เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 88 เรามาแสดงความเสียใจกับนาง


            ซูเหลาเหย่มองชวีหนานอีและไป๋จื่อชี พลางรำพึงในใจ ‘ช่างเป็นคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกรากจริง ๆ เอาละ นึกเสียว่าตนเองโชคร้าย ในเมื่อวันนี้ทุกคนมารวมตัวกันแล้ว ก็คงต้องเตรียมต้อนรับอย่างดีเพื่อให้รอดพ้นจากภัยครานี้ถึงจะถูก’ 

            ดังนั้นเขาจึงเชิญให้ทุกคนนั่งลง และยกตำแหน่งที่นั่งบนสุดให้กับชวีหนานอี ส่วนเขานั่งถัดไปทางซ้ายของชวีหนานอี ฮัวชิงหร่านนั่งทางขวาของชวีหนานอี ถังโยวนั่งติดกับฮัวชิงหร่านทางด้านขวา ลวี่เยาและหงซิ้วยืนประกบอยู่ด้านหลังถังโยวราวกับเทพปราบมาร ไป๋จื่อชีนั่งลงข้าง ๆ ซูเหลาเหย่ ถัดจากถังโยว หลี่ต้าจ้วงยืนอยู่ด้านหลังชวีหนานอีรอรับคำสั่ง  

            หลังจากที่ทุกคนนั่งลง พ่อบ้านจึงจัดวางน้ำชาและของว่าง ก่อนจะก้มศีรษะ และถอยไปด้านหลังซูเหลาเหย่ เพื่อรอรับคำสั่งอื่น ๆ 

            ซูเหลาเหย่เป็นเจ้าบ้าน แน่นอนว่าเขาต้องเชิญแขกดื่มชาและรับประทานของว่าง ทว่าถังโยวกลับหยิบขนมยัดใส่ปากเคี้ยวทันที ฮัวชิงหร่านยกถ้วยชา หยุดไว้ครู่หนึ่งที่ปลายจมูก ก่อนวางลงโดยไม่ยอมดื่มสักอึก เห็นได้ชัดว่าเขาถูกเลี้ยงมาด้วยชาชั้นดี ชวีหนานอีแม้จะชอบดื่มชา แต่ใช่ว่าเขาจะสามารถแยกแยะชาดี ๆ ออก แม้ว่าชาของบ้านตระกูลซูไม่อาจเทียบชั้นได้กับชาของฮัวหยุนตู้ แต่มันก็ดีกว่าชาในจวนของเขามาก ชวีหนานอีหลับตาพลางลิ้มรส

            ไป๋จื่อชีไม่ดื่มชา เขาดื่มเพียงน้ำเปล่า ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็นคนน่าเบื่อ เขาไม่ใช้ถ้วยหรือไหในการดื่มน้ำ แต่กลับใช้ถ้วยชา โดยจิบคำเล็ก ๆ เหมือนกำลังดื่มชา ทว่าความจริงเป็นน้ำเปล่า คราวก่อนเยี่ยนเต๋อหลินรบกวนการฟังเพลงของเขา เขาจึงทุบถ้วยชาด้วยความโกรธ และของเหลวที่อยู่ในนั้นก็เป็นน้ำเปล่า เขาไม่ชอบให้คนนอกรู้นิสัยนี้ของเขา ดังนั้นเขาจึงเพียงเล่นกับถ้วยชา แต่ไม่ดื่มชา เขาเหลือบมองฮัวชิงหร่านเป็นครั้งคราว นิ้วที่เล่นถ้วยชาเริ่มอ่อนโยนลงเล็กน้อย ราวกับกำลังลูบใบหน้าคนรัก บางคราสายตาก็เลื่อนไปทางลวี่เยา พลางจ้องมองอย่างคาดคั้น ก่อนจะออกแรงที่นิ้วซึ่งกำลังเล่นถ้วยชา ราวกับกำลังบีบคอศัตรู เขากระทำมันโดยไม่ปิดบังเลยสักนิด  

            ลวี่เยาแสร้งเป็นมองไม่เห็น นางยกแจกันใบใหญ่ขึ้นมา ยืนตัวตรง เหมือนกับแม่ไก่ตัวน้อยที่กำลังเชิดหน้า โดยมิรู้ว่านางภูมิใจกับสิ่งใดกัน

            พูดไป จะไม่ให้นางภูมิใจได้อย่างไร? ชวีหนานอีที่ดึงแขนเสื้อขึ้นเตรียมไขคดี ฮัวชิงหร่านศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์จางผู้เชี่ยวชาญการปราบมาร และไป๋จื่อชีที่ถูกนางทุบตีจนต้องสวมหน้ากาก ทั้งหมดล้วนมารวมตัวกันที่นี่ โอ้ ใช่แล้ว ยังมีบิดาของซูเยว่หยิ่งอีก หากซูเยว่หยิ่งรู้ว่าผู้ที่กรีดปากนางกำลังยืนอยู่ในห้องโถงบ้านตนเอง ฟังทุกคนพูดถึงคดีนี้ และแสดงความกังวลกับอาการของนาง ไม่รู้ว่านางจะรู้สึกอย่างไร? เกรงว่าจะรักษาตัวอย่างไม่สงบใช่หรือไม่?  

            เดิมลวี่เยาสามารถหาข้ออ้างเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ในตอนนี้ แต่นางกลับคิดว่าเรื่องคงไม่ง่ายอย่างที่เห็น อีกทั้งนางยังนึกถึงซูเยว่หยิ่งตลอดเวลา และต้องมาดูรังโจรของเยว่หยิ่งให้ได้จึงจะวางใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อซูเยว่หยิ่งเห็นนางแล้วจะสามารถสงบสติอารมณ์ได้เหมือนนางหรือไม่  

            ลวี่เยาไม่กลัวเลยสักนิด

            ในเมื่อซูเยว่หยิ่งมิได้สารภาพตอนอยู่ที่ว่าการเขต นั่นก็หมายความว่านางยังไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของลวี่เยา จึงไม่กล้าใส่ร้ายว่าลวี่เยาเป็นโจรสาวขโมยเด็ก หากไม่จำเป็นก็อย่าเจอเสียดีกว่า นางไม่เชื่อว่าซูเยว่หยิ่งจะเหมือนกับตน ที่สามารถปรับอารมณ์และแสดงออกมาได้เหมาะสมกับสถานการณ์ สุดท้ายแล้วสตรีที่มีความสามารถและเฉลียวฉลาดอย่างนางช่างมีน้อยนิด 

            ลวี่เยายืนภาคภูมิใจอยู่ตรงนั้น ซูเหลาเหย่ในตอนนี้กำลังระดมสมองเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เขาพบว่าตั้งแต่คนเหล่านี้นั่งลงก็ไม่มีใครเอ่ยปากเลยสักคำ บรรยากาศจึงเย็นยะเยือกเล็กน้อย เขากระแอมเบา ๆ พลางกล่าว “ไม่ทราบที่ใต้เท้าชวีมาถึงบ้านซอมซ่อของข้า เพราะสามารถไขคดีและจับตัวโจรสาวที่ทำร้ายลูกสาวข้าได้แล้วใช่หรือไม่?”  

            ชวีหนานอีเหลือบมองซูเหลาเหย่ พร้อมรู้สึกว่าทักษะชวนคุยของคนผู้นี้ช่างต่ำ นี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยหรือ ยังไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ ลองมาไขคดีเองไหมเล่า? 

            ทว่าคำเหล่านี้ไม่สามารถพูดออกไป ชวีหนานอีจึงเริ่มกล่าวด้วยท่าทางเจ็บปวด “เป็นความรับผิดชอบของข้าแท้ ๆ กลับมาเกิดเรื่องเลวร้าย จนคุณหนูได้รับบาดเจ็บ ข้าจึงถือโอกาสมาเยี่ยมเป็นพิเศษเพื่อแสดงความเสียใจ” เขาไม่พูดว่าซูเยว่หยิ่งเสียโฉม เพียงบอกว่าได้รับบาดเจ็บ เพื่อเป็นการให้เกียรติซูเหลาเหย่ ทั้งที่ความเป็นจริงการเสียโฉมและการได้รับบาดเจ็บนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง 

            ซูเหลาเหย่ตอบกลับด้วยความร่วมมือดีเยี่ยม “เป็นเพราะครอบครัวของเราโชคร้าย เรื่องนี้ไม่สามารถโทษใต้เท้าชวี ใต้เท้าชวีเป็นขุนนางที่เที่ยงธรรม เป็นเสาหลักแห่งแคว้น เป็นขุนนางของสังคม” 

            ชวีหนานอีกล่าวอย่างถ่อมตน “เรื่องเป็นขุนนางเที่ยงธรรมคงไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นเสาหลักแห่งแคว้น เป็นขุนนางของสังคม ก็เคยได้ยินผู้คนยกย่องมาบ้าง เฮ้อ... เห็นทีชาวบ้านจะมีสายตาที่เฉียบคม”

            ซูเหยาเหย่หมดคำจะพูด แอบรำพึง ‘หากอยากได้เงินก็ช่วยทำแบบเงียบ ๆ ไม่ได้หรือ? ไม่จำเป็นต้องบอกใบ้ชัดเจนขนาดนี้’ ซูเหลาเหย่คิดว่าหากคุยกับชวีหนานอีต่อ มีหวังชวีหนานอีได้บอกจำนวนเงินที่เขาต้องจ่ายเป็นแน่ ดังนั้นจึงหันไปหาฮัวชิงหร่านเสียดื้อ ๆ พร้อมแววตาเต็มเปี่ยมด้วยความชื่นชม “ช่างสง่างามดุจต้นจือหลัน! ท่านผู้นี้คือ?”  

            ชวีหนานอีตอบ “ท่านผู้นี้คือสหายคนหนึ่งของข้า เราบังเอิญพบกันระหว่างทาง จึงได้ร่วมทางมากับข้า หวังว่าซูเหลาเหย่จะไม่โกรธเคือง” พลางแอบกล่าวในใจ ‘ฝันไปเถอะ! คิดจะตีสนิทฮัวชิงหร่าน แต่กลับมองข้ามข้า ข้าจะยอมให้เจ้าสมหวังได้อย่างไร? บุคคลเช่นฮัวชิงหร่าน แค่คิดก็สามารถเดาสถานะของเขาได้แล้ว จำเป็นต้องแสร้งทำหน้าตาเช่นนั้นด้วยหรือ? ดี ในเมื่อเจ้ากล้าเสแสร้ง เช่นนั้นก็จงแสร้งทำต่อไป’

            ซูเหลาเหย่รีบกล่าว “มิกล้า ๆ” เมื่อเขาเห็นชวีหนานอีไม่คิดจะแนะนำฮัวชิงหร่าน และฮัวชิงหร่านเองก็มีท่าทีไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจึงอดสาปแช่งในใจไม่ได้ ทว่าใบหน้ากลับฝืนยิ้ม และมองไปที่ถังโยว “คุณหนูใหญ่ถัง เหตุใดวันนี้จึงมีเวลาว่างมาเยี่ยมเยียน?”  

            ชวีหนานอีหรี่ตายิ้ม พลางแอบกล่าว ‘เจ้าถามไถ่นางสู้คุยเรื่องเงินกับข้าเสียจะดีกว่า อย่างน้อยคุยเรื่องเงินก็แค่เสียเงิน แต่ถังโยวผู้นั้นสามารถทำให้เจ็บไปถึงทรวงในได้เลย’ 

            ถังโยวกลืนขนม พลางตอบด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจ “ซูเหลาเหย่ ถังโยวได้ยินมาว่าคุณหนูซูถูกกรีดมุมปาก จนเป็นแผลใหญ่ทำให้เสียโฉม จึงถือโอกาสพิเศษมาเยี่ยมเยียน เพื่อแสดงความเสียใจกับนาง” 

            ซูเหลาเหย่จ้องมองถังโยวด้วยความตกใจ และคิดว่าตนเองฟังผิด แต่ถังโยวก็พูดปลอบใจด้วยแววตามุ่งมั่น “ท่านเองก็อย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลย” เสียใจ?! พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องเสียใจ!  

            ซูเหลาเหย่ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป! ข่าวเรื่องซูเยว่หยิ่งบาดเจ็บ เขาสั่งห้ามคนในบ้านแพร่งพราย แล้วถังโยวรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ได้ยินมาว่าตระกูลถังกับชวีหนานอีเป็นญาติกัน หรือจะได้ยินมาจากชวีหนานอี? ชวีหนานอีผู้นี้ปากมากเสียยิ่งกว่าสตรีที่ซุบซิบนินทา! ความจริงแล้ว ซูเหลาเหย่ใส่ความชวีหนานอี เรื่องนี้หลี่ต้าจ้วงเป็นคนเล่าให้ถังโยวฟัง เพราะท่านอาของถังโยวก็สูญเสียหลินเอ๋อร์ไปเช่นกัน จึงเป็นการดีหากนางได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติม   

            ซูเหลาเหย่ลุกพรวดยกมือขึ้นทำท่าจะตบโต๊ะ แต่น่าเสียดายกลับต้องลดมือลง ชวีหนานอี ฮัวชิงหร่าน และไป๋จื่อชีต่างนั่งอยู่รอบ ๆ หากทำเช่นนั้นจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัว ไม่ต้องพูดถึงชวีหนานอีที่สามารถสร้างความลำบากใจให้เขาอย่างง่ายดาย ฮัวชิงหร่านเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์จาง หากเขาบอกผู้อื่นว่าตระกูลซูเป็นดาวอัปมงคล อย่าว่าแต่งานสมรสของเยว่หยิ่ง แม้แต่กิจการของครอบครัวก็อย่าหวังว่าจะได้ทำต่อ สำหรับไป๋จื่อชี เขาเป็นคนเลวทรามที่สุด! จะผิดใจกับเขาไม่ได้เป็นอันขาด! 

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ซูเหลาเหย่จึงพยายามฝืนยิ้มเต็มที่ มันน่าเกลียดเป็นที่สุด แต่ก็ต้องฝืน เขาลูบมือพลางพยักหน้ากล่าว “ดี ดีมาก เจ้าช่างมีเจตนาดีจริงๆ” ก่อนจะกลอกตาและกล่าวต่อ “คุณหนูใหญ่ถังมาเยี่ยมเยียนเยว่หยิ่งในครานี้ เรียกได้ว่าช่างเป็นมิตรภาพที่ลึกซึ้ง เช่นนั้น...” เขาเหลือบมองมือที่ว่างเปล่าของถังโยว ด้วยความหมายชัดเจน ในเมื่อเจ้าบอกว่ามาเยี่ยมเยว่หยิ่ง คงไม่เสียมารยาทไม่นำสิ่งใดติดตัวมาเลยหรอกใช่ไหม?   


    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน