สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 156 สะใจ

        ราวกับคนตาบอดทั้งสามกำลังใช้ดวงตาที่มองไม่เห็นของตัวเองมองมายังอันเจิงอย่างเย็นยะเยือก กระบี่ทั้งสามเล่มเปล่งประกายไปด้วยพลัง ราวกับพร้อมจะกรีดผิวหนังของอันเจิงออกทุกเมื่อโดยที่อันเจิงไม่รู้เลยว่า ห่างออกไปด้านบนห้าสิบเมตรใครบางคนกำลังนั่งอยู่บนผ้าสีดำผืนหนึ่ง เพื่อรอให้เวลามาถึงอย่างสงบ

 

        ผ้าผืนนั้นสีดำสนิทไม่ต่างไปจากท้องนภาในยามราตรีต่อให้จะเพ่งมองอย่างตั้งใจ ก็ไม่มีใครรู้แน่ว่าตรงนั้นมีบางอย่างลอยอยู่เหนือผ้าสีดำมีชายที่ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำนั่งรออยู่บนนั้นและในมือของเขาก็มีกระบี่คมเฉียบที่พรางแสงสะท้อนเอาไว้เช่นกัน

 

        “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ไม่น่ามาที่นี่เลย”

 

       คนตาบอดที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราบเรียบราวกับเขาไม่ได้กำลังจะฆ่าคนแต่กำลังทำกิจวัตรประจำวัน เช่นการกินข้าว ดื่มน้ำ และนอนหลับอยู่

 

        เดิมทีอันเจิงคิดจะเรียกกระดิ่งแก้วออกมาแต่เพียงไม่นานเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นลง กระดิ่งแก้วทรงพลังมากเกินไป หากใช้มันอาจนำเรื่องยุ่งยากมาให้โดยไม่จำเป็นก็ได้

 

        อันเจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงพูดขึ้น “ข้าแค่อยากได้ทรัพย์สิน ไม่ได้จะฆ่าใครทำไมต้องตามกัดกันแบบไม่ตายไม่เลิกด้วย?”

 

        คนตาบอดส่ายหน้า “ในเมื่อเจ้าเข้ามาแล้วเช่นนั้นไม่ตายก็เลิกไม่ได้”

 

        อันเจิงถามขึ้น “เจ้ามั่นใจรึว่าฆ่าข้าได้?”

 

        คนตาบอดยกกระบี่ขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแล้วชี้มันมาที่ใบหน้าของอันเจิง “เจ้าไม่ใช่คนแรกที่ถูกฆ่าและจะไม่ใช่คนสุดท้ายด้วย ดังนั้นสำหรับข้านี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเจอบ่อยแล้ว ข้าไม่แน่ใจว่าตัวเองจะฆ่าเจ้าได้หรือไม่ แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องตายแน่นอน”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก“อะไรทำให้เจ้ามั่นใจขนาดนั้น”

 

        เขาเคลื่อนตัวไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็วคนตาบอดตรงหน้าจึงเหวี่ยงกระบี่ และส่งลำแสงแห่งกระบี่พุ่งตามอันเจิงออกไปติด ๆ

 

        คิดไม่ถึงเลยว่าหลี่ชางหลี่จะหายอดฝีมือแบบนี้มาทำงานด้วยได้

 

        อันเจิงคิดเช่นนั้นในใจ

 

       ขนาดนี่เป็นแค่หนึ่งในบ้านจำนวนมากของหลี่ชางหลี่ยังมียอดฝีมือเฝ้าอยู่ถึงสามคน อันเจิงรู้ดีว่าทั้งสามต้องมีพลังสูงกว่าขอบเขตสุมารุแน่ๆ เพราะนอกจากตัวประหลาดอย่างเขาแล้ว ก็ไม่มีผู้ฝึกพลังในขอบเขตจุติสวรรค์คนไหนส่งลำแสงแห่งกระบี่เช่นนี้ออกมาได้แน่

 

        เมื่อมีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุ ผู้ฝึกตนสามารถใช้พลังในร่างกายได้ถึงสองรูปแบบรูปแบบแรกคือการเปลี่ยนพลังให้กลายเป็นเส้นเชือกสำหรับควบคุมอาวุธวิเศษ และโจมตีระยะไกลรูปแบบที่สองคือการส่งพลังในอาวุธวิเศษออกไปโจมตีคู่ต่อสู้

 

       ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคนตาบอดทั้งสามถนัดอย่างหลังมากกว่า

 

        อันเจิงหมุนตัวแล้วเหวี่ยงมือออกไปทำให้แสงที่เย็นยะเยือกระเบิดออกมาจากฝ่ามือ

 

       กริชในมือฟันลงกลางลำแสงแห่งกระบี่อย่างแม่นยำเขาตวัดปลายแหลมของกริชไปที่กลางพายุแห่งคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาจากนั้นก็ออกแรงเหวี่ยงพวกมันไปทางด้านหลัง เพียงเท่านั้นลำแสงแห่งกระบี่ทั้งหลายก็ถูกส่งไปยังทิศอื่นแล้ว

 

        กริชนี้ไม่ใช่ของชั้นดีอะไร แน่นอนมีเพียงอันเจิงเท่านั้นที่คิดแบบนี้ หลายปีมานี้ เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนระหว่างแคว้นเยี่ยนกับแคว้นจ้าวมาโดยตลอดและเขาก็มักจะข้ามไปหาของดีภายในแคว้นทั้งสองอยู่เป็นประจำ ดังนั้น เขาจึงมีสมบัติและอาวุธติดตัวมากจนแทบจะนับไม่ถ้วนแล้ว

 

        กริชเล่มนี้เป็นอาวุธระดับสีแดงซึ่งอันเจิงเก็บมาจากสนามรบที่ชายแดนของแคว้นเยี่ยนนั่นเอง ในตอนนั้นกริชเล่มนี้เสียหายจนแทบจะดูไม่ได้แล้ว เจ้าของเดิมก็ตายในสงครามอันเจิงจึงนำกริชนี้กลับไปที่สำนัก จากนั้นก็ให้ผู้เฒ่าฮั่วซ่อมแซมต่อ แล้วยังตั้งชื่อใหม่ให้ตามความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของมันอีก

 

        หนาวเหน็บ

 

        ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่ากริชเล่มนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นจากเหล็กเย็นบนภูเขาหิมะที่ดินแดนทางเหนือ เดิมทีเหล็กเย็นมีคุณภาพสูงมากแต่เจ้าบ้าที่ไหนก็ไม่รู้กลับนำมันไปหลอมจนเป็นเช่นนี้ ทำให้คุณภาพของมันลดลงไปมาก

 

        หากผู้หลอมสร้างกริชเติมเลือดเข้าไปในเหล็กก่อนแล้วค่อยนำมันมาตีเป็นอาวุธละก็ กริชที่ได้คงเป็นอาวุธระดับสีทองไม่ใช่ระดับสีแดงแบบนี้

 

        กริชหนาวเหน็บเริงระบำอยู่ในฝ่ามือของอันเจิงให้ความรู้สึกงดงามอย่างเงียบสงบ เมื่อปลายกริชถูกแทงเข้าไปในพายุแห่งพลังกระบี่อันเจิงก็ออกแรงตวัด ส่งให้พายุแห่งพลังกระบี่ที่พุ่งเข้ามาเปลี่ยนทิศไปทางอื่นแทนแต่พายุนั้นเพิ่งพุ่งออกไปได้เพียงไม่นาน พลังแห่งกระบี่ที่คมเฉียบราวกับกระบี่ของจริงก็ถูกเยือกแข็งจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปเสียแล้ว

 

        และนี่ก็คือพลังของกริชหนาวเหน็บ

 

       อันเจิงส่งพายุแห่งคมกระบี่ที่ถูกเยือกแข็งไปยังคนตาบอดที่ยืนดักอยู่ทางด้านหลังแต่คนตาบอดคนที่สองก็เหวี่ยงลำแสงแห่งกระบี่ตรงออกไปในอากาศราวกับระลอกสายฟ้า ผ่าลงบนพายุแห่งกระบี่ที่ถูกเยือกแข็งจนพวกมันแตกกระจายออกจากกัน

 

        ทว่าในตอนนั้นร่างของอันเจิงก็พุ่งเข้าไปใกล้เสียแล้ว

 

        เมื่อเห็นว่าอันเจิงเริ่มเคลื่อนไหวคนตาบอดรายที่สามก็พุ่งตามไปติด ๆ วินาทีที่อันเจิงพุ่งเข้าไปใกล้คนตาบอดรายที่สองกระบี่ของคนตาบอดรายที่สามก็กำลังจะสัมผัสกับแผ่นหลังของอันเจิงเช่นกันทางด้านคนตาบอดรายที่หนึ่งเองก็ทะยานขึ้นไปในอากาศ จากนั้นก็ยกแขนขึ้นสูงแล้วเหวี่ยงลำแสงแห่งกระบี่มาที่ศีรษะของอันเจิงทันที

 

        ทั้งสามร่วมกันต่อสู้ได้อย่างรู้ใจนี่ไม่ใช่สิ่งที่จะฝึกได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แน่

 

       หากอันเจิงแทงกริชเข้าไปในตัวคนตาบอดรายที่สองกระบี่ของคนตาบอดรายที่สามที่พุ่งมาประชิดแผ่นหลัง กับลำแสงแห่งกระบี่ของคนตาบอดรายแรกที่พุ่งตรงมาที่หัวก็จะแทงทะลุหลังและผ่าลงที่กลางสมองของเขาอย่างพร้อมเพรียง

 

        วินาทีนั้นอันเจิงเหวี่ยงมือซ้ายไปทางด้านหลังอย่างกะทันหันทำให้บางสิ่งปรากฏขึ้นที่เบื้องหลัง

 

        นั่นไม่ใช่เกล็ดมัจฉาแต่เป็นดาบที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมเล่มหนึ่งต่างหาก

 

        นี่น่าจะเป็นดาบที่มีน้ำหนักมากไม่ต่างไปจากดาบร้อยเล่ห์ เพียงแต่ดาบเล่มนี้มีตัวดาบที่เสียหายและชำรุดอยู่หลายแห่ง

 

        ดาบเล่มนี้มีความยาวประมาณหนึ่งเมตรครึ่งเมื่ออันเจิงเหวี่ยงมันไปด้านหลัง ดาบก็ตั้งตรงบดบังร่างของอันเจิงเอาไว้อย่างพอดิบพอดีทั้งกระบี่ของคนตาบอดรายที่สาม และลำแสงแห่งกระบี่ของคนตาบอดรายที่หนึ่งจึงกระแทกลงบนดาบที่ปรากฏขึ้น

 

        ระหว่างนั้น คนตาบอดรายที่สองก็เรียกลำแสงแห่งกระบี่ออกมาและส่งให้มันพุ่งตรงเข้าไปหาอันเจิงอย่างรวดเร็ว

 

        อันเจิงเหวี่ยงกริชไปทางด้านหน้า เมื่อลำแสงสีเงินประกายขึ้นลำแสงแห่งกระบี่ของคนตาบอดรายที่สองก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเกล็ดหิมะขนาดเท่าฝ่ามือไปเสียแล้วเกล็ดหิมะห้าแฉกร่วงโรยอันเจิงจึงส่งเกล็ดหิมะเหล่านั้นออกไปพร้อมกับพลังแห่งคมกริชพวกมันอ้อมร่างของอันเจิง แล้วพุ่งตรงไปที่ร่างของคนตาบอดอย่างรวดเร็ว

 

        กระบี่สองเล่มกระแทกลงบนดาบใหญ่อย่างจังด้วยพลังโจมตีที่มหาศาลแม้ดาบนี้จะเคยมีคุณภาพสูงก็จริง แต่สุดท้ายกระบี่ทั้งสองเล่มก็ยังทำให้ดาบใหญ่หักออกจากกันจนได้

 

        และในตอนนั้นเอง เมื่ออันเจิงต้านลำแสงแห่งกระบี่ที่พุ่งเข้ามาหาได้สำเร็จเขาก็แทงกริชในมือตรงไปที่คอหอยของคนตาบอดรายที่สองทันที

 

       ทว่าในตอนที่กริชอยู่ห่างจากลำคอของคนตาบอดรายที่สองเพียงไม่ถึงห้าเซนติเมตรอีกฝ่ายก็ยกกระบี่ขึ้นมาด้านหน้า ต้านปลายแหลมของกริชเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด

 

        ทว่าอันเจิงกลับส่งประกายรอยยิ้มที่น่าพิศวงออกมา

 

       เขายื่นมือซ้ายที่ยังว่างอยู่ออกไปอย่างเชื่องช้าจากนั้นก็ออกแรงเมื่อฝ่ามืออยู่ห่างจากใบหน้าของคนตาบอดเพียงไม่ถึงสิบเซนติเมตรพลังที่แสนแข็งแกร่งระเบิดออกไปอย่างกะทันหันและกระแทกลงบนใบหน้าของคนตาบอดอย่างจัง

 

        ตูม...

 

        คนตาบอดหงายหลังกลับไป

 

        และในตอนนั้นเอง คนชุดดำที่ลอยอยู่ด้านบนก็เริ่มลงมือเขาร่อนลงมาจากผ้าที่ราวกับเป็นละอองหมอกสีดำ จากนั้นก็ดึงผ้าสีดำลงมาพร้อมกันเสมือนผ้าผืนนั้นเป็นร่มชูชีพส่วนตัวของเขา

 

        เขาดึงผ้าสีดำเข้ามาคลุมกาย ทันใดนั้นร่างของเขาก็หายวับไปกลางอากาศทว่ากระบี่ที่แหลมคมราวกับเขี้ยวของอสรพิษกลับปรากฏขึ้นที่หลังหัวของอันเจิงในชั่วพริบตา

 

        เป็นกระบี่ที่เงียบสงัดและพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันเหลือเกิน

 

        วินาทีนั้น คนตาบอดทั้งสองก็ราวกับจะเห็นภาพการตายของอันเจิงปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้วแม้หนึ่งในสมาชิกของพวกเขาจะถูกอันเจิงโจมตีจนหงายหลังไป แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอยู่ดีด้วยการต่อสู้ที่รู้ใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน กับผ้าคลุมที่น่าพิศวงผืนนั้นหลายปีมานี้ พวกเขาสังหารคู่ต่อสู้ไปมากมาย

 

       แต่ในครั้งนี้...พวกเขาต้องผิดหวังเสียแล้ว

 

       โล่แผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของอันเจิงนั่นไม่ใช่โล่ที่แลดูสมบูรณ์แบบเลยสักนิด มันมีรอยแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัดสี่ถึงห้ารอยเลยทีเดียวหากเป็นในตอนที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ โล่นี้คงถือเป็นของวิเศษระดับสูงสุดของระดับสีขาวแต่มาตอนนี้...ดูเหมือนมันจะผุกร่อนจนใช้งานไม่ได้อีกแล้ว

 

        และก็เป็นอย่างที่พวกเขาคิดจริง ๆเพราะโล่นั้นต้านการโจมตีได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 

        แต่สำหรับอันเจิง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

 

        โล่สภาพทรุดโทรมต้านรับการโจมตีเอาไว้ได้ทันทำให้อันเจิงมองเห็นมือที่ถือกระบี่ซึ่งปรากฏขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนั่นแล้วแม้ผ้าสีดำจะบดบังร่างกายส่วนใหญ่ได้จนหมด แต่มือที่ถือกระบี่กลับเผยออกมาด้านนอก...

 

        พรึบ...

 

        กริชในมืออันเจิงพุ่งออกไปในอากาศและแทงลงบนหลังมือที่ปรากฏขึ้น ทันใดนั้นมือข้างนั้นก็เริ่มเยือกแข็งอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพียงเสี้ยววินาที มือที่ถือกระบี่ก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปเสียแล้ว ทว่าการเยือกแข็งกลับยังไม่หยุดลงเพียงเท่านั้นแต่ยังลามไปที่ท่อนแขนของเขาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

 

        “อ๊าก!”

 

       เสียงกรีดร้องแห่งความหวาดผวาดังออกมาจากผ้าคลุมสีดำชายในชุดดำยื่นมือซ้ายเข้ามาจับแขนขวาที่ได้รับบาดเจ็บแล้วกรีดร้องขึ้นด้วยความสะพรึงกลัว

 

        “เจ้ายังมีอาวุธวิเศษอีกสักกี่ชิ้นกัน!”

 

       เมื่อเห็นว่ากริชสั้นหลุดออกไปจากมืออันเจิง คนตาบอดรายแรกก็แทงกระบี่เข้ามาที่ลำคอของอันเจิงทันที

 

        ค้อนศึกสภาพทรุดโทรมปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าอันเจิงต้านพลังแห่งคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างแม่นยำ

 

        อันเจิงยักไหล่ “มีอีกเยอะเลยล่ะ”

 

       คนตาบอดรายที่สองที่เคยถูกโจมตีจนหงายหลังก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้นแล้วแทงกระบี่ไปที่ร่างของอันเจิงอีกครั้ง “ไปเก็บมาจากกองขยะสินะ!”

 

        อันเจิงสะบัดมือค้อนใหญ่จึงลอยไปกระแทกจนพลังแห่งกระบี่แตกยับแล้วพุ่งตรงไปกระแทกลงบนหน้าอกของคนตาบอดรายที่สองอย่างจัง เดิมทีคนผู้นี้ก็ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้วจึงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน โดนค้อนกระแทกเข้าที่หน้าอกและหงายหลังลงไปอีกครั้ง ทว่าวินาทีที่ค้อนกระแทกลงบนหน้าอกของเขาค้อนใหญ่ก็แหลกกระจายออกจากกัน คล้ายเป็นหินที่ถูกทุบจนแหลกกระจายเช่นนั้น

 

        “กองขยะบ้าบออะไรกัน อะไรที่ยังใช้ได้ก็ไม่ถือเป็นขยะทั้งนั้นแหละ”

 

       อันเจิงถืออาวุธระดับสีขาวเอาไว้ด้วยมือซ้าย และถือกริชที่พุ่งกลับเข้ามาเอาไว้ด้วยมือขวาจากนั้นก็เข้าปะทะกับคนตาบอดสองคนที่เหลืออย่างดุเดือด

 

       คนตาบอดรายที่หนึ่งไม่กล้าปะทะกับกริชในมือของอันเจิงตรง ๆจึงถูกอันเจิงบีบให้ถอยออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าในตอนนั้นเอง คนตาบอดรายที่สามกระแทกจนของวิเศษระดับสีขาวในมืออันเจิงลอยกระเด็นออกไปจากนั้นก็พุ่งกระบี่มาที่หน้าอกของอันเจิงอย่างรวดเร็ว

 

        แต่จู่ ๆกลองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในมือซ้ายของอันเจิง มันปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันราวกับเป็นการเล่นมายากลก็ไม่ปานอันเจิงดันกลองขนาดใหญ่ไปข้างหน้าทำให้คนตาบอดรายที่สามกับกระบี่ในมือพุ่งเข้าไปในกลองอย่างรวดเร็วกลองใบนั้นมีรอยขาดจึงไม่อาจตีให้ดังได้ แต่ตัวกลองก็มีขนาดใหญ่มากจึงยัดร่างของคนตาบอดรายที่สามเข้าไปได้อย่างพอดิบพอดี

 

       อันเจิงบีบให้คนตาบอดรายที่หนึ่งถอยกลับไปอย่างต่อเนื่องจากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบลงบนด้ามกระบี่ที่อีกฝ่ายทำตกเอาไว้กระบี่ยาวถูกเหยียบจนกระเด้งขึ้นมาจากพื้น ก่อนอันเจิงจะหมุนตัวแล้วถีบไปที่ด้ามกระบี่อย่างแรงส่งผลให้กระบี่ยาวกลายเป็นลำแสงอันเฉียบคม พุ่งตรงเข้าไปในกลองอย่างแม่นยำ ฉึก...เลือดค่อยๆ ไหลออกมาจากรอยแตกของหน้ากลอง

 

        อันเจิงมีอาวุธวิเศษมากมายเหลือเกิน อีกทั้งอาวุธทุกชิ้นก็ยังผุพังสภาพไม่สมบูรณ์สักอัน

 

       คนตาบอดรายสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ถูกอาวุธชำรุดทั้งหลายโจมตีบีบคั้นจนแทบจะกระอักเลือดออกมาอยู่แล้วนี่เป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากและไม่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิต ถูกอาวุธผุพังพวกนั้นโจมตีจนต้องถอยครั้งแล้วครั้งเล่ามิหนำซ้ำเจ้าบ้าที่ดูไม่น่าสะดุดตาคนนี้ก็ยังเป็นเหมือนถุงใส่ของขนาดใหญ่ที่สามารถหยิบอาวุธผุพังออกมาได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุดเสียที

 

        ตุ้บ!

 

        คนตาบอดรายสุดท้ายที่คล้ายจะเป็นผู้นำกลุ่มถูกของที่มีลักษณะคล้ายกาน้ำโลหะกระแทกเข้าที่กลางหน้าผาก ทำให้หน้าผากมีรอยนูนขึ้นมาอย่างรวดเร็วอีกทั้งแรงกระแทกอันแสนมหาศาลยังทำให้เขาล้มหงายหลังไป

 

        ตอนนี้คนที่ถูกกริชแทงมือเมื่อครู่กลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปทั้งตัวแล้ว

 

        อันเจิงเดินเอียงตัวแล้วถีบออกไป พรึบ...พรืด....ร่างน้ำแข็งแตกกระจายออกจากกันเพราะฝ่าเท้าหนักๆ ของอันเจิง ก้อนน้ำแข็งมากมายจึงร่วงระเนระนาดอยู่เต็มพื้นดิน

 

        “ข้ารู้จักพวกเจ้า”

 

       อันเจิงเก็บกระบองหนามที่กำลังจะหักออกจากกันขึ้นมาจากพื้นดินจากนั้นก็ทุบมันลงบนศีรษะของคนตาบอดรายที่สองที่กำลังนอนหมดสติอย่างแรงเพียงครั้งเดียว หัวของคนตาบอดก็แหลกกระจายไม่ต่างไปจากแตงโมที่ถูกทุบทั้งเลือดสีแดงและสมองสีขาวต่างก็กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นดิน

 

        อันเจิงทุบลงบนนั้นถึงสามครั้งทำให้หัวของคนตาบอดเละจนไม่ต่างไปจากกองโคลนเลย

 

        “พวกเจ้าไม่ใช่ชาวเยี่ยนแต่เป็นชาวจักรวรรดิต้าซีในตอนนั้น พวกเจ้าเข้าไปปล้นสุสานของประมุขแห่งสำนักชิงซานขโมยสมบัติในนั้นไปเยอะเลย ทำให้ถูกคนจากสำนักชิงซานตามล่า ต่อมาเมื่อหมดหนทางพวกเจ้าก็ตั้งตัวเป็นโจรไปเสียเลย พวกเจ้าฆ่าล้างตระกูลไปทั้งหมดสิบหกตระกูลด้วยเวลาเพียงครึ่งปีจากนั้นก็หนีไปพร้อมกับทรัพย์สินที่ได้มา”

 

        “สุดท้ายเจ้าหน้าที่ของกรมตุลาการก็ตามพวกเจ้าจนทันแต่คิดไม่ถึงเลยว่า พวกเจ้าจะพกอาวุธวิเศษของสำนักชิงซานที่ขโมยมาจากสุสานติดตัวไปด้วยนั่นก็คือเจ้านี่ไงล่ะ”

 

        อันเจิงเก็บผ้าสีดำขึ้นมาจากพื้น“ผ้าคลุมล่องหน...เป็นสมบัติที่สำนักชิงซานทำหาย แต่เพราะกลัวว่าเรื่องชั่ว ๆที่สำนักตนเคยทำจะแดงออกไป พวกเขาเลยไม่ได้บอกเรื่องนี้กับกรมตุลาการเพราะสำนักชิงซานก็ก่อตั้งขึ้นด้วยวิธีสกปรกเช่นกัน”

 

        “แต่ผลสุดท้ายก็คือ เจ้าหน้าที่จากกรมตุลาการที่ตามพวกเจ้าจนทันถูกพวกเจ้าลอบทำร้ายด้วยผ้าคลุมนี่ แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้ามากแม้จะถูกลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังทำให้พวกเจ้าสี่คนตาบอดได้เขาได้รับบาดเจ็บหนักจึงไม่กล้าตามไปจับกุมพวกเจ้าส่วนพวกเจ้าเองก็ไม่กล้ากลับมาสู้ตายกับเขาเหมือนกัน สุดท้ายพวกเจ้าก็เลยต้องหนีหัวซุกหัวซุนไป”

 

        “คิดไม่ถึงเลยว่า หลายปีผ่านไปพวกเจ้าจะกลายเป็นสุนัขเฝ้าบ้านของคนอื่นไปแล้ว”

 

        คนตาบอดคนสุดท้ายที่เหลืออยู่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้ามาตามสังหารพวกเรางั้นรึ?เจ้า...ทั้งที่ยังมีอายุน้อยแท้ ๆ แต่กลับเป็นถึงคนของกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี!”

 

        อันเจิงส่ายหน้าจากนั้นก็โยนกระบองหนามออกไปอีกด้าน “ข้าไม่ใช่คนของกรมตุลาการแต่ก็ยินดีจะลงโทษคนชั่วแทนฟ้าดิน ป่านนี้ดวงวิญญาณของคนทั้งสิบหกตระกูลที่ถูกพวกเจ้าฆ่าคงยังไม่ได้ไปสู่สุคติเลยกระมัง”

 

        อันเจิงเก็บผ้าคลุมล่องหนเอาไว้กับตัวจากนั้นก็มองไปรอบ ๆ “บอกตามตรง หากเป็นแต่ก่อนข้าคงเฉือนเนื้อเจ้าออกมาทีละชิ้นจนตายอย่างน้อยก็ต้องตัดเนื้อเจ้าออกมาสักหนึ่งร้อยชิ้นก่อนจากนั้นค่อยให้เจ้าได้ตายสมใจ แต่ตอนนี้ข้าไม่ทำแบบนั้นแล้ว...อย่างน้อยข้าในตอนนี้ก็ไม่ได้ดึงดันจะใช้มีดอย่างเดียว...แต่เปลี่ยนมาใช้อะไรก็ได้แทน”

 

        เขาเดินไปหยิบกาน้ำโลหะขึ้นมาจากพื้นจากนั้นก็ไปนั่งอยู่ข้างคนตาบอด “พวกเจ้าฆ่าล้างไปสิบหกตระกูล รวมกันแล้วมากกว่าเจ็ดสิบชีวิตพวกเขากำลังรอพวกเจ้าอยู่นะ รอที่จะฉีกทึ้งดวงวิญญาณของพวกเจ้าออกเป็นชิ้น ๆ อย่างไรล่ะ”

 

        อันเจิงยกกาโลหะขึ้นสูงพลางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เอ...ข้าโยนเจ้านี่ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

 

        เขาทุบกาโลหะลงไปอย่างแรงทำให้หน้าผากของคนตาบอดกลายเป็นรูลึก “นี่เป็นกาที่ใช้สำหรับถ่ายเบาตอนกลางคืนน่ะข้ามีนิสัยที่ไม่ค่อยดีอยู่อย่าง นั่นก็คือหากใช้ของชิ้นไหนจนติดเป็นนิสัยแล้วก็มักจะพกของชิ้นนั้นติดตัวไปด้วย”

 

        ตุ้บ!

 

        ตุ้บ!

 

        ตุ้บ!

 

        อันเจิงพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบพลางทุบกาโลหะลงครั้งแล้วครั้งเล่า “จบชีวิตเจ้าด้วยของสิ่งนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันเพียงแต่...เสียดายที่ข้าต้องทิ้งกานี้ไปเสียแล้ว”

 

        ตุ้บ!

 

        หัวกะโหลกแหลกละเอียด

 

        อันเจิงโยนกาโลหะออกไปอีกทางจากนั้นก็ยืดเส้นยืดสายอย่างสบายใจ “ฆ่าคนชั่ว...ยังสะใจเหมือนเดิมเลย”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน