เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 183: พลังปีศาจจากพิธีสังเวย (Demon Power, Form The Sacrifice Ritual)

            “เจ้ากำลังถามหาข้าอยู่อย่างงั้นหรือ”

            และในทันใดนั้น นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าพวกยูกินะทุกๆ คน

            “นางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่ว่านั่น ก็คือเจ้านางปีศาจนั่นหน่ะหรือเจ้าคะ ท่านพี่”

            ทาคิยาฉะ-ฮิเมะเอ่ยถามกับคาชิน พลางมองไปยังนางเทวีอสูรฯ ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นอย่างสุดๆ คาชินพยักหน้าเพียงเล็กน้อยเป็นการยืนยันในคำตอบด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เพราะตัวเขาเองนั้นก็เคยเจอกับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้ามาก่อน แล้วก็เคยต่อสู้กับมันมาแล้วด้วย

            เมื่อได้รับการยืนยันในคำตอบเช่นนั้น ทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นไม่รอช้า เธอจึงรีบพุ่งเข้าไปฟันใส่นางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเร็วสูง แต่นางเทวีอสูรฯ นั้นก็สามารถรับการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทันอย่างฉิวเฉียดด้วยง้าวโลกันตร์คู่ ใจของนาง จากนั้น ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็รีบทำการตวัดคมดาบใส่นางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรวดเร็วและฉับไวอย่างต่อ เนื่อง ด้วยสีหน้าที่นิ่วด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างสุดๆ

            ทาคิยาฉะ-ฮิเมะพลางกัดฟันแน่นอยู่ภายในปากคู่งามของเธอ พร้อมกับขมวดคิ้วบางทั้งสองข้างบนใบหน้างามเข้าหากัน ในขณะเดียวกัน เธอก็ได้มีการสลับเปลี่ยนรูปแบบอาวุธกันไปมาระหว่างดาบคาตานะ ดาบง้าวนางามากิ และก็ดาบยาวโอดาจิชนิดคมมายาเรือนแสงอ่อนๆ สีดำทมิฬ เพื่อที่จะใช้ในการต่อสู้กับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าด้วย แต่นางเทวีอสูรฯ นั้นสามารถรับการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทั้งหมดด้วยง้าวโลกันตร์คู่ใจของนาง

            ในระหว่างนั้น ทาคิยาฉะ-ฮิเมะยังได้มีการใช้พลังมนต์ดำชนิดต่างๆ ในการต่อสู้กับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าด้วย แต่นางเทวีอสูรฯ นั้นสามารถหลบหลีก และป้องกันพลังมนต์ดำของอีกฝ่ายไว้ได้ทั้งหมด

            หลังจากที่ต่อสู้กันมาได้สักระยะ ทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ได้เสียท่าให้กับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าในทันที เธอพลางนิ่วหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บใจอย่างสุดขีดพร้อมกัดฟันแน่นภายในปากคู่งาม เธอรู้สึกได้ว่านางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้านั้นช่างมีพลังอำนาจที่ร้ายกาจเสียเหลือเกิน

            “ซาสึกิ” คาชินรีบวิ่งเข้าไปหาทาคิยาฉะ-ฮิเมะ ผู้เป็นน้องสาวของเขาด้วยความเป็นห่วง จากนั้น เขาก็รีบโปรยแผ่นยันต์สีดำทั้ง 7 แผ่นขึ้นไปบนกลางอากาศ ก่อนที่เขานั้นจะรีบทำการร่ายมนต์ดำด้วยความรวดเร็ว เพื่อที่จะทำการเสกแผ่นยันต์สีดำทั้ง 7 แผ่นให้กลายเป็นพลังมนต์ดำ แล้วโจมตีใส่นางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าโดยทันที แต่นางเทวีอสูรฯ นั้นสามารถป้อง กันการโจมตีด้วยพลังมนต์ดำของอีกฝ่ายไว้ได้ทันอย่างฉิวเฉียด

            พลังปีศาจของนางเทวีอสูรฯ ในตอนนี้มันร้ายกาจเกินกว่าที่พวกเขาทั้งสองคิดเอาไว้มาก จนกระทั่งแม้แต่พลังอำนาจแห่งมนต์ดำของทั้งทาคิยาฉะ-ฮิเมะ และคาชิน โคจินั้นก็แทบจะไม่สามารถต่อกรกับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลก เพราะว่าการที่นางเทวีอสูรฯ นั้นมีพลังปีศาจที่ร้ายกาจจนถึงเพียงนี้ มันเกิดมาจากการที่นางเทวีอสูรฯ นั้นได้ทำพิธีกรรมฆ่าสังเวยบูชายัญเพื่อทำการปลดปล่อยดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพในโลกยุคปัจจุบัน

            “พลังมนต์ดำของพวกเจ้าในตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรข้าได้อีกแล้ว เพราะงั้น พวกเจ้าก็จงตายไปพร้อมๆ กันเถอะ”

            หลังจากที่กล่าวจบ นางเทวีอสูรฯ ก็รีบใช้ง้าวโลกันตร์พุ่งเข้าไปฟันใส่ทาคิยาฉะ-ฮิเมะกับคาชินด้วยความเร็วสูง แต่ทว่า คิทสึเนบิที่อยู่ในร่างเด็กสาวผมสีชมพูนั้นก็รีบทำการควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของดาบเคนเมียวเร็นให้ลอยพุ่งเข้าไปรับคมง้าวของอีกฝ่าย เพื่อปกป้องชีวิตของสองพี่น้ององเมียวจิแห่งศาสตร์มืดที่อยู่ตรงหน้าอย่างทาคิยาฉะ-ฮิเมะกับคาชินเอา ไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด

            “เจ้าทำร้ายพวกข้ายังไม่พอ นี่ยังจะมาทำร้ายพวกเขาทั้งสองคนนั่นอยู่อีกหรือ นางเทวีอสูรฯ อิซานามิ”

            คิทสึเนบิตะโกนเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดอย่างสุดขีด ใบหน้างามของเธอนั้นพลางนิ่วด้วยความโกรธเกรี้ยวแบบสุดๆ พร้อมกับขมวดคิ้วบางทั้งสองข้างเข้าหากัน เธอพลางกัดฟันแน่นอยู่ภายในปากคู่งามของเธอ พร้อมกับเบิกตากว้างออกมาเพียงเล็กน้อย

            จากนั้น คิทสึเนบิก็รีบทำการควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของดาบเคนเมียวเร็นให้ลอยพุ่งเข้าไปตวัดฟันใส่นางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ยั้งด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างสุดๆ แต่นางเทวีอสูรฯ นั้นก็ยังคงสามารถรับคมดาบของอีกฝ่ายไว้ได้ทั้งหมดด้วยง้าวโลกันตร์คู่ใจของนาง หลังจากนั้นสักพัก นางก็รีบกระโดดถอยหลังออกมาด้วยความรวดเร็ว

            และไม่นาน ทางด้านยูกินะกับอันจิน แล้วก็พวกพ้องคนอื่นๆ นั้นต่างก็พากันรีบวิ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับนางเทวีอสูรฯ อิซานามิด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างสุดๆ ดวงตาของพวกเขานั้นพลางเบิกกว้างออกมานิดๆ พร้อมกับขมวดคิ้วบางทั้งสองข้างเข้าหากัน

            “ในที่สุดเราก็ได้เจอกันอีกจนได้นะ นางเทวีอสูรฯ ทีนี้แหละ ข้าจะปลิดชีพเจ้าเสียตรงนี้ เพื่อที่จะล้างแค้นให้กับภรร ยา และก็ลูกสาวทั้ง 4 คนของข้า”

            อันจินกล่าวกับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นอย่างสุดๆ

            “จะปลิดชีพข้า...เพื่อล้างแค้น...น้ำยาอย่างพวกเจ้าเนี่ยหน่ะหรือ”

            นางเทวีอสูรฯ กล่าวคำดูถูกกับพวกยูกินะกับอันจินด้วยสีหน้าที่เย้ยหยัน

            “เรื่องนั้นถ้าไม่ลองก็ไม่รู้” หลังจากที่อันจินกล่าวจบ ยูกินะกับอันจิน และเหล่าพวกพ้องคนอื่นๆ ทั้งหมดนั้น ต่างก็รีบอัญเชิญภูติพิทักษ์ประจำกายของแต่ละคนออกมา ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดนั้นจะรีบพากันวิ่งพุ่งเข้าไปรุมโจมตีใส่นางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง แต่ผลปรากฏว่า พวกยูกินะกับอันจินนั้นไม่มีใครสามารถเข้าไปต่อกรกับนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ตรงหน้าได้เลยแม้แต่สักคนเดียว

            “เจ้าหญิงฮิเมรากิ เจ้าคงจะยังไม่รู้หล่ะสินะ ว่าทำไมข้าถึงได้มีพลังที่เพิ่มมากขึ้นถึงเพียงนี้”

            ทางด้านยูกินะเองก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมนางเทวีอสูรฯ ที่ได้มาอยู่ตรงหน้าพวกเธอและเขา (อันจิน) ทั้งหมดนั้นถึงได้มีพลังปีศาจที่เพิ่มมากขึ้นจนถึงเพียงนี้ จากนั้น นางเทวีอสูรฯ ก็ได้กล่าวเฉลยออกมาว่า

            “นั่นก็เพราะว่าพวกข้าได้เริ่มทำพิธีกรรมฆ่าสังเวยบูชายัญเพื่อที่จะปลดปล่อยพลังอำนาจของดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพแล้วยังไงหล่ะ...”

            ทางด้านยูกินะก็ยังคงทำสีหน้างงๆ ที่ว่าพวกมันได้เริ่มทำพิธีกรรมฆ่าสังเวยบูชายัญเพื่อปลดปล่อยพลังของดาบเจ็ดเขี้ยวอะไรนั่น มันหมายความว่ายังไง

            “เจ้าคงจะยังจำไม่ได้แล้วหล่ะสินะ ว่าเหยื่อในพิธีฆ่าสังเวยทั้ง 12 คนนั่น ก็คือคนเดียวกับที่เจ้าเคยนำมาร่วมพิธีกรรมผูกวิญญาณของคนเหล่านั้นเข้ากับดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพ ก่อนที่เจ้าจะนำดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นมาใช้ในการเสียสละ ฆ่าสัง เวยบูชายัญตนเอง เพื่อที่จะทำการสะกดพลังอำนาจที่อยู่ในดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นยังไงหล่ะ”

            ทางด้านโทโมเอะ ด้วยความที่มีพลังแห่งอาชณเวทย์อยู่ในตัว จึงทำให้เธอนั้นได้เข้าใจในสิ่งที่นางเทวีอสูรฯ ได้พูดออกมา ซึ่งในตอนนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิเคยกราบทูลขอร้องให้องค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ทรงสั่งให้นำทหารในวังออกตามหาคนทั้ง 12 คน 12 นักษัตร ชาย 6 คน กับหญิง 6 คนที่เกิดในฤกษ์ยามเวลาตกฟากที่ตรงกับช่วงเวลาของปีนักษัตรของแต่ละคนนั้นๆ และอยู่ในวัญเบญจเพส

            โดยที่ชายทั้ง 6 จะเกิดในวันคู่ข้างขึ้น (ขึ้น 2-4-6-8-10-12 ค่ำ) เดือน 1-6 และเกิดในปีชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง และหญิงทั้ง 6 ที่เกิดในวันคี่ข้างแรม (แรม 1-3-5-7-9-11 ค่ำ) เดือน 7-12 และเกิดในปีมะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน เพื่อที่จะนำมาร่วมประกอบพิธีผูกวิญญาณของคนเหล่านั้นไว้กับดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพ เพื่อที่จะทำการสะกดพลังอำนาจที่อยู่ภาย ในนั้น

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน