‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’เน้นพลังฝ่ามือหนักหน่วง รุนแรงกร้าวแกร่ง มิหนำซ้ำลมปราณ ซึ่งส่งผ่านจากฝ่ามือสามารถแม้กระทั่ง เฉือนเนื้อตัดกระดูก ไม่ต่างจากอาวุธคมกริบแต่อย่างใด
เคยมีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เปรียบเปรยไว้ว่า วิชาฝ่ามือนี้ยังเหนือชั้นกว่าฝ่ามือปัญญาบารมีของเส้าหลิน แทบสามารถเทียบได้กับ ฝ่ามือสยบมังกรของพรรคกระยาจกอันได้รับยกย่องเป็น สุดยอดวิชาฝ่ามือพลังภายนอก ในครั้งกระโน้นทีเดียว
ทว่าความพิสดารของวิชานี้ ซึ่งชาวยุทธ์ต่างขบคิดไม่เข้าใจคือ ‘ท่วงท่า’ของฝ่ามือชนิดนี้ เนื่องเพราะโดยปกติ วิชาฝ่ามืออันอยู่ในแนวแกร่งกร้าวล้วนเน้นท่วงท่ารวดเร็วฉับไว สง่างามเข้มแข็ง เลอเลิศพิสดาร
กระแสลมจากฝ่ามือหนักหน่วงรุนแรง สร้างความครั่นคร้ามแก่คู่ต่อสู้วิชาฝ่ามือจำพวกนี้ ล้วนใช้พลังภายนอกเป็นหลักหนุนเนื่องส่งเสริมอานุภาพด้วยพลังภายใน
ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ตระกูลฟาง กลับมีแนวทางแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง…
ท่วงท่าทั้งธรรมดาสามัญ ทั้งดูคล้ายแผ่วเบาดุจไร้พลังยามลงมือแม้รวดเร็วอย่างยิ่ง กลับไร้ซึ่งความสง่างามพิสดารอันใดไม่มีกระทั่งท่วงท่า อันเข้มแข็งเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งเน้นใช้พลังภายในเป็นหลักมิได้พึ่งพลังภายนอกแม้แต่น้อย เหล่านี้กลับคล้ายคลึงหลักวิชาสำนักอู่ตังอย่างยิ่ง
ผู้อาวุโสมีชื่ออีกท่านหนึ่ง เคยวิจารณ์ไว้ว่า แม้ความละเอียดของท่วงท่าความบริสุทธิ์ของลมปราณ ความนุ่มนวลแผ่วเบายามลงมือ ยังมิอาจเทียบได้กับฝ่ามือไท่จี๋อันเลื่องชื่อแต่ก็ต้องเหนือกว่าวิชาหัตถ์สำลีอยู่อักโข
กระนั้นถึงที่สุดแล้ว กลับไม่มีใครสามารถคะเนได้ว่า วิชาฝ่ามือตระกูลฟางสามารถเปล่งอานุภาพขีดสุด กระทั่งถึงขีดขั้นใดกันแน่...
นั่นเพราะนับจากอดีตถึงปัจจุบัน กล่าวกันว่าประมุขตระกูลฟางรุ่นก่อน ๆไม่มีผู้ใดเลยสำเร็จวิชานี้ ถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมจริง ๆ
ฟางเสวี่ยเฟยเป็นบุคคลอันโดดเด่น ในรอบหลายรุ่นของตระกูลมันสามารถประสบความสำเร็จในวิชานี้ ตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี
เหล่าผู้เฒ่าในยุทธจักร ซึ่งเคยเห็นฝีมือของมัน ล้วนมีความเห็นตรงกันว่าในขณะนั้นพลังการฝึกปรือของมัน ยังมิถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมอย่างแน่นอน
เวลานั้นล่วงเลยมาเจ็ดปีแล้ว ขณะนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของมันมีความสำเร็จถึงขั้นใดแล้ว?
บุรุษชุดดำทั้งสี่รีบกระโดดถอยห่าง พุ่งร่างหลบหนีเข้าไปยังป่าไผ่อย่างรวดเร็ว
ฟางเสวี่ยเฟยคิดพุ่งร่างติดตามไป หากเสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังมัน
“ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้วฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ ช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ เพียงไม่กี่กระบวนท่าสามารถคุกคามพวกมันจนล่าถอย แต่พวกมันนับว่าฝีมือไม่เลวจริง ๆถึงกับปลุกผู้ซึ่งหลับ ไปเป็นเวลานานอย่างท่านได้”
เจ้าของเสียงนี้คือ บัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู!
ฟางเสวี่ยเฟยไม่ได้ประหลาดใจ กับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของมันบุรุษผู้นี้ได้รับฉายาว่าไร้ร่องรอย จะมาจะไปล้วนอยู่นอกเหนือ การคาดคำนวณของผู้คน
“ท่านทราบว่าพวกมันเป็นใคร”
“ไม่ทราบ”
ฟางเสวี่ยเฟยไม่ไต่ถามต่อ บัณฑิตไร้ร่องรอยทระนงตนนักน้อยครั้งมันจะบอกว่าไม่ทราบ เรื่องที่มันยังไม่ทราบ ในยุทธจักรจะหาผู้ใดรู้อีกคาดว่าบัญชีของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่นี้ คงต้องสุมใส่ที่ตนอีกแน่นอน
บัณฑิตไร้ร่องรอยเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งร้อน
“ท่านกำลังคิดว่าบัญชีรายนี้ต้องสุมลงที่ตัวท่านใช่หรือไม่”
“ท่านทราบเรื่องท่านโยชิอิแล้ว?”
“ความขัดแย้งครั้งนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าพเจ้าจะพลาดได้อย่างไร”
“หน่วยข่าวของท่านฉับไวอย่างยิ่งจริง ๆ”
“นั่นย่อมแน่นอนเหตุการณ์หลังแยกกับท่านเมื่อเช้าวาน ข้าพเจ้าทราบโดยตลอดแล้ว”
ฟางเสวี่ยเฟยมองหยางป๋อหูอย่างเย็นชา
“ท่านมาอยู่ที่นี่นานแล้ว?”
“นานพอเห็นเรื่องทั้งหมด”
“ท่านเห็นขณะมือกระบี่ทั้งห้าอ้อมไปฆ่าคน?”
“ข้าพเจ้าเห็นโดยตลอด”
“ท่านไม่คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ?”
“คนเหล่านั้นดูเหมือนมิใช่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้า ยิ่งมิใช่มิตรสหายของข้าพเจ้า”
ฟางเสวี่ยเฟยแค่นหัวเราะ
“ความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับหมู่ตึกบูรพา คงช่วยให้ท่านเขียนหนังสือได้อีกหลายเล่ม”
หยางป๋อหูยอมรับราวไร้เรื่องราวใด
“ย่อมใช่...ข้าพเจ้าคิดชื่อเรื่องไว้เรียบร้อยแล้วหลังสืบทราบว่า ใครเป็นผู้ใส่ร้ายท่าน ข้าพเจ้าจะรีบรวมเล่มทันที”
“ใส่ร้าย?...ท่านหมายความว่าจะเป็นพยานให้ข้าพเจ้า?”
“ถูกต้อง”
ฟางเสวี่ยเฟยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“เหตุใดท่านต้องช่วยเหลือข้าพเจ้าถึงเพียงนั้น?”
หยางป๋อหูยิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเขียนหนังสืออีกเล่มค้างอยู่ทั้งไม่มีวี่แววว่าจะเขียนจบเมื่อไร”
ประมุขหมู่ตึกตระกูลฟาง หน้าตาเคร่งเครียด กล่าวเสียงเย็นชา
“ท่านต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับการให้ข้าพเจ้าเล่าว่า เหตุใดครั้งนั้นจึงตัดสินว่า พี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์?”
“...ท่านไม่รับข้อเสนอของข้าพเจ้า?”
“ย่อมไม่”
“ข้าพเจ้าคาดแต่แรกว่า ท่านต้องไม่ตกลงโดนป้ายหน้าดำ ย่อมดีกว่าทรยศมิตรสหาย เรื่องเช่นนี้ต่อให้ฆ่าให้ตายท่านก็ไม่ยอมกระทำแน่”
ฟางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วกล่าวถาม
“ในเมื่อท่านทราบไฉนยังยื่นข้อเสนอ เช่นนั้นให้ข้าพเจ้า?”
หยางป๋อหูยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินไปหยิบกระบี่ เล่มที่บุรุษชุดดำขว้างใส่ฟางเสวี่ยเฟย
“ท่านจำได้ไหมนี่เป็นกระบี่ของผู้ใด?”
ที่ลำกระบี่เล่มนั้นสลักคำ ‘หลิน’
“น้องจวี๋ฮวา!น้องอิงฮวา!”
“ถูกต้องเป็นกระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินหากใกล้ศพรองหัวหน้าตึกทั้งสี่ มีกระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินตกอยู่ไม่ทราบหมู่ตึกบูรพาจะว่าอย่างไร พวกมันย่อมทราบท่านและพี่น้องคู่นี้สนิทสนมกันอย่างยิ่ง”
“นี่!”
“ดูเหมือนคราวนี้พวกมันต้องการป้ายความผิด มิใช่เพียงท่าน พวกมันยังต้องการให้ตระกูลหลิน ผิดใจกับหมู่ตึกบูรพาอีกด้วย”
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งมึนงงสับสน
‘กระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินจริงๆ เหตุใดมาอยู่กับมือกระบี่ ลึกลับทั้งห้าได้ หรือน้องทั้งสองถูกพวกมันจับตัวไป!’
บัณฑิตไร้ร่อยรอยกล่าวต่อ
“ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปจะเป็นอย่างไรตระกูลติงต้องเข้าข้างท่าน กับตระกูลหลินแน่นอน หรือท่านอยากให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องการต่อสู้ระหว่างห้าตระกูลใหญ่กับหมู่ตึกบูรพา”
“ท่านพูดเรื่องอะไร!”
“อ้อ...ท่านอาจยังไม่ทราบเมื่อใกล้รุ่งหมู่ตึกบูรพา รวบรวมกำลังมือดี ออกเดินทางไปหมู่ตึกพันอักษรแล้วพวกมันคิดไปดักรอ พวกท่านทั้งห้าตระกูลที่นั่น มันคิดยึดหมู่ตึกพันอักษรก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ฟางเสวี่ยเฟยโพล่งขึ้น
“ริวจิท่านคิดทำอะไร!”
“เวลานี้กงจื่อน้อยกำลังเดือดดาลมันคิดว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด คือคัมภีร์พันอักษรมันจึงคิดชิงคัมภีร์เพื่อใช้ต่อรอง กับผู้ที่จับตัวท่านโยชิอิไป”
“สี่ตระกูลใหญ่ที่เหลือกับชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดิน ไหนเลยยอมให้มันทำเช่นนั้น!”
“โยชิโอกะริวจิมิใช่คนโง่เขลา คราวนี้มันเรียกระดมมือดี เกือบทั้งหมดของหมู่ตึกบูรพาเพื่อรับมือคนของห้าตระกูลใหญ่ และเหล่าชาวยุทธ์จงหยวน”
“เช่นนั้นยุทธจักรต้องนองเลือดแน่!”
“ข้าพเจ้าจะหาตัวผู้ที่จับท่านโยชิอิและร่องรอยของพี่น้องตระกูลหลินให้ท่านทั้งยังจะหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังแผนใส่ร้าย และยุยงให้สี่ตระกูลใหญ่ผิดใจกับหมู่ตึกบูรพา แลกกับการที่ท่านต้องบอก เรื่องในคราวนั้นทั้งหมดที่ท่านรู้ให้ข้าพเจ้าฟัง นับว่าข้าพเจ้ายอมเสียเปรียบมากแล้ว ท่านสมควรไตร่ตรองให้ดี”
หน่วยงานข่าวอันมีประสิทธิภาพที่สุดในยุทธจักรคือหน่วยข่าวของบัณฑิตไร้ร่องรอย เมื่อคนผู้นี้เอ่ยปากช่วยเหลือการตามหาท่านโยชิอิ ปู้เอี้ยนต้าซือ พี่น้องตระกูลหลิน ย่อมง่ายดายขึ้นอีกมาก
ฟางเสวี่ยเฟยครุ่นคิดเนิ่นนาน กล่าวอย่างแช่มช้า
“หากต้องการคลี่คลายสถานการณ์นี้ดูเหมือนข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก นอกจากต้องรับข้อเสนอของท่าน”
“ใช่จริงๆ ...หากท่านมั่นใจว่า อี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ ไฉนต้องลังเลใจด้วย?”
ฟางเสวี่ยเฟยนิ่งอึ้ง อีกครู่ใหญ่
“ข้าพเจ้าจะไปหมู่ตึกพันอักษรอธิบายให้คุณชายริวจิฟัง สถานการณ์อาจไม่เลวร้าย อย่างที่คาดก็ได้...”
หยางป๋อหูหัวร่อขัดขึ้น กล่าวว่า
“ท่านยังคิดว่าโยชิโอกะริวจิจะฟังท่าน เฮอะ ท่านอาศัยอะไรทำให้มันเชื่อ?”
ดวงตาเจิดจ้าของฟางเสวี่ยเฟย จับจ้องหยางป๋อหู กล่าวอย่างจริงจัง
“ข้าพเจ้าเป็นประมุขหมู่ตึกตระกูลฟาง!”
แววตาแข็งกร้าว ทำเอาหยางป๋อหู ถึงกับสะดุ้งเฮือก แม้แต่มันยังเกือบลืมสถานะของบุรุษผู้นี้ไป
เนื่องเพราะบิดาของฟางเสวี่ยเฟย เสียชีวิตด้วยโรคปัจจุบัน ก่อนงานชุมนุม ณหมู่ตึกพันอักษร เมื่อเจ็ดปีก่อนเพียงไม่กี่วันดังนั้นตระกูลฟางไม่มีการจัดงานเลี้ยง หรือเชื้อเชิญเหล่าชาวยุทธ์มาร่วมแสดงความยินดี กับตำแหน่งประมุขของฟางเสวี่ยเฟย หลังการประลองเสร็จสิ้นกลับเกิดคดีฆาตกรรมไม่คาดฝัน ทุกคนจึงมุ่งความสนใจไปที่เหตุการณ์นั้น
หลังการตัดสินคดีผ่านพ้นไป ฟางเสวี่ยเฟยเก็บตัวอยู่แต่ในหมู่ตึกไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธจักร
ดังนั้นทุกคน จึงเรียกมันอย่างติดปากว่า ‘คุณชายฟาง’
ทั้งที่ความจริง มันเป็นประมุขตระกูลฟาง สมควรเรียก ‘ประมุขฟาง’ มากกว่า
หยางป๋อหูจ้องหน้ามัน เนิ่นนานจึงกล่าว
“ท่านตระหนักถึงฐานะตนเองแล้ว...”
บัณฑิตไร้ร่องรอยทอดถอนใจ กล่าวว่า
“เอาเถอะท่านไม่บอกก็ตามใจ แต่วันหนึ่งข้าพเจ้าต้องหาหลักฐาน มามัดตัวอี่ไป๋เฮ่อให้ได้!”
ฟางเสวี่ยเฟยคิ้วขมวด หน้าบึ้งตึง น้ำเสียงเคร่งเครียด
“เจ็ดปีแล้ว...ท่านยังเชื่อว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้ผิดอีกหรือ ที่แท้ท่านต้องการอะไรกันแน่!”
หยางป๋อหูกล่าวเสียงราบเรียบ
“ความจริง...”
ฟางเสวี่ยเฟยกำหมัดแน่น เสียงแข็งกร้าว
“ความจริงอันใด!”
บัณฑิตไร้ร่องรอย จ้องหน้ามันเขม็ง ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
“เฮอะ!ท่านขึ้นเสียงอันใด เงื่อนงำเรื่องนี้ ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ! ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าเจ็ดปีก่อนพวกท่านเหล่าห้าประมุขคิดอะไรกัน แต่ฆ่าคนต้องชดใช้!ข้าพเจ้าไม่ยอมให้คนผิดลอยนวลอยู่ได้!”
ฟางเสวี่ยเฟยควบคุมสติ พยายามระงับโทสะกล่าวว่า
“พวกเรามีหลักฐาน...พี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์...”
หยางป๋อหูแค่นเสียงดังเฮอะ มองมันด้วยหางตา กล่าวเหน็บแนม
“น่าหัวร่อ...หลักฐานอันใดหากมีหลักฐานจริง ไฉนไม่เคยบอกให้ชาวยุทธ์รับทราบ...ท่านก็ดีแต่พูดเสียเวลาเปล่า...ข้าพเจ้าจะเชื่อต่อเมื่อ ได้เห็นหลักฐานเท่านั้น”
ฟางเสวี่ยเฟยสวนกลับทันควัน
“หนังสือของท่านก็มีเพียงข้อสันนิษฐานเลื่อนลอย กล่าวหาพี่ไป๋เฮ่อ! หลักฐานสักชิ้นท่านก็ไม่มี!”
หยางป๋อหูโพล่งออกไป เสียงกร้าว
“ข้าพเจ้ามี!”
ฟางเสวี่ยเฟยจ้องหน้าหยางป๋อหูเนิ่นนาน กล่าวเหน็บแนมบ้าง
“เฮอะหลักฐานอันใด หากมีหลักฐานจริง...ไฉนไม่เคยบอกให้ชาวยุทธ์รับทราบ”
หยางป๋อหูถึงกับหัวร่อ เมื่อถูกย้อนคำพูดของตัวเอง ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“คิดไม่ถึงท่านจะมีอารมณ์ขันเช่นนี้...เรารับประกันวันหนึ่งท่านย่อมทราบ ตอนนี้ท่านควรไปหมู่ตึกพันอักษรได้แล้วข้าพเจ้ายังต้องรีบไปสืบว่า ผู้ใดอยู่เบื้องหลังคิดยุให้หมู่ตึกบูรพาเป็นศัตรูกับชาวยุทธ์”
ฟางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วอีกครั้ง เอ่ยถามด้วยความงุนงง
“ท่านยังคิดช่วยข้าพเจ้า?”
หยางป๋อหูหันมาเผชิญหน้าตรง ๆ กล่าวอย่างจริงจัง
“มิใช่!ข้าพเจ้าต้องการสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด หนังสือของข้าพเจ้าเขียนแต่ความจริงเห็นชัดว่าพวกมันพยายามใส่ร้ายท่าน จะให้เขียนเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร”
ฟางเสวี่ยเฟยนิ่งเงียบ
บัณฑิตไร้ร่องรอย กล่าวอย่างทระนง
“นี่ย่อมมิใช่ต้องการสร้างบุญคุณกับพวกท่าน อย่างที่บอก ข้าพเจ้าคาดไว้แล้วว่าท่านต้องไม่รับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนนี้ แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าย่อมมีวิธีหาความจริงจนได้”
ฟางเสวี่ยเฟยส่งเสียงอืมม์ พยักหน้าเล็กน้อยพลางมองร่างของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่
“ข้าพเจ้ามีเรื่องจะไหว้วานท่าน”
หยางป๋อหูพยักหน้ากล่าวว่า
“ไม่ต้องห่วงข้าพเจ้าจะส่งร่างรองหัวหน้าตึกทั้งสี่ คืนให้หมู่ตึกบูรพาเอง”
“รบกวนแล้ว”ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวจบ พลันพุ่งร่างจากไปทันที
หยางป๋อหูพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“เจ็ดปีนี้...พลังฝีมือของมันมิเพียงไม่ถดถอย ซ้ำก้าวหน้ากว่าเดิมไม่น้อย กงจื่ออัจฉริยะไหนเลยจะกลายเป็นขี้เมาอันดับหนึ่งได้”
มันหันไปมองร่างไร้ชีวิต ของหนึ่งในมือกระบี่ชุดดำ กล่าวว่า
“พวกเจ้าต้องสำนึกเสียใจที่ปลุกให้บุรุษผู้นี้ตื่นขึ้นมา...”