ฮวาเจิ้นเซี่ยรู้สึกขายหน้าเป็นอย่างยิ่งจึงพาทุกคนกลับเข้ามาในโถงใหญ่พอพวกอิ่นซื่อเห็นของหมั้นที่วางเรียงรายอยู่ในโถงอีกครั้งก็ตาเป็นประกาย เมื่อมีของเหล่านี้ให้เปรียบเทียบพวกนางก็ยิ่งตระหนักชัด ว่าไม่เคยมีใครในแคว้นหลงลี่ที่ได้รับความใส่ใจเช่นนี้จากอ๋องเจ็ดมาก่อน
ทว่าพวกนางยังไม่ทันได้มองจนพอใจอ๋องเก้าก็เอ่ยกับฮวาเจิ้นเซี่ยที่เพิ่งเดินเข้ามา “ดูท่าว่าเมื่อครู่นี้ข้าคงเข้าใจผิดไปที่แท้ท่านกับฮวาฮูหยินไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันมานานกว่าสิบปีเช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนแล้ว”
กล่าวจบก็หันไปสั่ง“พวกเจ้า! มายกของทั้งหมดนี้ตามข้าไปที่เรือนของฮวาฮูหยิน ระวังด้วยล่ะ อ๋องเจ็ดกำชับไว้หากของหมั้นเหล่านี้ตกหล่นหรือหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว จะลงโทษอย่างหนักของทั้งหมดนี้ล้วนเป็นน้ำใจที่อ๋องเจ็ดมอบให้คุณหนูฮวาชิงเหยียน หากนางไม่ยินยอมแล้วอ๋องเจ็ดล่วงรู้ว่าผู้ใดบังอาจเก็บไว้เอง คนผู้นั้นจะต้องโดนลงโทษ”
แม้ดูเหมือนกำลังอบรมเหล่าคนใช้ทว่าแท้จริงแล้วอ๋องเก้าจงใจกล่าวให้ฮวาเจิ้นเซี่ยและคนอื่นๆ ได้ยิน
เดิมพวกอิ่นซื่อคิดจะฮุบของไว้กับตัวแต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของอ๋องเก้า อีกทั้งนึกถึงเล่ห์เหลี่ยมในอดีตของอ๋องเจ็ดแล้วก็อดลังเลไม่ได้
เหล่าองครักษ์ที่อ๋องเก้านำมาด้วยต่างทำงานว่องไวฮวาเจิ้นเซี่ยยังไม่ทันได้พูดอะไร ของหมั้นทั้งหมดก็ถูกยกออกไปและเคลื่อนย้ายตามซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงสั่งให้พ่อบ้านกำชับเหล่าคนใช้ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องในวันนี้ออกไปเด็ดขาด
อ๋องเก้าที่แลกเปลี่ยนหนังสือหมั้นหมายได้อย่างราบรื่นก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบรีบร้อนอยากกลับไปบอกข่าวดีให้อ๋องเจ็ดรู้โดยไว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอยากเล่าเรื่องตลกในวันนี้ให้ฟังด้วย และหากมีเรื่องสนุกเช่นนี้อีกเขาจะขอเป็นคนลงมือจัดการด้วยตัวเองให้ได้
แม้อ๋องเก้าจะประหลาดใจอยู่บ้างที่เห็นสภาพเรือนของพวกซูซื่อเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงท่าทีของฮวาเจิ้นเซี่ยที่มีต่อพวกนางก็ทำให้เขาพอจะเข้าใจสถานการณ์ จึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป
ระหว่างนั้นบ่าวตระกูลฉางก็นำตั๋วเงินหนึ่งล้านตำลึงทองมามอบให้สองแม่ลูกคู่นี้เมื่ออ๋องเก้าเห็นซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์รับไว้ด้วยสีหน้าราวกับฝันก็แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
แต่เขาเป็นถึงอ๋องเก้าจะเสียมารยาทต่อหน้าคนนอกเช่นนี้ไม่ได้ หลังพูดคุยกับซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์พักหนึ่งก็หารือเรื่องที่อ๋องเจ็ดจะสมรสกับฮวาชิงเหยียนในวันที่เก้าเดือนหก
ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ตกใจไม่น้อยคิดไม่ถึงว่าอ๋องเจ็ดจะรักเหยียนเอ๋อร์ของตนถึงเพียงนี้เพิ่งจะหมั้นหมายกันไม่ทันไร ก็รีบร้อนจะแต่งเข้าจวนเสียแล้วทว่าเมื่อได้ยินว่าเป็นความสมัครใจของฮวาชิงเหยียนเองพวกนางก็ไม่มีเหตุผลให้คัดค้าน
เมื่อเรื่องแต่งงานจัดการเรียบร้อยดีแล้วซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษก็รั้งตัวอ๋องเก้าไว้เพื่อเลี้ยงอาหารมื้อหนึ่ง
แม้เป็นเพียงอาหารเรียบง่ายแต่บรรยากาศกลับอบอุ่นยิ่งนัก
หลังอ๋องเก้ากินเสร็จแล้วถึงค่อยเดินนำคนติดตามกลับออกไป
จวนรัชทายาท
เมื่อผู้ดูแลกลับถึงจวนก็ไม่ได้หยุดพักรีบไปรายงานเรื่องในวันนี้ให้รัชทายาททราบทันที
หลังจวินอู๋ชิงฟังจบก็ขมวดคิ้วแน่น “เจ้าบอกว่าอ๋องเจ็ดไปสู่ขอฮวาชิงเหยียนหรือ เขาคิดอะไรอยู่กัน”
ผู้ดูแลซึ่งเม็ดเหงื่อผุดจนเต็มหน้าผากถึงกับชะงักไปชั่วครู่พลางคิดในใจ
นี่ใช่เวลามางุนงงเรื่องอ๋องเจ็ดไปขอคนอื่นหรือประเด็นควรอยู่ที่คุณหนูฮวาเย่ว์โหรวเพิ่งปฏิเสธการหมั้นหมายสิ!
จวินอู๋ชิงไม่รอฟังคำตอบเอ่ยต่ออย่างขบขัน “แต่ก็ดียิ่งนัก ต่อให้เขาจะเคยเก่งแค่ไหน ตอนนี้กลับกลายเป็นคนพิการคงมีแต่ฮวาชิงเหยียนผู้นั้นที่ยอมแต่งให้ ยังดีที่เป็นข้าเองที่วางหมากจับคู่อ๋องเจ็ดกับฮวาชิงเหยียนไว้ตั้งแต่แรก!”
เมื่อนึกถึงฉากที่ตนวางแผนให้อ๋องเจ็ดกับฮวาชิงเหยียนลอบคบชู้กันจวินอู๋ชิงก็รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง
ผู้ดูแลที่ยืนฟังเจ้านายพูดคนเดียวเงียบๆเช็ดเหงื่อแล้วเอ่ยเตือน “แล้วเรื่องแต่งงานของท่านกับคุณหนูฮวาเย่ว์โหรว...”
จวินอู๋ชิงไม่สนใจที่ฮวาเย่ว์โหรวปฏิเสธเลยแม้แต่น้อยเขาโบกมือพลางเอ่ย “หากนางบอกว่าสินสอดน้อยไป เช่นนั้นก็เพิ่มเป็นสองเท่า!”
เขาหาได้สนใจเรื่องทรัพย์สินเงินทองไม่การได้สมรสกับนักหลอมโอสถผู้อนาคตไกลในแคว้นหลงลี่ก็นับว่าคุ้มค่าแล้วและสิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ นางตั้งครรภ์ลูกของเขาต่อให้นางไม่ยินยอมเพียงใดก็มิอาจปฏิเสธได้
ผู้ดูแลมองจวินอู๋ชิงอย่างลังเลเห็นชัดว่าเขายังไม่รู้ว่าสมบัติในคลังเหลือน้อยมากหากจะเพิ่มสินสอดเป็นสองหรือสามเท่าก็ไม่ต่างกับยกของในคลังออกไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อคิดถึงของหมั้นที่อ๋องเจ็ดส่งมาผู้ดูแลก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงรับคำสั่งแล้วถอยออกไป
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าในช่วงเวลาที่นางไม่อยู่เรือน มารดากับพี่ชายได้ตกลงเรื่องสำคัญแทนนางไปแล้ว
เพิ่งผ่านยามเว่ย[1]ไปได้ไม่นานอีกทั้งเมื่อฮวาชิงเหยียนเห็นว่าบริเวณแผงของของตนเริ่มมีเงาโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามทอดลงมาบังแดดพอดีจึงหิ้วเก้าอี้ออกไปนั่งที่หน้าแผงอย่างสบายใจ
วันนี้ฮวาชิงเหยียนกินอาหารกลางวันที่ร้านโอสถเทียนชิงพวกต้าโถวต่างกระตือรือร้นยิ่งนักถึงขั้นขอให้ผู้ดูแลร้านหลินไปสั่งสำรับที่เลื่องชื่อที่สุดจากโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามมาให้นาง
ผู้ดูแลร้านหลินรู้สึกว่าคนที่ตนจ้างมาเริ่มเข้าข้างคนนอกมากขึ้นทุกทีหากไม่ใช่เพราะทั้งสี่คนคล่องแคล่วว่องไว พูดจาเก่ง เขาคงเปลี่ยนคนใหม่ไปแล้วแต่เมื่อคิดถึงฝีมือปรุงโอสถของฮวาชิงเหยียนเขาจึงจำใจยอมให้ต้าโถวไปสั่งอาหารจากโรงเตี๊ยมมา
ฮวาชิงเหยียนเพิ่งนั่งลงที่แผงได้ไม่นานบรรยากาศรอบตัวก็ค่อยๆ คึกคักขึ้น
มองเพียงแวบเดียวนางก็รู้ทันทีว่าคนที่มามุงดูส่วนใหญ่คือกลุ่มเดียวกับเมื่อวานจุดประสงค์ของพวกเขาชัดเจนต่างพากันมารอดูว่าโอสถที่นางให้ไปนั้นจะใช้กับหลัวชิงได้ผลจริงหรือไม่
ฮวาชิงเหยียนเองก็รอหลัวชิงอยู่เช่นกัน
ผ่านไปครึ่งก้านธูปชายหนุ่มเครารกรุงรังนามว่าหลัวชิงก็มาถึงเขาเดินพุ่งตรงมายังแผงของฮวาชิงเหยียนด้วยท่าทางหุนหันพลันแล่น
รูปร่างเขาสูงใหญ่ฝีเท้าหนักแน่น อีกทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธพอเห็นเขามาหยุดอยู่หน้าตรงแผงขายของด้วยสีหน้าดุดันราวพายุ ทุกคนต่างเบิกตากว้าง
สีหน้าแบบนั้น...มาชำระแค้นชัดๆ!
บางคนถึงกับรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อยดูท่าฮวาชิงเหยียนจะคุยโวเกินจริง ครั้งนี้หลัวชิงคงจะมาลงโทษนางเสียแล้ว
หลัวชิงเบิกตากว้างตบโต๊ะเสียงดังปังจนแทบพัง ผู้คนรอบข้างสะดุ้งเฮือกพร้อมหัวใจเต้นโครม
ชายผู้นี้โกรธถึงเพียงนี้ฮวาชิงเหยียนคงถูกสั่งสอนทั้งวันแน่!
ต้าโถวกับพรรคพวกรีบเบียดตัวเข้ามายืนคุ้มกันรอบตัวฮวาชิงเหยียนก่อนจะตะโกนถามเสียงแข็ง “หลัวชิง เจ้าคิดจะทำอะไร!”
หลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ดูแลร้านหลินกับต้าโถวแล้วพวกต้าโถวก็ไม่คิดตั้งข้อสงสัยในฝีมือของฮวาชิงเหยียนอีกต่อไปยิ่งเมื่อผู้ดูแลร้านหลินตรวจสอบโอสถน้ำด้วยตนเองก็ยิ่งมั่นใจว่าโอสถของนางดีกว่าโอสถเม็ด ไม่เพียงฤทธิ์เหนือกว่าหากยังมีสิ่งเจือปนน้อยกว่ามาก เพียงแต่ยังต้องรอจดหมายตอบรับจากผู้นำตระกูลก่อนจึงจะสามารถร่วมมือกับนางได้
เมื่อหลัวชิงเห็นพวกต้าโถวก็ชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างแรงแววตาดุดันพลันแปรเปลี่ยนเป็นประจบประแจง ถูมือไปมาพลางเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ท่านหมอฮวา...นี่คือตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทอง เรื่องที่ท่านเอ่อ...คือว่า...”
หลิวชิงยังไม่ทันพูดจบก็มีเสียงตะโกนแหวกฝูงชนดั่งสิงโตคำรามจากแม่น้ำเหอเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด “หลัวชิง! เจ้าสามีใจดำ! เจ้าเลี้ยงสตรีอื่นไว้นอกบ้านจริงๆ ด้วย!”
ฝูงชนพากันยกมือกุมหูแล้วเงยหน้ามองเห็นหญิงสาวรูปร่างอวบอ้วนถือค้อนเดินแหวกฝูงคนเข้ามาด้วยท่าทางเดือดดาลสายตาที่จ้องมองฮวาชิงเหยียนนั้นเต็มไปด้วยความริษยา ราวกับมองจิ้งจอกสาวตัวหนึ่ง
ทว่าพอเห็นใบหน้าของฮวาชิงเหยียนชัดๆนางก็ร้องลั่น “หลัวชิง! วันนี้ข้าจะจัดการเจ้า! เจ้าเลี้ยงต้นถั่วงอกนี่แต่กลับไม่ยอมแตะต้องข้า! ข้าจะหย่ากับเจ้า! ไม่สิ!ข้าจะขอหย่ากับเจ้าเดี๋ยวนี้เลย!”
“ฮ่าๆๆ! หลัวชิง ไม่คิดว่าเจ้าจะถึงขั้นทำให้ภรรยาพอใจไม่ได้”
“โถ่ๆๆ หลัวชิง! เจ้าไร้น้ำยาหรือ ตัวสูงใหญ่แท้ๆเหตุใดถึงใช้ไม่ได้เช่นนี้!”
หลัวชิงหน้าแดงก่ำถูกถากถางจนแทบจะหายใจไม่ทั่วท้อง แต่พอเห็นสีหน้าภรรยาตัวเองเดือดดาลก็รีบยกมือปิดปากนางแล้วกล่าวอย่างลนลาน “ยอดรักเจ้าเอาอะไรมาพูด! เงียบก่อนๆ ถ้าท่านหมอฮวาไม่พอใจขึ้นมาจะทำอย่างไร!”
ท่านหมอฮวา?
ในแคว้นหลงลี่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอฮวานั้นมีเพียงฮวาเย่ว์โหรวผู้เดียวเท่านั้น
หญิงสาวจึงผลักหลัวชิงออกแล้วหันมาจ้องมองฮวาชิงเหยียนด้วยสายตาคมกริบก่อนจะกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วแค่นเสียงเย้ย “หลัวชิง เจ้าจะหลอกข้าหรือ!ว่ากันว่านักหลอมโอสถฮวาคือโฉมงามอันดับหนึ่งในใต้หล้า เก่งกาจเรื่องโอสถเหนือใครเจ้ากล้าพาเจ้าต้นถั่วงอกนี่มาหลอกข้าว่าคือนักหลอมโอสถฮวาหรือ!”
หลัวชิงตัวสั่นจนเกือบทรุดลงไปนั่งเขารีบหันไปมองฮวาชิงเหยียนอย่างตกใจ ทว่าฮวาชิงเหยียนกลับสงบนิ่งไม่แสดงอาการโกรธเคืองแม้แต่น้อย หลัวชิงถึงกับตะลึงจากนั้นก็ได้ยินนางเอ่ยเสียงเรียบ
“พี่สะใภ้หลัว พิษไฟในกายเจ้ารุนแรงเกินไป ตอนยังเยาว์คงกินเนื้อสัตว์อสูรธาตุไฟอยู่บ่อยครั้งและที่หลังแต่งงานมากว่าสิบปีแล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ก็เพราะพิษร้อนสะสมอยู่ภายในจนไม่อาจอุ้มท้องได้นานนักเจ้าแท้งบุตรหลายครั้งแต่ไม่เคยได้พักฟื้นจนสมบูรณ์ ร่างกายไม่เพียงเสื่อมโทรมเร็วใบหน้ายังมีทั้งกระและรอยย่น แม้จะใช้โอสถบำรุงผิวก็ไม่เห็นผลนักอย่างมากก็แค่ยืดเวลาได้เพียงสองเดือนเท่านั้น”
ค้อนในมือของนางพลันหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดัง
อันเหนียงเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อว่าฮวาชิงเหยียนจะเอ่ยเรื่องราวในอดีตของนางได้ถูกต้องแทบทุกถ้อยคำ จึงเอ่ยว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร หลัวชิงเป็นคนบอกเจ้าหรือ!”
หลัวชิงเห็นภรรยายังเข้าใจผิดก็แทบจะอยากสาบานแสดงความบริสุทธิ์ใจรีบโผเข้ากอดนางแล้วรีบร้อนอธิบาย “ยอดรักเจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าเพิ่งรู้จักนักหลอมโอสถฮวาเมื่อวานนี้เองข้ามาที่นี่เพื่อซื้อโอสถเท่านั้น”
จากนั้นเขาก็หันไปทางฮวาชิงเหยียนพลางทำหน้าสำนึกผิด “นักหลอมโอสถฮวา ข้าขออภัยแทนภรรยาข้าด้วย นางเพียงอารมณ์ร้อนไปหน่อยแต่ไม่มีเจตนาร้าย ท่านบอกว่าร่างกายนางมีพิษร้อนสะสม ท่านพอจะช่วยรักษาได้หรือไม่”
ต้าโถวกล่าวเสริม “จริงด้วยพี่สะใภ้หลัว หลัวชิงเขามาที่นี่เพื่อซื้อโอสถจริงๆข้ากับพวกไอ่ซานก็อยู่ด้วย พยานมีเยอะขนาดนี้แล้ว”
อีกคนก็ช่วยเสริมเสียงดัง “ใช่ๆข้ามาวันนี้ก็เพราะอยากรู้ว่าแม่นางฮวาชิงเหยียนจะรักษาหลัวชิงได้จริงหรือไม่...ว่าแต่พี่สะใภ้หลัว หลัวชิงใช้การไม่ได้จริงหรือ”
อันเหนียงที่ถูกถามตรงๆก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะเบิกตากว้างจ้องหน้าหลัวชิงแล้วถามกลับเสียงดัง “ที่เจ้าไม่แตะต้องข้า เป็นเพราะตรงนั้นของเจ้ามีปัญหาอย่างนั้นหรือ!เหตุใดเจ้าถึงไม่บอกข้า! อีกทั้งมีปัญหานั้นมาหลายปีแล้วจริงหรือ!”
“แค่ก! ยอดรัก เบาหน่อย เบาๆ หน่อย...”หลัวชิงรีบเหลียวซ้ายแลขวา ก็เห็นสายตาผู้คนรอบตัวจ้องมาทางตนพร้อมยิ้มขำขันเขาแทบอยากมุดแผ่นดินหนี เรื่องเช่นนี้จะให้เอามาพูดกลางตลาดได้อย่างไรกัน!
[1] ยามเว่ยช่วงเวลาประมาณ 13.00 – 15.00 น.