สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 201 เข้าใจก็ดี

        อันเจิงเดินมาตรงหน้าชวยห้าวหลายเห็นได้ชัดว่าผู้คุมการประลองคนนี้รู้สึกกลัวแต่ยังแสร้งวางมาดอยู่“เจ้าอยากจะบอกข้าว่า นี่ก็อาจเป็นความผิดพลาดของคนที่ทำฉลากรายชื่อแต่เพราะต้องทำตามกฎของการประลอง ฉะนั้นข้าต้องประลองอีกครั้งไม่อย่างนั้นก็ถือว่าสละสิทธิ์?”

 

        ชวยห้าวหลายถอยไปด้านหลังด้วยสัญชาตญาณหลังจากกลืนน้ำลายหนึ่งอึกเขาก็พูดขึ้น “แน่...แน่นอนสิ! นี่เป็นกฎของราชสำนักเป็นกฎหมายบ้านเมือง ไม่อาจทำลายได้ หาก...หากเจ้ามีความเห็นอย่างไร สามารถยื่นเรื่องไปที่ราชสำนักหลังการประลอง”

 

        อันเจิงขานรับ “อ้อ แล้วครั้งนี้มีคนเข้าร่วมการประลองฉู่โสงทั้งหมดเท่าไหร่?”

 

        ชวยห้าวหลายตอบกลับ “หนึ่งร้อยยี่สิบหกคน”

 

        “ฉะนั้น ข้าก็ต้องประลองทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบห้าครั้ง?”

 

        ชวยห้าวหลายทนต่อแววตากดดันของอันเจิงไม่ไหวฉะนั้นจึงถอยหลังอีกครั้ง “คือ...ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ใช่คนทำรายชื่อนี้สักหน่อย”

 

        อันเจิงมองชวยห้าวหลายแล้วพูด“เริ่มตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ เจ้าเรียกชื่อข้าสามครั้งแล้ว นั่นแสดงว่าในมือเจ้ามีกระดาษที่เขียนชื่อข้าสามชิ้นเอาออกมาให้ข้าดู”

 

        ชวยห้าวหลายชะงักไป“นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

 

        อันเจิงยื่นมือออกไป“เอากระดาษในมือเจ้าที่มีชื่อข้าออกมาให้ดูหน่อย”

 

        ในลานประลองไม่มีใครพูดอะไรทั้งนั้นทุกคนอยู่อย่างสงบนิ่ง ในใจต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลแต่ในเมื่อชวยห้าวหลายเป็นคนของราชสำนัก ฉะนั้นพวกเขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งต่อให้จะเป็นคนที่ตะโกนท้าทายอันเจิงตอนแรกก็ตาม ตอนนี้ทุกคนอยู่ในความเงียบในเมื่อเรื่องนี้ทำให้ขายหน้ามาก ต่อให้พวกเขาจะขึ้นไปประลองกับอันเจิงติดต่อกันแล้วสุดท้ายมีคนชนะอันเจิงขึ้นมาจริง ๆ แต่การชนะแบบนี้มันน่าภูมิใจหรือ?

 

       ผู้ฝึกพลังวัตรให้ความสำคัญเรื่องชื่อเสียงมาก

 

        พวกเขาส่วนใหญ่อยากชนะการประลองอย่างสง่าผ่าเผยเดิมทีก่อนที่อันเจิงจะเริ่มการประลองนั้นคนอื่นต่างคิดว่าที่อันเจิงมีชื่อเสียงก็เพราะโชคดีเท่านั้นหากตัวเองมีโชคแบบอันเจิงละก็ คงสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองฟางกู้เช่นกันแต่ทว่าตอนนี้...คนที่ยังคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าอันเจิงก็มีน้อยมากแล้ว

 

        ชวยห้าวหลายถูกสายตาของอันเจิงบีบให้ถอยไปด้านหลังหลังจากไอหลายครั้งเขาก็พูดขึ้น “นี่เจ้ากำลังก่อความวุ่นวาย!”

 

        อันเจิงเบ้ปาก “ข้าก่อความวุ่นวายรึอย่างนั้นเจ้าก็เอาเหตุผลมาคุยกับข้าสิ เอากระดาษออกมาให้ข้าดู”

 

       ชวยห้าวหลายหันไปมองตำแหน่งที่เกาหยวนหูยืนอยู่ด้วยสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าเกาหยวนหูออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้ในใจเขาสั่นไหวทันที คิดว่าตัวเองจะถูกคนอื่นจัดการแล้วหรือไม่?คนอย่างอันเจิงมีนิสัยเช่นไรเขาก็เคยได้ยินมาก่อน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงเกรงว่าเกาหยวนหูก็คงไม่เข้าข้างเขาอยู่ดี

 

       ชวยห้าวหลายยิ้มอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก“หรืออาจเกิดความผิดพลาดอะไรก็ได้ เอาแบบนี้ดีกว่าอย่างนั้นการประลองในครั้งนี้ก็ยกเลิกไป ข้าจะหยิบรายชื่อใหม่เอง”

 

        อันเจิงยังคงยื่นมือออกไป “นำกระดาษในมือเจ้าที่เขียนชื่อข้ามาให้ข้าดูหน่อย”

 

        สีหน้าของชวยห้าวหลายเปลี่ยนไปจนดูแย่มากเขาหันกลับไปมองตำแหน่งที่เกาหยวนหูเคยยืนอยู่อีกครั้งแต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเกาหยวนหู

 

        อันเจิงพูดอย่างอ่อนโยน “ที่เจ้าไม่ให้นั่นเพราะเจ้าไม่มีมันเลยด้วยซ้ำ หากเจ้าไม่อยากพูดอย่างนั้นให้ข้าเป็นคนพูดแทนก็แล้วกัน...มีคนสั่งให้เจ้าทำเช่นนี้ เจ้ามันก็แค่สุนัขที่ฉวยโอกาสหาเงินในช่วงนี้เท่านั้นเองเจ้าไม่ได้มีรายชื่อข้าสามใบ แต่มีเพียงใบเดียว ส่วนตอนนี้เรื่องที่เจ้ายังไม่เข้าใจและยังไม่รู้ตัวนั่นก็คือ ตัวเจ้าได้ตกลงไปอยู่ในหลุมแล้ว”

 

        “เจ้ารู้จุดประสงค์ของคนที่ทำเช่นนี้หรือไม่?เจ้าอาจคิดว่าคนคนนั้นอยากแกล้งข้าเท่านั้นหรือไม่ก็คิดว่าเขาอยากให้ข้าประลองติดต่อกันจนเหนื่อย แต่เจ้าคิดผิดแล้วจุดประสงค์ของเขาก็คือยั่วโมโหข้า ทำให้ข้าโมโหและอัดเจ้าบนสนามประลองจะให้ดีก็คือฆ่าเจ้าเสีย”

 

        อันเจิงชี้หน้าของชวยห้าวหลาย“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตัวเองโง่เง่า? หากข้าโมโหและฆ่าเจ้าจริงๆ หากเป็นแบบนั้น คนที่บงการเรื่องนี้ถึงจะดีใจ หากข้าฆ่าคนบนสนามประลองนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากโทษนี้ได้ เพราะฝ่าฝืนกฎของแคว้นเยี่ยนข้าต้องถูกจับจากนั้นก็ถูกฆ่าตาย ส่วนเจ้าเล่า หลังจากเจ้าตายเรื่องนี้ก็ไม่มีใครมาเป็นพยานให้ สุดท้ายก็ตายเปล่า...”

 

        สีหน้าของชวยห้าวหลายขาวซีดทันที“ท่าน...ท่านปั๋ว ที่ท่านพูดเป็นความจริงหรือ?”

 

        อันเจิงยังคงชี้หน้าเขาอยู่“เอากระดาษมาให้ข้า”

 

        ชวยห้าวหลายยื่นมือออกไปด้วยอาการสั่นเทาก่อนจะวางกระดาษลงในมือของอันเจิง “ใช่แล้ว...มีกระดาษเพียงใบเดียวจริง ๆและมีคนให้ข้าทำเช่นนี้จริง ๆ ข้าเพียงแค่อยากได้เงินนิดหน่อยเท่านั้นข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าจะมีผลที่รุนแรงตามมาเช่นนี้”

 

        อันเจิงถอยหลังหนึ่งก้าว “เจ้าพูดอะไรนะ?เจ้าบอกว่าตระกูลเกาให้เจ้าทำอย่างนี้หรือ?”

 

        สีหน้าของชวยห้าวหลายเปลี่ยนไปอีกครั้งตอนนี้สีหน้าเขาดูแย่ไม่ต่างไปจากก้นลิง “ท่านอัน...ท่านอันอย่าใส่ร้ายข้านะข้าไม่ได้พูดอย่างนั้น”

 

        อันเจิงพูดเสียงดัง“รบกวนท่านพูดอีกครั้ง ว่าตระกูลเกาเป็นคนสั่งให้ทำเช่นนี้”

 

        ชวยห้าวหลายคุกเข่าลงทันที“ข้าไม่ได้พูดนะท่านอัน!”

 

        อันเจิงยกมือคารวะ พร้อมพูดเสียงดัง“ขอบคุณที่ทำให้ความจริงกระจ่าง”

 

        เขาหันกลับไปมองผู้คนรอบด้าน“ในเมื่อมีอำนาจก็สามารถควบคุมการประลองนี้แล้วศักดิ์ศรีของแคว้นเยี่ยนอยู่ที่ไหนกัน ในเมื่อเป็นแบบนี้อย่างนั้นก็มาเล่นงานข้าโดยตรงเลยสิ”

 

        เขายื่นมือชี้ไปรอบ ๆ“พวกเจ้ามีใครอยากล้มข้าบ้าง ขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดเลย!”

 

        ขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดเลย!

 

        เสียงที่ตะโกนขึ้นราวกับเสียงคำรามของราชสีห์

 

       เสียงคำรามนี้ดังกึกก้องอยู่ในหูของผู้คนรอบด้าน มันส่งผลกระทบกับบางคนที่มีพลังวัตรต่ำทำให้มีเลือดไหลออกมาจากหู ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับสลบไปทันทีเสียงคำรามของอันเจิงดึงดูดความสนใจของทุกคนในลานทองอร่าม

 

       ต่อให้จะเป็นผู้ฝึกพลังวัตรที่เข้าร่วมการประลองฉู่โสงและมีที่มาไม่ธรรมดาแต่ก็ถูกเสียงนี้ทำให้จิตใจสั่นไหว นาทีนี้พวกเขาทุกคนจึงเข้าใจทันทีว่า พลังที่พวกเขามีแตกต่างจากอันเจิงมากเพียงใด

 

        ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาสักคน

 

        อันเจิงกวาดสายตามองทุกคนอย่างดุดัน“การประลองกับพวกเจ้าก็เป็นเพียงเรื่องน่าเบื่อหากข้าสามารถเข้าร่วมการประลองระดับป๋าโกยได้ละก็ ข้าคงไม่เสียเวลามาอยู่ที่นี่พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าแต่คู่ต่อสู้ของข้าไม่ใช่พวกเจ้ามานานแล้ว หากมีคนอยากเข้ามาประลองข้าจะรออยู่ที่นี่ ไม่จำเป็นต้องมาใช้วิธีสกปรกกับข้า”

 

        “ต่อให้พวกเจ้าจะเข้ามาพร้อมกันแล้วมันจะอย่างไร?”

 

        ไม่เพียงไม่มีใครก้าวออกมาแต่ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลยสักคำ แม้แต่การคุยกันเองก็ไม่มีคนส่วนใหญ่ใช้มือปิดหูตัวเอง ในหัวยังรู้สึกเหมือนมีคลื่นซัดอยู่ เพราะเสียงคำรามของอันเจิงไม่ได้ส่งผลเพียงครู่เดียวแต่กลับส่งผลต่อคนอื่นอย่างต่อเนื่อง

 

        มีบางคนปวดหัวมากขึ้นเรื่อย ๆในที่สุดก็คุกเข่าลงอย่างทนไม่ไหว แล้วส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดมีบางคนเอามือปิดหู ส่วนบางคนก็มีเลือดไหลออกทางจมูก ในแววตาเปลี่ยนเป็นดูสับสนขึ้นมา

 

        ผ่านไปเพียงไม่นาน คนของตำหนักวิหารสวรรค์ก็วิ่งมาจากหอข้างประตูทางทิศใต้แล้วถามอันเจิงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอันเจิงเล่าเรื่องทั้งหมดหนึ่งรอบ ขันทีคนนั้นฟังแล้วจึงรีบไปทูลรายงานราชาทันที

 

        ผ่านไปสิบกว่านาที ขันทีอันเฉิงจากตำหนักวิหารสวรรค์มาด้วยตัวเอง“อันเจิง ฝ่าบาทให้เจ้าเข้าเฝ้า”

 

        อันเจิงพยักหน้าจากนั้นก็เดินตามอันเฉิงขึ้นหอข้างประตูทางทิศใต้ไป

 

        ขณะนี้ เกาหยวนหูยืนอยู่ข้างราชามู่ฉางเยียน

 

        ราชามู่ฉางเยียนที่ประทับนั่งอยู่หรี่พระเนตรลงเล็กน้อยดูคล้ายว่าจะทรงเหนื่อยล้าพอสมควร หลังจากอันเจิงมาถึงแล้วจึงทรงดูมีชีวิตชีวาขึ้นบ้างทรงชี้พระหัตถ์ไปยังข้างกาย ความหมายคือให้อันเจิงเดินเข้ามา จากนั้นก็ทรงยกชาขึ้นดื่ม“พวกเจ้าคิดว่า...ตัวเองแข็งแกร่งมากพอที่จะควบคุมเทศกาลใบไม้ร่วงแล้วใช่หรือไม่?”

 

        ทุกคนต่างไม่มีใครพูดเพราะพวกเขารู้ดีว่าครั้งนี้ตระกูลเกาทำมากเกินไปด้วยอำนาจของตระกูลที่ไม่อยู่ในราชสำนัก การควบคุมการประลองฉู่โสงของเทศกาลใบไม้ร่วงก็นับเป็นการท้าทายกฎหมายของแผ่นดิน และยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของราชาอีกด้วย

 

        เกาหยวนหูไม่ได้โง่ เขาโค้งตัวแล้วพูด “ฝ่าบาท...เรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้น ตระกูลเกาซื่อสัตย์ต่อฝ่าบาท ต่อแคว้นเยี่ยนมานานเท่าไหร่เรื่องนี้มีหลักฐานชี้ชัดเกินไป คาดว่าต้องมีใครจงใจใส่ร้ายตระกูลเกาแน่”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น“ความหมายของเจ้าคือ มีคนอยากใช้การกำจัดอันเจิงมาใส่ร้ายตระกูลเกาหรือ?”

 

        “กระหม่อม...คาดว่าน่าจะเป็นแบบนี้”

 

        “อย่างนั้นข้าต้องจัดการเรื่องนี้ตามที่เจ้าคิดอย่างนั้นสิ?ควรปลอบใจอันเจิงว่าตระกูลเกาซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อแผ่นดินเยี่ยนเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเรื่องเช่นนี้ เป็นเจ้าที่คิดมากและเข้าใจผิดไปเองจากนั้นก็ยืนยันให้ทุกคนเห็นว่าตระกูลเกาซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินอย่างนั้นสิ?”

 

        เกาหยวนหูพูดอย่างนอบน้อม“กระหม่อมไม่กล้า”

 

        ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระสรวล “เจ้าไม่กล้า?ความจริงในใจเจ้าต้องคิดว่าข้าจะทำเช่นนั้นฉะนั้นเจ้าไม่เพียงแค่อยากควบคุมเทศกาลใบไม้ร่วง แต่เจ้ายังอยากควบคุมข้าด้วย...!”

 

        เมื่อพระสุรเสียงกลับมาดุดันอีกครั้งเกาหยวนหูจึงคุกเข่าลงทันที “กระหม่อมไม่กล้าจริง ๆ ขอฝ่าบาททรงรับสั่งให้สืบเรื่องนี้ด้วยกระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ดูแล้วตระกูลเกายังไม่แข็งข้อเกินไปตัวยังไม่แข็งจนไม่ยอมโค้งตัวต่อหน้าข้าเข่าทั้งสองก็ยังไม่แข็งจนไม่ยอมคุกเข่าให้ข้า เมื่อครู่ข้ากำลังคิดว่า...เจ้าเป็นถึงผู้ดูแลตระกูลเกาแต่ทำไมถึงไม่ฉลาดเอาเสียเลย”

 

        ทรงมองไปยังเกาหยวนหู“ต่อมาข้าจึงนึกขึ้นได้ การที่เจ้าทำแบบนี้ไม่ใช่โง่เง่าแต่เป็นเพราะมั่นใจมากเกินไป เจ้าคิดว่า...คนอย่างข้าคงไม่กล้าทำให้ตระกูลเกาไม่พอใจสินะในเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว ยังต้องให้ข้าพูดให้ชัดเจนกว่านี้อีกหรือไม่?”

 

        ไหล่ของเกาหยวนหูสั่นเทาครู่หนึ่งเหมือนบารมีของเขาถูกกดทับไปหมดแล้ว

 

        เขาไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ราชาถึงทรงมีปฏิกิริยาที่ผิดไปจากเดิมเช่นนี้แต่ความจริงทรงตรัสอะไรผิดหรือ? ทรงไม่ได้ตรัสผิดไปแม้แต่น้อยสิ่งที่ราชามู่ฉางเยียนตรัสตรงกับสิ่งที่ตระกูลเกาคิด...สำหรับตระกูลเกาแล้ว ราชาพระองค์นี้ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้นอำนาจในแคว้นเยี่ยนอยู่ในพระหัตถ์ของไทเฮา การคงอยู่ของราชามู่ฉางเยียนก็เป็นเพียงแผนการที่ไทเฮาทรงอยากควบคุมอำนาจไว้เท่านั้น

 

        ฉะนั้นตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ตระกูลเกาจึงรู้สึกว่าราชาก็เป็นเพียงหุ่นเชิดและไม่มีความหมายอะไรสำหรับพวกเขาเลยราชาที่เป็นเพียงหุ่นเชิดไม่อาจทำให้ตระกูลเกาเสียหายอะไรได้ฉะนั้นความเคารพที่พวกเขามีให้ มันก็เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงดื่มชาจนหมด จากนั้นก็ทรงขว้างถ้วยชาลงพื้น

 

        เพล้ง! ถ้วยชาแตกละเอียด

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสถามเกาหยวนหู“เมื่อครู่ข้าพังอะไรไป?”

 

        เกาหยวนหูชะงักไป และไม่เข้าใจว่าราชาทรงต้องการจะสื่อถึงอะไรจึงทำได้เพียงตอบกลับตามความเป็นจริง “ถ้วยชาพ่ะย่ะค่ะ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์ “ไม่ มันคืออาวุธถ้วยชาก็คืออาวุธ ตะเกียบก็คืออาวุธ นี่พูดถึงแง่ของคนคนหนึ่งคนทั่วไปสามารถใช้มือควบคุมอาวุธมากมาย ดังเช่นถ้วยที่เพิ่งแตกไปเมื่อครู่หรือกระทั่งร่ม ใบพัดและมีด ทุกอย่างล้วนเป็นอาวุธทั้งนั้น และหากไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งของที่หนักขึ้น ในมือข้าก็มีอาวุธอยู่บ้าง ดังเช่นหน่วยงานกองทหาร หรืออย่างอื่น...สิ่งเหล่านี้ก็คืออาวุธของแผ่นดิน”

 

        “หากคนทั่วไปโมโหก็มักจะพังอาวุธในมือเพื่อแสดงถึงความโมโห หากเป็นความโมโหขั้นแรกเวลาจะพังก็ยังเลือกประเภทของชิ้นนั้น ๆและนั่นก็หมายความว่าจะเลือกพังสิ่งของที่ไม่มีค่าเท่าไหร่แต่หากโมโหขั้นสูงสุดแล้ว เขาจะไม่มีทางคำนึงถึงเรื่องอื่น อะไรวางอยู่ตรงหน้าก็จะพังทิ้งทั้งหมดเจ้าตอบข้ามา ว่ามันใช่แบบนี้หรือไม่?”

 

        เกาหยวนหูตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ใช่พ่ะย่ะค่ะ...”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “เจ้าคงเข้าใจความหมายที่ข้าจะสื่อออกมาแล้วเจ้ากลับไปเถอะ”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.00M 2954
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
เทพมารลิขิตฟ้า

เทพมารลิขิตฟ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
72K 42
[New Life] อิสระของชีวิต

[New Life] อิสระของชีวิต

นิยาย แฟนตาซี
140K 171
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
271K 1043
บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
2.21M 577
ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
3.82M 1844