อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 152

    ปู่นาคนั่งนิ่งบนแท่นบัลลังก์ “ถ้าเจ้าจะถามต่อว่า แล้วใครฆ่า ฆ่าได้ยังไงทำไมตายง่ายเช่นนั้น ข้าก็ขอตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยว่า ข้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นคำถามทั้งหมดที่เจ้าจะถาม เจ้าควรไปถามกับหลานชายของข้าจะดีกว่า“ อลินตากลอกตามองบนแล้วหลานชายนามว่าปราถะอะไรนั่น นิสัยยียวนกวนเบื้องล่างถึงขนาดนั้นจะยอมตอบคำถามเธอดีๆ ได้เหรอ อลินตานิ่งคิดอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่วายสงสัย

                    “แสดงว่าปีศาจอสูรกายดำกับลูกสมุนของพวกมันในคุ้มเชียงภูแสนยังไม่รู้ว่าเจ้าภูแสนได้ตายไปแล้ว ใช่ไหมคะปู่..?”ปถานาคราชพยักหน้าช้าๆ แต่แววตาใคร่ครวญ

                    “ข้าว่าพวกมันแปลกใจมากกว่าที่เจ้าภูแสนทำไมฆ่าไม่ตาย!”อลินตาพอจะเดาออกว่าที่ปู่นาครู้เรื่องขนาดนี้อาจเป็นไปได้ว่าเพราะปราถะนาคราชที่อยู่ในร่างของเจ้าภูแสนตอนนี้แน่ๆ

                    “ปราถะนาคราชเป็นอะไรกับปู่นาคคะ..?” ท่านปถานาคราชตอบทันที

                    “หลานชายของข้าเอง..!!”แต่หลานฝั่งไหนปู่นาคก็ไม่ได้อธิบายเอาไว้อลินตาฟังอย่างตั้งใจพร้อมเก็บข้อมูลละเอียดยิบๆ

                    “แล้วทำไมปราถะต้องไปเข้าร่างของเจ้าภูแสนในเมื่อเจ้าภูแสนเสียชีวิตไปแล้วก็เท่ากับหมดวาระอายุขัยในกายหยาบของตัวเอง”ปู่นาคยิ้มให้กับสิ่งที่อลินตาสงสัยและแน่นอนว่าจะต้องซักเอาคำตอบให้จงได้เพราะปู่นาครู้ดีว่าอลินตาทำอะไรย่อมต้องกระจ่างชัดจึงจะตัดสินใจทำงานในขั้นตอนต่อไป

                    ปู่นาคชอบอลินตาก็ตรงนี้ตั้งแต่ที่ดาราราย แม่ของอลินตาคลอดอลินตาออกมาใหม่ๆ เธอได้ทำพิธีโกนผมไฟแล้วนำเอาผมของเด็กหญิงตัวน้อยๆมาลอยอยู่หน้าถ้ำเมืองบาดาลเพื่อฝากเป็นลูกหลานของพญานาคราชกาลครั้งนั้นปถานาคราชก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กน้อยผู้มีดวงตาเป็นสีน้ำเงินยิ่งนัก

                    หลังจากนั้นดารารายก็พาอลินตามาพบปู่นาคบ่อยครั้งจนกระทั่งดารารายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ปู่นาคจึงได้เลี้ยงดูอลินตาเป็นอย่างดี ด้วยการร่างแปลงของคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ตามสถานที่ที่อลินตาอยู่อาศัย แม้กระทั่งภารโรงในมหาวิทยาลัยปู่นาคก็เป็นร่างแปลงมาแล้ว แต่ปู่นาคจำต้องยอมในสัมผัสพิเศษของอลินตาที่ไม่เคยมองว่าท่านเป็นร่างแปลงของใคร นอกจากพญานาคราชผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น

                    ในสายตาของปถานาคราชอลินตามีนิสัยใจคอเด็ดเดี่ยว หนำซ้ำยังเด็ดขาดอีกด้วยเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความอ่อนโยนและเข้มแข็งไปพร้อมกัน ซึ่งหาได้ยากในคนทั่วไปอีกทั้งยังมีความยุติธรรมอย่างเต็มเปี่ยมและปถานาคราชยังรู้ดีอีกด้วยว่าคุณสมบัติเหล่านี้คือคุณสมบัติแห่งผู้นำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!

                    ดึกดื่นค่อนคืนภายในคุ้มเชียงภูแสน เจ้านางดาราสายนั่งอยู่ด้านข้างเจ้าหลวงอดิศักดิ์ส่วนเจ้านางสายบัวทิพย์นั่งอยู่อีกฝั่งของตั่งผู้เป็นพ่อและน้องสาวเจ้านางดาราสายส่งสายตาอันแสนจะสมเพชไปที่พี่สาวต่างพระมารดาของตนสภาพของเจ้านางสายบัวทิพย์ตอนนี้เหมือนครึ่งผีครึ่งคนไปเสียแล้วเจ้านางสายบัวทิพย์แสบร้อนจากการโดนพิษของไฟสีน้ำเงินซึ่งส่องประกายออกมาจากตะกรุดของอวยชัยเจ้าหลวงอดิศักดิ์มองเจ้านางสายบัวทิพย์ด้วยแววตากังวลเล็กน้อยเพราะเจ้าหลวงอดิศักดิ์ค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้านางสายบัวทิพย์โดนครอบงำจากเหล่าผีกะที่ตนเลี้ยงเอาไว้เสียแล้วแม้จะยังไม่ทั้งหมดแต่คงอีกไม่นานที่เจ้านางสายบัวทิพย์จะต้องกลายเป็นผีกะเต็มตัวเป็นแน่!

                    “องครักษ์ของเจ้าภูแสนไปได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทรงอานุภาพขนาดนั้นมาจากใคร?”เจ้าหลวงอดิศักดิ์พูดคล้ายจะรำพึงกับตัวเองเพราะเจ้าหลวงอดิศักดิ์ไม่คิดว่าจะเป็นโหรหลวงหนานเมืองอินทร์อย่างแน่นอนจากที่เคยประมือกันมาครั้งหนึ่ง แม้จะพลาดท่าถูกหนานเมืองอินทร์กำจัดผีกะหรือว่าผีปอบที่เลี้ยงเอาไว้ได้ก็ตาม

                    ในตอนนั้นเจ้าหลวงอดิศักดิ์ปล่อยผีกะตนนั้นออกมาหมายจะลองวิชาของตนเองแต่ด้วยความที่ผีกะตนนั้นหิวจนเกินไป จึงเข้าไปอักกินเครื่องในนางทาสคนหนึ่งในตำหนักของเจ้านางดาราสายผู้เป็นบุตรสาวตนเองและเหตุการณ์กำจัดผีกะในครั้งนั้นทำให้โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ได้เป็นโหรหลวงแทนหมอธรรมคำหอมอันเป็นอาจารย์ของเจ้านางละอองทอง

                    กระนั้นกาลต่อมาหลายต่อหลายครั้งที่เจ้าหลวงอดิศักดิ์แอบทดลองปล่อยผีกะออกมาอีกโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันหลายครั้งซึ่งพลังแต่ละครั้งที่ปล่อยออกมาสู้กับผีกะก็ไม่สามารถเผาผลาญผีกะได้ถึงเพียงนี้ แค่ตะกรุดอันเดียว มีฤทธิ์ถึงเพียงนี้ เจ้าของตะกรุดย่อมต้องไม่ธรรมดา!

                    “อานุภาพมันมากมายแม้กระทั่งผีกะอาคมที่ข้าเลี้ยงไว้ก็ไม่สามารถจะต้านทานพลังมันได้เจ้าพ่อ” เจ้านางสายบัวทิพย์พูดด้วยอาการปากคอสั่นและนั่งลูบไล้แขนของตัวเองที่แดงเป็นปื้น แค่ดูก็รู้ว่าคงจะทรมานจากตะกรุดนั่นอยู่ไม่น้อยส่วนผีกะนั้นก็ไหม้เป็นจุลจนต้องหลบเข้าไหดินอันเป็นที่เก็บผีกะของเจ้านางสายบัวทิพย์และคงจะต้องลงคาถาอาคมใหม่เพื่อให้พลังของผีกะตนนั้นฟื้นคืนมาดังเดิมแน่นอนว่าจะต้องเสียเวลาอยู่นานโขเชียวล่ะ กระนั้นเจ้านางดาราสายที่นั่งอยู่ในวงสนทนาก็หาได้ใส่ใจไม่แต่กลับห่วงไปอีกเรื่อง

                    “ถ้ายายแก่ผีกะนั่นบาดเจ็บคืนพระจันทร์วันดับจะมีผีกะตัวไหนมาเลียหน้าข้าให้งดงามขึ้นได้” เจ้าหลวงอดิศักดิ์หันมามองหน้าบุตรสาวองค์เล็กที่ตนรักกว่าบุตรสาวองค์โตด้วยสายตาตำหนิแม้ว่าเจ้าหลวงอดิศักดิ์จะให้ความรักแก่เจ้านางดาราสายมากกว่าเจ้านางสายบัวทิพย์แต่ทว่าความรักแต่ตัวเองของเจ้านางดาราสายนั้นก็ทำให้เจ้าหลวงอดิศักดิ์ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นักเพราะเจ้าหลวงอดิศักดิ์เห็นถึงลางบางอย่างที่ไม่ใคร่จะน่าพึงใจเท่าไหร่

                    อีกอย่างผีกะที่เจ้านางสายบัวทิพย์บุตรสาวองค์โตเลี้ยงไว้มันคงจะค่อยๆ กลืนกินดวงวิญญาณของเจ้านางสายบัวทิพย์ไม่มากก็น้อย เพราะถึงแม้ว่าอาคมนั่นจะทำลายผีกะแต่มันก็กระทบมาถึงเจ้านางสายบัวทิพย์โดยตรงเช่นกัน เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เจ้าหลวงอดิศักดิ์ก็เอ่ยปากตำหนิเจ้านางดาราสายออกมาตรงๆ

                    “เจ้าหยุดพูดเรื่องไร้สาระพวกนั้นก่อนดาราสาย”เจ้าหลวงอดิศักดิ์พูดพร้อมปรายตาไปทางเจ้านางดาราสายเจ้านางดาราสายเห็นเจ้าพ่อของตนจริงจังกว่าที่คิดก็เงียบนิ่งอย่างขัดใจ

                    “พ่ออยากจะรู้ว่าระหว่างที่เจ้าอยู่ที่นี่มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าภูแสนและองครักษ์ของพระองค์บ้างหรือไม่?”เมื่อโดนเจ้าหลวงอดิศักดิ์ติดเบรกหัวแทบจะคะมำเจ้านางดาราสายก็จำต้องหุบปากของตน แต่สีหน้าแสดงออกว่าไม่ค่อยพอใจเจ้าพ่อตนเท่าไหร่นักส่วนทางเจ้านางสายบัวทิพย์ที่นั่งอยู่อีกฝั่ง แม้จะทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดแต่ก็แอบยิ้มเยาะด้วยความสาใจเพราะที่ผ่านมาเจ้านางดาราสายไม่ค่อยมีใครจะเอ่ยปากตักเตือนได้เลยถ้าไม่ใช่เจ้าหลวงอดิศักดิ์

                    “เท่าที่ลูกสังเกตก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเจ้า”เจ้าหลวงอดิศักดิ์แห่งเมืองบัวทิพย์ลุกจากตั่งที่นั่งแล้วเดินไปมาคล้ายครุ่นคิด ก่อนเอ่ยถามขึ้นอีก

                    “แล้วเจ้าภูแสนเคยออกไปไหนมาไหนที่ไกลๆบ้างรึไม่?” เจ้านางดาราสายทำท่าคิดสักครู่ก็นึกออก

                    “ใช่ๆลูกนึกออกแล้วเจ้าพ่อ เจ้าภูแสนเคยเสด็จเข้าป่ายวม ก่อนจะกลับลงมาพร้อมกับพวกที่เข้าไปลักลอบเอาของป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตหนึ่งในนั้นมีนักโทษชื่อว่ายาติ่นที่ยังโดนจองจำอยู่ในคุกท้ายวังด้วยหนาเจ้าอีกอย่างตำหนักส่วนพระองค์ของเจ้าภูแสนมีงูตัวใหญ่อยู่ในตำหนักด้วยเจ้า” เจ้านางดาราสายไม่เล่าเหตุการณ์อันน่าอับอายอันเป็นเรื่องจริงให้เจ้าพ่อของตนฟังซ้ำอีกเพราะได้เล่าเรื่องทั้งหมดผ่านจดหมายไปแล้ว ซึ่งแน่นอนในจดหมายก็มีการเติมสีตีไข่ไปไม่น้อยเชียวล่ะ...

    คล้ายกับเรื่องอลินตา... หมอผีข้ามภพ ที่คุณอ่าน