ลุงกับป้าพาผมไปเดินห้างในตัวเมือง สองหนุ่มเม่นแดนก็ติดเบาะหลังมาเป็เพื่อนด้วย
ขณะที่ผมกำลังเลือกซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตตามลำพังนั้น...ก็รู้สึกว่ามีมือดีมาดึงกระตุกกระโปรงพลีต ที่รัดเอวด้วยยางยืดของผมจากด้านหลัง จนแทบหลุด
“เฮ้ย! ไอ้พวกโรคจิต!” ผมตวาดลั่นพร้อมกับหันไปมอง
แต่ก็ไม่พบใคร …
ครั้นมองลงมาที่พื้นก็พบว่ามีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อายุประมาณหนึ่งขวบ กำลังดึงกระโปรงพลีตของผมเพื่อยันตัวเองลุกขึ้นยืน “เฮ้ยๆ อย่าดึงๆ เดี๋ยวหลุด” ผมรีบจับยึดตัวกระโปรงไว้
ที่แท้ก็เป็เด็กนี่เอง นึกว่าพวกโรคจิตที่ไหน ก็แหม...ผมไม่เคยเป็ผู้หญิง เลยพาลหวาดระแวงไปหมด
“หม่ำๆ ๆ” เด็กพึมพำ
“หือ? ...ไหน? อะไรนะจ๊ะ หาแม่เหรอ” ผมสอดมืออุ้มเด็ก
ทันทีที่อุ้มขึ้นมา เด็กก็มุดหัวตรงไปดูดหน้าอกของผมทันที
จ๊วบ!
“เฮ้ย! ทำอะไรเนี่ย” ผมร้องใ “จั๊กกะจี๋!”
เด็กก็ร้องขึ้นมา “แง๊.........”
ผมรวบรวมสติ ก่อนจะอุ้มเด็กเขย่าเบาๆ เพื่อให้หยุดร้อง เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหาว่าผมเป็ต้นเหตุ
“โอ๋ๆ ๆ อย่าร้องนะ”
แต่เด็กไม่ยอมหยุด พึมพำแต่คำว่า “หม่ำๆ ๆ”
“สงสัยเด็กท่าจะหิวแฮะ หิวมากซะด้วย”
เด็กยังไม่ยอมแพ้ พยายามดื้อมุดหัวเข้าไปดูดหน้าอกอีกครั้ง
จ๊วบ!!!
“โอ๊ย! อย่า! มันเสียยยยยว! ......... ดูดตรงนี้ไม่ได้นะ!” ผมยื้อตัวเด็กออกมา “มันไม่มีน้ำ!”
เด็กไม่ฟัง พยายามดื้อทำอีก
“เฮ้ย! ...แม่มันอยู่ไหนเนี่ย!!!”
“แง๊!!! ...”
คราวนี้เด็กร้องหนักกว่าเดิม
“ตายละหว่า ทำไงดี”
ผมหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ก็ไม่พบใครแถวนั้นที่น่าจะเป็ผู้ปกครอง ส่วนเด็กก็ร้องลั่นจนผมอายเขาไปหมด คนอื่นๆ คงคิดว่า “ผมเป็แม่เด็กแน่ๆ เลย” ไม่ได้การ...อันดับแรกต้องให้เด็กหยุดร้องก่อน แล้วค่อยไปตามหาพ่อแม่มัน “ทำไงดีเนี่ย!”
ทันใดผมก็ปิ๊งไอเดีย “รู้แล้ว...”
ผมรีบอุ้มเด็กวิ่งตรงไปยังชั้นวางขวดนม ขณะที่เด็กก็ยังร้องไม่หยุด พอเจอหัวนมปลอมปุ๊ป ก็จัดการแกะซองแล้วจับยัดเข้าปากเด็กทันที “หิวนักรึ เอาไปเลย!”
พลุ๊บ!
มันได้ผล...เสียงร้องไห้เงียบไปสนิท เด็กตั้งหน้าตั้งตาดูดถี่ๆ ด้วยความหิว
จ๊วบๆ ๆ ๆ ๆ
“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจเฮือก “ได้ผลแฮะ หยุดร้องแล้ว”
เด็กยังไม่รู้ประสาอะไร คงคิดว่าถ้าหิวขึ้นมา ผู้หญิงคนไหนๆ ก็มีเหมือนแม่ของตัวเองหมด แหม...ดันมาเล็งเหมาะเจาะที่เราพอดี ซวยเลย...
แต่เหตุการณ์ก็เป็อย่างที่ผมคิดไว้ได้ไม่นาน
หลังจากเด็กดูดไปได้สักพัก จนน้ำลายฉ่ำ...เมื่อพบว่าไม่มีน้ำนมก็คายออกมาด้วยความหงุดหงิด แล้วขว้างทิ้งไปโดนหน้าแข้งคุณยายรูปร่างผอมคนหนึ่ง
“แอ้วววววว!”
ป้าป!
“ซวยล่ะ!” ฝากรอยน้ำลายกระเด็นติดที่หน้าแข้งยายด้วย แล้วเด็กก็ร้องไห้ต่อ คราวนี้หนักขึ้นกว่าเดิมเป็สองเท่า “งุ๊แว๊.............................................!!!”
“โอ๊ย! ...อย่าร้อง หนวกหู...!”
มุกหลอกเด็กของผมไม่เวิร์คซะแล้ว
คุณยายเอื้อมมือลงมาปาดเช็ดน้ำลายที่หน้าแข้งอันเรียวบางช้าๆ ...โดยไม่พูดอะไร
แล้วก้มหยิบหัวนมปลอมมาคืนให้
“ขอบคุณค่ะ” ผมยิ้มรับแหยๆ สุดแสนจะอับอาย...ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ด้วยนะ …
“คุณแม่มือใหม่หรือจ๊ะ ฮิๆ” คุณยายท่าทางใจดีถาม
“ไม่ใช่ค่ะคุณยาย คือว่า...”
“คิกๆ ไม่ต้องอายหรอกจ้ะ สมัยยายสาวๆ ก็เลี้ยงลูกไม่เป็อย่างนี้แหล่ะ คิกๆ” ว่าแล้วยายก็กวักมือหนึ่งที ควั่บ!
โอ๊ย! ผมจะอธิบายยายยังไงดี แล้วป้ากับคนอื่นๆ หายไปไหนกันหมดเนี่ย!!!
OOOOOOOOOO
แตแด่แด๊น แตแด่แด็น แตแด่แด็น...
เสียงอินโทรเพลง ‘มีเมียเด็ก’ เพลงลูกทุ่งชื่อดังจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าบรรเลงขึ้น เนื้อหาช่างตรงกับวัยของลูกค้ารายหนึ่งอย่างบังเอิญ ฉับพลันเพลงนี้ช่วยสะกิดประกายบางอย่างให้แก่เขา
“มีเมียเด็ก ต้องหมั่นตรวจเช็คร่างกาย ไม่ต้องนึกอายเป็ลูกผู้ชายต้องกล้า... (แต๊แตแด๊แดแดแด่) ”
ครูใหญ่วิชัยเศรษฐีใหญ่เ้าของไร่ ผู้เป็พ่อของเคน อยู่เป็โสดมานานนับสิบปีแล้วเนื่องจากภรรยาเสียชีวิต แกเป็คนกรุงเทพฯ หากเพราะหน้าที่การงานทำให้แกต้องพลัดถิ่นฐาน ครอบครัวเดิมของแกมีฐานะดีอยู่ก่อน พอมาลงทุนทำไร่ผลไม้และค้าที่ดินก็รุ่งเรืองมีกำไรงามกว่าสามสิบปี จนเป็เศรษฐีใหญ่ในปัจจุบัน
ถึงแกจะมีฐานะร่ำรวยแต่การแต่งตัวดูไม่ค่อยเป็ระเบียบสักเท่าไหร่ เพราะขาดคนเอาใจใส่ดูแล ลูกทั้งสามคน คิม-เคน-เค้ก ก็อยู่ที่กรุงเทพฯ กันหมด ่วันหยุดยาวๆ จะมาเยี่ยมสักทีหนึ่ง ลูกจ้างคนสนิทมักเปรยกับแกเสมอ
“เ้านายไม่ลองหาเมียใหม่ซักคนหรือครับ เอาไว้คอยดูแล เอาอกอกใจ”
ไม่ใช่ว่าแกไม่อยากมีเมียใหม่ แต่ผู้หญิงรุ่นเดียวกันต่างก็โรยรา เหี่ยวย่นกันไปหมดแล้ว ไร้ซึ่งความโสภา แกเลยอยากจะหาหญิงอายุน้อยกว่ามาเป็เมีย เพลงเมื่อกี้ ยิ่งช่วยตอกย้ำความคิดนั้น ให้หนักแน่นเข้าไปอีก
“อื้ม...ไม่เลวเหมือนกันแฮะ มีเมียเด็ก ขาวๆ เอ๊าะๆ น่าจะเข้าท่ากว่า”
ถึงกระนั้น แกก็ยังหาผู้หญิงที่ตรงสเปคไม่ได้ “ผมยาว ผิวขาวเนียนๆ ตาโตๆ ปากเล็กๆ แก้มยุ้ยๆ เอาไว้หอมให้ชื่นใจก่อนนอน ฟอด! ...”
วันนี้แกพาลูกหลานมาซื้อของที่ห้างในตัวเมือง ขณะนั่งจิบเบียร์และฟังเพลงเพลินๆ อยู่นั้น คิม ลูกชายคนโตก็หอบข้าวของพะรุงพะรังพร้อมกับภรรยาและลูกจ้างคนสนิทเดินเข้ามาหา
เมื่อคิมเห็นผู้เป็พ่อนั่งอยู่คนเดียว จึงร้องถาม
“พ่อ! แล้วลูกผมล่ะ”
ครูวิชัยใ...แทบสำลักเบียร์ แกลืมไปสนิทว่าลูกชายฝากให้ดูแลหลานก่อนจะออกไปซื้อของ
“อ้าว...เมื่อตะกี้ยังนั่งเล่นอยู่ในเปลอยู่เลย”
“โธ่! พ่อ...ลูกผมมันคลานได้แล้วนะ” ชายหนุ่มกระวนกระวายขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่า ลูกหาย!!!
“หรือว่าจะถูกลักพาตัว!”
ลูกจ้างโพล่งขึ้นมา ทำให้ทุกคนหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะแยกกันตามหาทันที
OOOOOOOOOO
เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ อันเงียบเหงา รถราบนถนนดูบางตา เพราะผู้คนพากันออกเที่ยวต่างจังหวัดกันเป็ส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่กำลังเซ็งสุดขีด คือกลุ่มที่ต้องมาทำงานในวันหยุดแห่งชาติเช่นนี้...
“โอ๊ย...เบื่อ วันหยุดสงกรานต์แท้ๆ ต้องมานั่งทำงาน แถมต้องพิมพ์เอกสารกองเบ้อเร่อเลย”
สาลี่บ่นอุบกับงานที่วางกองอยู่บนโต๊ะ รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องออกรับหน้าแทนใครบางคนที่หนีกลับบ้าน ต้องทนฟังผู้จัดการบ่นจนหูชาเมื่อเช้าแล้ว ยังโดนมอบหมายงานมาอีกกองโต
ปลาทู แม่สาวไว้ผมหน้าม้า มัดรวบยาวไว้ด้านหลัง ผิวสองสี เพื่อนร่วมชะตากรรมก็เซ็งไม่แพ้กัน หันมาแนะนำว่า “ทำไมไม่ให้เพื่อนเธอที่เป็ช่างเทคนิคคนนั้นช่วยพิมพ์ล่ะ เขาเก่งจะตายไม่ใช่เหรอ”
“คนไหน?” สาลี่ย้อนถามราวกับมีหลายคน
“ก็หนุ่มเชียงใหม่คนนั้นไง ปกติเธอก็ไปให้เขาช่วยเป็ประจำนี่...”
“อ๋อ...เขากลับต่างจังหวัดไปแล้ว”
“อ้าว? ทำไมล่ะ ไหนเธอเคยบอกว่าเขาต้องอยู่ช่วยงานปีนี้”
“พอดีอกหักน่ะ เลยหนีกลับบ้าน”
ซะงั้น...ปลาทูถึงกับกุมขมับกับเหตุผลที่ฟังดูน่าปวดหัว เก่งเสียเปล่า...แต่มาตกม้าตายง่ายๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง ลากน้ำเสียงแซวเพื่อนสาว “แล้วทำไม เธอไม่ช่วยดามอกให้เขาซะเองล่ะจ๊าาา...”
อีกฝ่ายตอบแทบจะทันควัน “บ้า! เพื่อนสนิทกัน คิดอย่างนั้นไม่ลงหรอก”
“จริงเหรอ”
“จริ๊ง...เราสองคนเคยแวะไปดูดวงกันเล่นๆ มาแล้ว หมอดูยังบอกว่าพวกเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน”
“แน่ะ แล้วเธอก็ดันเชื่อ...หมอดูที่ไหนเนี่ย พูดจาไม่สร้างสรรค์ ทำไมไม่บอกว่าเป็เนื้อคู่กันเล้า...แล้วนี่ถ้าหมอดูบอกว่าเธอเป็เนื้อคู่กับวินมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้มิท้องป่องกับพวกนั้นไปแล้วเรอะ”
“เว่อร์ ฉันก็ไม่ได้งมงายขนาดนั้นหรอก แต่จากสถานภาพที่เห็นอยู่มันเป็ไปไม่ได้จริงๆ คือเรารู้จักกันมาั้แ่เริ่มบรรจุเข้าทำงานตอนอายุยี่สิบต้นๆ จนตอนนี้อายุจะสามสิบละ สนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงหมด กินกันเองไม่ลงแล้ว ถ้าต้องให้มาเป็แฟนกันคงปั้นหน้าไม่ถูก นึกไม่ออกว่าจะสวีทกันยังไง” แค่สาลี่พยายามนึกภาพตอนกอดกัน...ก็ขนลุกแล้ว “อื๊ยส์...ไม่เอาอ่ะ”
“เออ แต่แปลกนะ เธอทำงานอยู่ตึกนี้ แล้วไปสนิทกับคนตึกโน้นได้ยังไง เคยเรียนมาด้วยกันเหรอ?”
“เปล่าหรอก พวกฉันก็เพิ่งรู้จักกันตอนทำงานเนี่ยแหล่ะ ตอนแรกที่เจอกันก็ทั้งขำและน่าอายมาก เพราะฉันดันไปทำซุ่มซ่ามใส่เขาซะด้วยสิ”
“เหรอ? ...” ประเด็นนี้ปลาทูทำท่าสนอกสนใจเป็อย่างมาก เป็นัยบังคับให้เพื่อนต้องเล่า
คู่สนทนาดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจจะบอกเื่ขายหน้านี้นัก หากก็เลี่ยงไม่ได้ “วันนั้นฉันรีบไปส่งงานให้หัวหน้า เผอิญลิฟต์มันเสีย ฉันเลยต้องวิ่งลงบันไดแทน ส้นรองเท้าก็ไม่ค่อยดี เลยเสียหลักตรงหัวโค้งบันได แล้วเขาก็ดันมานั่งซ่อมปลั๊กไฟอยู่ตรงนั้นพอดี ฉันเลยลื่นล้มไปทับเขาเข้าโครมเบ้อเร่อ”
“ตายแล้ว! เจ็บหนักรึเปล่าเธอ”
“ฉันน่ะคร่อมอยู่ข้างบน...ไม่เจ็บหรอก ส่วนเขาคงเจ็บน่าดู เพราะกลายเป็เบาะรองให้ฉัน แต่ที่สำคัญ...” สาลี่หยุดเล่ากะทันหัน และเว้นไปนาน...
จนเพื่อนทนไม่ไหวต้องถามต่อ “ที่สำคัญอะไรเหรอ!?”
สาลี่ตอบแบบอายๆ ว่า “ก...ก็...เธอก็รู้ว่าฉันชอบใส่กระโปรงบานใช่ม้า กระโปรงของฉันน่ะ ดันไปคลุมหัวเขาไว้ซะมิดเลยน่ะสิ”
“ตายแล้ว! อย่างนี้เขาก็เห็นหมดน่ะซี้...”
“คงงั้นมั้ง...”
“ว้าย! อย่างนี้เธอแต่งงานกับใครไม่ได้แล้วนะ นอกจากเขา”
“แหม...เธอก็พูดเกินไป ฉันใส่กางเกงขาสั้นซ้อนไว้ด้านในด้วยหรอกย่ะ”
“อ้อเหรอ?”
“ฉันน่ะ อ๊ายอาย...ดีนะ ที่เขาไม่ถือ ถ้าเป็คนอื่นฉันคงโดนด่ายับไปแล้ว” สาลี่พูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาประกบแก้มทั้งสองข้าง
หากเพื่อนสาวผมม้าก็ยังคงไม่ละความพยายาม เซ้าซี้ต่อ “แต่ฉันว่า ยังไงเธอก็ต้องรับผิดชอบ ยอมเป็แฟนเขาอยู่ดีนั่นแหล่ะ เพราะเล่นเอากระโปรงคลุมหัวเขาซะแบบนั้น ถึงเขาจะไม่เห็นอะไรก็เถอะ แต่ กลิ่น เกลิ่น อะไรเงี้ย…” พูดพลางโบกมือวน ประกอบแอ็คชั่น
“ไม่เป็ไร เขาบอกว่าหอมดี”
“เฮ้ย!!!” ปลาทูถึงกับสะดุ้งตาลุก
“เอ๊ย! ไม่มี! ล้อเล่น กลิ่นฉันไม่แรงขนาดนั้น นี่เธอ! ยังไม่เลิกยุฉันให้เขาอีกเหรอ! ฉันจั๊กกะจี๋จนทนไม่ไหวแล้วนะ” เ้าของเื่ร้องตัดบท
ก่อนจะลุกเดินหนีออกไปมองที่นอกหน้าต่าง
ถอนหายใจยาว...และรำพันเบาๆ ว่า “เฮ้อ...ไม่รู้เพื่อนสนิทของฉัน จะเป็ตายร้ายดียังไง อาจจะนอนร้องไห้อยู่กับบ้าน หรือไปสนุกลั้นลากับสาวที่ไหนกันน้อ...”
OOOOOOOOOO
“จ๊วบๆ ๆ ๆ”
เสียงเด็กดูดนมรัวอย่างมีความสุข ในขณะที่คุณยายกำลังอุ้มอยู่
“ขอบคุณนะคะคุณยาย”
“จ้า ไม่เป็ไร”
อย่าเพิ่งคิดว่านมที่เด็กดูดเป็ของคุณยาย เพราะนมหมดอายุไปแล้ว ความจริงก็คือ...คุณยายพาผมมายังแผนก ‘Day Care’ ศูนย์ดูแลเด็กชั่วคราวภายในห้าง เ้าหน้าที่เลยชงนมให้กิน
พอเด็กกินอิ่ม ก็เปลี่ยนให้ผมมาอุ้มแทน...ก่อนยายจะจากไป ยังอุตส่าห์กระซิบกระซาบบอกกับผมอีก
“ทีหลังน่ะ ถ้าน้ำนมไม่ไหลอีก ก็ชงนมให้กินแทนเลยนะจ๊ะ ไม่ต้องอายหรอก แล้วอย่าลืมซื้อนมผงกลับบ้านล่ะ คิกๆ” ยายกวักมือท่าเดิมอีกหนึ่งที ควั่บ!
แกยังคงคิดว่าเด็กคนนี้เป็ลูกของผม
“ค่ะๆ” ผมฝืนยิ้มรับแบบเสียไม่ได้อีกครั้ง
พอยายผู้ใจดีเดินกลับไปแล้ว ผมก็หันมาบอกกับเ้าหน้าที่ “พี่คะ ช่วยประกาศตามหาพ่อแม่ของเด็กคนนี้ให้หน่อยค่ะ”
“อ้าว! ไม่ใช่ลูกของน้องหรอกเหรอจ๊ะ”
“ไม่ใช่อ่ะค่ะ” ผมส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆ
“แหม...พี่ก็ว่าอยู่ หน้าตาน้องเด้ก...เด็ก ไม่น่าจะมีลูกแล้ว”
“แฮ่ะๆ พอดีหนูไปเจอเค้าที่ซุปเปอร์มาเก็ต คงจะพลัดหลงมา”
“อ๋อ จ้ะๆ เดี๋ยวพี่ประกาศให้”
หลังจากเสียงประชาสัมพันธ์ของห้างจบลง ครูใหญ่วิชัยอยู่ใกล้ที่สุด ก็รีบตรงมายังแผนก Day Care โดยด่วน เพราะสำนึกว่าเป็ต้นเหตุ ในใจก็ได้แต่ภาวนาขอให้ ‘เด็กพลัดหลง’ ที่ห้างประกาศนั้นเป็หลานของแก
เมื่อใกล้จะถึง...ก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนอุ้มหลานตัวเองอยู่ไกลๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก น้ำตาคลอด้วยความดีใจ
“นั่นไง เจอแล้ว หลานปู่...โชคดีจริงๆ ...เด็กสาวคนนั้นคงจะช่วยเอาไว้สินะ...แม่พระแท้ๆ แม่คุณเอ๊ย...” แววตาของครูใหญ่ฉายแววแห่งความปลาบปลื้มออกมาให้เห็น ประทับใจต่อเด็กสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะพรรณนาถึง...แบบลอยๆ
“อืม...หน้าตาน่ารักดีแฮะ แถมยังจิตใจดีอีกต่างหาก ผมยาว ตาโต แก้มยุ้ย ช่างเหมือนนางฟ้าก็ไม่ปาน ท่าทางจะเป็คนรักเด็กเสียด้วย ต้องอย่างนี้สิ ตรงกับที่อยากได้พอดีเป๊ะ! เลย”
ผมเหลือบเห็นครูใหญ่เข้าพอดี เมื่อเขาจวนตัว “เอ๋? ลูกของตาลุงคนนี้เหรอ ไม่ใช่มั้ง ทำไมมีลูกตอนแก่ขนาดนี้ อย่าบอกว่ามารับเด็กนะ ไม่เชื่อหรอก อาจจะเป็พวก 18 มงกุฎก็ได้”
“ขอบใจมากนะหนู ที่ช่วยดูแลหลานของลุง” ครูวิชัยเอ่ย
อ๋อ...ที่แท้ก็เป็หลาน ค่อยน่าเชื่อหน่อย “หลานของลุงเหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ เค้าชื่อ ตุ๊จ้า*”
“ตุ๊จ้า?!” เข้าใจตั้งชื่อเนอะ...น่ารักดี แต่พอโตขึ้นมันจะอายเพื่อนไหมเนี่ย
ผู้เป็ปู่ลองสอดมือเข้ามาอุ้มหลาน
แต่หลานกลับปฏิเสธเบือนหน้าหนี หันมาซบผมแทน แกเลยโวยวาย
“เฮ้ย! อะไรเนี่ยตุ๊จ้า หนอย...ได้แม่ใหม่ ทำเป็ลืมปู่ตัวเอง”
ผมเริ่มทำหน้าไม่เชื่อ...ครูวิชัยเองก็เหมือนจะรู้ทันความคิดนั้น จึงรีบแก้ตัว “นี่เป็หลานของลุงจริงๆ นะ เดี๋ยวพ่อแม่เขาคงมาช่วยยืนยัน”
“อ๋อ...ค่ะๆ” ผมตอบแบบกึ่งรับกึ่งสู้ ยังไงก็ขออุ้มเด็กเอาไว้ก่อน อย่างน้อยก็ให้ห่างๆ มือลุงแปลกหน้าคนนี้
ครูวิชัยถูมือแก้เก้อ...
ความแคลงใจของผมทำให้ชายวัยเกษียณต้องหาเื่คุยแก้เขิน “เอ่อ...ถ้าไม่ได้หนูช่วยไว้ ต้องแย่แน่ๆ เลย ลุงไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี”
“ไม่เป็ไรค่ะ เื่เล็กน้อย”
ขณะนั้น ป้า เม่นและแดนก็มาถึงพอดี “แหม...พากันมาตอนจบ มาเก็บฉากรึไงเนี่ย”
เม่นนำหน้ามาด้วยเสียงแซว “โอ้โห! น้องแตงโมหายไปแป๊บเดียว มีลูกซะแล้ว ไวไฟจริงๆ”
* ตุ๊จ้า (ภาษาเหนือ) เป็กริยายกมือไหว้ของเด็กเล็กๆ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัด เพื่อสวัสดี หรือแสดงความขอบคุณเมื่อรับของจากผู้ใหญ่ คำนี้ย่อมาจากคำว่า สาธุจ้ะ, สาธุจ้า แต่เนื่องจากเด็กยังพูดไม่ค่อยชัด จึงออกเสียงได้แค่ “ตุ๊จ้า”