วงแหวนเวทย์ค่อยๆ เรืองแสงขึ้น จนในที่สุดมันก็ครอบคลุมร่างของถงกู่เหลียน ตอนนั้นเองที่เงาสีดำค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากพื้นผ่านวงแหวนเวทย์ เงาสีดำล่องลอยออกมาก่อนจะเข้าไปพัวพันอยู่รอบตัวของถงกู่เหลียน
"นี่เจ้าทำอะไรกันแน่เจ้า!!! หนูสกปรก"
ถงกู่เหลียนตะโกนขึ้นเมื่อเห็นว่าเงาสีดำนั้นเริ่มเข้ามาเกาะอยู่ตามร่างกายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก่อนที่ถงกู่เหลียนจะได้พูดอะไรออกมาอีก เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเขาก็ดังขึ้น
"นี่มันอะไรกัน ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ เจ้าหนูสกปรก" ถงกู่เหลียนพยายามกวัดแกว่งกระบี่ไปยังเงาสีดำเหล่านั้น แต่มันก็ไม่เป็นผลเมื่อกระบี่นั้นวาดผ่านเงาสีดำนั้นไปราวกับเป็นอากาศธาตุ
ความเจ็บปวดค่อยๆ กัดกินร่างของถงกู่เหลียน บัดนี้ทั้งเลือดและเนื้อของถงกู่เหลียนสาดกระเซ็นออกมา เงาสีดำนั้นกัดกินร่างกายของเขาไม่ต่างจากวิญญาณร้ายที่หิวกระหาย
"หรือว่า? มันคือวิญญาณ? บ้าน่ะหากไม่ทำพิธีหรือเตรียมการให้ดีมันไม่น่าจะเรียกวิญญาณออกมาได้นี่นา นี่เจ้าทำอะไรกันแน่ทิวรั่วซาน เจ้าทำได้อย่างไรกัน"
ถงกู่เหลียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดโกรธแค้นและบ้าคลั่ง
"ข้าทำได้อย่างไรนั้นหรือ ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย จงตายไปพร้อมพร้อมกับวิญญาณของเพื่อนพ้องของเจ้าเถอะ!!! "
ทิวรั่วซานเอ่ยขึ้น แท้จริงแล้ววิชาที่เขาใช้เป็นผนึกวงแหวนเวทย์วิญญาณประเภทหนึ่ง การที่เขาจะใช้ออกมานั้นไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ถงกู่เหลียนคิดหากแต่เขาต้องเตรียมการต่างๆ มากมาย โชคดีที่ถงกูเหลียนเป็นคนหยิ่งยโส ช่วงที่เขา ต่อสู้กับคนของสำนักบัวหิมะ เขาจึงจงใจสังหารพวกมันตามจุดต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างวงแหวนผนึกวิญญาณนี้ขึ้นมา
ผนึกวิญญาณนั้นเป็นการใช้ศพและโลหิตของคนตายในการวาดวงผนึก ถ้าสำนักบัวหิมะไม่ได้เตรียมผู้คนมามากมายมาถึงขนาดนี้แล้วละก็ ทิวรั่วซานย่อมจนปัญญาที่จะใช้วิชานี้
เมื่อผู้ที่ถูกผนึกอยู่กลางวงแหวนเวทย์มันผู้นั้นจะถูกรังควานโดยวิญญาณของผู้ตาย จากนั้นเพื่อให้วิญญาณสามารถคงสภาพอยู่ได้มันจึงจำเป็นต้องเสาะหาพลังชีวิตจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มาเติมเต็มพลังของตนที่ขาดหายไป
เนื่องจากวิชานี้เป็นการนำศพและโลหิตของคนตายมาใช้ อีกทั้งยังต้องสร้างจากศพที่เพิ่งตาย วิชาผนึกวิญญาณนี้ จึงถูกต่อต้านจากชาวยุทธ์ในยุทธภพและนับเป็นวิชามารที่ห้ามฝึกฝน
หากแต่ทิวรั่วซานเป็นใคร เขาเป็นถึงนักรบปีศาจของพรรคดินแดนมารฟ้ามีหรือที่เขาจะสนใจเรื่องเล็กน้อยแค่นี้
"คงถึงเวลาที่เจ้าจะต้องตายแล้วสินะ" ทิวรั่วซานเอ่ยขึ้นพร้อมกับขยับมือเป็นรูปแบบต่างๆ ก่อนที่วิญญาณจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของถงกู่เหลียน
ฉวะ!!!
ทันใดนั้นเองราวกับร่างกายของถงกู่เหลียนถูกฟาดฟันด้วยกระบี่นับร้อยเล่ม ดวงวิญญาณต่างฉีกกระชากผิวหนังของมันออกมา หยาดเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง
"ยังหน้าด้านไม่ตายอีกนะ"
ทิวรั่วซานมองดูถงกู่เหลียน ที่ตอนนี้แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังมีแรงคุกเข่าอยู่ยังไม่ถึงกับล้มลงไปนอน ใบหน้าและร่างกายที่ชโลมไปด้วยเลือดนั้นสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกสายตาที่พบเห็น ทั้งยังสงสัยขึ้นอยู่ในหัวใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นยังใช่คนอยู่หรือไม่
"วัน...วันหนึ่ง เจ้า...จะต้องสำนึกเสียใจ!!! "
ถงกู่เหลียนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่าและอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
"เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถไปจากที่นี่"
ทิวรั่วซานเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาถงกู่เหลียน ชุดคลุมและเคียวขนาดยักษ์สีดำนั้นทําให้เขาดูเหมือนกับยมทูตจริงๆ
แต่เมื่อทิวรั่วซานกำลังจะก้าวออกไปได้เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เสียงที่เหมือนกับกระเบื้องแตกก็ดังขึ้น
แคร๊ก!!!
ฉับพลันร่างของถงกู่เหลียนก็ค่อยๆ จางหายไป สายตาที่จ้องมองไปยังทิวรั่วซานนั้นเต็มไปด้วยไฟแค้นเส้นเลือดแดงก่ำทำให้ดวงตาของเขาราวกับถูกย้อมไปด้โลหิตสีแดงฉาน คล้ายสัญญาว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องกลับมาแก้แค้นทิวรั่วซานให้จงได้
"แย่แล้ว!!! นั่นมันผลึกเคลื่อนย้าย"
ทิวรั่วซานรีบใช้ออกด้วยท่าจันทราโลหิตไปยังตำแหน่งที่ถงกู่เหลียนอยู่ก่อนหน้านี้ หากแต่ยังช้าเกินไป
ตูม!!!
พลังของเคียวทมิฬทำให้พื้นดินตรงตำแหน่งที่ถงกู่เหลียนเคยอยู่ก่อนหน้านี้กลายเป็นร่องลึก ทิวรั่วซานถอนหายใจ สายตายังคงเหม่อมองไปยังจุดที่ถงกู่เหลียนเพิ่งจากไปอย่างเลื่อนลอย เขาประมาทเกินไป การที่ถงกู่เหลียนหนีรอดไปได้ในวันนี้ ย่อมต้องนำมาซึ่งปัญหามากมายมาสู่พวกเขาในอนาคตอย่างแน่นอน
ทิวรั่วซานได้แต่สํานักเสียใจและหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นเองที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นคนจากสำนักบัวหิมะที่หลงเหลืออยู่ คมเคียวนั้นกวัดแกว่งออกไปพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดและความตายที่แพร่สะพัด เป็นครั้งแรกที่ เทียนฟางได้พบเห็นสิ่งที่ชาวยุทธ์หวั่นเกรง ความอำมหิตของคนพรรคมาร เขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่