เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 6.เหตุซ้ำซ้อนในอาราม (6)

            ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’เน้นพลังฝ่ามือหนักหน่วง รุนแรงกร้าวแกร่ง มิหนำซ้ำลมปราณ ซึ่งส่งผ่านจากฝ่ามือสามารถแม้กระทั่ง เฉือนเนื้อตัดกระดูก ไม่ต่างจากอาวุธคมกริบแต่อย่างใด

     

           เคยมีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เปรียบเปรยไว้ว่า วิชาฝ่ามือนี้ยังเหนือชั้นกว่าฝ่ามือปัญญาบารมีของเส้าหลิน แทบสามารถเทียบได้กับ ฝ่ามือสยบมังกรของพรรคกระยาจกอันได้รับยกย่องเป็น สุดยอดวิชาฝ่ามือพลังภายนอก ในครั้งกระโน้นทีเดียว

     

           ทว่าความพิสดารของวิชานี้ ซึ่งชาวยุทธ์ต่างขบคิดไม่เข้าใจคือ ‘ท่วงท่า’ของฝ่ามือชนิดนี้ เนื่องเพราะโดยปกติ วิชาฝ่ามืออันอยู่ในแนวแกร่งกร้าวล้วนเน้นท่วงท่ารวดเร็วฉับไว สง่างามเข้มแข็ง เลอเลิศพิสดาร

     

           กระแสลมจากฝ่ามือหนักหน่วงรุนแรง สร้างความครั่นคร้ามแก่คู่ต่อสู้วิชาฝ่ามือจำพวกนี้ ล้วนใช้พลังภายนอกเป็นหลักหนุนเนื่องส่งเสริมอานุภาพด้วยพลังภายใน

     

           ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ตระกูลฟาง กลับมีแนวทางแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง…

     

           ท่วงท่าทั้งธรรมดาสามัญ ทั้งดูคล้ายแผ่วเบาดุจไร้พลังยามลงมือแม้รวดเร็วอย่างยิ่ง กลับไร้ซึ่งความสง่างามพิสดารอันใดไม่มีกระทั่งท่วงท่า อันเข้มแข็งเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งเน้นใช้พลังภายในเป็นหลักมิได้พึ่งพลังภายนอกแม้แต่น้อย เหล่านี้กลับคล้ายคลึงหลักวิชาสำนักอู่ตังอย่างยิ่ง

     

           ผู้อาวุโสมีชื่ออีกท่านหนึ่ง เคยวิจารณ์ไว้ว่า แม้ความละเอียดของท่วงท่าความบริสุทธิ์ของลมปราณ ความนุ่มนวลแผ่วเบายามลงมือ ยังมิอาจเทียบได้กับฝ่ามือไท่จี๋อันเลื่องชื่อแต่ก็ต้องเหนือกว่าวิชาหัตถ์สำลีอยู่อักโข

     

           กระนั้นถึงที่สุดแล้ว กลับไม่มีใครสามารถคะเนได้ว่า วิชาฝ่ามือตระกูลฟางสามารถเปล่งอานุภาพขีดสุด กระทั่งถึงขีดขั้นใดกันแน่...

     

           นั่นเพราะนับจากอดีตถึงปัจจุบัน กล่าวกันว่าประมุขตระกูลฟางรุ่นก่อน ๆไม่มีผู้ใดเลยสำเร็จวิชานี้ ถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมจริง ๆ

     

           ฟางเสวี่ยเฟยเป็นบุคคลอันโดดเด่น ในรอบหลายรุ่นของตระกูลมันสามารถประสบความสำเร็จในวิชานี้ ตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี

     

           เหล่าผู้เฒ่าในยุทธจักร ซึ่งเคยเห็นฝีมือของมัน ล้วนมีความเห็นตรงกันว่าในขณะนั้นพลังการฝึกปรือของมัน ยังมิถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมอย่างแน่นอน

     

           เวลานั้นล่วงเลยมาเจ็ดปีแล้ว ขณะนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของมันมีความสำเร็จถึงขั้นใดแล้ว?

     

           บุรุษชุดดำทั้งสี่รีบกระโดดถอยห่าง พุ่งร่างหลบหนีเข้าไปยังป่าไผ่อย่างรวดเร็ว

     

           ฟางเสวี่ยเฟยคิดพุ่งร่างติดตามไป หากเสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังมัน

     

            “ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้วฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ ช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ เพียงไม่กี่กระบวนท่าสามารถคุกคามพวกมันจนล่าถอย แต่พวกมันนับว่าฝีมือไม่เลวจริง ๆถึงกับปลุกผู้ซึ่งหลับ ไปเป็นเวลานานอย่างท่านได้”

     

           เจ้าของเสียงนี้คือ บัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู!

     

           ฟางเสวี่ยเฟยไม่ได้ประหลาดใจ กับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของมันบุรุษผู้นี้ได้รับฉายาว่าไร้ร่องรอย จะมาจะไปล้วนอยู่นอกเหนือ การคาดคำนวณของผู้คน

     

            “ท่านทราบว่าพวกมันเป็นใคร”

     

            “ไม่ทราบ”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยไม่ไต่ถามต่อ บัณฑิตไร้ร่องรอยทระนงตนนักน้อยครั้งมันจะบอกว่าไม่ทราบ เรื่องที่มันยังไม่ทราบ ในยุทธจักรจะหาผู้ใดรู้อีกคาดว่าบัญชีของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่นี้ คงต้องสุมใส่ที่ตนอีกแน่นอน

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอยเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งร้อน

     

            “ท่านกำลังคิดว่าบัญชีรายนี้ต้องสุมลงที่ตัวท่านใช่หรือไม่”

     

            “ท่านทราบเรื่องท่านโยชิอิแล้ว?”

     

            “ความขัดแย้งครั้งนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าพเจ้าจะพลาดได้อย่างไร”

     

            “หน่วยข่าวของท่านฉับไวอย่างยิ่งจริง ๆ”

     

            “นั่นย่อมแน่นอนเหตุการณ์หลังแยกกับท่านเมื่อเช้าวาน ข้าพเจ้าทราบโดยตลอดแล้ว”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยมองหยางป๋อหูอย่างเย็นชา

     

            “ท่านมาอยู่ที่นี่นานแล้ว?”

     

            “นานพอเห็นเรื่องทั้งหมด”

     

            “ท่านเห็นขณะมือกระบี่ทั้งห้าอ้อมไปฆ่าคน?”

     

            “ข้าพเจ้าเห็นโดยตลอด”

     

            “ท่านไม่คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ?”

     

            “คนเหล่านั้นดูเหมือนมิใช่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้า ยิ่งมิใช่มิตรสหายของข้าพเจ้า”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยแค่นหัวเราะ

     

            “ความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับหมู่ตึกบูรพา คงช่วยให้ท่านเขียนหนังสือได้อีกหลายเล่ม”

     

           หยางป๋อหูยอมรับราวไร้เรื่องราวใด

     

            “ย่อมใช่...ข้าพเจ้าคิดชื่อเรื่องไว้เรียบร้อยแล้วหลังสืบทราบว่า ใครเป็นผู้ใส่ร้ายท่าน ข้าพเจ้าจะรีบรวมเล่มทันที”

     

            “ใส่ร้าย?...ท่านหมายความว่าจะเป็นพยานให้ข้าพเจ้า?”

     

            “ถูกต้อง”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

     

            “เหตุใดท่านต้องช่วยเหลือข้าพเจ้าถึงเพียงนั้น?”

     

           หยางป๋อหูยิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า

     

            “ข้าพเจ้าเขียนหนังสืออีกเล่มค้างอยู่ทั้งไม่มีวี่แววว่าจะเขียนจบเมื่อไร”

     

           ประมุขหมู่ตึกตระกูลฟาง หน้าตาเคร่งเครียด กล่าวเสียงเย็นชา

     

            “ท่านต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับการให้ข้าพเจ้าเล่าว่า เหตุใดครั้งนั้นจึงตัดสินว่า พี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์?”

     

            “...ท่านไม่รับข้อเสนอของข้าพเจ้า?”

     

            “ย่อมไม่”

     

            “ข้าพเจ้าคาดแต่แรกว่า ท่านต้องไม่ตกลงโดนป้ายหน้าดำ ย่อมดีกว่าทรยศมิตรสหาย เรื่องเช่นนี้ต่อให้ฆ่าให้ตายท่านก็ไม่ยอมกระทำแน่”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วกล่าวถาม

     

            “ในเมื่อท่านทราบไฉนยังยื่นข้อเสนอ เช่นนั้นให้ข้าพเจ้า?”

     

           หยางป๋อหูยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินไปหยิบกระบี่ เล่มที่บุรุษชุดดำขว้างใส่ฟางเสวี่ยเฟย

     

            “ท่านจำได้ไหมนี่เป็นกระบี่ของผู้ใด?”

     

           ที่ลำกระบี่เล่มนั้นสลักคำ ‘หลิน’

     

            “น้องจวี๋ฮวา!น้องอิงฮวา!”

     

            “ถูกต้องเป็นกระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินหากใกล้ศพรองหัวหน้าตึกทั้งสี่ มีกระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินตกอยู่ไม่ทราบหมู่ตึกบูรพาจะว่าอย่างไร พวกมันย่อมทราบท่านและพี่น้องคู่นี้สนิทสนมกันอย่างยิ่ง”

     

            “นี่!”

     

            “ดูเหมือนคราวนี้พวกมันต้องการป้ายความผิด มิใช่เพียงท่าน พวกมันยังต้องการให้ตระกูลหลิน ผิดใจกับหมู่ตึกบูรพาอีกด้วย”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งมึนงงสับสน

     

            ‘กระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินจริงๆ เหตุใดมาอยู่กับมือกระบี่ ลึกลับทั้งห้าได้ หรือน้องทั้งสองถูกพวกมันจับตัวไป!’

     

           บัณฑิตไร้ร่อยรอยกล่าวต่อ

     

            “ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปจะเป็นอย่างไรตระกูลติงต้องเข้าข้างท่าน กับตระกูลหลินแน่นอน หรือท่านอยากให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องการต่อสู้ระหว่างห้าตระกูลใหญ่กับหมู่ตึกบูรพา”

     

            “ท่านพูดเรื่องอะไร!”

     

            “อ้อ...ท่านอาจยังไม่ทราบเมื่อใกล้รุ่งหมู่ตึกบูรพา รวบรวมกำลังมือดี ออกเดินทางไปหมู่ตึกพันอักษรแล้วพวกมันคิดไปดักรอ พวกท่านทั้งห้าตระกูลที่นั่น มันคิดยึดหมู่ตึกพันอักษรก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยโพล่งขึ้น

     

            “ริวจิท่านคิดทำอะไร!”

     

            “เวลานี้กงจื่อน้อยกำลังเดือดดาลมันคิดว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด คือคัมภีร์พันอักษรมันจึงคิดชิงคัมภีร์เพื่อใช้ต่อรอง กับผู้ที่จับตัวท่านโยชิอิไป”

     

            “สี่ตระกูลใหญ่ที่เหลือกับชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดิน ไหนเลยยอมให้มันทำเช่นนั้น!”

     

            “โยชิโอกะริวจิมิใช่คนโง่เขลา คราวนี้มันเรียกระดมมือดี เกือบทั้งหมดของหมู่ตึกบูรพาเพื่อรับมือคนของห้าตระกูลใหญ่ และเหล่าชาวยุทธ์จงหยวน”

     

            “เช่นนั้นยุทธจักรต้องนองเลือดแน่!”

     

            “ข้าพเจ้าจะหาตัวผู้ที่จับท่านโยชิอิและร่องรอยของพี่น้องตระกูลหลินให้ท่านทั้งยังจะหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังแผนใส่ร้าย และยุยงให้สี่ตระกูลใหญ่ผิดใจกับหมู่ตึกบูรพา แลกกับการที่ท่านต้องบอก เรื่องในคราวนั้นทั้งหมดที่ท่านรู้ให้ข้าพเจ้าฟัง นับว่าข้าพเจ้ายอมเสียเปรียบมากแล้ว ท่านสมควรไตร่ตรองให้ดี”

     

           หน่วยงานข่าวอันมีประสิทธิภาพที่สุดในยุทธจักรคือหน่วยข่าวของบัณฑิตไร้ร่องรอย เมื่อคนผู้นี้เอ่ยปากช่วยเหลือการตามหาท่านโยชิอิ ปู้เอี้ยนต้าซือ พี่น้องตระกูลหลิน ย่อมง่ายดายขึ้นอีกมาก

     

           ฟางเสวี่ยเฟยครุ่นคิดเนิ่นนาน กล่าวอย่างแช่มช้า

     

            “หากต้องการคลี่คลายสถานการณ์นี้ดูเหมือนข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก นอกจากต้องรับข้อเสนอของท่าน”

     

            “ใช่จริงๆ ...หากท่านมั่นใจว่า อี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ ไฉนต้องลังเลใจด้วย?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยนิ่งอึ้ง อีกครู่ใหญ่

     

            “ข้าพเจ้าจะไปหมู่ตึกพันอักษรอธิบายให้คุณชายริวจิฟัง สถานการณ์อาจไม่เลวร้าย อย่างที่คาดก็ได้...”

     

           หยางป๋อหูหัวร่อขัดขึ้น กล่าวว่า

     

            “ท่านยังคิดว่าโยชิโอกะริวจิจะฟังท่าน เฮอะ ท่านอาศัยอะไรทำให้มันเชื่อ?”

     

           ดวงตาเจิดจ้าของฟางเสวี่ยเฟย จับจ้องหยางป๋อหู กล่าวอย่างจริงจัง

     

            “ข้าพเจ้าเป็นประมุขหมู่ตึกตระกูลฟาง!”

     

           แววตาแข็งกร้าว ทำเอาหยางป๋อหู ถึงกับสะดุ้งเฮือก แม้แต่มันยังเกือบลืมสถานะของบุรุษผู้นี้ไป

     

           เนื่องเพราะบิดาของฟางเสวี่ยเฟย เสียชีวิตด้วยโรคปัจจุบัน ก่อนงานชุมนุม ณหมู่ตึกพันอักษร เมื่อเจ็ดปีก่อนเพียงไม่กี่วันดังนั้นตระกูลฟางไม่มีการจัดงานเลี้ยง หรือเชื้อเชิญเหล่าชาวยุทธ์มาร่วมแสดงความยินดี กับตำแหน่งประมุขของฟางเสวี่ยเฟย หลังการประลองเสร็จสิ้นกลับเกิดคดีฆาตกรรมไม่คาดฝัน ทุกคนจึงมุ่งความสนใจไปที่เหตุการณ์นั้น

     

           หลังการตัดสินคดีผ่านพ้นไป ฟางเสวี่ยเฟยเก็บตัวอยู่แต่ในหมู่ตึกไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธจักร

     

           ดังนั้นทุกคน จึงเรียกมันอย่างติดปากว่า ‘คุณชายฟาง’

     

           ทั้งที่ความจริง มันเป็นประมุขตระกูลฟาง สมควรเรียก ‘ประมุขฟาง’ มากกว่า

     

           หยางป๋อหูจ้องหน้ามัน เนิ่นนานจึงกล่าว

     

            “ท่านตระหนักถึงฐานะตนเองแล้ว...”

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอยทอดถอนใจ กล่าวว่า

     

            “เอาเถอะท่านไม่บอกก็ตามใจ แต่วันหนึ่งข้าพเจ้าต้องหาหลักฐาน มามัดตัวอี่ไป๋เฮ่อให้ได้!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยคิ้วขมวด หน้าบึ้งตึง น้ำเสียงเคร่งเครียด

     

            “เจ็ดปีแล้ว...ท่านยังเชื่อว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้ผิดอีกหรือ ที่แท้ท่านต้องการอะไรกันแน่!”

     

            หยางป๋อหูกล่าวเสียงราบเรียบ

     

            “ความจริง...”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยกำหมัดแน่น เสียงแข็งกร้าว

     

            “ความจริงอันใด!”

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอย จ้องหน้ามันเขม็ง ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย

     

            “เฮอะ!ท่านขึ้นเสียงอันใด เงื่อนงำเรื่องนี้ ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ! ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าเจ็ดปีก่อนพวกท่านเหล่าห้าประมุขคิดอะไรกัน แต่ฆ่าคนต้องชดใช้!ข้าพเจ้าไม่ยอมให้คนผิดลอยนวลอยู่ได้!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยควบคุมสติ พยายามระงับโทสะกล่าวว่า

     

            “พวกเรามีหลักฐาน...พี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์...”

     

           หยางป๋อหูแค่นเสียงดังเฮอะ มองมันด้วยหางตา กล่าวเหน็บแนม

     

            “น่าหัวร่อ...หลักฐานอันใดหากมีหลักฐานจริง ไฉนไม่เคยบอกให้ชาวยุทธ์รับทราบ...ท่านก็ดีแต่พูดเสียเวลาเปล่า...ข้าพเจ้าจะเชื่อต่อเมื่อ ได้เห็นหลักฐานเท่านั้น”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยสวนกลับทันควัน

     

            “หนังสือของท่านก็มีเพียงข้อสันนิษฐานเลื่อนลอย กล่าวหาพี่ไป๋เฮ่อ! หลักฐานสักชิ้นท่านก็ไม่มี!”

     

           หยางป๋อหูโพล่งออกไป เสียงกร้าว

     

            “ข้าพเจ้ามี!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยจ้องหน้าหยางป๋อหูเนิ่นนาน กล่าวเหน็บแนมบ้าง

     

            “เฮอะหลักฐานอันใด หากมีหลักฐานจริง...ไฉนไม่เคยบอกให้ชาวยุทธ์รับทราบ”

     

           หยางป๋อหูถึงกับหัวร่อ เมื่อถูกย้อนคำพูดของตัวเอง ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า

     

            “คิดไม่ถึงท่านจะมีอารมณ์ขันเช่นนี้...เรารับประกันวันหนึ่งท่านย่อมทราบ ตอนนี้ท่านควรไปหมู่ตึกพันอักษรได้แล้วข้าพเจ้ายังต้องรีบไปสืบว่า ผู้ใดอยู่เบื้องหลังคิดยุให้หมู่ตึกบูรพาเป็นศัตรูกับชาวยุทธ์”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วอีกครั้ง เอ่ยถามด้วยความงุนงง

     

            “ท่านยังคิดช่วยข้าพเจ้า?”

     

           หยางป๋อหูหันมาเผชิญหน้าตรง ๆ กล่าวอย่างจริงจัง

     

            “มิใช่!ข้าพเจ้าต้องการสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด หนังสือของข้าพเจ้าเขียนแต่ความจริงเห็นชัดว่าพวกมันพยายามใส่ร้ายท่าน จะให้เขียนเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยนิ่งเงียบ

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอย กล่าวอย่างทระนง

     

            “นี่ย่อมมิใช่ต้องการสร้างบุญคุณกับพวกท่าน อย่างที่บอก ข้าพเจ้าคาดไว้แล้วว่าท่านต้องไม่รับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนนี้ แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าย่อมมีวิธีหาความจริงจนได้”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยส่งเสียงอืมม์ พยักหน้าเล็กน้อยพลางมองร่างของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่

     

            “ข้าพเจ้ามีเรื่องจะไหว้วานท่าน”

     

           หยางป๋อหูพยักหน้ากล่าวว่า

     

            “ไม่ต้องห่วงข้าพเจ้าจะส่งร่างรองหัวหน้าตึกทั้งสี่ คืนให้หมู่ตึกบูรพาเอง”

     

            “รบกวนแล้ว”ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวจบ พลันพุ่งร่างจากไปทันที

     

           หยางป๋อหูพึมพำกับตนเองเบา ๆ

     

            “เจ็ดปีนี้...พลังฝีมือของมันมิเพียงไม่ถดถอย ซ้ำก้าวหน้ากว่าเดิมไม่น้อย กงจื่ออัจฉริยะไหนเลยจะกลายเป็นขี้เมาอันดับหนึ่งได้”

     

           มันหันไปมองร่างไร้ชีวิต ของหนึ่งในมือกระบี่ชุดดำ กล่าวว่า

     

            “พวกเจ้าต้องสำนึกเสียใจที่ปลุกให้บุรุษผู้นี้ตื่นขึ้นมา...”

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน