สืบสู้ผี ภาค 1-3

    46 รูปโฉมที่ประหลาด ?

      ใบหน้าของมูติชาห์หาได้มีความผิดปกติหรือพิกลพิการแต่อย่างใดจนถึงกับให้พวกเราต้องตกตะลึงไม่ แต่ทว่าใบหน้าของเขานั้นกลับดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง... ใช่แล้วสวยงามเป็นอย่างยิ่งและสวยงามเกินกว่าจะเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง และสิ่งนี้นั่นเองที่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราต้องตกตะลึงกันอย่างไม่คาดคิด...!
     ก็แล้วใครจะไปคาดคิดกันล่ะ ว่าผู้ชายคนที่เพิ่งจะปรากฏตัวได้เพียงไม่นานและยังเป็นบุตรแห่งท่านจ้าวแห่งมิตทราห์อะไรนั่น จะมีใบหน้าที่สวยงามหมดจดราวกับไม่ใช่ใบหน้าของผู้ชายเช่นนี้
    อีกทั้งใบหน้าที่เรียวสวยและมีปลายคางแหลมกลมมนที่เป็นฐานที่ตั้งของดวงตาคู่สวยที่แฝงไปด้วยความดุดื้อนี้ดูยังไงมันก็ช่างขัดแย้งกับลักษณะของการแสดงออกและการกล่าววาจาเมื่อในคราวที่ยังสวมหัวหรือหน้ากากปิศาจอยู่ไม่น้อย... ?
     แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ผู้เป็นบิดาของเขานั่นมากที่สุดก็คือสีผิวของเขาที่ดูค่อนข้างเข้มราวกับทองแดง และสีของในตาสีขาวที่ได้กลายเป็นสีฟ้าเช่นเดียวกัน
     แล้วมูติชาห์ก็ขมวดหัวคิ้วอันโก่งสวยเข้าหากัน "มีสิ่งใดผิดปกติบนใบหน้าของข้าอย่างงั้นหรือ...?" เสียงคำถามนั้นกลับดูห้าวห้วนเหมือนในตอนแรกที่เราได้ยิน และผมก็ไม่อาจจะวิเคราะห์ได้ว่านี่เป็นเสียงของผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่...?
     พวกเราที่เหมือนยังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึงกันยังไม่สร่างรีบหันมามองกันไปมาและต่างก็กระพริบตากันปริบๆ
     "เอ่อ... ก็ไม่มีอะไร..." ผมอดยกมือขึ้นมาเกาหัวไม่ได้ "คือผมเพียงแต่..."
     "พวกท่านอาคันตุกะที่เพิ่งจะมาปรากฏกันที่นี่ คงจะสงสัยกันว่าบุตรของข้าผู้มีนามว่ามูติชาห์ผู้นี้ จะเป็นชายหรือหญิงกันแน่กระมัง ?" ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์กลับอ่านปฏิกิริยาของพวกเราออก
     "พวกเจ้าเหล่าทหารหาญแห่งชนเผ่ามิตทราห์...!" ท่านจ้าวหันหน้ากลับไปทางกลุ่มคนที่ยังยืนเรียงแถวเป็นหน้ากระดานอยู่ริมฝั่งน้ำนั้น "จงถอดหน้ากากอสูรพวกนั้นออกมาเถอะ !"
     สิ้นคำสั่ง เหล่ากลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าทหารหาญ ก็พร้อมใจกันถอดหัวปิศาจหรืออสูรนั่นออกมาทันที
     แต่ถ้าหากว่าครั้งนี้จะเป็นความตะลึง ก็คงจะน้อยกว่าครั้งเมื่อมูติชาห์ได้ถอดหัวปิศาจของตัวเองออกมาพอควร
     เพราะเมื่อกลุ่มทหารราวๆเกือบสามสิบคนของท่านจ้าวได้ถอดหัวปิศาจออกมาก็กลับมีใบหน้าที่เรียวเล็กจนแทบจะมองไม่เห็นกรามทั้งสองข้างเหมือนกัน ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายทั่วไปในโลกของเรานั้น ก็น้อยนักที่จะมีรูปหน้าเช่นนี้
    ส่วนสีผิวและดวงตานั้นก็มีสีฟ้าที่ในส่วนที่เป็นตาขาวเช่นเดียวกับท่านจ้าวและมูติชาห์
     แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันแปลกๆและยังไงก็ดูเหมือนว่ามันจะมีความต่างระหว่างมูติชาห์กับพวกทหารของท่านจ้าวอยู่ดี...
     และที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ในระหว่างที่พวกเราค่อนข้างที่จะตะลึงกันอยู่นั้น ผมกลับบังเอิญเห็นสิงห์ยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลสนัยประหลาดๆซะจนน่าแปลกอีกด้วย...?
     "คงเห็นกันแล้วสินะ..." ท่านจ้าวกล่าวขึ้นอีก "ว่าชาวเผ่ามิตทราห์ของเรานั้นมีรูปใบหน้าที่แตกต่างจากชาวโลกอย่างพวกท่านพอควร และพวกท่านคงจะมิได้ติดใจสงสัยอะไรกันอีกต่อไปกระมัง...?" ท่านจ้าวกล่าวแล้วก็กวาดสายตามองพวกเรา
     "ผมมีข้ออยากถาม..." พี่เมฆพูดขึ้น
     "ว่ามาเลยท่านอาคันตุกะหน้าประหลาด ?" ท่านจ้าวพยักหน้ายิ้มๆให้พี่เมฆ แต่ผมกับไอริณรีบหันควับไปมองพี่เมฆทันที อดสงสัยไม่ได้ว่าท่านจ้าวเรียกเล่นๆหรือรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
     พี่เมฆเกาคางเหมือนเขินๆนิดหนึ่ง "ผมอยากถามว่า การที่บุตรของท่านที่ชื่อ 'หมูตื่นช้า'(มูติชาห์)' อะไรนี่กับพวกทหารของท่านนั้นต้องใส่หัวปิศาจพิลึกๆนั่น ก็คงเพราะต้องการจะอำพรางหน้าตาอันละอ่อนของพวกท่านไว้ใช่ไหม ? พูดง่ายๆว่าหน้าตาของพวกท่านมันคงใช้ข่มขวัญศัตรูของพวกท่านไม่ได้ใช่ไหมก็เลยต้องหาอะไรโหดๆมาแต่งเสริมใช่หรือเปล่า...?"
     เสียงปรบมือสามครั้งช้าๆดังมาจากมูติชาห์ "นี่เป็นคำถามและข้อสงสัยที่ดี...! แต่คราวหลังอย่าล้อชื่อข้า บอกอีกครั้งชัดๆนะ ชื่อของข้าคือ มูติชาห์ บุตรท่านจ้าวแห่งมิตทราห์...!"
     พี่เมฆตีหน้าเลี่ยนและแอบยักคิ้วให้ผมกับไอริณแถมพึมพำหน่อยนึงว่า "แซวคืนบ้างก็ไม่ได้..."
     มูติชาห์ทำเหมือนไม่ได้ยิน "ข้าจะตอบข้อสงสัยในเรื่องหน้ากากอสูรที่ข้าและพวกทหารต้องเอามาสวมใส่กันนี้ว่า ไม่ใช่เพื่อจะใช้อำพรางหน้าตาหรือเพื่อที่จะข่มขวัญศัตรูหรือใครที่หน้าตามันเลวร้ายกว่า แต่จุดประสงค์ในการใส่หัวอสูรนี้ไว้ก็คือ หากพวกเราสวมมันไว้มันจะช่วยขับไล่ศัตรูที่เป็นพวกที่ติดเชื้ออสูรดำได้ง่ายโดยที่ไม่ต้องออกแรงเท่าไรนัก...!"
     อะไรกัน... ? ใส่สิ่งนั้นไว้เพื่อใช้ขับไล่พวกที่ติดเชื้ออสูรดำงั้นรึ ? คำตอบที่ฟังดูน่าหัวเราะของมูติชาห์ไม่ได้ทำให้ผมเมคเซนส์เอาซะเลย...?
     "มูติชาห์เขาพูดถูกแล้ว..." ท่านจ้าวพยักหน้าเบาๆ "ผู้ที่ติดเชื้ออสูรดำอย่างที่พวกท่านเพิ่งจะได้เห็นกันนี้ จะสูญเสียจิตและวิญญาณของตัวเองไปทีล่ะเล็กล่ะน้อย จนในท้ายสุดจิตและวิญญานชั้นต่ำของอสูรดำจะเข้าควบคุมร่างนั้นไว้ทั้งหมด แต่สิ่งที่จิตของอสูรดำยำเกรงหรือหวาดกลัวที่สุดก็คือ 'อูราณห์อสูรเขาคู่' ที่อยู่ในตำนานเรื่องเล่าอันเก่าแก่ของดินแดนแถบนี้ทั้งหมด..."
     ไอริณขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน"แต่การแต่งแบบนี้ มันก็แค่..."
     "ก็แค่แต่งหลอก...!" มูติชาห์พูดขึ้นอีก "ก็ใช่... ที่พวกเราแต่งเป็นการแต่งหลอก ลำพังการสวมหัวปลอมของปิศาจสักหัว ไม่ได้ทำให้เราๆท่านๆที่ยังมีสติดีหวาดกลัวได้หรอก แต่... แต่จิตอสูรต่ำๆของพวกอสูรดำนั้นมันแยกแยะไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ มันแค่เห็นสัญลักษณ์ที่เป็นเขาสองเขาอยู่ข้างหน้ามัน มันก็จะหวาดกลัวซะจนแทบทำอะไรไม่ถูก และหลังจากนั้นพวกเราก็สามาถที่จะจัดการกับพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็นนักด้วยธนูของพวกเรา..."
     อา... เมื่อจบคำอธิบายของมูติชาห์ตอนนี้แล้ว ผมก็ได้ถึงบางอ้อในเรื่องของการสวมหัวปิศาจประหลาดๆของพวกเขาแล้ว... ผมหันไปมองหน้าไอริณ เห็นเธอหันมาทางผมอย่างยิ้มๆพอดี ก่อนที่จะพูดเสียงเบาๆพอให้ผมกับพี่เมฆได้ยิน
     "มันคงจะเหมือนกับที่ พวกฮวงจุ้ยที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆในโลกเรา ที่สามารถใช้ไล่หรือสกัดวิญญาณร้ายต่างๆนั้นได้ไงล่ะพี่กิต"
     แล้วท่านจ้าวก็เดินไปริมฝั่งน้ำ สายตาของเขาพลันเหม่อมองข้ามเนินเดินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของธารน้ำไป
     "พวกเราชาวเผ่ามิตทราห์ที่จริงแล้วเป็นพวกรักสันติและเป็นนักรบไปในเวลาเดียวกัน..." ท่านจ้าวกล่าวเนิบๆ "แม้ว่าหลังเนินดินข้างหน้านี้ไปไม่ไกลจะเป็นดินแดนที่ไม่ใช่ดินแดนแต่ดั้งเดิมของพวกเราเหมือนอย่างเมื่อในครั้งอดีต แต่พวกเราก็ยังมีภาระกิจที่สำคัญที่จะต้องคอยคุ้มครองสิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งให้อยู่รอดปลอดภัยจากสิ่งที่ชั่วร้ายที่มีมากกว่าหนึ่งเผ่าพันธ์..."
     "พ่อจ้าว.." มูติชาห์เอ่ยขึ้นทันที "ท่านจะไว้วางใจคนพวกนี้โดยเล่าถึงสิ่งนั้นให้พวกนี้ฟังเหรอ...? พวกนี้น่ะ เป็นแค่พวกคนเถื่อนที่มาจากโลกแค่นั้นเองนะ ? ดีไม่ดีพวกมันอาจจะหักหลังหรือเป็นสายของพวกศัตรูมาแต่แรกแล้วก็ได้นะพ่อจ้าว ?"
     ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์โบกมือลง "เจ้าลืมซะแล้วรึ... ว่าผู้ที่ได้เดินทางมาพร้อมกับเจ้าชายสิงหโรจน์ย่อมจะเป็นคนร้ายชั่วช้าไปไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เจ้าชายก็จะรู้ได้ทันที..."
     มูติชาห์อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นสายตาของเขาก็เบนไปหาสิงห์ในร่างนุช และสิงห์เองนั้นก็พยักหน้าให้เขาเหมือนเป็นการรับรองรับประกันในสิ่งที่ท่านจ้าวได้พูดเมื่อกี้
     "งั้นก็... แล้วแต่พ่อจ้าวเถอะ..." มูติชาห์กล่าวด้วยเสียงที่เบาลง
     ท่านจ้าวหันกลับมาทางพวกเรา ส่ายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สิงห์อยู่ชั่วครู่แล้วกวาดตามองพวกเราที่เหลืออีกครั้ง
     "ในอดีตพวกชนเผ่าเรามีอารยธรรมที่รุ่งเรืองอยู่ในดินแดนอีกดินแดนหนึ่งที่ไม่ใช่ในดินแดนที่อยู่ในผืนภิภพที่เป็นชายขอบนรกแบบนี้" ท่านจ้าวเล่าเรื่องขึ้นอย่างเนิบๆ "ในดินแดนนั้นอยู่ไม่ไกลกับดินแดนที่เป็นอณาจักรวาณิการ์ของเจ้าชายสิงหโรจน์ซึ่งขณะนั้นถูกปกครองด้วยราชาผู้เป็นบรรพบุรุษของเขา พวกเราทั้งสองอณาจักรต่างมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันมาช้านาน แม้จะมีข้อพิพาธเล็กๆน้อยบ้างในบางครั้งแต่ก็เพียงไม่นาน จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีสิ่งที่ชั่วช้าสามานย์และมีอำนาจอันแรงกล้าอย่างหนึ่งได้เข้ามาสร้างความปั่นป่วนจนกระทั้งกลายเป็นความพินาศของอณาจักรเราในภายหลัง อำนาจแห่งความชั่วเหล่านั้นได้ทำให้ประชากรในอณาจักรของเราต้องล้มตายลงไปเป็นจำนวนมากราวกับถูกเชื้อโรคร้ายบางอย่างกลืนกินไปอย่างทวีคูณ..."
     "แม้ว่าต่อมาเราจะได้รับการช่วยเหลือจากราชาแห่งวาณิการ์ทั้งด้านกำลังและอาวุธ แต่นั่นก็ไม่สามารถจะยับยั้งความพินาศที่ได้เกิดขึ้นกับอณาจักรของเราลงได้ไม่"
     "และในที่สุดดินแดนอันเป็นบ้านเกิดของเรานั้นก็ได้ตกเป็นของศัตรูผู้ชั่วร้ายเหล่านั้นไปจนได้ในวันหนึ่ง แต่ทว่าก่อนที่ความชั่วร้ายของพวกมันจะกระจายแผ่ออกไปยังดินแดนอื่นๆที่อยู่ในทวีปเดียวกัน ราชาแห่งวาณิการ์กับราชาแห่งมิตทราห์ในขณะนั้นก็ได้ร่วมมือกันสังหารศัตรูไปได้เป็นจำนวนมาก และได้ค้นพบเงื่อนปมในการรุกรานของพวกศัตรูที่มาจากนอกทวีปของพวกเราว่า พวกมันมีเป้าหมายอยู่ที่ของบางสิ่งที่อยู่ภายใต้มหาวิหารศักดิ์สิทธิแห่งอณาจักรมิตทราห์ของพวกเรา...!"
     "และของสิ่งนั้นต่อมาก็กลายเป็นของสำคัญอันสูงสุดที่พวกเราต้องปกป้องไว้ให้ได้ด้วยชีวิตของพวกเราทั้งหมด เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ถ้าศัตรูตัวเอ้ของพวกเราได้สิ่งนี้ไปไว้ในครอบครอง เมื่อนั้่นล่ะที่พวกศัตรูก็สามารถที่จะเปลี่ยนดินแดนทั้งทวีปของเราให้กลายเป็นขุมนรกที่แท้จริงไปได้ในทันที และเมื่อนั้นพวกเราก็จะสูญเสียอณาจักรอันเป็นบ้านเกิดของเราไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืนอย่างแน่นอน.."
     "ราชาทั้งสองราชาแห่งมิตทราห์และวาณิการ์ได้ร่วมกันช่วยขนย้ายของที่สำคัญสิ่งนั้นออกมาด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดก็ได้นำสิ่งนั้นมาเก็บรักษาไว้ที่ดินแดนอันเป็นยอดเขาแห่งนี้ซึ่งอยู่คนละทวีปหรือต่างมิติกับทวีปของเรา โดยได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของมหาดาบสท่านหนึ่งที่ล่วงรู้ถึงแผนการอันชั่วช้าและเป้าหมายอันสูงสุดของเจ้าศัตรูตัวร้ายที่แท้จริง..."
     ฟังถึงตรงนี้แล้ว หรือว่า... ของสิ่งนั้นอาจจะเกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับไอ้ 13 กุญแจเปิดนรกอะไรนั่นด้วยกระมัง ผมหันไปสบตากับไอริณและพี่เมฆที่ต่างก็มีสีหน้าสงสัยแบบเดียวกันในขณะที่มีจันเพียงคนเดียวที่ยืนทำหน้าเหรอหราอย่างงวยงงอยู่คนเดียว
     แล้วไอริณก็อาศัยจังหวะช่วงนี้ถามขึ้นมา "ของสำคัญที่ทั้งสองอณาจักรต่างก็ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดและคอยปกป้องด้วยชีวิตนั้น หรือว่าจะเป็น กุญแจแปลกๆดอกหนึ่ง ใช่หรือไม่คะท่านจ้าว...?"
     ท่านจ้าวเปลี่ยนสายตาไปจับจ้องที่ไอริณพรางยิ้มที่มุมปาก "นับว่าพวกท่านได้รู้เห็นเรื่องของดอกกุญแจพวกนั้นอยู่บ้างแล้ว... แต่ว่า สิ่งที่เรากำลังปกป้องอยู่นี้หาใช่ดอกกุญแจประหลาดพวกนั้นไม่..."
     อะไรกัน...? ไม่ใช่เป็นพวกดอกกุญแจดอกไหนดอกหนึ่งหรอกรึ...? ผมรู้สึกผิดคาดพอควร แล้วสิ่งนั้นมันคืออะไรกันล่ะนี่...?
     ท่านจ้าวกวาดสายตามองพวกเราทั้งหมดอีกครั้ง
     "ของสำคัญสิ่งนั้น มันก็คือ... ประตูศิลาที่มีช่องใส่ดอกกุญแจที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่เราได้เคยเห็นกันมา...!"
     อะไรนะ...! ประตูศิลาที่มีช่องใส่ดอกกุญแจที่ใหญ่ที่สุด' อย่างนั้นหรือ...?!!
     แล้วมัน... มันคือประตูศิลาอะไรกันล่ะนี่ ??!!


      (โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)