อู๋ซีนั่งอยู่ในรถม้าสีดำแต่ตื่นตัวอย่างเต็มที่ แม้นั่งหลับตาแต่ได้ยินเสียงสายฝนโปรยปรายลงมา เมื่อยื่นมือออกไปสัมผัสได้ถึงไอเย็นภายนอกละอองของฝนคืนชุนเทียนพร่างพรม พลบค่ำแล้วกระมัง หลังจากออกมาจากชายป่าแห่งนั้น รถม้าพร้อมผู้ติดตามเคลื่อนผ่านตัวเมืองใหญ่แห่งหนึ่งหยุดพักดื่มน้ำชั่วครู่ใหญ่ก็ออกเดินทางต่อผ่านชายป่า ภูเขาสูงชันได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องแว่วมา
อู๋ซีชอบราตรีกาลที่เยี่ยมเยือนเข้ามาหามีความเงียบสงบ ซึมเซา เปลี่ยวเหงา ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยเฉพาะมีพิรุณโปรยปรายมีสายลมพัดโชยมาอ่อนๆ
ขุนพลเอกแห่งอัศวินดำผลักหน้าต่างรถออกไปกล่าวว่า
“หยุดรถ”
ชายหนุ่มหยิบขลุ่ยข้างกายขึ้นมาแล้วเป่าเป็นเสียงเพลง เริ่มต้นด้วยความร่าเริง แปรเปลี่ยนเป็นหม่นเศร้า โหยหวนแล้วกลับมาเป็นท่วงทำนองฮึกเหิม ก่อนลงท้ายด้วยท่วงทำนองเปลี่ยวเหงา ร่ำไห้
เสียงขลุ่ยพลิ้วไหวในยามวิกาลท่ามกลางความเงียบสงบของผืนป่า มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรขับขานเป็นท่วงทำนองประหลาด
อู๋ซีพลันเอามือกุมอกไว้วางขลุ่ยไว้ข้างกายตามเดิม หัวร่อเบาๆ แล้วล้วงเข้าไปในอกเสื้อดึงกระปุกสุราขึ้นมาเทสุราที่ตกค้างออกไปทางหน้าต่างจนหมด
นึกถึงใบหน้าเจ้าของสุรากระปุกนี้มันเป็นเพียงขอทานน้อยหน้าตามอมแมมผู้หนึ่ง เจอกันครั้งแรกตอนอยู่ในเรือของหลี่มู่พอเจอกันอีกครั้งเจ้าหนุ่มนั่นขว้างกระปุกสุรามาให้พอรับขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งรู้ว่าผิดท่า
พลันนึกถึงขลุ่ยที่ฉาบพิษไว้
เด็กขอทานนั้นยิ่งมายิ่งน่าสนใจ
อู๋ซีหลับตาลงผนึกสตินั่งสมาธิ โคจรลมปราณ ใช้กำลังภายในขับไล่พิษที่ตกค้างอยู่จนรู้สึกร่างกายปลอดโปร่งเลือดลมไหลเวียนทั่วร่าง จึงหันไปสั่งคนขับรถม้าให้เดินทางต่อ แล้วนั่งกอดอกหลับตาลง เอนร่างพิงหน้าต่างรถม้าด้านหนึ่ง ไม่รับรู้บรรยากาศรอบตัวอีก
รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนจะเช้าแล้วแหงนหน้าออกไปมองเห็นภูผาสูงชันตั้งตระหง่านอยู่ และมองเห็นเมืองหนึ่งอยู่ตรงหน้าประตูเหล็กสีดำ กำแพงสูงใหญ่ มีทหารยืนอยู่ในป้อม
เมื่อรถม้าวิ่งมาถึงหน้ากำแพงเมืองประตูเหล็กถูกเปิดออกเพื่อให้ผ่านเข้าไปด้านใน ได้ยินเสียงกระทืบเท้าเสียงกังวานอย่างพร้อมเพรียงของทหาร ทวนกระแทกกับพื้น ดาบปะทะดาบหลังจากนั้นทหารขี่ม้านำทางมาแยกหายไปทางหนึ่ง
รถม้าสีดำจอดอยู่ที่หน้าตึกใหญ่แห่งหนึ่ง
ซุ้มประตูของตึกแห่งนี้ผิดแผกกับตึกหลังอื่นเพราะเป็นเพียงประตูไม้ส่วนรั้วทำจากต้นซุง มีลำไผ่ยาวสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านได้ยินเสียงไผ่แกว่งไกวไปมา
บรรยากาศภายนอกช่างเงียบสงบไม่มีทหารยามเฝ้าประตูแม้แต่คนเดียว
อู๋ซีผลักประตูก้าวลงจากรถม้าสูดลมหายใจยาว ก้มลงสำรวจชุดแต่งกายของตัวเองแล้วเดินตรงไปยังตึกเบื้องหน้ายังไม่ทันใช้มือผลักประตูไม้สองข้างก็เปิดออก สองข้างทางมีต้นไม้ปลูกเรียงราย มีศาลาหลังหนึ่งอยู่ทางขวามือชายในชุดคนรับใช้ค้อมศีรษะลงยืนสงบนิ่ง เหมือนไม่รับรู้ความเป็นไปใดๆ
ขุนพลหนุ่มก้าวเดินไปตามถนนเส้นหนึ่งแล้วไปหยุดยืนอยู่หน้าตึกเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อ“หอพิรุณเดียวดาย” แล้วผลักประตูเข้าไป ที่ปรากฏต่อหน้าคือห้องโถงขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างราวสามสิบวาแต่ลึกสุดลูกหูลูกตา แต่พื้นที่ส่วนใหญ่กลับว่างเปล่า มีเพียงเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่บนพื้นซึ่งยกสูง
อู๋ซีระบายยิ้มบนสีหน้าเดินตรงไปยังเก้าอี้ไม้ตัวนั้นแล้วพลันเปลี่ยนเป็นเร่งฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างไล่ตามหลัง เหมือนได้ยินเสียงพายุใหญ่กำลังโถมเข้าหาพร้อมโคจรลมปราณ เร่งเร้าพลัง แล้วตีลังกาม้วนกลับ ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ฟาดฝ่ามือติดต่อกันห้าครั้ง
เงาร่างหนึ่งหมุนพลิ้วหลบพลังฝ่ามือของเขาโบยบินขึ้นบนจนเกือบถึงเพดาน แล้วทิ้งร่างลง ศีรษะอยู่ล่าง เท้าอยู่บน
ฝ่ามือของคนผู้นั้นคุกคามจนอู๋ซีต้องร่นถอยใช้เท้ากระแทกเบาไปที่เก้าอี้ใหญ่ หยิบยืมพลัง แล้วใช้ดรรชนีจี้ปราดออกครั้งหนึ่ง ยกมือวาดเท้าตามสัญชาติญาณ
แต่พลังดรรชนีกลับสูญสลายไปเมื่อเงาร่างของคนผู้นั้นยืนหยัดบนพื้นแล้วใช้แขนเสื้อสะบัดต้านโดยแรงครั้งหนึ่ง
ขุนพลหนุ่มรู้สึกเหมือนหายใจติดขัดชั่วขณะก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น เงยหน้ามองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
แม้ไม่ถึงกับตัดสินผลแพ้-ชนะ แต่เขาก็รู้ว่าความสามารถของตัวเองยังเป็นรองอยู่อีกหลายขั้น
คนที่ยืนตรงหน้าเอามือลูบเคราเบาๆ สวมใส่เสื้อคลุมสีเทา มองดูเผินๆ คล้ายบัณฑิตคงแก่เรียนแต่แววตาอันเจิดจ้า คิ้วเรียวยาว เอวยืดตรงดั่งปลายทวนกลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
คล้ายเป็นจอมคนเหนือมวลมนุษย์
เป็นคนเดียวที่อู๋ซียอมศิโรราปทั้งตัวและหัวใจ
นี่คือประมุขของกองทัพอัศวินดำอันลือลั่นนายพลซื่อชาง
“งานทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือ”
“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนคนของพวกเราแทรกซึมไปหาข่าวตามขุมกำลังต่างๆ แล้วสถานการณ์ทุกอย่างใกล้สุกงอมเต็มที”
นายพลซื่อชางเอามือไพล่หลังเดินผ่านไปอย่างเงียบๆแล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องโถงหยิบหนังสือในอกเสื้อออกมาแล้วเพ่งอ่านอย่างสนอกสนใจ
อู๋ซีอึดอัดแทบตายแต่ไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากยืนมอง
“เจ้าคงเจอคนพวกนั้นมาบ้างแล้วสิ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับขุมกำลังอันน่าเกรงขามในแผ่นดินนี้ก็คงไม่พ้น หลี่มู แห่งกองกำลังเมฆขาว และเฉินตงแห่งป่าสำราญ
“หลี่มู่เป็นคนหนุ่มมีความสามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วปรับตัวตามสถานการณ์ได้เก่ง ที่สำคัญมันเป็นคนอ่านใจได้ยากซุกซ่อนความคิดอันน่าทึ่งไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา”
จอมคนแห่งอัศวินดำละสายตาจากหนังสือสายตาจับจ้องมอง ยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปาก
“ส่วนเฉินตงแม้ไม่มีขุมกำลังยิ่งใหญ่แต่เป็นกองทัพน้อยที่เก่งกาจ ตัวมันเองก็ลึกซึ้งเก่งในการวางยุทธศาสตร์ให้ตัวเองได้เปรียบ”
อู๋ซีรับฟังและยอมรับว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
“เวลาเปลี่ยนไปสถานการณ์เปลี่ยนไป อัศวินดำไม่สามารถใช้กำลังแต่อย่างเดียวหักโค่นพวกมันต้องใช้สติปัญญา เล่ห์เหลี่ยม รอคอยโอกาส เข้าใจหรือไม่”
“รับทราบขอรับ”
นายพลซื่อชางพลันลุกขึ้นเดินเข้ามาหาแล้วตบบ่าอู๋ซี
“ยังมีจอมวายร้ายอีกคนเป็นเหมือนพิษร้ายซึ่งไร้สี ไร้กลิ่น ยากจะรับมือ อย่าลืมข้อนี้ไปเสีย”
อู๋ซีเห็นด้วยเช่นกันยังมี“จอมบงการ” อีกคนที่อยู่หลังม่าน คราวก่อนใช้ยุทธการ “ยืมดาบฆ่าคน” จนแผ่นดินเกือบตกอยู่ในมือของคนผู้นั้นมาแล้วและมันผู้นั้นพลันหายสาบสูญไม่มีร่องรอยให้ตามสืบ
นายพลซื่อชางเดินออกจากห้องไปอู๋ซีเดินตามหลังไปเงียบๆ ไม่ถามว่าจะไปไหนกัน หากอยากได้รับความไว้วางใจจากผู้ยิ่งใหญ่การนิ่งย่อมจะดีกว่าพูดโดยไม่ยั้งคิด
ยิ่งพูดมาก ก็ยิ่งแสดงความโง่เขลาเบาปัญญาออกมา
อู๋ซีมีวันนี้ได้ย่อมมิใช่เพราะโชคช่วยอย่างเด็ดขาด
…………………………………………..
นายพลซื่อชางไปดูการฝึกซ้อมของทหารทางด้านนอกของเมืองเฝอ จากนั้นไปเยี่ยมชมค่ายทหาร พูดคุยกับทหารผู้น้อยอย่างสนอกสนใจใคร่รู้
อู๋ซีที่เดินตามหลังดุจเงารู้ดีว่าความยิ่งใหญ่ของจอมทัพไม่เพียงเพราะพลังฝีมือสูงส่ง การวางแผนลึกล้ำแต่ยังเป็นเพราะการให้ความสำคัญกับทหารใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกันดูแลความเป็นอยู่ ไต่ถามความต้องการของทหารทุกคน
ใครมีความสามารถแสดงผลงานจะได้รับการยกย่อง ปูนบำเหน็จรางวัล
แต่ถ้าใคร ผู้ใด คิดเอาเปรียบคนอื่นยึดประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่ จะลงมือจัดการอย่างเด็ดขาด ไม่ไว้หน้า ไม่ใส่ใจคนประจบ
ความเหี้ยมหาญเด็ดขาด มีหัวใจผู้นำในแผ่นดินนี้เห็นจะมีนายพลซื่อชางคนเดียวเท่านั้น
หลังจากตระเวนดูการฝึกซ้อมของทหารปรึกษาแผนการกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่แล้ว ท่านนายพลพาชายหนุ่มมายืนอยู่บนกำแพงเมือง
“เจ้าอยู่กับข้ามากี่ปีแล้ว”
“ตั้งแต่อายุได้สิบสองตอนนี้ก็ผ่านไปสิบห้าปีได้แล้วขอรับ”
ท่านนายพลถอนหายใจ
“ไม่ได้ความช่วยเหลือของท่านข้าก็คงเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่หาอนาคตอะไรไม่ได้” อู๋ซีพูด ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่อยากพูดถึงอดีตเพราะเป็นความหลังไม่มีอะไรน่าจดจำ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มีแต่ความยากจนข้นแค้นเป็นมิตรข้างกาย
“ตอนทดสอบฝีมือกับเจ้าพลังฝีมือเจ้ารุดหน้าขึ้นอย่างมากก็จริง แต่ว่า…”
อู๋ซีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
“ข้ารู้สึกว่าเจ้าหลีกเลี่ยงปะทะตรงๆกับข้า มันเป็นเพราะอะไร”
ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับ“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าโดนพิษ”
“โดนพิษคนอย่างเจ้านี่น่ะหรือ”
“ข้าประมาทไปหน่อย”อู๋ซีพูดเสียงแผ่ว พิษนั้นถูกขับออกจากร่างหมดแล้วแต่ถ้าไม่โดนท่านนายพลทดสอบฝีมือ ก็จะไม่มีใครรับรู้เรื่องนี้ได้อีก
“ใครกัน”
“เป็นขอทานน้อยผู้หนึ่ง”
นายพลซื่อชางแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง
“ไม่จำเป็นต้องอับอายหรือปิดบังซ่อนเร้นหรอก การประมาท ดูแคลนผู้อื่นเป็นบทเรียนที่ข้าก็เคยได้รับมาเช่นกัน เจ้าจำไม่ได้หรือไง”
อู๋ซียอมรับว่าจุดอ่อนของตนเองก็คือผู้คนบางจำพวกไม่อยู่ในสายตาและครั้งนี้คือบทเรียนครั้งสำคัญ ยิ่งมีเวลาขบคิด ยิ่งทำให้สงสัยขอทานน้อยที่เกาะแจอยู่กับหลี่มู่
หรือว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนกับ…
“สองปีก่อนเจ้าจำเด็กหนุ่มผู้นั้นได้หรือไม่ เด็กหนุ่มอ่อนแอ แต่กลับเป็นมันที่ปั่นป่วนและคลี่คลายสถานการณ์ทุกอย่าง”
ขุนพลหนุ่มย่อมจำได้เด็กชายผมสีทองกับผู้เฒ่าที่มาจากดินแดนในความฝัน
“ถ้าหากถามว่าในแผ่นดินนี้ใครกันที่ทำให้ข้าคิดว่าเป็นคู่ต่อกรที่แข็งแกร่งที่สุดยากต่อการรับมือ และอาจทำลายแผนการของพวกเราอีกครั้งย่อมเป็นมันเพียงคนเดียวเท่านั้น”
อู๋ซีมองวงหน้าด้านข้างของท่านจอมพลมิกล้าส่งเสียง