อีกฝ่ายหัวเราะเย็น
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“พลังที่เจ้าได้จากเส้นทางก่อน ไม่ใช่ของดีทั้งหมด”
สีหน้าเหอจิ่วเปลี่ยนทันที
“เจ้ารู้ได้อย่างไร!”
คำถามหลุดเร็วเกินไป
เท่ากับยอมรับว่าได้รับพลังบางอย่าง
ฉินเฟิงมองแขนขวาอีกฝ่าย
“บาดแผลจากอัสนีลงทัณฑ์ควรใช้เวลาอย่างน้อยหลายวันจึงสมาน แต่ตอนนี้เกือบหายหมด พลังที่ใช้รักษามีกลิ่นอายมารโลหิต”
“หากเจ้ายังใช้ต่อ มันจะกัดกินจิตใจ”
เหอจิ่วมีสีหน้าบิดเบี้ยว
“เจ้าคิดจะหลอกข้าให้ทิ้งวาสนา?”
“ข้าไม่จำเป็นต้องหลอก”
ฉินเฟิงตอบ
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของเจ้า”
“แต่ถ้าพลังนั้นทำให้เจ้าควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วลงมือกับข้าอีกครั้ง ข้าจะไม่เตือนเป็นครั้งที่สอง”
คำว่าอีกครั้งทำให้เหอจิ่วกำหมัดแน่น
เขาเคยถูกสนามลงทัณฑ์เพราะพยายามฝืนแย่งสมบัติ
ในใจเขากลับคิดว่าทั้งหมดเกิดเพราะฉินเฟิง
ความอับอาย ความริษยา และพลังสีดำในร่างกำลังผสมกัน
ชายข้างกายเขาชื่อ หลัวอี้ กระซิบ
“พี่เหอ เราจัดการมันตรงนี้เลยเถิด ไม่มีคนอื่นอยู่”
ฉินเฟิงได้ยินชัด
เขาหันมองหลัวอี้ทันที
“เจ้าพูดอีกครั้ง”
หลัวอี้ชะงัก
แต่เมื่อเห็นเหอจิ่วยืนข้างตน จึงกล้าขึ้น
“ข้าบอกว่า ถ้าเจ้าขวางทางพวกเรา ก็จัดการเจ้าเสียตรงนี้!”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ดี”
หลัวอี้ยังไม่เข้าใจ
ฉินเฟิงกลับชักกระบี่แล้วพุ่งออกทันที
ไม่มีคำเตือนเพิ่ม
ไม่มีการต่อปาก
เพราะอีกฝ่ายประกาศเจตนาชัดแล้ว
หลัวอี้อยู่ขั้นรับปราณขั้นเก้า
ระดับเท่ากับเฉินกู่ที่ตายไป
แต่ครั้งนี้เขาเตรียมตัวอยู่แล้ว
เห็นฉินเฟิงพุ่งมา จึงฟันดาบทันที
“ดาบผ่าภูผา!”
ฉินเฟิงไม่ปะทะตรง
พลังอัสนีไหลเข้าสู่ขา
ความเร็วเพิ่มขึ้น
เขาเบี่ยงออกข้าง
คมดาบพลาด
กระบี่สั้นแทงด้านข้างลำตัว
หลัวอี้หมุนตัวรับด้วยด้ามดาบ
เคร้ง!
แรงของขั้นเก้ายังเหนือกว่า
ฉินเฟิงถอยหนึ่งก้าว
หลัวอี้ยิ้มเยาะ
“คิดว่าเฉินกู่ตายแล้วทุกคนจะกลัวเจ้า?”
เขาพุ่งตาม
ดาบหนักฟันต่อเนื่อง
ฉินเฟิงหลบสามครั้ง
ครั้งที่สี่ใช้กระบี่รับ
เคร้ง!
แขนชา
แต่ฉินเฟิงไม่ได้ถอยไกล
เขามองจังหวะเท้าของหลัวอี้
อีกฝ่ายถนัดใช้แรงหนัก
ทุกครั้งก่อนฟันเต็มกำลัง จะลงน้ำหนักที่เท้าขวาก่อน
ครั้งต่อไป
ฉินเฟิงรอ
หลัวอี้ยกดาบ
เท้าขวาจมพื้น
ทันทีนั้นฉินเฟิงกลับไม่หลบออกหลัง
พุ่งเข้าไปด้านใน
หลัวอี้ตกใจ
ดาบยาวเกินไปสำหรับระยะประชิด
เขาพยายามใช้ศอก
ฉินเฟิงใช้มือซ้ายปัด
กระแสอัสนีไหลเข้าสู่แขนอีกฝ่าย
เปรี๊ยะ!
หลัวอี้ชา
กระบี่สั้นแทงใต้รักแร้
ฉึก!
เลือดพุ่ง
เป็นจุดที่เกราะหนังป้องกันไม่ถึง
หลัวอี้คำราม
ถอย
ฉินเฟิงไม่ให้ตั้งตัว
พุ่งตาม
กระบี่ฟันข้อมือ
หลัวอี้รีบยกดาบรับ
แต่ฉินเฟิงเปลี่ยนทิศกลางทาง
ปลายกระบี่แทงตรงหัวเข่าขวา
ฉึก!
ขาที่ใช้ลงน้ำหนักบาดเจ็บทันที
หลัวอี้ทรุด
ฉินเฟิงเตะดาบออกจากมือ
จากนั้นกระบี่จ่อคอ
ทั้งหมดเกิดขึ้นในไม่ถึงสิบกระบวนท่า
เหอจิ่วมีสีหน้าเปลี่ยน
ฉินเฟิงแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว
ตอนสู้เฉินกู่ยังต้องใช้จังหวะชาจากอัสนีหลายครั้ง
แต่ตอนนี้การเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าเดิมอย่างชัดเจน
หลัวอี้หน้าซีด
“พี่เหอ!”
ฉินเฟิงถาม
“เมื่อครู่ใครเป็นคนพูดว่าจะจัดการข้า”
หลัวอี้เม้มปาก
“ข้าแค่…”
“ข้าถามว่าใคร”
“ข้า”
ฉินเฟิงพยักหน้า
กระบี่ขยับ
เหอจิ่วตวาดทันที
“หยุด!”
ฉินเฟิงหยุดปลายกระบี่ห่างคอเพียงเล็กน้อย
“มีอะไร”
เหอจิ่วกล่าว
“เจ้าฆ่าเฉินกู่ไปแล้วหนึ่งคน ยังคิดฆ่าคนเมืองพยัคฆ์ทองอีก?”
ฉินเฟิงมองตรง
“คนแรกคิดฆ่าข้า”
“คนนี้ก็ประกาศว่าจะจัดการข้า”
“ข้าควรปล่อยไว้เพื่อให้วันหลังกลับมาฆ่าข้าหรือ”
เหอจิ่วมีใบหน้ามืด
“ถ้าเจ้าฆ่าเขา เมืองพยัคฆ์ทองจะไม่ปล่อยเจ้า”
ฉินเฟิงตอบ
“ถ้ากฎของเมืองพยัคฆ์ทองคือ คนของเจ้าฆ่าคนอื่นได้ แต่คนอื่นห้ามตอบโต้ เช่นนั้นต่อให้ข้าไม่ฆ่า วันนี้พวกเจ้าก็ไม่มีวันเป็นมิตรกับข้าอยู่แล้ว”
หลัวอี้เริ่มกลัวจริง
เขาเห็นแล้วว่าคำขู่ตระกูลไม่ทำให้ฉินเฟิงลังเล
“ฉินเฟิง ข้าถอนคำพูด!”
“สายไปแล้ว”
กระบี่ผ่านลำคอ
ฉึก!
หลัวอี้ล้มลง
เหอจิ่วเบิกตากว้าง
พลังขั้นเปิดชีพจรขั้นสองระเบิดออกทันที
“เจ้าหาที่ตาย!”
คราวนี้เขาพุ่งเข้ามาเอง
เจตนาฆ่าชัดเจน
ฉินเฟิงไม่ถอย
เขารอวันนี้อยู่แล้ว
แต่ก่อนทั้งสองปะทะกัน
จิ้งจอกสามหางที่นอนอยู่กลับร้องแหลม
ผลึกจันทราบนหน้าผากส่องแสง
ทันใดนั้นประตูด้านหลังมันสว่าง
พลังสีขาวพุ่งออกเป็นกำแพงกั้นระหว่างฉินเฟิงกับเหอจิ่ว
ปัง!
ฝ่ามือเหอจิ่วกระแทกกำแพง
ถูกสะท้อนกลับสามก้าว
สีหน้าเปลี่ยน
จิ้งจอกลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
เดินไปหาฉินเฟิง
จากนั้นหมอบศีรษะลง
ผลึกจันทราส่งแสงเข้าไปยังตราราชันอสูรบนมือเขา
เสียงโบราณดังขึ้น
“ผู้พิทักษ์จันทรายอมรับผู้สืบทอดราชัน”
“ประตูชั้นในเปิด”
ประตูศิลาข้างหลังแยกออกทันที
เหอจิ่วมีสีหน้าบิดเบี้ยว
เขาลงแรงจับสัตว์ตัวนี้อยู่ตั้งนาน
กลับไม่ยอมรับ
แต่เพียงฉินเฟิงมาถึง จิ้งจอกกลับเลือกเอง
ความริษยาในใจยิ่งรุนแรง
พลังสีดำในแขนขวาเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เส้นดำในดวงตาชัดกว่าเดิม
ฉินเฟิงมองเห็น
“เหอจิ่ว ถ้าเจ้ายังใช้พลังนั้น เจ้าจะเสียสติจริง”
“หุบปาก!”
เหอจิ่วคำราม
“ทุกครั้งที่มีวาสนา เจ้าก็ได้!”
“สัตว์เลือกเจ้า!”
“สมบัติเลือกเจ้า!”
“แม้แต่สนามยังช่วยเจ้า!”
“เพราะอะไร!”
ฉินเฟิงมองเขาอย่างสงบ
“ถ้าเจ้าอยากรู้จริง สิ่งแรกที่ควรทำคือเลิกโทษคนอื่นทุกครั้งที่ตนไม่ได้สิ่งที่ต้องการ”
ประโยคนั้นกลับยิ่งกระตุ้น
เหอจิ่วคำราม
พลังสีดำพุ่งออกจากแขนขวา
ระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้นชั่วคราวจากขั้นเปิดชีพจรขั้นสอง ไปแตะระดับขั้นสาม
ฉินเฟิงมีสีหน้าเคร่ง
พลังมารกำลังขยายระดับ
ไม่ใช่เรื่องดี
ชายอีกคนข้างเหอจิ่วเองเริ่มถอย
“พี่เหอ พลังของท่าน…”
“เงียบ!”
เหอจิ่วหันไปตวาด
ดวงตาแดงดำ
แม้แต่คนของตนเองยังรู้สึกกลัว
ฉินเฟิงจับกระบี่แน่น
หากเหอจิ่วโจมตีตอนนี้ เขาไม่มีทางปะทะตรง
ต้องใช้พยัคฆ์สามเขาช่วย
สัตว์ผู้พิทักษ์อยู่ระดับสองขั้นสูง เทียบได้กับเปิดชีพจรขั้นสูง
แม้ยังบาดเจ็บ แต่ร่วมกับเขายังพอมีโอกาส
ทันใดนั้นเสียงระฆังดังจากประตูชั้นใน
เคร้ง!
พลังขาวจากจิ้งจอกสามหางขยายออก
แสงล้อมฉินเฟิง พยัคฆ์ และจิ้งจอกพร้อมกัน
เสียงโบราณประกาศ
“ผู้สืบทอดราชันได้รับผู้พิทักษ์ลำดับสอง”
“เข้าสู่หอราชัน”
ฉินเฟิงชะงัก
จิ้งจอกสามหางกลายเป็นผู้พิทักษ์ของเขาโดยตรง?
ยังไม่ทันตรวจ
แสงก็ห่อหุ้มร่างทั้งหมด
เหอจิ่วเห็นแล้วพุ่งเข้ามา
“อย่าไป!”
ฝ่ามือสีดำซัดออก
แต่ช้าไป
แสงหายไปพร้อมฉินเฟิง
ฝ่ามือกระแทกพื้นว่างเปล่า
ตูม!
เหอจิ่วยืนหอบ
ใบหน้าบิดเบี้ยว
ชายข้างกายมองอย่างหวาดระแวง
“พี่เหอ พวกเราควรกลับหรือไม่”
เหอจิ่วหันมองช้า ๆ
ดวงตาสีดำแดงทำให้ชายคนนั้นถอยโดยไม่รู้ตัว
“กลับ?”
“ข้ายังไม่ได้อะไรเลย”
“จะให้ข้ากลับ?”
น้ำเสียงแปลกไป
ไม่เหมือนเดิมทั้งหมด
จากแผ่นหยกดำในแขนเสื้อ เสียงกระซิบเบามากดังขึ้น
มีเพียงเหอจิ่วได้ยิน
“อยากได้หรือไม่…”
เหอจิ่วหยุด
เสียงนั้นดังซ้ำ
“ฆ่าผู้สืบทอด…”
“กลืนสายเลือด…”
“ทุกอย่างจะเป็นของเจ้า…”
มุมปากเหอจิ่วค่อย ๆ ยกขึ้น
“ใช่”
ชายข้างกายถาม
“พี่เหอ ท่านพูดกับใคร”
เหอจิ่วหันมามอง
“เจ้าอยากช่วยข้าหรือไม่”
“แน่นอนขอรับ”
“ดี”
ทันใดนั้นมือเหอจิ่วแทงเข้าหน้าอกอีกฝ่าย
ฉึก!
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง
“พี่…”
พลังสีดำไหลจากมือเหอจิ่วเข้าสู่ร่าง
จากนั้นดูดกลับ
โลหิตและพลังปราณของชายคนนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว
เหอจิ่วหลับตา
ระดับพลังที่แตะขั้นสามชั่วคราวเริ่มมั่นคงขึ้นเล็กน้อย
ชายในมือหมดแรง
ร่างแห้งลงอย่างน่ากลัว
เมื่อเหอจิ่วปล่อย ศพก็ล้มลง
เขามองมือตนเอง
แววตาไม่มีความตกใจ
กลับมีความตื่นเต้น
“นี่คือพลังกลืนมรดก?”
เสียงในแผ่นหยกหัวเราะต่ำ
“มากกว่านี้…”
“เจ้าจะได้มากกว่านี้…”
เหอจิ่วหันมองประตูที่ฉินเฟิงหายไป
“ฉินเฟิง”
“รอข้าก่อน”
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อแสงรอบตัวฉินเฟิงหายไป เขาพบว่าตนยืนอยู่ภายในห้องโถงซึ่งใหญ่กว่าทุกแห่งที่ผ่านมา
พื้นทำจากหยกสีดำ
เสาสิบสองต้นมีรูปสัตว์เทวะพันอยู่
ด้านหน้าเป็นบันไดเก้าขั้น
ปลายบันไดมีบัลลังก์ว่างเปล่า
เหนือบัลลังก์ ลอยอยู่ด้วยลูกแก้วใสหนึ่งลูก
ภายในลูกแก้วมีภาพดวงดาวนับไม่ถ้วนหมุนเวียน
ฉินเฟิงมองเพียงครั้งเดียว
ดวงจิตกลับสั่นรุนแรง
ความรู้สึกนี้…
คล้ายสิ่งหนึ่งจากชาติที่แล้วอย่างน่าตกใจ
สมบัติที่คู่หมั้นกับชู้รักสังหารเขาเพื่อแย่งชิง
ลูกปัดบรรพโกลาหล
ไม่เหมือนทั้งหมด
แต่พลังมีร่องรอยคล้ายกัน
ฉินเฟิงเดินขึ้นหนึ่งก้าว
หัวใจเต้นแรง
“สถานที่นี้เกี่ยวข้องกับลูกปัดบรรพโกลาหลจริงหรือ?”
ไข่สัตว์เทวะในห้วงจิตสั่นอย่างรุนแรง
ครั้งนี้มันไม่ได้พูดว่าหิว
กลับส่งความรู้สึกเคารพออกมา
พยัคฆ์สามเขาหมอบลง
จิ้งจอกสามหางซึ่งได้รับการยอมรับใหม่ก็หมอบเช่นกัน
เสียงโบราณดังขึ้นจากเหนือบัลลังก์
“ผู้มีรอยตราบรรพโกลาหล…”
ฉินเฟิงหยุดหายใจชั่วขณะ
คำนี้เขาได้ยินชัด
บรรพโกลาหล
จริง ๆ
เสียงดำเนินต่อ
“ผู้ที่เคยสัมผัสแก่นบรรพโกลาหล…”
“ผู้ที่วิญญาณกลับคืนจากความตาย…”
ดวงตาฉินเฟิงเปลี่ยนอย่างรุนแรง
สนามนี้รู้ว่าเขากลับชาติมาเกิด?
มือที่ถือกระบี่กำแน่น
“เจ้าคือใคร”
ไม่มีคำตอบโดยตรง
ลูกแก้วเหนือบัลลังก์สว่างขึ้น
ภาพหนึ่งปรากฏกลางห้อง
เป็นแดนเทพ
เขารู้จัก
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
ตำหนักขนาดมหึมา
จากนั้นภาพเปลี่ยน
ตัวเขาในชาติที่แล้วนอนอยู่ท่ามกลางกองเลือด
หลัวเยียนหรานยืนด้านหนึ่ง
ชายผู้เป็นชู้รักยืนอีกด้าน
ตรงกลางพวกเขามีลูกปัดสีดำทองลอยอยู่
ฉินเฟิงมองภาพนี้ด้วยดวงตาเย็น
นี่คือช่วงก่อนตาย
เขาเห็นตัวเองถูกกระบี่แทงทะลุหน้าอก
เห็นเลือดไหลไปบนลูกปัด
จากนั้นลูกปัดสว่าง
แต่ภาพที่ชาติก่อนเขาไม่เคยเห็นเพราะกำลังจะตาย ปรากฏขึ้นต่อ
โลหิตของเขาไม่ได้ถูกลูกปัดดูดทั้งหมด
ส่วนหนึ่งกลับทำให้ตราบางอย่างภายในลูกปัดแตกออก
แสงสีทองเล็กมากพุ่งออก
เข้าสู่ดวงจิตเขา
จากนั้นการระเบิดเกิดขึ้น
ภาพดับ
ฉินเฟิงยืนนิ่ง
ในที่สุดก็มีคำตอบส่วนหนึ่ง
เขากลับชาติมาเกิดไม่ใช่เพียงเพราะโชค
ลูกปัดบรรพโกลาหลส่งบางสิ่งติดมากับวิญญาณ
นี่คือสาเหตุที่แท่นโลหิตตอบสนองระดับสูงสุด
สาเหตุที่สนามสัตว์เทวะเลือกเขา
และอาจเป็นสาเหตุที่ไข่สัตว์เทวะเรียกเขาว่านายตั้งแต่ยังไม่ฟัก
เสียงโบราณดัง
“รอยตราเป็นเพียงเศษหนึ่งส่วน”
“แก่นแท้ยังอยู่ในแดนสูง”
ฉินเฟิงถามทันที
“หมายถึงลูกปัดยังอยู่กับคนที่ฆ่าข้า?”
ภาพเหนือบัลลังก์เปลี่ยน
ลูกปัดสีดำทองถูกชายผู้นั้นถือไว้
ข้างกายมีหลัวเยียนหราน
จากนั้นทั้งสองหายเข้าไปในประตูมิติ
เสียงตอบ
“ใช่”
นี่เป็นครั้งแรกที่เสียงตอบคำถามตรง ๆ
ฉินเฟิงมีสายตาเย็นลง
ดี
สมบัติยังอยู่
ศัตรูก็ยังอยู่
วันหนึ่งเขาจะกลับไปเอาทุกอย่างคืน
แต่ตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป
เขาจึงถามคำถามสำคัญกว่า
“รอยตราที่ติดมากับข้ามีประโยชน์อะไร”
ลูกแก้วสว่างขึ้น
อักษรโบราณหลายบรรทัดปรากฏ
ตราบรรพโกลาหลขั้นต้น
หนึ่ง — เพิ่มความเข้ากันได้กับพลังธาตุและสายเลือดระดับสูง
สอง — เปิดพื้นที่วิญญาณสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ยอมรับพันธะ
สาม — สามารถปลุกสมบัติที่มีร่องรอยบรรพโกลาหลเมื่อระดับเพียงพอ
สี่ — ความสามารถอื่นยังปิดผนึก