บทที่ 58
“ฟาเร็ท!”
เอเลนที่รีบประตูข้ามภพกลับมาร้านทันทีที่หลุดรอดออกจากระยะการรับรู้ของฮิลฟีเดย์ เพียงละสายตาปล่อยให้ฟาเร็ทไปเก็บเลเวลด้วยตนเองทำให้เขาเกือบสูญเสียสัตว์เลี้ยง เอเลนรีบประคองร่างกายน้อยๆของฟาเร็ทพลังชีวิตของสไลม์ตัวน้อยลดลงจนถึงค่าต่ำสุดทั้งยังมีพลังเวทมนต์ตกค้างอยู่ในร่างกาย
“ทักษะประหลาดของยัยผู้กล้าแห่งเวทย์”
เอเลนพึมพำด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเมื่อลองส่งพลังเวทย์ของตนเข้าไปหมายจะตรวจสอบพลังเวทมนต์ประหลาดก็ตีพลังของเขากลับไม่เพียงแค่นั้นเสียงของโลกยังดังขึ้นอีกด้วยว่า
[คำเตือน พลังที่ตกค้างอยู่ในร่างของสัตว์เลี้ยงมีพลังส่วนหนึ่งของเทพธิดาแฝงอยู่]
...
เอเลนไม่แยแสคำเตือนแม้แต่น้อยไม่สิต้องบอกว่าเขามัวแต่ห่วงฟาเร็ทจนไม่เป็นอันสนใจอย่างอื่น เมื่อครู่เมื่อพลังของเขาถูกตีกลับฟาเร็ทได้สะดุ้งพร้อมร้องออกมาอย่างเจ็บปวดแต่อย่างน้อยพลังชีวิตของฟาเร็ทก็ยังไม่ลดลง
“ยังพอมีทาง”
เอเลนพูดเบาๆก่อนจะตัดสินใจป้อนน้ำยาเพิ่มพลังชีวิตก่อนจะใช้ฝ่ามือทาบเข้ากับฟาเร็ทพร้อมกับส่งพลังเวทมนต์เข้าไป
[ขอเตือนอีกครั้ง การกระทำของท่านกำลังขัดต่อประสงค์ของเทพธิดา]
“ช่างหัวมันสิ”
เอเลนตะคอกกลับพลางใช้พลังประสิทธิ์ศาสตราขับไล่พลังเวทมนต์แปลกปลอมออกไป ตอนนี้ฟาเร็ทเปรียบดังเชือกที่ถูกดึงกันไปมาด้วยขุมพลังสองขุม พลังเวทมนต์ที่ตีกลับมานานเริ่มสร้างความเสียหายให้แก่เด็กหนุ่ม เอเลนกัดฟันกรอดทำเป็นมองไม่เห็นพลังเวทมนต์ที่เปลี่ยนเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ระเบิดเป็นละอองแสงก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝนเข็มแสงนับร้อยกระหน่ำแทงลงบนแขนของเขา
“แค่ก”
เอเลนเลือดไหลออกจากมุมปากเขาใช้มืออีกข้างที่ว่างประทับฝ่ามือลงไปบนตัวของฟาเร็ทอีกแรงด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
“ลองเจอแบบนี้เป็นไง”
พลังกาลอนันต์
พลังเวทมนต์อีกสายที่เอเลนหลีกเลี่ยงที่จะใช้งานมันมาโดยตลอดไหล่ผ่านฝ่ามมือ ขุมพลังเวทมนต์ที่พยายามฉุดคร่าฟาเร็ทพลังแตกกระเจืองเมื่อเจอกับขุมพลังใหม่ที่เก่าแก่โบราณและทรงอำนาจเหนือกว่าในทุกๆด้าน ฟาเร็ทมีสีหน้าดีขึ้นก่อนที่เสียงของโลกจะดังขึ้นอีกครั้ง
[เทพธิดาแห่งความเมตตาและความหวัง อาริอันนากำลังจับจ้องท่าน]
[เจ้าสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจชั้นต่ำ]
เอเลนพลันหนาวไปทั่วสันหลังเมื่อแรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจากด้านบนจนเขาอดไม่ได้ที่จะคุกเข่า น้ำเสียงของสตรีที่เย็นชาราวกับหล่มน้ำแข็งดังขึ้น เอเลนไม่อาจโต้ตอบได้แม้เพียงครึ่งคำแต่เอเลนสัมผัสได้ว่าเจ้าของเสียงกำลังมีโทสะ
[ทำร้ายเหล่าผู้กล้าและสาวกของข้ายังไม่พอ ยังกล้าปัดอาญาสิทธิ์ของเราทิ้งอีกอย่างงั้นเรอะ ข้าจักมอบความทรมาณอันหาที่เปรียบมิได้ให้แก่ตัวตนต่ำต้อยเช่นเจ้าเอง]
[ท่านถูกคำสาปเสียงกระซิบจากยมโลก]
[คำอวยพรแห่งการก่อกำเนิดแสดงผล]
[ท่านต้านทาน]
[อะไรกัน?]
เทพธิดาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เอเลนที่ถูกปกป้องเอาไว้อีกครั้งแรงกดดันได้ลดลงไปมากเขาเหยียดยิ้มพร้อมกับแค่นเสียงก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“เหอะ เพราะเป็นเทพธิดาเลยลงมือตรงๆไม่ได้ก็เลยใช้มนุษย์เป็นมือเป็นเท้า เพื่ออะไร ครองโลกงั้นเรอะ?”
[ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า และอีกอย่างเพียงแค่ทำให้เราประหลาดใจได้นิดหน่อยถึงการหาญกล้าพูดกับเราด้วยวาจาเช่นนั้นรึ]
ไม่ทันจบคำแรงกดดันที่มากกว่าเดิมพลันถาโถมลงมาพร้อมกับละอองพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เปลี่ยนเป็นเข็มนับพันเล่มรายล้อมเขาในสภาพที่ไม่อาจแม้แต่จะขยับตัว ไวเท่าความคิดเข็มแสงนับพลังพลันแทงใส่ร่างของเด็กหนุ่มจากทุกทิศทาง
“แค่ก”
“เจ้านาย/นายท่านเจ้าคะ!”
เอเลนกระอักเลือดตอนนี้ร่างกายทุกส่วนล้วนอาบไปด้วยเลือด เซฟิออนพลันลอยออกมาพร้อมกับแอนทาเรสในสภาพนาฬิกาพก เทพธิดาที่เห็นทุกอย่างจากเบื้องบนพลันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ
[เป็นเพียงแค่เครื่องมือก็จงอยู่เงียบๆไปเสีย]
วาบ!
ทันใดนั้นเองคลื่นพลังเย็นเยียบพลันกระแทกเข้าที่ศาสตราทั้งสองเล่ม เซฟิออนถูกกระแทกไปอยู่มุมห้องแล้วเงียบไปเหมือนกับคงที่สลบส่วนแอนทาเรสที่เป็นถึงมหาศาสตรากลับไม่สะทกสะท้านสร้างความประหลาดใจให้แก่เทพธิดาเป็นอย่างยิ่ง
[เจ้าตัวตนต่ำต้อยทำให้เราประหลาดใจได้ถึงสองครา....ของดีเช่นนี้อยู่กับเจ้าไปรังแต่จะเสียของ มอบมันให้แก่ข้าเสียเถอะ]
อาริอันนาที่อยู่สูงขึ้นไปเหนือท้องฟ้าพลังยื่นมือไปเบื้องล่างพร้อมกับคว้าเข้าที่ความว่างเปล่าซึ่งก็คือแอนทาเรสที่อยู่บนผืนโลก ในขณะที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องที่ตนเก็บของที่ดูน่าสนใจได้โดยบังเอิญก็ต้องสลายรอยยิ้มบนใบหน้าเมื่อมือที่คว้าเอาแอนทาเรสกลับปรากฏเปลวเพลิง
[กรี้ด! นี่มันอะไร?]
ลำพังเปลวเพลิงธรรมดาไม่มีทางแผดเผากายทิพย์ของเหล่าเทพเจ้าได้แต่บังเอิญว่าเปลวเพลิงนี้ไม่ใช่สิ่งของธรรมดาที่จะตัดสินด้วยตรรกะของสิ่งมีชีวิต ตอนนั้นเองที่อาริอันนาขนลุกซู่แบบที่เทพธิดาผู้สูงส่งไม่เคยรู้สึกมาก่อน พร้อมกันนั้นพลังอำนาจมหาศาลได้กวาดผ่านร่างกายเอเลนอย่างอ่อนโยนขจัดบาดแผลทั้งหมดทิ้งอย่างไม่ใยดี
บนผืนโลกรูปสลักนูนบนเรือนนาฬิกา ร่างของสองนามธรรมทั้งสองกำลังหันหน้าตรงไปยังอาริอันนาที่ซ่อนตัวอยู่บนฟ้าเหนือฟ้า ดวงตาของสองหญิงงามเปี่ยมไปด้วยโทสะและความต้องการในการสังหารแม้จะอยู่ห่างกันชนิดที่มนุษย์จินตนาการไม่ถึงแต่อาริอันนากลับสัมผัสได้ถึงจิตสังหารราวกับมีคนกำลังเอามีดมาจี้ลำคอก่อนที่เสียงของโลกที่ทุ้มต่ำและเบาบางราวกับกำลังหวาดกลัวได้ดังขึ้น
[ขอแจ้งให้ทราบ นามธรรมทิวาแห่งการก่อกำเนิด จุดเริ่มต้นแห่งกาลและสรรพสิ่ง เรมิเอล ปรากฏตัว]
[ขอแจ้งให้ทราบ นามธรรมราตรีแห่งการสูญสิ้น จุดสิ้นสุดแห่งยุคสมัยและความโกลาหล นาธาเรีย ปรากฏตัว]
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นเองห้วงมิติภายในที่พำนักของอาริอันนากำลังฉีกขาด ใบหน้าของอาริอันนาพลันกลายเป็นซีดขาวเพราะที่พำนักนี้เธอใช้มันเพื่อซ่อนตัวจากเหล่าเทพเจ้าของเซลิออนมาเป็นเวลานับพันนับหมื่นปีไม่เคยแม้แต่จะพานพบเบาะแสมาวันนี้กลับถูกบุกรุกโดยสตรีเพียงสองคน
ตึก ตึก
ร่างงามของสตรีสองนางพลันก้าวออกมาจากรอยแยกของห้วงมิติ ความงามของทั้งสองนั้นเหนือล้ำกว่าตัวตนใดๆบนโลกพร้อมกับเรือนร่างที่ยิ่งกว่าคำว่าสมบูรณ์แบบ งามจนแม้แต่อาริอันนาที่เป็นเทพยังเป็นได้แค่หนอนแมลงอยู่ต่อหน้า เทพธิดาพลันมีสีหน้าตกตะลึงแม้จะเพียงชั่วครู่เดียวก่อนจะเปลี่ยนเป็นใบหน้างองุ้มที่เปี่ยมไปด้วยโทสะและความริษยาเนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า
เทพีกระทืบเท้าพร้อมสูดลมหายใจ ความหวาดกลัวเมื่อครู่คงเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น ก่อนที่จะมายังโลกนี้เธอได้ศึกษาถึงตัวตนที่ยิ่งใหญ่มาทั้งหมดและมั่นใจเต็มร้อยว่าเมื่อเผชิญหน้าแม้จะไม่ชนะแต่ก็ไม่มีทางพ่ายแพ้ และกับตัวตนที่แม้ชื่อผ่านหูก็ยังไม่เคยได้ยินก็คงจะไม่น่ากลัวซักเท่าไหร่
“พวกเจ้าเป็นใคร ไม่รู้รึยังไงว่าที่นี่คือสถานที่พำนักของเรา เทพธิดาอาริอันนาผู้สูงส่งและงดงาม”
เธอจงใจเน้นคำว่างดงามให้ดังมากกว่าปกติเพื่อตอกย้ำว่าตัวเองไม่ได้ด้อยกว่าทั้งสอง
“การบุกรุกของพวกเจ้าทั้งคู่ทั้งหยาบคายและไม่รู้ที่ต่ำที่สูง หากหมอบกราบขอโทษเสียเดี๋ยวนี้เราอาจจะเมตตาเพียงเด็ดแขนและขาของพวกเจ้าเพียงข้างเดียว”
จริงๆอาริอันนาต้องการที่จะทำลายใบหน้าอันงดงามของทั้งสองโดยใช้ข้ออ้างอันชอบธรรม แต่ผลลัพธ์กลับผิดคาดเพราะนอกจากทั้งสองจะไม่แสดงท่าทีสั่นกลัวอย่างที่เทพชั้นต่ำควรจะเป็นแล้ว ทั้งสองกลับหันไปคุยกันน่าตาเฉย
“นังผู้หญิงชั้นต่ำนี่กำลังพล่ามอะไรอยู่น่ะนาธาเลีย”
สตรีชุดขาวหรือเรมิเอลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็แค่คำพูดพล่อยๆของเทพตกอับจากโลกอื่นที่มาขอส่วนบุญบารมีเทพที่โลกนี้เท่านั้น แม้แต่ชื่อเราก็มิอยากจดจำ”
สตรีชุดดำหรือนาธาเรียกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างกัน เธอยกมือขึ้นหมายจะจัดการให้มันจบๆไปเสีย เพียงแค่ยกมือมิติเอกเทศของอาริอันนาพลันถูกพลังอำนาจที่เหนือกว่าเขย่า แต่แล้วเรมิเอลกลับร้องขึ้น
“ไม่ได้นะ นางบังอาจต่อว่าเอเลนของพวกเราว่าเป็นสิ่งชั้นต่ำมากถึงสามครั้ง หากลงมือเช่นนั้นนางจะตายสบายเกินไป”
“จริงด้วย”
นาธาเลียร้องขึ้นราวกับนึกขึ้นได้เธอลดมือลงและพร้อมกันนั้นแรงดันมหาศาลพลันสลายหายไป
“เอาแบบนี้ดีไหม เช่นนั้นข้าจะค่อยๆลงมือฉีกนางออกเป็นชิ้นๆจากทั้งร่างกายไปจนถึงอญูวิญญาณรวมไปถึงบารมีเทพที่นางสั่งสมมาทั้งหมด เมื่อนางสูญสลายเจ้าต้องสร้างนางขึ้นมาใหม่แล้วข้าจะลงมือฉีกนางไปเรื่อยๆ”
“ฟังดูเข้าท่า”
เรมิเอลพยักหน้าเห็นด้วย อาริอันนาที่กำลังสับสนกับท่าทีของทั้งสองพลันโกรธจัดพร้อมกับลงบนโต๊ะไม้งามจนมันแหลกสลายพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“เป็นแค่ตัวตนไร้นามกล้าพูดจาลามปามข้าที่เป็นเทพธิดาสมควรตาย แสงเอ๋ยจงฟังเสียงเรียกแห่งข้า!”
ทันใดนั้นเองดวงแสงสีขาวพลันปรากฏขึ้นทั่วทั้งที่พำนักของอาริอันนาก่อที่พวกมันจะถูกเปลี่ยนเป็นเข็มแสงนับล้านๆเล่ม เทพีสาวชี้มือไปทางสองหญิงงาม
“จงรับทัณฑ์แห่งเทพไปซะ”
....
อาริอันนาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน เพราะจู่สายสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่างเธอกับเข็มแสงนับล้านกลับอันตรธานหายไป เหนือสิ่งอื่นใดเข็มแสงเหล่านั้นกลับกำลังสั่นสะท้านราวกับกำลังหวาดกลัว อาริอันนาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น
“พวกเจ้านิ่งทำไม? รีบๆฆ่าพวกนางเพื่อข้าเดี๋ยวนี้!”
รอยยิ้มถือดีสลายไปจากใบหน้างามโดยสมบูรณ์เหลือแต่เพียงใบหน้าและแววตาที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ เพราะนับตั้งแต่ที่เทพแห่งแสงของเซลิออนได้สิ้นชีพไปเมื่อนานมาแล้ว อาริอันนาก็สวมรอยเป็นเทพีแห่งแสงมานับตั้งแต่วันนั้น พลังอำนาจของเจ้าหล่อนสามารถบงการแสงสว่างได้เมื่อรวมกับพลังอำนาจดั้งเดิมที่สามารถควบคุมโชคลาภได้ในระดับหนึ่งทำให้อาริอันนาไร้เทียมทาน
แต่ทว่าคู่ต่อสู้ในวันนี้ถือว่าผิดรุ่นมากเกินไป
“คิกคิก ดูสินาธาเลีย นางผู้หญิงไม่เจียมตัวป่านนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกว่าใครกันแน่ไม่มีอำนาจที่นี่”
เรมิเอลยิ้มขำอย่างงดงามในขณะที่อาริอันนาได้แต่กระทืบเท้าอย่างขัดใจ
“สามหาว! กล้าพูดจาลบหลู่เทพธิดาอย่างข้าได้อย่างไร ไมรู้ที่ต่ำที่สูง”
“หึ ใครกันแน่ที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เป็นแค่เทพปลายแถวกล้าขึ้นเสียงกับพวกเราเชียวงั้นรึ? หรือกาลเวลาทำให้สมองน้อยๆของเจ้าหลงลืมเรื่องราวของพวกเราไปจนหมด”
นาธาเลียกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาถึงแม้อาริอันนายังมีท่าทีโกรธและสับสนเธอจึงยินดีอธิบายเพิ่มสั้นๆ
“ไม่มีขุมพลังไหนสามารถย้อนมาทำร้ายต้นกำเนิดของตนเองได้หรอก”
“พูดเพ้อเจ้อ แสงสว่างคือพลังของข้า ของอาริอันนู้นี้แต่เพียงผู้เดียว”
อาริอันนาตะโกนอย่างไม่ยินยอม แต่ความจริงที่ว่าการเชื่อมต่อระหว่างเธอกับขุมพลังแห่งแสงได้หายไปนั้นคือข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธ หญิงสาวกัดฟันกรอดก่อนจะใช้พลังแห่งโชคลาภเพิ่มโชคให้ตนเอง
“เปล่าประโยชน์ ต่อให้มีโชคเพิ่มขึ้นก็ไม่มีทางแย่งชิงการควบคุมแสงสว่างไปจากเรมิเอลได้หรอกค่ะ”
สตรีงามในชุดขาวยิ้มเพราะต่อให้อีกฝ่ายจะพยายามเพิ่มโชคให้ตัวเองมากมายเป็นล้านๆหน่วยแต่สิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่อาจช่วงชิง แทนที่จะแตกตื่นอาริอันนากลับแค่นเสียงก่อนจะแผดเสียงตอบกลับไป
“แล้วแกจะเสียใจ นังตัวตนนอกรีต”
!
ไวเท่าความคิดแสงสีขาวพลันปรากฏขึ้นในมือของอาริอันนาก่อจะขยายอกกลายเป็นหอกแห่งแสงเล่มหนึ่ง เรมิเอลยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าก่อนจะกล่าวขึ้น
“ไม่นึกมาก่อนว่าจะได้เห็นเทพที่ดึงบารมีเทพออกมาใช้”
เทพเจ้าแต่ละองค์นั้นมีแหล่งกำเนิดพลังแตกต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่เปรียบดังจุดเชื่อมของพวกเขาทั้งหมดนั้นคือบารมีเทพ ทรัพยากรพิเศษเฉพาะของเทพเจ้าเท่านั้น ได้รับจากการสวดบูชาของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่ทรงสติปัญญาอื่นๆ
“จงเพ่งมองความยิ่งใหญ่ของตัวข้า”
อาริอันนากล่าวด้วยน้ำเสียงอันดัง ความจริงนี่ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่เพราะแม้จะดูทรงพลังแต่บารมีเทพนั้นยิ่งใช้ยิ่งหมดไปซึ่งหากไม่เข้าตาจนจริงๆเทพจะไม่มีทางเลือกใช้บารมีเทพที่สั่งสมมาอย่างยากลำบากออกมาเด็ดขาด อาริอันนากล้ำกลืนความเจ็บปวดก่อนจะจัดการซัดหอกไปทางเรมิเอลและนาธาเลีย
หอกบารมีเทพ
เรมิเอลและนาธาเลียมองหอกบารมีเทพด้วยสายตาเย็นชา แม้พลังของมันจะทรงอำนาจมากพอจะเขย่าห้วงมิติแต่ทั้งสองยังนิ่งเฉยจนเป็นนาธาเลียที่ถอยไปหนึ่งก้าว
“รีบจัดการเถิดเรมิเอล นาธาเลียอยากจะกลับไปเฝ้าดูเอเลนต่อ”
“ตกลง ใช้เวลาไม่นานหรอก”
เรมิเอลเอ่ยก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้น ตอนนั้นเองที่มวลแสงสว้างทั้งหมดพลันสั่นสะท้านก่อนจะพากันหนีหายไปจากที่พำนักจนภาพแสงสว่างโดยรอบดับวูบ หากเป็นสิ่งมีชีวิตพวกมันคงแตกตื่นแต่กับตัวตนระดับสูงทั้งสามไม่ว่าจะสว่างหรือมืดก็ล้วนไม่มีผลต่อการมองเห็นและตอนนี้แสงสว่างหนึ่งเดียวก็คือหอกบารมีเทพ
หญิงสาวในชุดขาวไม่แยแสภาพที่มืดลงที่เธอทำเพียงกำมือแล้วคลายออก ดวงแสงดวงน้อยพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามืออย่างสงบก่อนที่มันจะเปล่งไอความร้อนและแสงสว่างออกมา
ครืน!!!
หอกบารมีเทพที่เข้ามาใกล้ถกหลอมระเหยกลายเป็นไอก่อนที่คลื่นความร้อนของดวงแสงจะแผ่ไปทั่วที่พำนัก แม้กระทั่งเทพที่ไม่มีสัมผัสด้านอุณหภูมิยังร้อนวูบ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามใบหน้าจ้องมองหอกบารมีเทพที่กลายเป็นไอด้วยแววตาหวาดกลัว
“เป็นไปไม่ได้ บนดินแดนนี้มีอาริอันนาเป็นเทพี่แห่งแสงองค์เดียวแล้วทำไมถึง...”
หญิงสาวไม่อยากจะเชื่อว่านอกจากตนแล้วยังมีผู้ใช้พลังแห่งแสงที่แข็งแกร่งขนาดนี้ดำรงอยู่ทั้งยังทรงอำนาจและงดงามยิ่งกว่า
“ข้าไม่ยอมรับ ข้าคือเทพีแห่งความเมตตาและความหวัง จ้าวแห่งแสงสว่าง อาริอันนา!”
หญิงสาวแผดเสียงร้องด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวแต่ก็เท่านั้น อุณหภูมิในที่พำนักมีแต่จะสูงขึ้นซึ่งนอกจากเรมิเอลแล้วก็คงมีแต่นาธาเลียเท่านั้นที่ยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่รู้สึกถึงความร้อน
“เป็นแค่แสงจากหิงห้อย กลับคิดว่าสว่างเท่ากับดวงตาวัน ให้เรมิเอลผู้นี้เปิดหูเปิดตาเจ้าหน่อยเถิด”
เรมิเอลกล่าวก่อนที่ดวงแสงบนฝ่ามือจะทอประกายวูบก่อนจะหมุนวนด้วยความเร็วเทียบเท่ากับแสง ทันใดนั้นเองดวงแสงพลันหดเหลือขนาดเพียงอณูก่อนจะจุดระเบิดกลายเป็นแสงสว่างขนาดใหญ่
นวดาราแรกกำเนิด
บรึ้มมมมมมม!
ถัดมาคือความพินาศของทุกสิ่งในมิติที่พำนักคลื่นความร้อนสูงเหลือคณานับแผดเผาทุกสิ่ง อาริอันนากรีดร้องเสียงแหลมด้วยความเจ็บปวดร่างกายถูกแผดเผาลึกลงไปถึงจิตวิญญาณแม้จะมีภูมิต้านทานการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิก็ไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าแรงระเบิดของการก่อกำเนิดจักรวาลในระยะประชิด
เมื่อจวนตัวอาริอันนารีบสลายมิติลับที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ตอนนั้นเองเรมิเอลเดาะลิ้นอย่างขัดใจก่อนจะตัดสินใจหดมือเข้าหาตัว แรงระเบิดและคลื่นความร้อนทั้งหมดพลันย้อนกลับไปหาเรมิเอลราวกับไม่เคยเกิดขึ้นเหลือเพียงสายลมอุ่นที่จะพัดไปทั่วดินแดนเซลิออนในวันถัดมาหากช้ากว่านี้เพียงนิดเดียวเกรงว่าพลังของเธอจะทำลายล้างพิภพนี้จนสูญสิ้น
“แฮ่กๆ เกือบไปแล้ว”
อาริอันนาในสภาพที่เหลือแขนเพียงข้างเดียวพึมพำ ส่วนแขนข้างที่ขาดดันไปอยู่กับนาธาเลียตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ เทพีสาวกัดฟันกรอดก่อนจะพยุงร่างกายขึ้นด้วยความปวดร้าวแต่ตอนนั้นเองที่ประตูมิติสิบเอ็ดบานพลันปรากฏขึ้นพร้อมกับสิบเอ็ดร่างในสภาพพร้อมต่อสู้
อาริอันนาหน้าซีดเผือดรีบใช้พลังที่เหลือสร้างหลุมมิติเล็กๆก่อนจะผลุบหายไป ทีแรกทั้งสองคิดจะติดตามไปแต่เมื่อเห็นเรมิเอลและนาธาเลียพวกมันพลันรีบคุกเข่าด้วยท่าทีนอบน้อม แม้แต่ก่อนพวกมันจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าทั้งสองพวกมันก็เพียงแค่เด็กน้อยเท่านั้น
“พวกเราขอคำนับ นามธรรมแห่งการก่อกำเนิดและการสูญสิ้น”
พวกมันทั้งสิบเอ็ดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคารพและยำเกรง แต่น่าเสียดายที่สตรีทั้งสองไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะมาสนใจพวกมันในตอนนี้
“เรมิเอลว่าเราควรจะให้นังนั่นชดใช้เอเลนด้วยแขนข้างหนึ่ง”
“เอาแบบนี้เป็นไง เปลี่ยนแขนและแสงของนางให้เป็นทักษะที่นางใช้ แล้วมอบให้เอเลน เขาต้องดีใจมากแน่ๆ”
นาธาเลียและเรมิเอลยิ้มอย่างเบิกบานใจเมื่อคิดว่ากำลังจะได้ยินและเห็นสีหน้ายินดีของบุรุษที่เธอรักยิ่งกว่าสิ่งใดในจักรวาล เหล่าสิบเอ็ดตัวตนทรงพลังต่างมองหน้ากันก่อนที่หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีเงินและดวงตาสีทองในสภาพสวมชุดเกราะขนาดพอดีตัวได้เป็นตัวแทนคนทั้งหมด
“ไม่ได้พบกันนานแล้วนะคะ ท่านเรมิเอล ท่านนาธาเลีย”
สองสาวเมื่อได้ยินเสียงของู้มาใหม่ก็เบนสายตาหันกลับมามองเธอแทบจะพร้อมเพียงกัน
“ที่แท้ก็เทพสงคราม เซเลสเทียร์...”
นาธาเลียล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นานทีเดียวนับตั้งแต่ที่เจ้ามาขอคำแนะนำจากพวกเรา...รู้สึกว่าพี่ชายของเจ้าจะทำกับบุรุษของเราเอาไว้มากเลยสินะ”
จบคำชายร่างโตเจ้าของเรือนผมสีแดงพลันสะดุ้งเฮือกและไม่กล้าเงยหน้าเป็นเวลานาน พลางนึกถึงอดีตที่มันแส่หาเรื่องไปอิจฉาพรสวรรค์ของมนุษย์คนหนึ่งถึงขั้นสาปเข้าให้ทีหนึ่งหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต ใครจะคิดเล่าว่ามนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตอายุสั้นดันไปต้องตาต้องใจของสองมหานามธรรมผู้ยิ่งใหญ่
เรมิเอลปรายตามองเล็กน้อยพร้อมกับส่งคลื่นพลังความร้อนพัดผ่านร่างของมันเบาๆราวกับกำลังเย้าแหย่แต่ชายผมแดงกลับเหงื่อแตกพลั่ก นาธาเลียใจร้อนกว่ามากนักเพราะถึงขนาดเสกลูกแก้วสีดำสนิทขึ้นมารอเรียบร้อยแล้ว
!
เหล่าเทพทั้งที่เหลือต่างเย็นไปทั่วสันหลังพลางนึกสรรเสริญเทพผมแดงหรือทราฟาก้าในใจที่ปัญหาส่วนตัวของมันกำลังจะทำให้เทพเจ้าแห่งแดนสวรรค์เอเดนทั้งหมดเดือดร้อน เซเลสเทียร์ปรายตามองพี่ชายของตนด้วยแววตาสมเพชทีหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“ทราฟาก้าสำนึกผิดและได้ขออภัยแก่บุรุษของพวกท่านแล้ว แต่หากพวกท่านยังไม่พอใจทราฟาก้าก็ยินดีที่จะมอบเครื่องมือของเขาเพื่อเป็นของกำนัลและปลอบขวัญให้แก่บุรุษของพวกท่านค่ะ”
ต่อหน้านามธรรมผู้ทรงฤทธิ์แม้แต่เซเลสเทียร์ก็ไม่กล้าเอ่ยชื่อเอเลนออกมาตรงๆ สองนามธรรมพลันมีสีหน้าพึงพอใจแต่ทราฟาก้ากลับมาสีหน้าซีดเผือดจนต้องกระซิบหาเซเลสเทียร์ผ่านโทรจิต
“น้องข้า นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ”
“หรือว่าท่านอยากให้สวนสวรรค์แห่งเอเดนถูกกวาดล้างล่ะ?”
เซเลสเทียร์ตัดบทก่อนจะสำทับเข้าให้อีกคำหนึ่ง
“ปัญหานี่จะไม่เกิดถ้าท่านไม่ไปอิจฉามนุษย์ กับอีแค่ค้อนอันเดียวท่านจะสร้างมันขึ้นมาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ อีกอย่างการใช้โทรจิตต่อหน้าสองนามธรรมเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทสิ้นดี”
เทพที่เหลือต่างพยักหน้าเห็นด้วยหากให้พวกมันเลือกระหว่างค้อนอันนึงกับแดนสวรรค์พวกมันย่อมเลือกง่ายอย่างไม่มีลังเล ทราฟาก้าสะดุ้งก่อนจะเผลอหันไปมองเรมิเอลและนาธาเลียที่กำลังมีสีหน้าไม่พอใจก่อนจะกระมิดกระเมี้ยนดึงค้อนที่มีรูปร่างสามัญออกมาทั้งน้ำตาก่อนที่จะถูกนาธาเลียดึงไปไว้ในมือ
เจ้าของดวงตาสีอเมธิสปรายตามองค้อนที่ดูธรรมดาสามัญก่อนจะยกยิ้มด้วยสีหน้าพึงพอใจ ทำให้เหล่าเทพทั้งหมดพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ค้อนนี่พอใช้ได้ เอเลนต้องพอใจมากแน่ๆ”
นาธาเลียเอ่ย แม้รูปร่างจะดูธรรมดาแต่ค้อนด้ามนี้ตีขึ้นจากโลหะชนิดพิเศษที่หาได้ในแดนสวรรค์เท่านั้น เซเลสเทียร์แม้ภายนอกจะดูเย็นชาแต่ก็อดเห็นใจผู้เป็นพี่ชายไม่น้อยจึงรีบกล่าวขึ้นก่อนที่ทราฟาก้าจะถูกรีดไถไปมากกว่านี้
“ได้โปรดบอกจุดหมายของอาริอันนาแล้วพวกเราจะรีบจากไปทันที”
กล่าวตามตรงเซเลสเทียร์และเทพทั้งสิบเอ็ดพระองค์รู้สึกไม่สบายใจนักเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าตัวตนที่คาดเดาอารมณ์และการกระทำไม่ได้อย่างนามธรรม เพราะมีหลายครั้งมากๆที่นามธรรมมักทำอะไรตามอารมณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
“หึ เห็นแก่ที่เจ้าดีกับเอเลน เราจะเมตตาซักครั้ง....ห่างจากตรงนี้ไปหนึ่งล้านๆก้าวโพ้นทะเลทางทิศนั้น”
เรมิเอลกล่าวพร้อมใช้ไปยังท้องฟ้าด้านหนึ่ง เซเลสเทียร์พยักหน้าก่อนจะชักดาบฟันไปยังทิศทางที่เรเอลบอก
ดาบผ่ามิติ
แคร่ก!
ห้วงอากาศเบื้องหน้าพลันแตกร้าวเผยให้เห็นอาริอันนาที่กำลังหลบหนี อาริอันนาเองก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยของการติดตามจึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางในทันที
“ขอบพระคุณมากค่ะ”
เซเลสเทียร์คำนับสองสาวอีกครั้งก่อนที่เธอและเทพที่เหลือจะกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งผ่านรอยแยกมิติไปก่อนที่มันจะปิดลง
เรมิเอลและนาธาเลียไม่แยแสการคงอยู่ของเหล่าเทพเลยแม้แน้อยเมื่อพวกเขาจากไปเรมิเอลจึงกล่าวขึ้น
“จงปรากฏตัว”
ทันใดนั้นเองมวลแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นรอบตัวสองนามธรรมอย่างเชื่อฟัง พวกมันคือขุมพลังที่เคยเป็นของอาริอันนามาก่อนก่อนที่เรมิเอลจะโบกมือดวงเสียงทั้งหมดจะรวมกันเป็นหนึ่งเช่นเดียวกับแขนของอาริอันนาก่อนที่ทั้งหมดจะควบแน่นกลายเป็นม้วนคัมภีร์เล่มหนึ่ง
“เอเลนต้องดีใจแน่ๆ”
นาธาเลียกล่าวให้กำลังใจแม้ในใจจะอิจฉาเล็กน้อยที่ของขวัญชิ้นนี้ไม่มีส่วนหนึ่งของพลังของเธอปะปนอยู่ด้วย
“อื้ม”
เรมิเอลยิ้มแย้มอย่างงดงามก่อนจะบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย
“น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีโอกาสได้ลงไปมอบมันด้วยตัวเอง”
“หากพวกเราปรากฏตัวโดยไม่ระมัดระวังมีหวังเมืองหลวงของมนุษย์ได้พินาศแน่”
นาธาเลียกล่าวเตือนก่อนจะสร้างหลุมมิติขึ้นมาดูดเอาคัมภีร์และค้อนเข้าไป ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเอเลนตื่นขึ้นมาเขาจะพบกับมันในทันที นอกจากนี้เรมิเอลยังคงคาถากำกับเอาไว้อีกว่าหากผู้อื่นที่ไม่ใช่เอเลนจะไม่อาจแตะต้องคัมภีร์เล่มนี้ได้เป็นมาตรการเผื่อเอาไว้
“แล้วนางเทพปลายแถวนั่นล่ะ เราจะไม่ตามไปอย่างนั้นหรือ?”
เรมิเอลถามขึ้นลอยๆแต่สายตาของเธอยังคงมองไปยังโลกเบื้องล่างหรือจะพูดให้ถูกก็คือทั้งสองกำลังเฝ้ามองเอเลนที่นอนสลบไสลไม่ได้สติด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่
“กิจของผู้ใดก็ให้ผู้นั้นจัดการ แต่นังนั่นก็อึดใช้ได้ โดนแก่นของดวงสุริยันแรกกำเนิดระเบิดในระยะประชิดกลับสามารถหาทางรอดมาได้”
นาธาเลียกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่ดวงตากลับเป็นแบบเดียวกับเรมิเอลไม่มีผิด ซึ่งการหายตัวไปของเทพีอาริอันนาสร้างความแตกตื่นให้กับมนุษย์ที่บูชานางไม่น้อยแต่นั่นก็เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายวันถัดมา
ช่วงบ่นท้ายตอน
สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆได้ที่ QR Code ด้านล่าง
Zero Times
