“อามาว!”
เซียวอวี่หานทิ้งซาลาเปาไส้หมูในมือลงพื้นอย่างไม่ไยดี เดินดุ่มเข้าไปหารถเข็นไม้ของสามพี่น้องสกุลจ้าว ร่างสูงบดบังแสงอาทิตย์จนเป็เงาทอดยาวทาบทับตัวเด็กสาว เซียนอินหยุดรถเข็นมองเขาอย่างงุนงง
ชุดชั้นนอกของเขาเป็สีน้ำตาลอ่อน ตัดกับชุดตัวในสีน้ำตาลเข้ม ผมยาวเกล้าขึ้นเป็หางม้า เคราอ่อนขึ้นอยู่กรอบหน้า รอยบากพาดเฉียงเหนือแก้มขวา แผ่นหลังหนาสะพายดาบใหญ่เอาไว้ เขาเดินผ่านเซียนอินไปโน้มตัวลงหาเ้าแมวตัวส้ม ยื่นสองแขนเข้าหามันด้วยท่าทางดีใจ
“อามาว! ข้าตามหาเ้าตั้งนาน ที่แท้มาอยู่นี่เอง”
เ้าก้อนส้มนอนอยู่บนตักเฉิงเอ๋อร์ เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็เพียงแต่เงยหน้าปรายตามองชายหนุ่มด้วยหางตา แล้วฟุบหน้าลงตักเล็กต่ออย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้เขาค้างอยู่ในท่ายื่นแขนไปทั้งเช่นนั้น
เซียนอินรู้สึกราวกับเห็นขีดแนวตั้งสามขีดขึ้นอยู่เื้ัหัวของชายหนุ่ม
“…อามาว”
ชายหนุ่มยังคงไม่ยอมแพ้ เรียกแมวน้อยอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็เช่นเดิม
ส่วนเฉิงเอ๋อร์ที่เคยเป็เด็กอารมณ์ดีแจกยิ้มหวานตลอดเวลา กลับเริ่มเบะปากน้อยๆ ปากล่างยกขึ้นมา้า แขนกลมกระชับกอดแมวส้มเข้าหาตัวมากขึ้น
เซียนอินจับจี้ไม้ที่ปลอกคอพิศดูเห็นสลักไว้ว่าอามาวจริงๆ อย่างไรก็เป็แมวมีเ้าของ จะยึดไว้ก็ใช่ที่ จึงเดินไปย่อตัวลงตรงด้านข้างของเด็กชาย เอ่ย
“เฉิงเอ๋อร์ แมวตัวนี้มีเ้าของแล้ว คืนให้เขาไปเถอะนะ”
เฉิงเอ๋อร์เบะปากสูดน้ำมูกส่ายหน้า
ด้วยเหตุนี้ศึกชิงแมวจึงเกิดขึ้นระหว่างสองบุรุษแห่งต้าฉี ชายหนุ่มเกาหัวแกรกๆ ประสานสายตากับเฉิงเอ๋อร์ผู้กำลังมองมาทางเขาอย่างไม่เป็มิตรด้วยความกลุ้มใจ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไม่ละสายตา ส่วนเ้าก้อนส้มตัวต้นเหตุยังคงหลับตานอนส่ายหางไปมาบนตักเล็ก ไม่แยแสอดีตทาสเลยสักนิด
เรียกว่า...บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้ไมตรีโดยแท้
ของผู้อื่นก็คือของผู้อื่น เซียนอินหักใจ “เด็กดี เชื่อฟังนะ”
นางกอดเฉิงเอ๋อร์หนึ่งทีแล้วค่อยๆ แกะแขนน้อยออก เฉิงเอ๋อร์มองหน้าพี่สาวด้วยดวงตาวาวฉ่ำน้ำ แต่แขนเล็กก็ไม่ฝืนอีกต่อไป ยอมปล่อยตามประสงค์ของพี่ใหญ่แต่โดยดี เ้าส้มเห็นเป็เซียนอินที่มักทำอาหารให้มันกินเป็คนอุ้มก็ไม่ขัดขืน แต่เมื่อตนเองถูกส่งไปตรงหน้าหนุ่มหน้าบาก ก็เริ่มดิ้นทันที
เซียวอวี่หานอุ้มเ้าส้มในอาการดิ้นไปมาอย่างทุลักทุเล
“อามาว อย่าดื้อสิ”
ทันใดนั้นเอง...เื่เหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น
“อา...อาเชิง...อาเชิ๋งงง”
เสียงสั่นเครือดังออกมาจากปากน้อย เซียนอินเบิกตากว้าง นี่เป็ครั้งแรกที่เฉิงเอ๋อร์พูด อีกทั้งคำแรกที่เอ่ยออกมายังเป็......ชื่อแมว
อยู่ๆ เซียนเวยและเซียนอินพลันรู้สึกพ่ายแพ้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกนางสู้ไม่ได้แม้แต่แมวตัวหนึ่ง โลกทั้งโลกราวถูกฉีกทึ้ง…
เมื่อเ้าแมวน้อยได้ยินเสียงเรียก และเสียงร้องไห้ของเด็กชายตัวน้อยที่ดังตามมา มันก็ดิ้นปัดป่ายหนักกว่าเดิม หันไปร้องเมี้ยวเสียงแหลมใส่ชายหนุ่ม จนในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ปล่อยอามาว ‘ของเขา’ ลง มันจ้ำเท้าวิ่งะโขึ้นรถเข็นไม้ไปหาเฉิงเอ๋อร์ในทันที
“อา...เชิ๋งงง...”
ก้อนแป้งน้อยหยุดร้องไห้ทันควัน กอดอาเฉิง ‘ของเขา’ ไว้ในอ้อมแขน
เซียนอินมองภาพนั้นอย่างจนปัญญา นางยืดตัวขึ้นยืนตรง เจรจากับอดีตทาสของเ้าแมวน้อยผู้กำลังมีสีหน้าราวชายหนุ่มถูกหญิงปฏิเสธรัก
“พี่ชายท่านนี้ หากมันเป็แมวของท่านจริง เช่นนั้นปล่อยมันไว้กับพวกเราก่อนดีหรือไม่ ไว้มันเล่นที่นี่เบื่อเมื่อไรคงจะกลับไปหาท่านเอง”
นางสำทับต่อ “ข้าก็คือแม่ครัวเหลาชิงฝูที่ท่านไปกินอาหารบ่อยๆ หากท่าน้าติดต่อรับแมวคืนอีกเมื่อใด ก็ไปหาข้าที่เหลาชิงฝูได้”
ชายหนุ่มดวงตาสว่างวาบ ที่แท้เป็นางนี่เอง เขาจำได้แล้ว
เซียวอวี่หานพยักหน้าหงอยถอนหายใจ “ก็คงต้องเป็เช่นนั้น”
โครก...คราก...
เสียงท้องร้องดังมาจากชายหนุ่มตรงหน้า ซาลาเปาสีขาวที่ถูกทิ้งลงพื้นยังคงวางเด่นอยู่เื้ั
เซียนอินนึกขึ้นได้ว่าหมั่นโถวยังเหลืออีกสี่ชิ้น จึงเปิดฝาหม้อออก หยิบหมั่นโถวทั้งหมดวางลงจานไม้ที่เตรียมมา ยื่นให้แขกประจำโรงเตี๊ยมตรงหน้าพร้อมกับน้ำเต้าหู้อีกถ้วย
“ท่านรับไปกินสิ คิดเสียว่าเป็ค่าเช่าแมวก็แล้วกัน ส่วนจานชามไว้วันไหนค่อยคืนข้าก็ได้...อา ข้าขอตัวก่อนนะพี่ชาย อีกครู่ต้องไปทำงานแล้ว”
ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ มองจานหมั่นโถวนึ่งในมือขวา ถ้วยน้ำเต้าหู้ในมือซ้าย ยกจานขึ้นมาก้มกัดแป้งนุ่มนิ่มเข้าปาก รสหอมหวานอบอวลอยู่เหนือลิ้น ความรู้สึกอยุติธรรมที่ได้รับมลายหายไปชั่วพริบตา
อวี่หานละสายตาจากหมั่นโถวมองตามพี่น้องทั้งสามที่เดินจากไป แล้วจึงหยุดอยู่บนตัวเ้าแมวส้มซึ่งกำลังถูหัวออดอ้อนอยู่บนตักเฉิงเอ๋อร์ ช่าง...ต่างจากเวลาอยู่กับเขาโดยสิ้นเชิง
“เฮ้อ...” เสียงลมพ่นออกจากลำคอ ลอยไปตามสายลมหวีดหวิวและใบไม้เขียวล่องลอย
เซียนอินจัดแจงเก็บของเข้าที่ กอดปลอบเฉิงเอ๋อร์ที่ดวงตายังมีร่องรอยแดงก่ำหลังการร้องไห้ทีหนึ่ง แล้วจึงเร่งออกเดินทางไปยังเหลาชิงฝู
ในเวลาเกือบสองเค่อ ในที่สุดเซียนอินก็เดินมาถึงตรอกผิงเจีย โรงเตี๊ยมและร้านค้าใหญ่ตั้งเรียงรายไปจนสุดปลายสายตา ชาวบ้านในเมืองและคนนอกเมืองที่ผ่านมาค้าขายเดินกันขวักไขว่ เซียนอินเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น พลันนั้นนางรู้สึกเหมือนเหยียบอะไรบางอย่างเข้าจึงเอี้ยวมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าเป็ผ้าเช็ดหน้าขยุ้มหนึ่งจึงหันกลับมาเดินต่อ ทว่ากลับไปชนเข้ากับชายผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มอยู่ในชุดสีดำปักลายกิเลนเหินสีทอง ท่าทางสง่าผ่าเผย ทว่าใบหน้าคมเรียบนิ่งเ็า ั์ตาเหยี่ยวก้มลงมองสตรีที่ล้มมาซบอยู่แนบอกหนา ไอเย็นเยียบเสียดกระดูกราวถูกเข็มนับพันทิ่มแทงส่งไปยังร่างสตรีตรงหน้า
เซียนอินสะดุ้งตัวถอยหลังออกมาทันที นางเพียงแต่ใที่ชนผู้อื่นเข้า แต่มิได้ครั่นคร้ามกระแสไอเย็นนั้น
“ขออภัยด้วยพี่ชาย ข้าเดินไม่ทันระวังเอง”
“สถานการณ์เร่งด่วนนัก เราอย่ามัวหยุดอยู่ตรงนี้เลย ไปกันเถอะขอรับ”
เสียงบุรุษอีกคนเอ่ยเตือน ชายชุดดำได้ยินดังนั้นก็ไม่สนใจเด็กสาวผู้เดินซุ่มซ่ามมาชนเขาผู้นี้อีก ก้าวขาเดินผ่านพ้นตัวของเซียนอินไป ผมสีรัตติกาลกึ่งเกล้ากึ่งปล่อยพลิ้วลมตามแรงเดิน คลอเคลียผ่านใบหน้าขาว
เซียนอินกะพริบตาปริบๆ ยืนงงไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเร่งเดินทางไปเหลาชิงฝูต่อ สองหนุ่มสาวผู้บังเอิญผ่านทางเดียวกันแยกเดินไปคนละทิศทาง ดังเช่นสายลมที่พัดมาแล้วก็ผ่านเลยไป
เซียนอินไปถึงเหลาชิงฝูก่อนเวลาราวครึ่งชั่วยาม พบว่าแม่ครัวเฝิงกำลังวุ่นวายกับการหั่นของอยู่พอดี ที่โรงเตี๊ยมนี้ยามเช้าและสายจะยังไม่ค่อยมีแขกนัก พวกเขามักจะมานั่งกินอาหารที่โรงเตี๊ยมกันยามเที่ยงและยามเย็นเสียมากกว่า แน่นอนว่าแขกยามเย็นส่วนใหญ่แล้วจะเป็เหล่าคนของทางการและคนบ้านมีฐานะสักหน่อย เพราะชาวบ้านธรรมดาทั่วไปมักจะกินกันเพียงวันละสองมื้อเท่านั้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ส่วนสามพี่น้องสกุลจ้าว...ด้วยโตมาในจวนใหญ่ที่กินอาหารสามมื้อและอยู่ในวัยกำลังโต จึงมักจะทนหิวไม่ไหว ต้องหาอะไรกินกันยามเย็นเพื่อไม่ให้ทรมานท้องจนเกินไปอยู่เสมอ
ด้านข้างแม่ครัวเฝิงยังมีผู้ช่วยหวัง หวังเข่อซิ่น ญาติผู้น้องชายของหวังฉวี่ตง เขาเพิ่งสมัครเข้ามาเป็ผู้ช่วยในครัวเมื่อวันก่อน เด็กหนุ่มมีหน้าที่ช่วยหั่นเตรียมของ และเป็ลูกมือให้แก่พ่อครัวแม่ครัวตลอดทั้งวัน เด็กหนุ่มร่างผอมกำลังหั่นเนื้อหมูอยู่อย่างขยันขันแข็ง เมื่อเหลือบเห็นเซียนอินก้าวเข้าครัวมาจึงยิ้มทักทายอย่างร่าเริง “พี่อิน มาแล้วหรือ”
เซียนอินยิ้มเอ่ยตอบ “อื้อ ข้ามาแล้ว”
ร่างบางรวบผมขึ้นห่อไว้ด้วยผ้า หยิบเอี๊ยมกันเปื้อนของตนเองมาสวมใส่ ล้างมือที่อ่างปูน แล้วจึงเดินเข้าตำแหน่งหน้าเตาอย่างทะมัดทะแมง เวลานี้ใกล้เที่ยงแล้ว นางจะทอดเกี๊ยวไว้เสียหน่อย
เที่ยงนี้มีแขกเข้าร้านจำนวนหกโต๊ะด้วยกัน คนครัวทั้งสามช่วยกันเตรียมอาหารจนลุล่วงไปได้ด้วยดี เวลาคล้อยมายามบ่าย แม่ครัวเฝิงก็ออกกะกลับบ้านไป โดยมีพ่อครัวจางที่เข้างานสายเข้ามาทำงานต่อ
พ่อครัวจางเข้ามาถึงก็ไม่ทำอะไร นอนบนเก้าอี้ยาวแคะไม้จิ้มฟันอย่างเกียจคร้าน เอาแต่เรียกใช้ผู้ช่วยหวังให้ทำนั่นทำนี่แทนตนเองอย่างวางอำนาจ เซียนอินส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“พ่อครัวจาง อาซิ่นมีหน้าที่เป็ผู้ช่วยก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจะโยนงานทุกอย่างให้เขาเช่นนี้ได้นะ”
เขาถลึงตาใส่เด็กสาว “ไม่ใช่เื่ของเ้า อย่ายุ่งไม่เข้าเื่”
ขณะที่เข่อซิ่นกำลังจะเอ่ยปากบอกเซียนอินว่าเขาไม่เป็ไร หวังฉวี่ตงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในครัว เหงื่อกาฬไหลอาบสองขมับ เขาไม่เคยเห็นพี่ตงตื่นใถึงขนาดนี้มาก่อน
“พี่ตง เกิดอะไรขึ้นหรือ” เข่อซิ่นหยุดการสับมีดในมือ เอ่ยถามอย่างฉงนใจ เซียนอินเองก็หันมามองด้วย
ฉวี่ตงละล่ำละลักบอก “ฉี่ฮั่น จอมเื่มากประจำตรอกมาร้านเราแล้วน่ะสิ!!!”