[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 198 ทำตัวไร้ประโยชน์ขนาดนี้ยังกล้ามาเป็นน้องสาวของลู่เซิ่ง? รีบตัดพี่ตัดน้องไปซะ (1)

        ลู่เซิ่งอ่าน “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ” ฉบับปรมาจารย์จนจบ

        เนื้อหาดูเป็นนามธรรมยิ่งขึ้น

        แต่โดยรวมก็ยังพอเข้าใจได้ คืออธิบายถึงวิธีเข้าสู่ “สภาวะสูญกระจ่าง” ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือก็คือระดับที่สอง

        ปัจจุบันวิชาศิลปะป้องกันตัวระดับสูงระดับสิบเอ็ดที่ลู่เซิ่งฝึกฝนอยู่สามวิชา “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ” เป็นวิชาที่เขาคาดเดาได้ยากที่สุด

        ส่วน “วิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์” และ “ทักษะสมาทานจิตแก้ว” มีแนวคิดที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา

        วิชาแรกเน้นการฝึกร่างกายอย่างต่อเนื่อง ผลักดันค่าพลังชีวิตไปจนถึงขีดสุด ร่างกายเนื้อหนังไม่ดับสูญ แม้แต่ดาวฤกษ์ก็ยังสามารถควบคุมได้ด้วยฝ่ามือ

        วิชาหลังคือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกฝนพลังจิต จากภายในสู่ภายนอก ภายในศักดิ์สิทธิ์ภายนอกแข็งแกร่ง สิ่งที่แสวงหาคือจิตวิญญาณที่เป็นอมตะ

        แต่สำหรับ “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ” จนถึงตอนนี้ลู่เซิ่งก็ยังไม่เข้าใจ

        วิชานี้แสวงหาอะไรกันแน่?

        การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และจักรวาล?

        แนวคิดนี้เป็นนามธรรมเกินไป

        ถึงแม้ว่าลู่เซิ่งจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยจาก “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ”

        การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว การเพิ่มระดับการควบคุม การเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกฝน...

        แต่เขารู้สึกเสมอว่านี่เป็นเพียงส่วนที่ตื้นเขินที่สุดของ “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ” พลังที่แท้จริงยังไม่ถูกค้นพบ

        ลู่เซิ่งพยายามค้นหาข้อมูลของหยางอี้โจว ผู้สร้าง “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ” จากคลังข้อมูลโครงการไฟเออร์ซีด

        แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงข้อมูลสั้นๆ ไม่กี่คำ

        “หยางอี้โจว ยอดฝีมือระดับสิบเอ็ด ผู้ก่อตั้งสำนักศิลปะการต่อสู้ธรรมชาติ หนึ่งในผู้นำสูงสุดของสหพันธ์ศิลปะการต่อสู้...”

        และยังมีรายงานข่าวบางส่วนเกี่ยวกับหยางอี้โจว ซึ่งไม่มีคุณค่ามากนัก

        แม้แต่รูปถ่ายก็ไม่มี

        “หรือว่าเป็นเพราะขอบเขตอำนาจไม่เพียงพอ...”

        เดิมทีลู่เซิ่งยังอยากดูข้อมูลวิดีโอการต่อสู้ของหยางอี้โจว แต่ก็หาไม่เจอ

        แต่พอคิดดูอีกที บางทีถึงหาเจอเขาก็อาจจะดูไม่ออก

        ตอนนี้เขามีความแตกต่างกับยอดฝีมือระดับสิบเอ็ดมากเกินไป

        ยอดฝีมือระดับสิบเอ็ดลงมือต่อหน้าเขา ประมาณว่าลู่เซิ่งคงมองอะไรไม่ออกสักอย่าง

        เหมือนมดบนพื้นดินมองมนุษย์เดิน เงยหน้าขึ้นได้แต่เห็นพื้นรองเท้า

        ส่วนคนเดินอย่างไรนั้น ไม่รู้อะไรเลย

        “ตอนนั้นที่ซือเซิ่งหนิงดูหวังเหอล้มก็เหมือนกัน ได้แต่เห็นหวังเหอล้ม ทำลายล้างสัตว์ประหลาดนับหมื่นๆ ตัว

        ถึงแม้จะสร้างทักษะปรมาจารย์ทศทินกรปรากฏกายออกมาได้ แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยว...หรืออาจจะไม่ถึงเศษเสี้ยวด้วยซ้ำ”

        “ในเมื่อเป็นผู้ก่อตั้งโรงศิลปะการต่อสู้ บางทีในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้รับความทรงจำของผู้ที่ฝึกฝน ‘ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ’ เหมือนกัน”

        ลู่เซิ่งทำได้เพียงหวังในสิ่งนี้

        เมื่อมาถึงจุดนี้ ความยากลำบากในการฝึกฝนวิชาศิลปะป้องกันตัวระดับสูงระดับสิบเอ็ดทั้งสามวิชาของเขาก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

        ไม่มีใครสามารถสอนลู่เซิ่งได้

        เขาทำได้เพียงพึ่งพาตัวเอง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ คลำทางไปข้างหน้า

        ยิ่งเดินไปข้างหน้าก็ยิ่งยากลำบาก

        “ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปเถอะ...”

        ลู่เซิ่งออกจาก “ทักษะการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ” ฉบับปรมาจารย์ แล้วสุดท้ายก็เปิด “ทักษะสมาทานจิตแก้ว”

        ใน “ทักษะสมาทานจิตแก้ว” ฉบับปรมาจารย์ไม่มีเนื้อหาใหม่ของวิชา แต่มีเคล็ดลับการใช้พลังจิตเพิ่มเข้ามาหนึ่งอย่าง

        “ภาพสะท้อนแห่งเจตจำนง”

        ลู่เซิ่งดูบทนำเคล็ดลับทั้งหมดจบ ก็ถึงกับตะลึงไป

        ภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงที่ว่านี้ กลับอธิบายถึงวิธีการใช้พลังจิตของตนเอง เพื่อจำลองเจตจำนงแห่งศิลปะการต่อสู้ของผู้อื่น

        “จำลองเจตจำนงแห่งศิลปะการต่อสู้ปรมาจารย์ระดับเจ็ด ระดับแปด ระดับเก้า หรือแม้แต่ระดับสิบ ระดับสิบเอ็ดได้?!”

        “ผลลัพธ์ที่จำลองออกมานั้น เกี่ยวข้องกับระดับการควบคุมพลังจิต ถ้าความสามารถแข็งแกร่งพอ ก็สามารถจำลองได้อย่างสมบูรณ์แบบ!”

        ลู่เซิ่งตกใจ

        นี่ต้องเป็นอัจฉริยะ หรือคนบ้าแบบไหนกันถึงมีความคิดแบบนี้ได้

        แต่พอคิดถึง “คัมภีร์ส่องจิตทุคติราชัน” ที่มาก่อนหน้าแล้ว ภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงที่ว่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

        “ทำไมรู้สึก...เหมือนกับพื้นที่แห่งความฝันเลย”

        ลู่เซิ่งดูคำอธิบายวิชาภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงอย่างละเอียดหลายรอบ ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก

        “มีความเป็นไปได้ไหมว่า พื้นที่แห่งความฝันที่ฉันอยู่ตอนนี้คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นตามภาพสะท้อนแห่งเจตจำนง

        ผู้คนในโลกแห่งศิลปะการต่อสู้ในอนาคตอีกหนึ่งหมื่นปีได้ตายไปแล้ว สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่แห่งความฝันในตอนนี้ ล้วนเป็นร่างแยกที่จำลองมาจากช่วงที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่?

        ดังนั้นซอมบี้ระดับปรมาจารย์ที่ฉันล่าในพื้นที่แห่งความฝัน สามารถสืบทอดเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ...

        แล้วค่าพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้จะอธิบายได้ยังไง?”

        ลู่เซิ่งยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสับสน

        เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังสัมผัสขอบของความจริงบางอย่าง แต่ข้อเท็จจริงซับซ้อนกว่าที่เขาคิดมาก จนตอนนี้ต่อหน้าเขาก็เหมือนมีหมอกหนาทึบ

        ปัดก็ไม่ออก มองก็ไม่เห็น

        สุดท้ายลู่เซิ่งทำได้เพียงเลือกที่จะยอมแพ้ชั่วคราว

        เนื้อหาฉบับปรมาจารย์ของวิชาศิลปะป้องกันตัวระดับสูงระดับสิบเอ็ดทั้งสามได้ดูจบหมดแล้ว

        พูดตามตรง ลู่เซิ่งรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

        ไม่มีเคล็ดลับที่สร้างขึ้นโดยยอดฝีมือระดับสิบเอ็ดอย่างที่เขาคิด มีเพียงภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงที่ถือว่าเป็นเคล็ดลับ

        และความช่วยเหลือที่พื้นที่แห่งความฝันสามารถมอบให้ได้ก็ซ้ำซ้อนกัน ประโยชน์จึงไม่มากนัก

        “บางทีตั้งแต่แรกฉันก็คิดมากเกินไป

        ปรมาจารย์ระดับเจ็ด ในสามร้อยปีแห่งศิลปะการต่อสู้ถือว่าเป็นยอดฝีมือ

        แต่ในอนาคตหนึ่งหมื่นปี โดยเฉพาะในสายตาของปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งอย่างระดับสิบเอ็ด นี่อาจจะจุดเริ่มต้นและขั้นตอนการวางรากฐาน...”

        ลู่เซิ่งถอนหายใจ แล้วออกจากพื้นที่แห่งความฝัน

        ...

        ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง

        ลู่เซิ่งลุกจากเตียง เดินไปที่ตู้เย็นในห้อง เปิดประตูตู้เย็นด้านล่าง แล้วหยิบน้ำลายมังกรทองมาดื่มเหมือนเครื่องดื่ม

        “หนึ่ง สอง สาม สี่...”

        ตอนหยิบออกมาลู่เซิ่งนับดู พบว่าน้ำลายมังกรทองเหลือแค่ห้าขวด

        พอคิดถึงว่าตัวเองกวาดล้างมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่ง เจ้าหน้าที่ทางจ้าวคังไท่น่าจะรีบดำเนินการมอบรางวัลลงมา ลู่เซิ่งก็ไม่กังวลแล้ว

        ฝึกฝนท่าทางขั้นที่สองของกายทองอมตะในห้องศิลปะการต่อสู้ชั้นหนึ่ง จนกระทั่งตัวยาของน้ำลายมังกรทองถูกดูดซับจนหมด

        ตอนนี้ท้องฟ้าก็สว่างจ้า พระอาทิตย์ส่องแสง

        ลู่เซิ่งหยุดฝึก ปล่อยให้เหงื่อบางๆ เกาะตามตัว ไม่คิดจะเช็ดออกด้วยซ้ำ

        มองกำแพงตรงหน้าอย่างเหม่อลอย

        กวาดล้างมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่งได้ เพิ่มพูนอำนาจไร้เทียมทานก็ก่อตัวขึ้น ทุกอย่างที่ลู่เซิ่งวางแผนไว้ได้สำเร็จแล้ว

        สิ่งที่เขากังวลในตอนนี้ คือจะหลอมรวมเส้นทางปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์ที่เขาคิดไว้ได้อย่างไร

        เจตจำนงแห่งปรมาจารย์ไม่ใช่สิ่งที่คิดก็ออกมาได้

        ถึงแม้ว่าลู่เซิ่งจะมีเจตจำนงแห่งปรมาจารย์สามอย่างในตัว แต่สำหรับเจตจำนงแห่งศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ เขาก็ยังไม่มีเบาะแส

        “ไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงแห่งศิลปะการต่อสู้อะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการแสดงออกที่เป็นรูปธรรม...”

        เหมือนกับเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของซือเซิ่งหนิงคือดวงอาทิตย์ เจตจำนงแห่งหอกปักษานรกานต์เยือกแข็งของจ้าวเหลิงเสวียนคือปักษาจิตเยือกแข็ง เจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของสือเว่ยคือยอดพระพุทธองค์ทรงเสถียร

        ลู่เซิ่งคิดอยู่เสมอว่า เส้นทางปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์ของเขาควรมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

        เขาคิดไม่ออก

        ในหัวของเขามีเพียงแนวคิดที่เป็นนามธรรม

        รู้เพียงว่าศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ควรมีความสามารถอะไรบ้าง บรรลุถึงระดับใด

        แต่จะแสดงออกในรูปแบบใด...

        ว่างเปล่า

        ลู่เซิ่งครุ่นคิด จนกระทั่งเหงื่อบนตัวแห้งหมด เสื้อผ้าส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เขาถึงลุกขึ้น เลือกที่จะไปอาบน้ำก่อน

        หลังจากอาบน้ำเสร็จ ลู่เซิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสดชื่น นั่งขอบที่เตียงด้วยผมที่เปียกชื้น แล้วจ้องมองกำแพงต่อไปอย่างเหม่อลอย

        กำแพงห้องพักสะอาดขาวโพลนเหมือนสมองของเขาในตอนนี้

        “ติ๊ง”

        จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น ทำลายความคิดของลู่เซิ่ง

        ข้อความเป็นข้อความที่น้องสาวลู่ชิงเหอส่งมา มีเพียงประโยคสั้นๆ

        “พี่ หนูสอบผ่านการประเมินนักสู้ทางการระดับหนึ่งแล้ว! (ตื่นเต้น)”

        เดิมทีลู่เซิ่งอยากจะตอบกลับว่า “สู้ๆ” แต่พอคิดดูแล้ว ลู่ชิงเหอที่อยู่อีกฝั่งของโทรศัพท์คงกำลังลำพองใจอยู่ไม่น้อย

        “ต้องสาดน้ำเย็นใส่เธอหน่อย”

        ดังนั้นลู่เซิ่งจึงลบคำว่า “สู้ๆ” ที่พิมพ์ไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นคำอื่นส่งไป

        “ขยะ”

        ...

        “ตอนนี้เพิ่งจะสอบผ่านการประเมินนักสู้ทางการระดับหนึ่ง พี่จะกลายเป็นปรมาจารย์ระดับเจ็ดอยู่แล้ว

        ทำตัวไร้ประโยชน์ขนาดนี้ยังกล้ามาเป็นน้องสาวของลู่เซิ่ง? รีบตัดพี่ตัดน้องกับพี่ไปซะ (เย็นชา)”

        อีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง

        จากนั้นก็มีอีโมจิระเบิด มีด อุจจาระ ถล่มทลายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

        พอนึกถึงสีหน้าที่ตื่นเต้นและยินดีของลู่ชิงเหอที่อยู่ปลายสายแข็งทื่อ เปลี่ยนเป็นคลั่ง

        ลู่เซิ่งก็รู้สึกว่าอารมณ์ที่ถูกเส้นทางปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์รบกวนนั้นสดใสขึ้นมาก

        ลู่เซิ่งคว้าโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาหรี่ตามองแสงแดดที่สาดส่องจากขอบหน้าต่างลงบนพื้นห้อง

        “ออกไปเดินเล่นดีกว่า มองแต่กำแพงก็คิดอะไรไม่ออก...”

        เมื่อลู่เซิ่งตัดสินใจเช่นนี้ ลูกน้องของเขาก็ปรากฏตัวอยู่ในลานเล็กๆ ด้านล่างแล้ว

        ลู่เซิ่งผลักประตูออกมาอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่ออกจากประตูเขาก็เปลี่ยนไปใช้ลมหายใจวายุ

        ใช้วิชาระดับหัตถากำกับเต็มที่ พุ่งตรงไปยังหน้าประตูมหาวิทยาลัย

        หลังจากกวาดล้างมหาวิทยาลัยมหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่ง ชื่อเสียงของลู่เซิ่งในมหาวิทยาลัยมหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่งก็โด่งดังเป็นพลุแตก

        ถ้าไม่อยากถูกล้อมด้วยผู้คน วิธีที่ดีที่สุดคือออกจากมหาวิทยาลัยโดยไม่ให้ใครรู้ตัว

        การเปิดเผยมีข้อดีของการเปิดเผย การเปิดเผยก็มีข้อเสียของการเปิดเผยเช่นกัน

        หลังจากออกจากประตูมหาวิทยาลัย ความเร็วของลู่เซิ่งก็ไม่ลดลง ยังคงเร่งฝีเท้า

        นักศึกษาศิลปะการต่อสู้ที่ตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายหลายคน สัมผัสได้เพียงว่ามีเงาแวบผ่านหน้าไป ราวกับมีลมพัดผ่านข้างหู

        พอกลับไปมอง ก็ได้แต่เห็นกิ่งก้านดอกไม้ที่แกว่งไปมาตามทาง

        แม้แต่เงาหลังของลู่เซิ่งก็มองไม่เห็น

        จนกระทั่งออกจากเขตมหาวิทยาลัยโดยสมบูรณ์ ฝีเท้าของลู่เซิ่งก็ค่อยๆ ช้าลง

        จากการวิ่งเหยาะๆ เปลี่ยนเป็นการเดินเล่น สุดท้ายก็เหมือนกับคนเดินถนนทั่วไป

        ตั้งแต่มาที่มหานครจิงตู ลู่เซิ่งเพิ่งจะออกมาข้างนอกเป็นครั้งแรก ได้สัมผัสชีวิตและจังหวะของเมืองนี้อย่างแท้จริง

        ช่วงเวลาเร่งด่วนของการทำงานตอนแปดเก้าโมงเช้า บนทางเท้าเต็มไปด้วยพนักงานออฟฟิศที่เดินเท้าอย่างรีบร้อน

        ลู่เซิ่งเดินสวนกระแสผู้คน ดูไม่เข้ากับทุกสิ่งรอบข้าง

        ใครก็ตามที่เดินมาข้างหน้าเขา จะเดินหลบไปด้านข้างโดยอัตโนมัติ หลีกเลี่ยงการเดินชนเขา

        สิ่งที่น่าพิศวงกว่านั้นคือ แม้แต่คนเหล่านั้นเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด

        เหมือนกับว่ารอบๆ ตัวลู่เซิ่งมีสนามพลังที่มองไม่เห็นอยู่ ซึ่งผลักดันทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่เขาออกไปโดยธรรมชาติ

        หากมองจากมุมสูงลงมา จะยิ่งสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดและความน่าตกใจของฉากนี้

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
377K 775
เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

นิยาย แฟนตาซี
106K 139
เลเวลอัพ

เลเวลอัพ

นิยาย เกมออนไลน์
738K 4984
บันทึกราชันย์เทพอสูร

บันทึกราชันย์เทพอสูร

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
2.52M 508
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
3.06M 3586
เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
2.54M 3732