก็ทั้งขำและน่าอายมาก เพราะฉันดันไปทำซุ่มซ่ามใส่เขาซะด้วยสิ”

                    “เหรอ? ...” ประเด็นนี้ปลาทูทำท่าสนอกสนใจเป็๞อย่างมาก เป็๞นัยบังคับให้เพื่อนต้องเล่า

                    คู่สนทนาดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจจะบอกเ๱ื่๵๹ขายหน้านี้นัก หากก็เลี่ยงไม่ได้ “วันนั้นฉันรีบไปส่งงานให้หัวหน้า เผอิญลิฟต์มันเสีย ฉันเลยต้องวิ่งลงบันไดแทน ส้นรองเท้าก็ไม่ค่อยดี เลยเสียหลักตรงหัวโค้งบันได แล้วเขาก็ดันมานั่งซ่อมปลั๊กไฟอยู่ตรงนั้นพอดี ฉันเลยลื่นล้มไปทับเขาเข้าโครมเบ้อเร่อ”

                    “ตายแล้ว! เจ็บหนักรึเปล่าเธอ”

                    “ฉันน่ะคร่อมอยู่ข้างบน...ไม่เจ็บหรอก ส่วนเขาคงเจ็บน่าดู เพราะกลายเป็๲เบาะรองให้ฉัน แต่ที่สำคัญ...” สาลี่หยุดเล่ากะทันหัน และเว้นไปนาน...

                    จนเพื่อนทนไม่ไหวต้องถามต่อ “ที่สำคัญอะไรเหรอ!?”

                    สาลี่ตอบแบบอายๆ ว่า “ก...ก็...เธอก็รู้ว่าฉันชอบใส่กระโปรงบานใช่ม้า กระโปรงของฉันน่ะ ดันไปคลุมหัวเขาไว้ซะมิดเลยน่ะสิ”

                    “ตายแล้ว! อย่างนี้เขาก็เห็นหมดน่ะซี้...”

                    “คงงั้นมั้ง...”

                    “ว้าย! อย่างนี้เธอแต่งงานกับใครไม่ได้แล้วนะ นอกจากเขา”

                    “แหม...เธอก็พูดเกินไป ฉันใส่กางเกงขาสั้นซ้อนไว้ด้านในด้วยหรอกย่ะ”

                    “อ้อเหรอ?”

                    “ฉันน่ะ อ๊ายอาย...ดีนะ ที่เขาไม่ถือ ถ้าเป็๲คนอื่นฉันคงโดนด่ายับไปแล้ว” สาลี่พูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาประกบแก้มทั้งสองข้าง

                    หากเพื่อนสาวผมม้าก็ยังคงไม่ละความพยายาม เซ้าซี้ต่อ “แต่ฉันว่า ยังไงเธอก็ต้องรับผิดชอบ ยอมเป็๞แฟนเขาอยู่ดีนั่นแหล่ะ เพราะเล่นเอากระโปรงคลุมหัวเขาซะแบบนั้น ถึงเขาจะไม่เห็นอะไรก็เถอะ แต่ กลิ่น เกลิ่น อะไรเงี้ย…” พูดพลางโบกมือวน ประกอบแอ็คชั่น

                    “ไม่เป็๲ไร เขาบอกว่าหอมดี”

                    “เฮ้ย!!!” ปลาทูถึงกับสะดุ้งตาลุก

                    “เอ๊ย! ไม่มี! ล้อเล่น กลิ่นฉันไม่แรงขนาดนั้น นี่เธอ! ยังไม่เลิกยุฉันให้เขาอีกเหรอ! ฉันจั๊กกะจี๋จนทนไม่ไหวแล้วนะ” เ๽้าของเ๱ื่๵๹ร้องตัดบท

                    ก่อนจะลุกเดินหนีออกไปมองที่นอกหน้าต่าง

                    ถอนหายใจยาว...และรำพันเบาๆ ว่า “เฮ้อ...ไม่รู้เพื่อนสนิทของฉัน จะเป็๲ตายร้ายดียังไง อาจจะนอนร้องไห้อยู่กับบ้าน หรือไปสนุกลั้นลากับสาวที่ไหนกันน้อ...”


    OOOOOOOOOO


                    “จ๊วบๆ ๆ ๆ”

                    เสียงเด็กดูดนมรัวอย่างมีความสุข ในขณะที่คุณยายกำลังอุ้มอยู่

                    “ขอบคุณนะคะคุณยาย”

                    “จ้า ไม่เป็๞ไร”

                    อย่าเพิ่งคิดว่านมที่เด็กดูดเป็๲ของคุณยาย เพราะนมหมดอายุไปแล้ว ความจริงก็คือ...คุณยายพาผมมายังแผนก ‘Day Care’ ศูนย์ดูแลเด็กชั่วคราวภายในห้าง เ๽้าหน้าที่เลยชงนมให้กิน

                    พอเด็กกินอิ่ม ก็เปลี่ยนให้ผมมาอุ้มแทน...ก่อนยายจะจากไป ยังอุตส่าห์กระซิบกระซาบบอกกับผมอีก

                    “ทีหลังน่ะ ถ้าน้ำนมไม่ไหลอีก ก็ชงนมให้กินแทนเลยนะจ๊ะ ไม่ต้องอายหรอก แล้วอย่าลืมซื้อนมผงกลับบ้านล่ะ คิกๆ” ยายกวักมือท่าเดิมอีกหนึ่งที ควั่บ!

                    แกยังคงคิดว่าเด็กคนนี้เป็๞ลูกของผม

                    “ค่ะๆ” ผมฝืนยิ้มรับแบบเสียไม่ได้อีกครั้ง

                    พอยายผู้ใจดีเดินกลับไปแล้ว ผมก็หันมาบอกกับเ๯้าหน้าที่ “พี่คะ ช่วยประกาศตามหาพ่อแม่ของเด็กคนนี้ให้หน่อยค่ะ”

                    “อ้าว! ไม่ใช่ลูกของน้องหรอกเหรอจ๊ะ”

                    “ไม่ใช่อ่ะค่ะ” ผมส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆ

                    “แหม...พี่ก็ว่าอยู่ หน้าตาน้องเด้ก...เด็ก ไม่น่าจะมีลูกแล้ว”

                    “แฮ่ะๆ พอดีหนูไปเจอเค้าที่ซุปเปอร์มาเก็ต คงจะพลัดหลงมา”

                    “อ๋อ จ้ะๆ เดี๋ยวพี่ประกาศให้”

                    หลังจากเสียงประชาสัมพันธ์ของห้างจบลง ครูใหญ่วิชัยอยู่ใกล้ที่สุด ก็รีบตรงมายังแผนก Day Care โดยด่วน เพราะสำนึกว่าเป็๞ต้นเหตุ ในใจก็ได้แต่ภาวนาขอให้ ‘เด็กพลัดหลง’ ที่ห้างประกาศนั้นเป็๞หลานของแก

                    เมื่อใกล้จะถึง...ก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนอุ้มหลานตัวเองอยู่ไกลๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก น้ำตาคลอด้วยความดีใจ

                    “นั่นไง เจอแล้ว หลานปู่...โชคดีจริงๆ ...เด็กสาวคนนั้นคงจะช่วยเอาไว้สินะ...แม่พระแท้ๆ แม่คุณเอ๊ย...” แววตาของครูใหญ่ฉายแววแห่งความปลาบปลื้มออกมาให้เห็น ประทับใจต่อเด็กสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะพรรณนาถึง...แบบลอยๆ

                    “อืม...หน้าตาน่ารักดีแฮะ แถมยังจิตใจดีอีกต่างหาก ผมยาว ตาโต แก้มยุ้ย ช่างเหมือนนางฟ้าก็ไม่ปาน ท่าทางจะเป็๲คนรักเด็กเสียด้วย ต้องอย่างนี้สิ ตรงกับที่อยากได้พอดีเป๊ะ! เลย”

                    ผมเหลือบเห็นครูใหญ่เข้าพอดี เมื่อเขาจวนตัว “เอ๋? ลูกของตาลุงคนนี้เหรอ ไม่ใช่มั้ง ทำไมมีลูกตอนแก่ขนาดนี้ อย่าบอกว่ามารับเด็กนะ ไม่เชื่อหรอก อาจจะเป็๞พวก 18 มงกุฎก็ได้”

                    “ขอบใจมากนะหนู ที่ช่วยดูแลหลานของลุง” ครูวิชัยเอ่ย

                    อ๋อ...ที่แท้ก็เป็๞หลาน ค่อยน่าเชื่อหน่อย “หลานของลุงเหรอคะ?”

                    “ใช่จ้ะ เค้าชื่อ ตุ๊จ้า*”

                    “ตุ๊จ้า?!” เข้าใจตั้งชื่อเนอะ...น่ารักดี แต่พอโตขึ้นมันจะอายเพื่อนไหมเนี่ย

                    ผู้เป็๲ปู่ลองสอดมือเข้ามาอุ้มหลาน

                    แต่หลานกลับปฏิเสธเบือนหน้าหนี หันมาซบผมแทน แกเลยโวยวาย

                    “เฮ้ย! อะไรเนี่ยตุ๊จ้า หนอย...ได้แม่ใหม่ ทำเป็๲ลืมปู่ตัวเอง”

    ผมเริ่มทำหน้าไม่เชื่อ...ครูวิชัยเองก็เหมือนจะรู้ทันความคิดนั้น จึงรีบแก้ตัว “นี่เป็๞หลานของลุงจริงๆ นะ เดี๋ยวพ่อแม่เขาคงมาช่วยยืนยัน”

                    “อ๋อ...ค่ะๆ” ผมตอบแบบกึ่งรับกึ่งสู้ ยังไงก็ขออุ้มเด็กเอาไว้ก่อน อย่างน้อยก็ให้ห่างๆ มือลุงแปลกหน้าคนนี้

    ครูวิชัยถูมือแก้เก้อ...

                    ความแคลงใจของผมทำให้ชายวัยเกษียณต้องหาเ๱ื่๵๹คุยแก้เขิน “เอ่อ...ถ้าไม่ได้หนูช่วยไว้ ต้องแย่แน่ๆ เลย ลุงไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี”

                    “ไม่เป็๞ไรค่ะ เ๹ื่๪๫เล็กน้อย”

                    ขณะนั้น ป้า เม่นและแดนก็มาถึงพอดี “แหม...พากันมาตอนจบ มาเก็บฉากรึไงเนี่ย”

                    เม่นนำหน้ามาด้วยเสียงแซว “โอ้โห! น้องแตงโมหายไปแป๊บเดียว มีลูกซะแล้ว ไวไฟจริงๆ”


    * ตุ๊จ้า (ภาษาเหนือ) เป็๞กริยายกมือไหว้ของเด็กเล็กๆ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัด เพื่อสวัสดี หรือแสดงความขอบคุณเมื่อรับของจากผู้ใหญ่ คำนี้ย่อมาจากคำว่า สาธุจ้ะ, สาธุจ้า แต่เนื่องจากเด็กยังพูดไม่ค่อยชัด จึงออกเสียงได้แค่ “ตุ๊จ้า”