จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 38 ผู้กำเนิดใหม่

            ตอนที่ 38 ผู้กำเนิดใหม่


            ป่าไม้มากมายอาจชวนให้สับสนได้สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาในเขตบริเวณนี้ใหม่ๆ นอกจากว่ามันผู้นั้นจะเป็นศิษย์ของพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต่างคุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของตน การเดินทางของจากภูเขาลูกนี้ช่างง่ายดายนัก ลาซิเฟียพลางแหงนดูดวงดาราก่อนมองหาทิศเหนือ ทันทีที่เธอพบมันเธอกลับไปในทิศตรงกันข้าม หญิงสาวพลางชี้นิ้วไปทางทิศใต้ก่อนเอ่ยขึ้น "ทางนั่น" บริเวณเหล่านั้นล้วนมีต้นไม้ขนาดใหญ่มากมายและบริเวณโดยรอบที่มืดทึบ มันยากจะจับสังเกตหากเกิดการลอบสังหารขึ้น


            ลาซิเฟียกล่าวพลางเดินเท้าไปยังทิศใต้ไม่มีความรีบร้อนอันใด เธอยังอยากจะคุยกับชายหนุ่มระหว่างทางบ้าง กาติรัสที่เห็นหญิงสาวพลันจับทิศทางได้แล้วเขาก็เดินตามไปในทันที แววตาจับจ้องแผ่นหลังชวนน่าชม รูปลักษณ์สัดส่วนต่างกล่าวได้ว่า "สมบูรณ์แบบ"


            ความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเขาทั้งคู่ต่างเรียกได้ว่า "ธรรมดา" ด้วยเวลายามราตรีและบรรยากาศที่เงียบครึม ลาซิเฟียพลันฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมา เธอยังไม่รู้นามเรียกขานของเขาเลยก่อนหญิงสาวจะเอ่ยถาม "ท่านมีนามว่าอะไร?"


            กาติรัสพลันตอบคำถามในทันควัน "กาติรัส...กาติรัส อันเดลัส"


            ลาซิเฟียที่รู้สึกว่ามันจะเสียมารยาทหากไม่บอกชื่อตัวเองกลับ "ลาซิเฟีย...ลาซิเฟีย คริธาเลีย" น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิแต่ทว่าถ้อยคำสุดท้ายของเธอ มันทำให้กาติรัสเกือบจะโพล่งคำออกมา คริธาเลีย?


            ความสับสนและคำถามมากมายเริ่มผุดขึ้นมา ทำไมเธอบอกว่าตัวเองคือตระกูลคริธาเลีย กาติรัสที่จมดิ่งไปในภวังค์แห่งคำถามเริ่มสงสัยอย่างที่ไม่เคยเป็น เขาอดไม่ได้ที่จะถามอย่างอ้อมอ้อมว่า "โชคดีของเจ้าที่เกิดมาพร้อมกับอาชีพอย่าง "ราชันผู้พิชิต" " น้ำเสียงขึงขังและใบหน้าที่เฉยชา


            เป็นสิ่งที่ทำเพื่อเตือนสติของลาซิเฟียราวกับกาติรัสอยากจะบอกว่า ฉันดูสเตตัสของเธอได้นะ ทว่า ผลตอบกลับมันน่าตลกตะลึงยิ่งกว่า "ทุกคนต่างก็บอกว่าข้าโชคดี..." เสียงแผ่วเบาราวกับจะร่ำร้องโดยเฉพาะคำสุดท้ายแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินก่อนสามลมหายใจผ่านไปก่อนเธอจะกล่าวต่อ "ทั้งที่พวกมันไม่รู้อะไรด้วยเลย" เพียงเสี้ยววินาทีความน้อยใจและโกรธแค้นมันทะลักออกมาจากถ้อยคำเหล่านั้น มันมากมายจนกาติรัสสามารถสัมผัสถึงมันได้


            ถึงกระนั้นกาติรัสก็ไม่ได้ฟังที่เธอพูดแม้สักนิดเดียว เขาตื่นตะลึงพร้อมกับความคิดนับนับสิบที่ทะลักเข้ามาในหัว นางรู้แก่ใจว่าข้าดูสเตตัสของนางได้? ฉไนยังบอกว่าตัวเองอยู่ตระกูลคริธาเลีย? ข้าควรจะถามออกไปดีไหม? หรือควรถามเดซี่ดี ไม่สิ...ก็เห็นเคยบอกว่าไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลของหญิงสาวผู้นี้ ข้าควรจะรอเวลาที่นางจะยอมเปิดใจบอกข้าเองสินะ...


            ลาซิเฟียที่เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำให้บรรยากาศมันแย่ลงกว่าเดิมโดยเฉพาะใบหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้ เขาทำหน้าราวกับกำลังเคร่งเครียดก่อนหญิงสาวจะพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย "อีกสิบนาทีก็คงจะถึงแล้วละนะ อยากรู้จังว่าเจ้าเมืองจะเข้าร่วมด้วยไหมน้า" น้ำเสียงที่เคยจริงจังตลอดครานี้เริ่มแฝงไปด้วยความขี้เล่นของหญิงสาว


            ใบหน้าครุ่นคิดแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยก่อนจะเอ่ยถามออกไป "เจ้าบอกว่าเจ้าเมืองจะเข้าร่วมด้วย?" ยิ่งเอ่ยถึงเจ้าเมืองของเมืองศักดิ์สิทธิ์มากเพียงใด เขายิ่งตระหนักถึงสร้อยข้อมือที่ทำจากหินสัตชีวะ เขามักจะสวมใส่มันตลอดเวลาตั้งแต่เข้าเมืองศักดิ์สิทธิ์มา หากผู้ใดไม่สังเกตสร้อยข้อมือนั้นให้ดีมันผู้นั้นต้องคิดว่าเป็นเพียงสร้อยข้อมือธรรมดาแน่ๆ ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ยากจะสัมผัสถึงหินสัตชีวะนี้ได้


            "เจ้าเมืองจะเข้าร่วมด้วยก็ต่อเมื่อเป็นช่วงเวลาที่มีเหล่าอัจฉริยะที่น่าจับตามองเข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก เป็นไปได้ว่าปีนี้ ท่านเจ้าเมืองคงเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน"


            "อัจฉริยะจำนวนมาก?" กาติรัสไม่ใช่คนโง่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยคิดว่าจะมีอัจฉริยะจำนวนมากหรอก ต่อหน้าเขาแล้วพวกมันล้วนไม่ใช่อัจฉริยะเลยสักคนเป็นเพียงมดปลวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในกะลาครอบไปวันๆ ถึงกระนั้นลาซิเฟียกลับสร้างบรรยากาศที่แตกต่าง กาติรัสยอมรับเธอในฐานะ "อัจฉริยะ" ตั้งแต่แรกเห็นแล้ว


            "ทั้งหกจักรวรรดิได้ข่าวคราวมาว่าในแต่ละจักรวรรดิได้กำเนิดอัจฉริยะน่าจับตามองมากถึงแปดคนเลยละ รู้สึกว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดจะชื่อ "โททัช" เขามีเลเวลอยู่ที่หนึ่งพันสามร้อย เลเวลระดับนั้นเทียบเท่ากับเหล่านายน้อยของสามตระกูลใหญ่เลยละ"


            กาติรัสที่ได้ยินดังนั้นยิ่งเกิดความงุนงงเขาจะไม่อดทนสำหรับคำถามน่าหงุดหงิดอีกแล้ว ชายหนุ่มพลันไถ่ถามในทันที "เจ้าบอกพวกมันเป็นอัจฉริยะทั้งที่เจ้าเลเวลสี่พัน?" น้ำเสียงงุนงงแฝงไปด้วยหงุดหงิด ทว่า สิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวไปเขาไม่ได้คาดคิดถึงผลกระทบที่ตามมา


            ลาซิเฟียพลันแววตาเบิกโพลงกว้าง เส้นผมแพลตตินั่มพลันสยายพริ้วไหวอย่างรุนแรงราวกับเจอลมพายุ นัยน์ตาสีแดงฉานเพ่งเล็งกาติรัสมันแฝงไปด้วยรังสีฆ่าฟันสุดน่าสะพรึงกลัว บรรยากาศของสาวงามน่ารักสดใสพลันสลายหายไปราวกับเป็นเพียงฝัน ตัวตนเบื้องหน้าราวกับบุคคลที่เคยข้ามผ่านซากศพท่ามกลางสนามรบมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น ริมฝีปากสีแดงอมชมพูเผยอออกเล็กน้อย "เจ้ามาจากตระกูล ราชาแห่งโลกา หรือ ทายาทเทพบรรพกาล" น้ำเสียงขึงขังราวกับจะฆ่าแกงกันได้


            ใบหน้าของกาติรัสกลับนิ่งเฉยอย่างที่สุด เป็นความเยือกเย็นที่น่ายำเกรงจริงๆราวกับไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดเลย ใบหน้าที่นิ่งเฉยอยู่นานพลันแปรเปลี่ยนเป็นยกยิ้มอย่างเริงร่า "ข้าคือกาติรัส อันเดลัส! เป็นอันเดด! และข้าคือคนที่จะเป็นผู้ปกครองสูงสุด!!"


            นัยน์ตาหญิงสาวยิ่งเบิกโพลงกว้างยิ่งกว่าเดิม เป็นที่ยืนยันแล้วว่าบุคคลตรงหน้าเป็นผู้กำเนิดใหม่เหมือนกันและดูเหมือนเขาจะอยู่ทันในยุคสมัยของผู้ปกครองสูงสุดอีกด้วยถึงกระนั้นลาซิเฟียไม่สามารถปักใจได้ว่าเขาเกิดในยุคสมัยของผู้ปกครองสูงสุดคนไหน มันมีหลายชั่วอายุคน ทว่า ยุคที่น่ากลัวที่สุดคือช่วงเวลาสามพันปีแห่งความว่างเปล่า!! เธอรู้แค่เพียงมีบุคคลที่แข็งแกร่งจนสามารถสยบทั้งโลกหล้าได้ด้วยตัวคนเดียว มันเป็นยุคสมัยที่อาชีพ "จักรพรรดิ" ถือกำเนิดขึ้นมา!! ยิ่งคิดยิ่งพบว่าบรรยากาศตรงหน้ามันชวนให้ประสาทกินจริงๆ


            ลาซิเฟียรู้จักคำเหล่านั้นทั้งหมด ทว่า มีเพียงคำเดียวจริงๆที่ยังคงสงสัยว่ามันคืออะไร "อันเดด" ???


            ลาซิเฟียไม่รอช้าเธอมุ่งตรงเข้าประเด็นในทันที "ข้าถามว่าเจ้ามาจากตระกูล ราชาแห่งโลกา หรือ ทายาเทพบรรพกาล!!!" น้ำเสียงข่มขู่และดุดัน


            กาติรัสที่ดูท่าทีแล้วว่าต่อให้ตอบคำถามไปหญิงสาวตรงหน้าก็คงไม่ยอมเชื่อคำที่เขาพูดแน่นอน ชายหนุ่มพลันปล่อยจิตสังหารเพียงเสี้ยววินาที


            !!!!!


            รังสีฆ่าฟันพลันโพยพุ่งออกมาเพียงเสี้ยววินาที ทว่า สำหรับลาซิเฟียแล้วมันเป็นเสี้ยววินาทีที่ยาวนานนัก ความสยดสยองภายใต้แรงกดดันของเทพปีศาจมรณะพลันทำให้ทั่วร่างสั่นเกรงและหงาดเหงื่อพลันอาบท่วมร่างกาย เธอเคยประมือกับพวกตระกูล ราชาแห่งโลกาและทายาทเทพบรรพกาล ล้วนแล้วทุกคน ไม่มีใครเลยที่มีจิตสังหารที่ท้วมท้นขนาดนี้ ทว่า สิ่งที่ลาซิเฟียสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง ชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีเจตนาจะฆ่าเธอเลย หญิงสาวพลันคลายจิตสังหารก่อนเอ่ยถามอย่างขึงขัง "ท่านรู้มากเพียงใด"


            "เจ้ามีเลเวลสี่พัน ค่าพลังกายและพลังเวทย์สองแสน หากนับที่เจ้าบาดเจ็บก็ตอนนี้มีเพียงสองหมื่น"


            ลาซิเฟียพลันใช้ทักษะ "เทพผู้พิพากษา" ต่อหน้าทักษะนี้ไม่มีสิ่งใดจะโกหกเธอได้หากเขาโกหกออร่ารอบร่างกายจะเป็นสีแดง ถ้าเขาพูดจริงออร่ารอบร่างกายจะเป็นสีเขียวซึ่งแน่นอนทักษะนี้อยู่ในระดับทะลุขีดกำจัด!! มันเป็นทักษะจากยุคแห่งทวยเทพ!!


            ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นสีเขียวขจีทั่วทั้งร่าง!! หญิงสาวพลันผ่อนคลายในทันทีดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกหกเธอ โชคดีนักที่เห็นแค่เลเวลกับค่าสเตตัส


            กาติรัสซึ่งไม่รู้เรื่องเลยว่าตนเพิ่งถูกทักษะ "เทพผู้พิพากษา" ไป ผลที่ออกมาเป็นสีเขียวเนื่องจากทักษะปกปิดระดับอนันต์ ทักษะประเภทส่องสเตตัสหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการล้วงข้อมูลนับเป็นทักษะประเภทหยั่งรู้ทั้งหมด ซึ่งมันไม่อาจส่องดูกาติรัสได้เลยอาจจะนับเป็นโชคดีของชายหนุ่มก็ได้ที่มันแสดงเป็นสีเขียวแทนที่จะแสดงเป็นไม่มีสี


            "ไม่ต้องเข้าใกล้ข้านะ!! เจ้าต้องอยู่ห่างจากข้าสามเมตรหรือมากกว่า!!" ลาซิเฟียกล่าวตะโกน เธอไม่อาจวางใจชายหนุ่มได้อยู่ดี หญิงสาวรู้แก่ใจว่าไม่อาจต่อกรเขาได้เลย ถ้าหากเขาเป็นศัตรูจริงๆ เธอคงจำใจต้องใช้ทักษะเกิดใหม่อีกครั้งแน่นอน


            กาติรัสได้แต่ยอมทำตาม เขายังไม่รู้จักเธอและเธอก็ล้วนไม่รู้จักเขาเช่นกัน ทว่า หากถึงเวลาต้องฆ่ากันต่อให้เป็นโฉมงามเขาก็ไม่เว้นเช่นกัน ช่วงเวลาแห่งความสับสนก่อนเสียงนุ่มละไมจะดังขึ้น


            "นายท่านเจ้าคะ เบื้องหน้าอีกห้าร้อยเมตรมีศัตรูอยู่จำนวนสิบคนเป็นผู้ชายทั้งหมด พวกมันมีทักษะอำพรางอยู่ในระดับเก้า(ระดับสูง) เลเวลสูงสุดเกือบเข้าใกล้สองพัน ค่าสเตตัสพลังกายสูงสุดคือสี่หมื่น ไม่มีใครเชี่ยวชาญเวทมนตร์" เดซี่พลันปรากฏกายออกมาพลางนั่งบนบ่าของกาติรัส นิ้วชี้อันเล็กและบอบบางชี้ไปทางเหล่าศัตรูเบื้องหน้า


            ภูติน้อยรู้อยู่แก่ใจว่ากาติรัสมีสัมผัสที่เฉียบคมหากแต่เมื่อครู่เขาเพ่งสมาธิไปยังลาซิเฟียทั้งหมดจนกระทั่งตอนนี้เขาก็ยังกระทำ! ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถสัมผัสถึงศัตรูรอบข้างได้เลย เดซี่จึงให้ข้อมูลละเอียดยิบซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมาก


            "จริงด้วย!" กาติรัสที่ราวกับเพิ่งคืนสติพลันกล่าวตะโกน "หยุดก่อน!" น้ำเสียงดังฟังชัดก่อนสองเท้าหญิงสาวจะหยุดชะงักลง ลาซิเฟียพลางหันขวับก่อนแสดงใบหน้าขุ่นเคืองและบึ้งตึง


            ราวกับเสียงของชายหนุ่มไปกระตุ้นให้พวกมันตื่นตัว ออร่าพลังนับสิบพลันเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็วราวกับลูกศรที่ถูกปล่อย เพียงชั่วอึดใจระยะห่างระหว่างลาซิเฟียกับคนทั้งสิบเหลือไม่ถึงร้อยเมตรถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังไม่รู้สึกตัวถึงศัตรูที่ใกล้เข้ามาเนื่องจากบ่อกักเก็บพลังเวทย์ที่เสียหาย ทำให้ไหวพริบปฏิภาณของเธอเสื่อมสภาพลงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมันล้วนใช้ทักษะอำพรางซึ่งอยู่ในระดับเก้า(ระดับสูง) ท่ามกลางความมืดมิดและความชำนาญระดับมืออาชีพพวกมันต่างกลมกลืนไปกับธรรมชาติได้อย่างน่าสุดยอด


            ท่ามกลางเงาร่างมืดดำนับสิบ ชายที่สามารถพุ่งทะยานเข้าถึงตัวลาซิเฟียได้เร็วที่สุดพลันเอ่ยตะโกน "ฆ่าพวกมันให้หมดซะ ค่อยเล่นสนุกกับร่างศพเอาก็ได้" คำพูดดังกึกก้องเพื่อย้ำเตือนสติพวกพ้องตน ลาซิเฟียพลันหันขวับภายในสามลมหายใจที่หญิงสาวเห็นพวกมันพลันเผยให้เห็นรูปร่างที่สูงราวหนึ่งเมตรแปดสิบเกือบทุกคน ชุดราวกับนินจา ชุดสีดำปกปิดร่างกายทุกสัดส่วนไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าและส่วนศีรษะ ทันทีที่เธอรู้สึกตัวมันก็สายไปแล้วที่จะตอบโต้ เพียงเสี้ยววินาทีความเกรงกลัวในความตายพลันกลืนกินจิตใจได้อย่างสมบูรณ์ก่อนถ้อยคำคำหนึ่งจะผุดขึ้นมาจากสุดขั้วของวิญญาณ "ข้าจะตายแล้วสินะ"


            "ความประมาทในชีวิตต่างนำพาไปสู่จุดจบของทุกสิ่ง" น้ำเสียงพลันดังขึ้น ทันทีที่ได้ยินเสียงพวกมันต่างรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้ววิญญาณ ปรากฏเป็นเรือนร่างสูงเกือบสองเมตรยืนขวางอยู่เบื้องหน้า มันมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าลาซิเฟียได้อย่างไรไม่มีใครทราบ ทว่า ชายที่อยู่ใกล้ลาซิเฟียที่สุดพลันเผยใบหน้าราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น


            หนึ่งฝ่ามือกำหมัดแน่นพลางพุ่งทะลวงด้วยความเร็วแรงไร้ซึ่งความปราณี หมัดที่แฝงไปด้วยพลังกายหนึ่งแสนครึ่งพลันทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปยังห้วงอากาศโดยรอบเนื่องจากชายชุดดำพุ่งทะยานร่างมาด้วยความเร็วสูงสุด เขาไม่อาจหยุดความเร็วของตนได้อีกแล้ว ศีรษะพลันกระทบเข้ากับหมัดอย่างเต็มแรงภาพน่าสยดสยองพลันปรากฏ หมัดสุดกล้าแกร่งจมดิ่งเข้าไปในเนื้อหนังราวกับต่อยโคลน โลหิตพลันแตกกระจายออกมาจากร่างราวกับถังน้ำโดนทุบแตก


            มันตกตายในพริบตา การเคลื่อนไหวอีกเก้าคนพลันหยุดชะงักงันอย่างไม่รู้ตัว ชายที่เพิ่งถูกสังหารไปแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาทั้งหมดแล้ว เขาเป็นศิษย์ภายในที่มีอายุยี่สิบปีและมีเลเวลเกือบสองพัน!! โดยเฉพาะการโจมตีกายภาพและร่างกายของเขาแข็งแกร่งอย่างที่สุด ทว่า ต่อหน้าอสูรกายตนนี้แล้ว เขาตกตายในหมัดเดียว!! ลี่จุ้ยที่ปากอ้าค้างและดวงตาเบิกโพลงบานถลน มันโพล่งออกมาในทันที "ศิษย์พี่!!!"


            ลาซิเฟียทั่วร่างต่างสั่นเทิ้มถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความตายถึงกระนั้นก็ยังไม่รู้สึกเคยชินเสียที ไม่สิ! มันไม่มีวันชินได้! ไม่มีวันชินกับความตายได้ เว้นแต่นอกซะจากว่า มันผู้นั้นจะเป็นเทพมรณะ!!  เขาช่วยชีวิตฉัน... ลาซิเฟียที่อยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนสุดๆ พลันพยายามร่ายบทเวทย์ "มหาเว..." กล่าวยังไม่ทันจบ เสียงสายหนึ่งกลับกล่าวขัดเธอสำเร็จ


            "อย่าคิดจะไปเกิดใหม่!!" ใบหน้าจริงจังจนน่าขนหัวลุกราวกับจะบอกเธอว่าหากเธอกระทำอย่างนั้น เขาจะจองล้างจองผลาญกับเธอไปทุกทุกชาติ


            ลาซิเฟียพลันกลืนน้ำลายคำโต หญิงสาวได้แต่ยืนแข็งทื่อ ตอนนี้เธอไม่แข็งแกร่งมากพอเนื่องจากบ่อกักเก็บพลังเวทย์ที่เสียหาย ทำได้เพียงมองดูอยู่ห่างๆเท่านั้น


            รอยยิ้มราวกับมารอสูรพลันปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มก่อนเขาจะหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากอากาศธาตุ ปรากฏเป็นดาบสั้น มันดูราวกับดาบหักมากกว่าจะเป็นดาบสั้น ทันทีที่ปรากฏออกมาจิตสังหารพลันอาบท่วมบริเวณราวกับเทพมรณะมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า เรือนร่างชายหนุ่มเริงระบำพริ้วไหวราวกับสายน้ำ ช่างเป็นภาพที่งดงามราวกับเทพแห่งการระบำมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า มันสะกดให้ทุกชีวิตต่างเคลิบเคลิ้มไปกับการระบำที่ราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย


            กาติรัสพลันร่ายระบำเสร็จก่อนมุมปากจะยกยิ้มขึ้นก่อนเอ่ยกล่าว "มาเริ่มการสังหารหมู่กันเถอะ"

            

     ...สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,334 พลังกาย:158,215 พลังเวทย์:755,989 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน