ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 อัจฉริยะทุกสำนักรวมตัวกันยังหอจวินไหล

            ตึง

            พลังหยวนแท้เรืองแสงสีขาวอ่อนโยนรุกล้ำจากฝ่ามือฉู่เหินแล้วจู่โจมเข้าที่โต๊ะกลมตัวนั้น

            อายหนาวเย็นเฉียบแผ่ลาม ชั่วขณะนั้น ทั้งโต๊ะถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเย็นยะเยือกชั้นหนา

            เห็นภาพเบื้องหน้าแล้วฉู่เหินก็ผุดยิ้มพอใจ

            “ไม่นึกเลยว่าพอหลอมรวมพลังมนตร์น้ำแข็งนี่แล้วข้าจะทะลวงระดับเชื่อมหยวนขั้นสามได้”

            แน่นอนว่าฉู่เหินไม่ได้เหนือคาดกับการบรรลุนี้สักเท่าใดนัก

            ก่อนหน้านี้ยามยังอยู่เทือกเขาไร้กระดูก เขายังไม่ได้ซึมซับรับเอาพลังที่แฝงไว้ในแก่นเลือดมังกรล่าโลหิตหลังกระโดงกับน้ำหยวนวิญญาณขุมพลังของหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งได้อย่างหมดจด

            ยังมีส่วนที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายด้วย

            ผนวกกับตอนกลับมาจากเทือกเขาไร้กระดูกก็เข้าระดับเชื่อมหยวนขั้นสองสูงสุดไปแล้วจะบรรลุอีกขั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

            แต่กระนั้น ฉู่เหินก็คาดไม่ถึงตรงที่เขาทำได้ก่อนประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาวพอดิบพอดี

            ทำให้ฉู่เหินมีความมั่นใจในการประชุมใหญ่อัจฉริยะศิษย์ใหม่ครานี้เพิ่มมากขึ้นทีเดียว

            ...

            ครึ่งชั่วโมงให้หลัง!

            ปากประตูใหญ่สำนักดาราสวรรค์

            “มาแล้วๆ ศิษย์พี่ฉู่เหินมาแล้ว...”

            ศิษย์ใหม่ราวห้าสิบกว่าชีวิตของสำนักดาราสวรรค์รวมตัวกันด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆพอเห็นฉู่เหินกับมู่เฟิงปรากฏกาย บรรยากาศของฝูงชนก็คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น

            “เห็นไหมเล่า! ข้ารู้อยู่แล้วว่าศิษย์พี่ฉู่เหินต้องเข้าร่วมแน่”หลี่ฮุยเย่ผู้ยืนอยู่หน้าผู้คนเอ่ยอย่างฮึกเหิม

            โจวลู่ข้างกันเบ้ปากแล้วเถียงเป็นเชิงไม่พอใจ “เขาไปก็ไม่มีประโยชน์ศิษย์อัจฉริยะสำนักอื่นมีตั้งมากมาย พวกเรามีแต่จะต้องยอมรับชะตากรรมอนาถเท่านั้น”

            “เมื่อวานศิษย์พี่ฉู่เหินซัดศิษย์พี่อู่เจ๋อเสียกระเด็นหล่นจากค่ายกลไม้เลยนะ”หลี่ฮุยเย่โต้

            “ใครก็มองออกกันทั้งนั้นว่าศิษย์พี่อู่เจ๋อยังไม่ได้เอาจริง”

            “แต่ข้าเชื่อในตัวศิษย์พี่ฉู่เหิน”

            ...

            งานประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาวเป็นกิจกรรมที่เหล่าศิษย์อัจฉริยะหน้าใหม่ของสำนักยุทธขั้นสูงดำเนินการจัดขึ้นมากันเอง

            อาจารย์ในสำนักจะไม่เป็นผู้นำแต่เบื้องสูงของสำนักจะจัดแจงให้ศิษย์ใหม่ที่เป็นเลิศจำนวนหนึ่งเป็นผู้นำ

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน อาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยให้ท่านกับหลินเทาเป็นผู้นำของปีเราแต่หลินเทาปฏิเสธเข้าร่วมประชุมเฉพาะกิจ พวกเราทุกคนถึงได้กำลังรอท่านอยู่เลย!”

            หลี่ฮุยเย่เข้าไปทักทาย

            หลินเทาไม่เข้าร่วม?

            ฉู่เหินประหลาดใจเล็กน้อย พอมองศิษย์ใหม่ห้าสิบกว่าคนตรงหน้าแล้วก็อดส่ายหน้าไม่ได้

            จำนวนคนแค่นี้เป็นแค่หนึ่งในสิบของจำนวนศิษย์ใหม่ปีนี้ทั้งหมดเท่านั้นเอง

            เห็นทีประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาวที่ว่าคงเป็นเขตฟ้าคะนองที่ไม่อาจแตะต้องได้สำหรับศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่ของสำนักดาราสวรรค์เสียกระมังหากอยากปลอดภัยไร้เรื่องไร้ราว คงต้องหลีกเลี่ยงให้ไกลจึงจะดี

            “เวร ไม่จริงกระมัง! คนแค่นี้เองหรือ?” มู่เฟิงโพล่งสิ่งที่คิดออกมา

            หลี่ฮุยเย่ยิ้มกระดาก “เรื่องนั้นได้ศิษย์พี่หญิงโจวลู่กับข้าใช้คารมเชิญชวนหรอกขอรับถึงได้มามากมายปานนี้ปีก่อนศิษย์สำนักดาราสวรรค์ของเราเข้าร่วมประชุมใหญ่ดาวชิงดวงแค่สามสิบกว่าคนเอง...”

            “เฮ้อ!” มู่เฟิงส่ายหน้าถอนหายใจ “พวกใจเสาะ แค่นี้บารมีก็แทบไม่มีแล้ว”

            มู่เฟิงพูดเช่นนั้นเข้าทุกคนก็หน้าตาเลิ่กลั่ก

            ฉู่เหินเหล่มองมู่เฟิงแล้วว่าอย่างไม่สบอารมณ์ “มี ‘ชายผู้หล่อเลิศในปฐพี’ เช่นเจ้าอยู่แล้วนี่?คืนนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว”

            เพียงได้ยินดังนั้น มู่เฟิงก็ถลึงตาใส่ฉู่เหินทันทีแววตาดูถูกเสียยิ่งกว่าดูถูก “แม่โว้ย พูดมันก็ง่ายสิวะสำนักยุทธขั้นสูงทั้งเมืองหลวงมีตั้งมากตั้งมายให้ข้าทำคนเดียวมีหวังไหล่หลุดกันพอดี”

            ...

            ฉู่เหินไม่สนใจเสียงพร่ำบ่นของมู่เฟิง ในเมื่ออาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยมอบหมายหน้าที่ให้เขาแล้วเช่นนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของทั้งสำนักดาราสวรรค์ด้วย

            “ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย ไม่ว่าคนอื่นจะมองสำนักดาราสวรรค์ของพวกเราเช่นไรอย่างน้อยพวกเราก็ไม่ได้หดหัวปิดประตูไม่ยอมออกมา ไม่ว่าพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใดต่อจากนี้ขอแค่ทำอย่างสุดความสามารถก็เพียงพอแล้ว”

            หัวใจทุกดวงเป็นประกายขึ้นมา ต่างกำหมัดแน่น ดวงตาวาววามเร่าร้อน

            “สำแดงแสงดารา อาภาคมกล้าถือกำเนิด!”

            “ประชุมเฉพาะกิจราชันแสงดาว”

            “พวกเราไป!”

            ไป...

            หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และบรรดาศิษย์ใหม่ตะโกนฮึกเหิม ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังหอจวินไหลตามการนำของฉู่เหิน

            ...

            หอจวินไหล!

            อาคารสามชั้นโอฬารตระการตาราวกับพระราชวังหรูหราที่ตั้งอยู่ในเขตเจริญรุ่งเรืองที่สุดใจกลางเมือง 

            กระจกสีอิฐ กระเบื้องละลานตา กำแพงสูง และสวนสวย โคมไฟงามเจิดจรัสจับตาประดับประดาให้ยิ่งโชติช่วงเขตระยะพันตารางเมตรสว่างไสวเสมือนกลางวัน

            ทิศทักษิณจากหอจวินไหลยังมีลานกว้างและสวนขนาดใหญ่สร้างเป็นลานประลองยุทธ์อันใหญ่โตโอฬาร

            ตัวลานนั้นกว้างยาวกว่าห้าสิบเมตร ไม่มีบันไดเวทีใจกลางลานประลองยุทธ์นั้นสลักเป็นอักษรคำว่า ‘แสงดาว’ ลายมือรุนแรง เส้นแสงคมเฉียบ

            เขตข้างลานประลองยุทธ์มีอัฒจันทร์ที่นั่งไว้พร้อมพรักบรรดาศิษย์ใหม่อัจฉริยะจากสำนักยุทธขั้นสูงสามารถเลือกนั่งตามตำแหน่งที่เหมาะสมได้

            ในเวลานี้ บรรดาศิษย์ใหม่อัจฉริยะจากสำนักยุทธขั้นสูงของนครหลวงทั้งหลายต่างทยอยกันมาถึงแล้ว

            สาวรับใช้เยาว์วัยและสะสวยของหอจวินไหลให้การต้อนรับอย่างนุ่มนวลมีมารยาท

            “สวัสดีเจ้าค่ะ อัฒจันทร์ของสำนักอสนีบาตอยู่ด้านนั้น เชิญตามข้ามา”

            “สำนักทะลุเมฆหรือ? อัฒจันทร์ของพวกท่านอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ”

            “ยินดีต้อนรับศิษย์อัจฉริยะทุกท่าน หากเราให้การต้อนรับขาดตกบกพร่องอันใดโปรดให้อภัยด้วย”

            ...

            ศิษย์หนุ่มสาวแถวแล้วแถวเล่าต่อกันยาวเป็นหางว่าวเดินทางมายังหอจวินไหลจากทั่วทุกมุมเมือง

            บรรดาศิษย์อัจฉริยะต่างดูองอาจภาคภูมิ ราศีจับดุจดวงดาราเก้าชั้นฟ้าบนนภายามราตรีสุกสว่างและส่องประกายเฉกเช่นบุปผาบานสะพรั่งรับอรุณรุ่ง

            ทุกปีในช่วงเวลานี้หอจวินไหลจะดึงดูดแขกเหรื่อผู้มาชมความยิ่งใหญ่มากหน้าหลายตาแต่แขกเหล่านี้จะได้นั่งอยู่ในเขตผู้ชมที่จัดไว้เท่านั้น

            ส่วนเหล่าชนชั้นสูงที่มีฐานะสูงศักดิ์จะได้นั่งที่ชั้นสองของหอจวินไหลชั้นสามเป็นห้องเงียบติดหน้าต่างจิบน้ำชาดื่มด่ำกับของหวานรอคอยศึกศิษย์ใหม่ยามค่ำคืนนี้ ที่ดาวจะชิงดวง...

            ยิ่งเวลาผันผ่านไปเท่าใด ศิษย์อัจฉริยะของสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายต่างก็ทยอยกันมาก่อเป็นบรรยากาศอันเดือดพล่าน

            “เฮ่อเฉานี่ รีบไปดูทางสำนักจันทร์สกาวเร็ว”

            “ได้ยินมาว่าพลังของเฮ่อเฉาสูงถึงระดับเชื่อมหยวนขั้นสองแล้ว”

            “ไม่จริงกระมัง? เร็วปานนี้เลย?”

            “จริงแท้แน่นอนเพิ่งสองเดือนก็ข้ามจากระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าไประดับเชื่อมหยวนขั้นสองแล้วสมแล้วที่เป็นอัจฉริยะผู้ครองขีดจำกัดสายเลือด ‘กายสัประยุทธ์กระบี่วิญญาณ’”

            ...

            “ดูทางสำนักมหาหัสดีด้วยสิ อวี๋เฉินอวี้ คุณหนูอวี๋เฉินอวี้นี่นา”

            “ได้ยินมาว่าคุณหนูอวี๋เฉินอวี้เองก็บรรลุพลังไปไม่น้อย”

            “คุณหนูอวี๋เฉินอวี้เป็นหนึ่งในหกมุกเม็ดงามของนครหลวงเราเชียวนะ งดงามไม่พอพรสวรรค์ยังสูงล้ำอีกด้วย ใครจีบนางติดคงเป็นผู้ชนะในชีวิตแล้วล่ะ”

            ...

            ท่ามกลางเสียงเอะอะมะเทิ่ง อัจฉริยะจากสามสำนักอย่างมหาหัสดี จันทร์สกาว และแรดวิญญาณก็ทยอยกันนั่งประจำที่

            ห้ามหาสำนักแห่งนครหลวงยังเหลือวายุจักรพรรดิกับยุทธจักรพรรดิที่ยังไม่เผยตัว

            แน่นอนว่ายังมีคนไม่น้อยที่ ‘ให้ความสนใจ’ สำนักดาราสวรรค์ด้วย

            “ฮ่าๆ พวกเจ้าว่าปีนี้สำนักดาราสวรรค์จะมากันหรือเปล่า?”

            “มาทำไมเล่า? หาเรื่องใส่ตัวหรือ?”

            “จำได้ว่าปีที่แล้วสำนักดาราสวรรค์ถูกศิษย์ใหม่สำนักล่าอินทรีซ้อมเสียเกือบตาย”

            “ฮ่าๆ ข้าก็จำได้เหมือนกัน ศิษย์ใหม่สำนักล่าอินทรีตอนนั้นยังพูดอีกว่าขืนยังกล้ามาอีกพวกเขาจะทรมานอย่างโหดร้ายทารุณอีกรอบ”

            “อับอายขายขี้หน้าไปถึงชาติตระกูลแท้ๆ”

            “เอ๊ะ? มากันแล้ว สำนักดาราสวรรค์มาแล้วกล้ามาหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ!”

            “แล้วสำนักวายุจักรพรรดิก็มาด้วย”

            ...

            ผ่าง!

            การปรากฏตัวของสำนักดาราสวรรค์และวายุจักรพรรดินับเป็นละครเรื่องสนุกเลยทีเดียว

            หนึ่งเป็นสำนักที่คนต่างก็ชมเชยและเคารพเลื่อมใส อีกหนึ่งเป็นสำนักปลายแถวรั้งท้ายที่สุดแต่สองขบวนกลับมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย กลายเป็นตัดกันอย่างเด่นชัดเหนือคำบรรยาย

            “ฮ่าๆ สำนักดาราสวรรค์มากันแค่นี้เองหรือ?”

            “เยอะมากเลยนะนี่ เยอะกว่าปีที่แล้วสิบกว่าคนเห็นจะได้!”

            “ดูรูปกระบวนแล้วสำนักดาราสวรรค์คงอยากผงาดขึ้นมาในปีนี้กระมัง?”

            ...

            ท่ามกลางเสียงประชดประชันจากผู้คน ขบวนอัจฉริยะศิษย์ใหม่จากดาราสวรรค์และวายุจักรพรรดิต่างก็มาถึงเขตทางเข้าลานด้านหน้าหอจวินไหลโดยพร้อมเพรียง

            “พี่ฉู่เหิน”

            เสียงอ่อนหวานและเปราะบางสะท้านก้นบึ้งหัวใจฉู่เหินอย่างจัง

            ฉู่เหินเงยหน้ามองไป เห็นร่างอันคุ้นตาสองร่างเบื้องหน้าขบวนสำนักวายุจักรพรรดิพันชั่งทั้งสองแห่งตระกูลเย่แห่งเมืองหลินเหยียน เย่โยวและเย่เหยา...

            พบพานกันในสถานการณ์เช่นนี้ช่างเหนือความคาดหมายของฉู่เหินยิ่งนัก

            “เหยาน้อย ไม่ได้พบกันนานนะ!” ฉู่เหินยิ้มบางใบหน้าอ่อนโยนขึ้นทันตาเห็น

            ฉู่เหินยังคงยิ้มเหมือนแต่ก่อน อ่อนโยนราวกับพี่ชาย

            ดวงตากลมโตของเย่เหยาฉายแววดีใจ นางหันมองเย่โยวข้างกันทันที แต่กระนั้นดวงหน้างามลออของเย่โยวกลับไร้อารมณ์อันใดอย่างสิ้นเชิง

            ไม่สบตาฉู่เหินตรงๆ เลยด้วยซ้ำไป

            “เฮอะๆ ท่านนี้คืออัจฉริยะฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ ฉู่เหินแห่งเมืองหลินเหยียนหรือนี่?ข้าช่างเสียมารยาทนัก...”

            พลันนั้น เสียงหัวเราะเสียดสีเต็มรูปแบบก็แว่วมาชายหนุ่มใบหน้าประดับยิ้มสนุกสนานเยื้องย่างเข้ามาการปรากฏกายของเขาดลให้บรรยากาศทั้งงานระเบิดขึ้นทันที

            “เหรินชง เหรินชงนี่นา!”

            “ราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิ เลื่อมใสเขาเหลือเกิน”

            “ข้าเห็นเขาประมือกับคู่ต่อสู้ระดับเชื่อมหยวนขั้นสี่ได้คู่คี่สูสีมากับตา”

            “เก่งฉกาจนัก! สำนักวายุจักรพรรดิปีนี้คงกำราบสำนักยุทธจักรพรรดิได้เสียเก้าในสิบคงทวงคืนมงกุฎที่เสียไปเมื่อปีก่อนได้”

            “ยังต้องพูดอีกหรือ? มีเหรินชงอยู่ที่นี่ทั้งคนมีอะไรบ้างที่เขาทำไม่ได้?”

     

             ………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน