ตอนที่ 35
ระดับความเสี่ยง : เทพมาร !
ไม่แปลกใจเลยที่ตำหนักพยัคฆ์หยกจะเป็นผู้เฝ้าระวังเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจครอบครองสมบัติจากคลังสมบัติแห่งนี้ได้ พลังฝึกปรือของพวกเขา หากว่าเข้ามาก็มีแต่ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น คลังสมบัติแห่งนี้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ย่อมต้องเป็นที่หมายตาของผู้คนอย่างแน่นอน ตำหนักพยัคฆ์หยกจึงได้แต่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าไปหาสมบัติได้
“ลมปราณของพื้นที่แห่งนี้ได้สะกดการไหลเวียนเคล็ดอีกาเพลิงอย่างรุนแรงจนเกินไปแล้ว พลังมนตร์ตราของเคล็ดอีกาเพลิง ราวกับว่าได้ถูกสะกดเอาไว้กว่าสามส่วน ทว่าการไหลเวียนเคล็ดมังกรคชสารกลับไม่ก่อให้เกิดความเมื่อยล้า ยังไงก็ไปยังใจกลางค่ายกลทั้งสี่ก่อนเถอะ ดูว่าพอจะมีข่าวคราวของผลหลิงกว่อหรือไม่”
เฉินหมิงที่กำลังเหยียบเมฆปีศาจ ถึงกับใช้เวลาเหินนานถึงสามวันเต็ม หากมองจากในที่ห่างไกลก็จะสามารถที่จะเห็นเตาสัมฤทธิ์ยักษ์ที่มีขนาดใหญ่โตเท่าเขาใหญ่ลูกหนึ่ง คาดว่านั้นก็คงจะเป็นเตาจตุลักษณ์แล้ว บริเวณโดยรอบของเตาหลอมยักษ์นี้ ทางด้านบนยังได้มีอักขระปกคลุมอยู่โดยรอบ ที่ด้านบนยังได้สลักเอาไว้ด้วยอักขระเก่าแก่ มีสามขาสองหู บางส่วนของเตาจตุลักษณ์เองยังได้จมลึกอยู่ภายในใจกลางหุบเขา ที่ด้านบนของกระถางสัมฤทธิ์ยังมีต้นไม้งอกเงยออกมาให้ได้เห็น
และเมื่อยิ่งเข้าไปใกล้กับเตาจตุลักษณ์ ก็ยิ่งบังเกิดลมปราณเบาบางปะทุขึ้น
ทางด้านข้างของเตาจตุลักษณ์มีสายธารสีเงินขาว ยังได้มีผู้ฝึกตนไม่น้อยเข้ามาทำการเสาะหาสมบัติ ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วต่างก็เป็นเผ่ามนุษย์ มีเผ่าปีศาจเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจที่แข็งกล้าขุมหนึ่งลอยขึ้นมา ผู้ที่เสาะหาสมบัติอยู่ในที่แห่งนี้ต่างก็ได้เดินออกจากที่พักของตนเอง พร้อมกับหันไปมองเฉินหมิง : “ผู้ใดกันถึงได้ปล่อยกลิ่นอายปีศาจอันน่าเกรงขามเช่นนี้ออกมา อยากตายนักหรือไง ? ”
“เผ่าปีศาจที่ก้าวร้าวนั้นข้าเคยพบพานมาก่อน แต่ว่าความก้าวร้าวของเผ่าปีศาจเช่นนี้ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
“เช่นนั้นก็ให้บทเรียนกับเขาสักหน่อยเถอะ ทำให้เขาทราบว่าอะไรคือฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!”
“อือ เผ่าปีศาจตนนั้นราวกับว่าจำแลงกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
“สหายท่านนี้ เจ้าพูดว่ากระไรนะ?”
“เผ่าปีศาจตนนั้นราวกับว่าจำแลงกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
จำแลงกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็หมายความว่านั่นย่อมต้องเป็นราชาปีศาจตนหนึ่ง
“ที่แท้ก็เป็นใต้เท้าราชาปีศาจมาเยือน ข้าก็ว่าเป็นผู้ใดกันที่มีพลังอำนาจที่ล้นฟ้าได้ถึงเพียงนี้!”
“กลิ่นอายปีศาจของใต้เท้าราชาปีศาจ ช่างไม่ธรรมดาเหมือนอย่างที่เคยพบพานมาก่อนเลยจริงๆ!”
เฉินหมิงร่อนกายลงสู่บนทะเลสาบสีเงินขาว พร้อมกับหันไปมองผู้ฝึกตนที่อยู่ทางด้านนั้น : “ข้าจะถามเพียงครั้งเดียว มีที่แห่งใดกันบ้าง ที่ยังมีผลหลิงกว่ออยู่?”
มีแต่เพียงขุนพลปีศาจตนหนึ่งที่คล้ายกับว่าเป็นผู้นำของพื้นที่แห่งนี้ ได้หันไปมองเฉินหมิง แล้วกล่าวว่า : “อยู่ภายในใจกลางดินแดนปราณอัคคี มุ่งหน้าสู่ทางตอนใต้ไปอีกพันลี้ จะมีต้นปราณอยู่ต้นหนึ่ง ทว่ากลับมีฝูงสัตว์อสูรร้ายเฝ้ากันอยู่”
สัตว์อสูรร้ายไม่ถูกจัดเป็นพวกเดียวกันกับเผ่าปีศาจ เพียงแต่เป็นสัตว์ป่าที่มีสติสัมปชัญญะประเภทหนึ่ง แต่เป็นเพราะภายในร่างกายได้มีสายเลือดที่แข็งแกร่ง ทั้งยังเสพติดการฆ่าฟัน ย่อมไม่ง่ายที่จะต่อกรด้วย
เฉินหมิงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เหินบินมุ่งหน้าไปทางดินแดนปราณอัคคี เมื่อ เข้าสู่เขตแดนของดินแดนปราณอัคคี เฉินหมิงก็ได้บินไปยังทางทิศใต้ ตลอดเส้นทางยังสามารถที่จะมองเห็นสัตว์นับหมื่นที่อยู่ทางด้านล่างวิ่งตะบึงกันอยู่ สัตว์อสูรร้ายเหล่านี้ทันทีที่เมื่อวิ่งออกมา ทั่วทั้งแผ่นดินอันกว้างใหญ่ต่างก็คล้ายกับเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น เมื่อเข้าสู่ดินแดนปราณอัคคี เฉินหมิงก็จะสามารถที่จะมองเห็นเพลิงอัคคีที่ไม่มีวันมอดดับ
เฉินหมิงหาได้สนใจสิ่งเหล่านี้ไม่ เพียงแต่มุ่งหน้าบินไปยังทางทิศใต้อย่างสุดกำลัง อีกทั้งยังใช้เวลากว่าสามชั่วยาม ในที่สุดเฉินหมิงก็พบเห็นใจกลางหุบเขาลึกสายหนึ่ง ก่อเกิดลมปราณเป็นระลอกๆออกมา และศูนย์กลางของลมปราณเหล่านี้ ได้มีต้นไม้ขนาดเล็กสีแดงต้นหนึ่ง ต้นไม้ต้นนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก มีขนาดสูงเท่ากับมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าลมปราณที่ปล่อยออกมาราวกับเป็นสสารที่อยู่ภายในใจกลางของต้นไม้ต้นนี้ ที่เข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง
และที่ด้านบนของต้นไม้ต้นนี้ ยังได้แขวนเอาไว้ด้วยผลไม้อยู่สามผล มีอยู่สองผลที่เป็นสีแดงเพลิง ส่วนอีกผลมีประกายสายฟ้าแลบออกมา คิดไม่ถึงเลยว่า ต้นปราณนี้ยังออกผลหลิงกว่อที่มีคุณสมบัติธาตุอัสนีได้ด้วย ผู้ฝึกตนที่มีธาตุอัสนีนั้นถือว่าพบได้น้อยมาก ทั้งยังมีพลังทำลายที่ใหญ่โตอย่างไร้ที่เปรียบ ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าคุณสมบัติธาตุอื่นที่พบเห็นได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีผู้ฝึกตนอีกไม่น้อยหลังจากที่ได้รับผลหลิงกว่อที่มีธาตุอัสนีไปแล้ว ยังจงใจที่จะทำลายเต้ากง เพื่อผนึกเต้ากงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ตนเองที่มีเต้ากงอยู่ไม่น้อย หลังจากนี้หากว่ามีอะไรที่เหนือความคาดหมาย ก็ไม่แน่ว่าจะต้องทำลายเต้ากงของตนเองไปจุดสองจุดเหมือนกัน ยังไงก็ตามควรนำผลหลิงกว่อจากต้นปราณไปให้หมดก่อน ค่อยว่ากล่าวกันอีกทีแล้วกัน
ใจกลางหุบเขาลึก ยังได้มีสัตว์อสูรร้ายไม่น้อยที่หลับใหลอยู่ ในหมู่สัตว์อสูรร้ายยังมีอยู่หลายตนที่มีความยาวถึงสามจั้ง สัตว์อสูรร้ายชนิดนี้ ตามปกติแม้กระทั่งขุนพลปีศาจเองก็ยังไม่อาจทำอะไรได้ ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีผู้ฝึกตนมาเสาะหาผล หลิงกว่อจากต้นปราณในที่แห่งนี้เลยด้วยซ้ำ
เฉินหมิงในตอนนี้ด้วยพลังของเขาอย่างมากก็เทียบเท่ากับขุนพลปีศาจตนหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งยังจัดได้ว่าเป็นจำพวกที่อ่อนแอเป็นพิเศษอีกด้วย หากคิดที่จะบุกเข้าไป เกรงว่าถ้าไม่คิดที่จะมีชีวิตก็คงจะเป็นเพราะรำคาญที่จะมีชีวิตอยู่กันแล้ว ฆ่าฆ่าฟันฟันอะไรกัน ช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว
เฉินหมิงได้จัดแจงนำเต้ากงของวิถีคัมภีร์ไปไว้ทางด้านหน้าสุด จำแลงกายจนกลายเป็นอีกาดำทมิฬตัวหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ลมปราณทั้งหมดที่ฝึกปรือมาจากวิถีคัมภีร์สลายหายไปจนหมดสิ้น กระพือปีกบินไปจนถึงต้นปราณไปในทันที สัตว์อสูรร้ายโดยรอบกระทั่งจะหันมามองก็ยังคร้านที่จะมอง ตัวเล็กแค่นี้ กระทั่งใช้มาแคะฟันก็ยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ
เฉินหมิงได้เกาะเข้าไปที่กิ่งไม้ของต้นปราณนี้เบาๆ จากนั้นเพียงแค่คิด ก็ได้เชื่อมโยงเข้ากับแหวนเก็บวัตถุ จนทำให้ต้นปราณหายวับไปจากที่เดิม เข้าไปอยู่ภายในแหวนเก็บวัตถุของเขา
จากนั้นเฉินหมิงก็ได้ปัดบั้นท้ายพร้อมกับบินจากไป ทิ้งสัตว์อสูรร้ายกระจุกหนึ่งเข้าตามหาต้นปราณที่ได้หายไปจากที่ซึ่งควรจะอยู่ ด้วยสติปัญญาของพวกมัน สมควรที่จะคิดได้แต่เพียงเหตุใดต้นปราณถึงได้เลือนหายไปแล้ว โดยที่คิดไม่ถึงว่าจะไปอยู่ภายในร่างของอีกาสีดำทมิฬนั้นอย่างสิ้นเชิง ตัวเล็กเพียงแค่นั้น ยังสามารถที่จะโยกย้ายต้นปราณไปได้ยังไงกัน ?
เฉินหมิงที่บินอยู่กลางอากาศ ได้นึกขึ้นในใจว่านี่มันก็ช่างง่ายดายเกินไปแล้ว ในเมื่อได้มาถึงที่แห่งนี้แล้ว มิสู้มาดูกันหน่อยว่ายังมีของดีอะไรอยู่อีก
อือ ที่ด้านบนหน้าผาสูงแห่งนี้มียาอายุวัฒนะพันปีอยู่ต้นนึง ต้องเข้าไปเก็บแล้วต้องเข้าไปเก็บแล้ว ดรุณีน้อยจ้าวชิงเหยานั้นยังไงก็ถือเป็นเป็นพวกติดถ้ำลึกกันอยู่แล้ว
เอ๊ะ นี่ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นกล้วยน้ำว้ามรกต ทั้งตัวกล้วยน้ำว้าคล้ายกับเป็นมรกตเลยก็มิปาน ต้องเข้าไปเก็บแล้วต้องเข้าไปเก็บแล้ว !
ว้าว ที่นี่ยังมีต้นหลิงฮุยอยู่ต้นหนึ่ง สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ใช้ไว้เพื่อสร้างศาสตราระดับราชา ต้องเก็บแล้วต้องเก็บแล้ว !
เฉินหมิงได้ออกปล้นสะดมสมบัติล้ำฟ้าไปทั่วทั้งดินแดนปราณอัคคีอย่างไร้ซึ่งความกลัวเกรง เพียงแต่น่าเสียดายที่แหวนเก็บวัตถุช่างเล็กจนเกินไป แทบจะไม่อาจใส่สิ่งของเข้าไปได้มากกว่านี้
เดิมทียังมองดูศิลาปราณอย่างน่ารื่นรมย์ บัดนี้กลับดูไปแล้วช่างกินพื้นที่เสียอีก มิสู้หาสถานที่ทิ้งเอาไว้เถอะ
ในยามที่เฉินหมิงตระเตรียมจะกลับไปยังทะเลสาบเงินขาว ก็ได้พบว่าที่ด้านบนพื้นดินนั้นราวกับว่าได้เกิดการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรร้ายขึ้น อือ สัตว์อสูรร้ายกลุ่มนี้เกิดอะไรขึ้นกัน ? ข้าก็เพียงแค่หยิบต้นไม้ติดไม้ติดมือมาแค่ไม่กี่ต้น แล้วไงล่ะ ?
เฉินหมิงได้ติดตามสัตว์อสูรร้ายที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงไป ในที่สุดก็พบว่าสัตว์อสูรร้ายที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเหล่านี้ล้วนแต่มุ่งหน้าไปยังทางด้านหน้ากัน จนห่างไกลออกไป เมื่อเฉินหมิงได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรร้าย ทางด้านหน้า สัตว์อสูรร้ายนับไม่ถ้วนก็ได้ตายในท่ามกลางศึกลง ทว่าในสายตาของเฉินหมิง สัตว์อสูรร้ายเหล่านี้กลับมีส่วนที่น่าประหลาดอยู่บ้าง กลับไม่คล้ายว่าถูกฆ่าตาย เพียงแต่คล้ายกับเป็นการฆ่าตัวตายมากกว่า เพียงแต่พบเห็นซากศพของสัตว์อสูรร้ายนับไม่ถ้วนถูกกองเอาไว้ด้วยกัน เลือดภายในร่างกายได้ไหลรินกันออกมา เคลือบลงสู่บนพื้นดินที่ซึ่งเป็นยอดค่ายกลแห่งหนึ่ง โลหิตบริสุทธิ์ของสัตว์อสูรร้ายคล้ายกับมีคนคอยควบคุมเอาไว้อยู่ก็มิปาน แทบจะเรียกได้ว่าเลือดไม่ได้ไหลไปตามทางปกติไม่
ยอดค่ายกลสังเวยโลหิตแห่งหนึ่งก็ได้ค่อยๆ กลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ศูนย์กลางของยอดค่ายกล ยังได้มีแอ่งโลหิตที่รวมเอาไว้ด้วยเลือดอยู่แห่งหนึ่ง ใจกลางแอ่งโลหิตเองก็ได้มีสัตว์ประหลาดในรูปลักษณ์ของมนุษย์แฝงเร้นอยู่ภายในใจกลางเลือด ราวกับกำลังดูดกลืนเลือดเหล่านี้อยู่
เฉินหมิงทำได้แต่เพียงมองดูอยู่ในที่ห่างไกล ทั้งยังไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ และตามความเป็นจริง เฉินหมิงเองก็คิดที่จะหลบหนีกันอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ที่เบื้องหน้าทั้งหมด กลับถือเป็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติเกินไปแล้ว
ผู้คนโดยส่วนใหญ่เดิมทีก็ไม่ตกตายกันอยู่แล้ว แต่ว่ากลับชื่นชอบที่จะหยุดชมดู จากนั้นก็ชมดูจนตัวตาย เฉินหมิงถึงอย่างไรย่อมไม่ติดกับลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้กันอยู่แล้ว
คิดที่จะเล่นลูกไม้กับท่านเซียนเฉินงั้นหรือ ฝันหวานไปเถอะ
ในเวลานี้เอง ทางตอนใต้ก็ได้มีวิหคยักษ์สีแดงเพลิงบินเข้ามาแต่แท้จริงแล้วกลับมิใช่วิหคยักษ์ เพียงแต่เป็นเพลิงอัคคีก้อนหนึ่ง ทว่ากลับถูกสร้างจนมีรูปลักษณ์ของวิหคยักษ์ตัวหนึ่ง
วิหคยักษ์ได้บินจนมาถึงทางด้านบนของยอดค่ายกลสังเวยโลหิต พร้อมกับปล่อยเพลิงไฟออกมาจากปากใส่สัตว์ประหลาดรูปลักษณ์มนุษย์ เฉินหมิงที่ความจริงหลบอยู่จนห่างไกลอยู่แล้ว ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่มาจากเปลวเพลิง ราวกับสามารถที่จะเผาผลาญตัวเขาเองจนมอดไหม้ไปได้เลยทีเดียว
เฉินหมิงหันไปมองวิหคยักษ์สีแดงเพลิงตัวนั้น ที่มีค่าดัชนีความเสี่ยง : 5400 ระดับความเสี่ยง : ภัยพิบัติ
เฉินหมิงจึงหันไปมองสัตว์ประหลาดที่อยู่ในคราบของมนุษย์อีกครั้ง ค่าดัชนีความเสี่ยง : 3100 (เต็มสุด 12800) ระดับความเสี่ยง : เทพมาร
.
.
.
.