เปลวไฟลุกโชนกลางลานกว้าง
กลิ่นเนื้อเลียงผาย่างหอมฟุ้งไปทั่วเผ่าซีหนาน
เสียงหัวเราะ เสียงดื่มสุรา…ดังสลับกับเสียงดนตรีพื้นบ้าน
ค่ำคืนนี้—ไม่มีศึกา
มีแต่ “มิตรไมตรี ความอบอุ่น ความรัก”
บรรยากาศแห่งความสุขนี้แผ่ขยายครอบคลุมไปทุกคน
ภูผานั่งเงียบข้างกองไฟ
จอกสุราวางอยู่ในมือ
เรือนแก้วนั่งข้างเขา
แสงไฟสะท้อนดวงตาทั้งคู่
“พรุ่งนี้…พวกเราก็จะจากที่นี่ไปแล้ว”
“แต่ข้าอยากให้มันเป็เช่นนี้ตลอดไป”
นางเอ่ยเบาๆ
ภูผาพยักหน้า
“แม่หญิงของข้า แม้ว่าาครั้งนี้จะกินเวลาบ้าง แต่ไม่นาน มันจะจบลง เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะพาแม่หญิงไปดูทะเล ดูปลาใหญ่ตัวเท่าช้างเท่าม้า”
คำตอบด้วยท่าทางจริงจังแต่อบอุ่น
เรือนแก้วยิ้มจาง
“เ้าพูดเก่งขึ้นนะ ข้าก็เคยได้ยินเื่ปลาใหญ่ แต่ไม่รู้ว่ามันจริงไหม”
ภูผามองเปลวไฟ
“จริง…แล้วแม่หญิงจะได้เห็นกับตาตัวเอง”
เงียบ
มีเพียงเสียงไม้แตกในกองไฟ
“ข้าเชื่อเ้า เมืองซีหนานนี้ กลับงดงามน่าอยู่กว่าที่เ้าเล่าให้ข้าฟังมากนัก”
กล่าวแล้ว นางก็ขยับเข้ามาใกล้ๆ เอนตัวเอาไหล่พิงไหล่ไว้
“ปลาใหญ่นั่น อร่อยไหม”
คำถาม…เบา
แต่หนัก
ภูผาไม่ตอบทันที
เขาหันไปมองนาง
“ข้าจะจับมันย่างทั้งตัวให้แม่หญิงกิน กับน้ำพริกสูตรพิเศษ”
คำตอบนั้น…ตรงเกินไป
แต่เรือนแก้วไม่โกรธ
นางเพียงพยักหน้า
“งั้นข้าจะรอ”
อีกด้านหนึ่ง
ทองขาวนั่งเงียบ
เจี่ยวเจี่ยวนั่งข้าง ๆ กัดเนื้อเลียงผาชิ้นใหญ่ ด้วยทางอันน่าเอร็ดอร่อยเหมือนเดิม
“เ้าจะไปอีกแล้ว”
นางพูด
“ใช่”
“แล้วข้าล่ะ”
ทองขาวเหลือบมอง
“เ้าจะไปไหนก็เื่ของเ้า”
คำตอบเรียบ แต่ก้มลงมองดินเหมือนคนรอคำตอบ
แต่นางยิ้ม
“งั้นข้าจะตามไปดูเ้า”.
รุ่งเช้า
หมอกบางปกคลุมหุบเขา
ทุกคนมารวมตัวกัน ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความห่วงใย เช้ามืดภูผา เสนอเขียนแบบรอกชักน้ำ กังหันลมปั่นด้าย สะพานยกพับได้ และอีกหลายอย่างให้แก่อาตง.
ทั้งมดไม่มีคำพูดยืดยาว
มีเพียงการพยักหน้า
การมองตา
และการ “เข้าใจ”
ม้าห้าตัวควบออกจากเผ่าไปอย่างอบอุ่นใจ พวกเขารู้ ว่านี่คือบ้านอีกหนึ่งหลังของพวกเขา
ภูผา เรือนแก้ว
ทองขาว เจี่ยวเจี่ยว
พัน
มุ่งหน้ากลับ
หลายวันผ่านไป
เส้นทางจะไปค่ายทหาร โลก ตัดผ่านเมืองตากยามเย็น
เมืองตากเป็เมืองด่านหน้าของหัวเมืองเหนือ
ผู้คนไม่มาก…แต่เต็มไปด้วยทหาร
ดูมีความเป็ระเบียบเรียบร้อย
“กลิ่นไอของายังไม่แผ่เข้ามา”
ภูผาหยุดม้า
สายตาจับจ้องไปข้างหน้า มองหาทหารเพื่อสอบถาม ขออาศัยที่พักหลับนอนสักคืน
ชายสองคนยืนอยู่
หนึ่ง—สายตาคม ดุดัน แต่แฝงเมตตา
อีกหนึ่ง—นิ่ง เฉียบ เหมือนดาบที่ยังไม่ชัก
“พระยาตาก…”
ภูผาเอ่ยในใจ คนผู้หนึ่ง จะเปี่ยมด้วยอำนาจและบารมีขนาดนี้ หายากยิ่งนัก
บุคคลคนผู้นี้เ้าเมืองตากในเวลานั้น
และข้างกายของท่าน
“ขุนทองดี”
แน่เสียยิ่งกว่าแน่แล้ว ภูผาเรียกพรรคพวกเบาๆ ว่าจะหาทางเบี่ยงไปอีกทาง
แต่..ไม่ทันการแล้ว
“พวกเ้าเป็ทหาร สังกัดใดหรือ ใยมาในเวลาใกล้ค่ำเช่นนี้”
“หากเป็เพื่อนทหารเราเอง ก็ให้เราได้ช่วยเหลือบ้างเถิด”
พระยาตากเอ่ย
ภูผาลงจากม้า คำนับลงอย่างนับถือ บุคคลอื่นก็ทำตาม
“ขอรับ”
“ข้าพเ้า หลวงภูผา พิทักษ์บวร กองเสือหมอบแมวเซา สังกัดพระยาบวรเมืองโลก ขอรับ”
สายตาทั้งสองฝ่าย…ประสานกัน
“ดี ดีมาก ได้ยินคำล่ำลือมาบ้าง หน่วยก้านดีนัก แต่อายุคงไม่เท่าไหร่กระมัง”
“ใกล้จะ 20 แล้วขอรับ”
“เ้ารู้รึว่าเราเป็ใคร…” พระยาตากถามเรียบๆ
“รู้ขอรับ”
“ไปเข้าไปในค่ายก่อน กินข้าวกินน้ำแล้ว ค่อยพูดจากัน”
ผ่านการกินข้าว พักผ่อนแล้ว ก็หารือแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
ขุนทองดี จ้องมองที่ห่อผ้าดำ ขลิบทองของภูผาอยู่บ่อยครั้ง ภูผาก็มองดาบคู่ใหญ่ที่ขัดหลังนั้นอยู่ตลอด
ไม่มีใครยอมใคร
ขุนทองดีขยับ
“ข้าขอลองได้ไหมขอรับ”
ขุนทองดี หันไปถามเชิงขออนุญาต จากพระยาตาก ท่านเพียงตอบเบาๆ
“หากไม่เป็การรบกวนการพักผ่อน ของหลวงภูผา ก็หาเป็ไรไม่กระมัง ข้าเองก็อยากดู”
ไม่ต้องอธิบาย
ไม่ต้องพิธี
ภูผาพยักหน้า ขอยืมดาบจากหมื่นพัน
“เชิญ”
ดาบธรรมดา…ถูกชักออก
ไม่มีชื่อ
ไม่มีพลังพิเศษ แต่ตีขึ้นด้วยเหล็กส่วนผสมพิเศษของความรู้สมัยใหม่จากภูผา
มีเพียง “ฝีมือ”
ปะทะ!
เคร้งงง!!!
แรงปะทะดังสนั่น
พื้นดินะเื ดาบหายไปแล้ว เห็นเพียงประกายไฟ แตกสเก็ตออกมาอย่างต่อเนื่อง
ขุนทองดีบุก
หนัก…และแม่น
ทุกดาบมีเป้าหมาย
ภูผารับ
สวน
จังหวะต่อจังหวะ
ไม่มีใครถอย
ทองขาวมองอยู่ด้านข้าง
หรี่ตา
“สองคนนี้…น่ากลัวเกินไปแล้ว หากข้าเจอจะรีบหนีให้ไกล”
พันพยักหน้า
“ใช่…นี่แหละยอดคนจริง”
การต่อสู้ยืดเยื้อ
เร็วขึ้น
แรงขึ้น
แต่—
ไม่มีช่อง
ไม่มีความผิดพลาด
เคร้งงง!!!
ดาบสุดท้ายปะทะกัน
ทั้งสองหยุด
มองตากัน
ก่อนจะลดดาบลง คารวะให้แก่กัน
“สมคำล่ำรือ ดาบสองมือและเพลงหมัดมวย ของหลวงภูผา แห่งวังหน้านี้ เป็หนึ่งไม่รองใคร ใช่คำพูดที่เกินจริงไม่”
ขุนทองดีเอ่ย
“ท่านพี่ก็เช่นกัน ครั้งนี้สมใจผู้น้อยนัก”
ภูผาพยักหน้า
พระยาตากยิ้ม
“ดี…บ้านเมืองยังมีคนแบบพวกเ้า พวกเราจะไม่มีวันสิ้นแผ่นดิน”
จากนั้น
ภูผาบอกข่าวสำคัญ
“อังวะเคลื่อนทัพแล้ว”
“ทัพหงสาวดี…กำลังมุ่งไปกาญจนบุรี คาดว่าไม่เกินเดือนสิบนี้จะถึง”
สีหน้าพระยาตากเปลี่ยนทันที
“เร็วเกินไป…”
ภูผาพยักหน้า
“และมันจะไม่หยุด”
พระยาตากนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ย
“ขอบใจ”
คำสั้น…แต่จริง
จากนั้น
ทั้งสามออกเดินทางต่อ
เมืองโลก
ค่ายทหารตั้งอยู่มั่นคง
ธงปลิวไสว
แต่บรรยากาศ…ตึงเครียด
“พระยาบวร…เดินทางมาถึงได้สิบสองวันแล้ว”
พันเอ่ย
ภูผาพยักหน้า
“เริ่มแล้ว…”
ในห้องบัญชาการ
พระยาบวรยืนอยู่หน้าแผนที่
เมื่อเห็นภูผา
“กลับมาแล้ว”
“ขอรับ”
รายงานเริ่มขึ้น
ทุกอย่าง
อังวะ
ล้านนา
ล้านช้าง
การเคลื่อนไหวของศัตรู
ไม่มีตกหล่น
ห้องเงียบ
หนัก
พระยาบวรเอ่ยช้า ๆ กล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า
“พระเ้าอลองพญา นำทัพด้วยตนเอง ทหารห้าหมื่นนาย ช้างสองร้อย ม้าสองพัน ปืนใหญ่ 200 กระบอก ธนู หน้าไม้ ทหารช่างอีกสองกอง อีกสองเดือนจะยกทัพถึงเมืองกาญจนบุรี”
“ศึกครั้งนี้…ใหญ่กว่าที่คิด แต่ยังมีเื่ดีอยู่”
ภูผาพยักหน้า
“ขอรับ”
“ส่งข่าวไปกรุงศรีอยุธยา”
คำสั่งดังขึ้น
ม้าเร็วถูกเรียก
ข่าว…กำลังวิ่งอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้—
มันไม่ใช่แค่คำเตือน
มันคือ “สัญญาณเริ่มา”
ภูผามองแผนที่
เส้นทางศึก…กระจายไปทุกทิศ
เขากำด้ามดาบแน่น
“ใครจะรอด…”
ยังไม่มีคำตอบ
แต่หนึ่งอย่างแน่นอน
ยอดคน…เริ่มรวมตัว
และเมื่อพวกเขา “ชวนกันรบ”
แผ่นดิน…จะเปลี่ยนไปตลอดกาล.