เทพีอาธีน่า โกรธยิ่งนักไม่คิดว่ามนุษย์จะมีพลังเหนือเทพได้ขนาดนี้ จึงใช้โล่วิเศษอีจิส เปิดดวงตาเมดูซ่า ส่องเข้าหาเทียน เพื่อที่จะให้เทียนกลายเป็นหิน
แต่ว่าเทียนกลับเดินเข้าไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะเทียนใช้พลังเหมันต์ปิดหน้าเมดูซ่าเอาไว้ไม่สามารถมองใครได้อีก อาธีน่า พยายามทำลายน้ำแข็งออกแต่ว่าไม่สำเร็จเทียนใช้พลังดูดเอา โล่เข้ามาเก็บไว้ข้างในมิติส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว แล้วเทียนก็ค่อยๆ เดินเข้าหาเทพีอาธีน่าอย่างช้า ๆ
“ เทพีอาธีน่า เจ้าเป็นถึงเทพีอันสูงส่ง มีแม่เป็นถึงเทพีแห่งปัญญา พ่อเป็นราชาแห่งฟากฟ้า รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าเป็นหนึ่งในโลกแห่งนี้ แต่ใจของเจ้ากลับไร้ความเมตตา ปราณี โหดร้ายยิ่งกว่าปีศาจ ทำร้ายหญิงสาวบริสุทธิ์แค่เพียงนางมีหน้าตาสวยงามล้ำเลิศกว่าเจ้า ทั้งที่เมดูซ่า เฝ้าบูชา และภักดีต่อเจ้า แต่ว่าเจ้าไม่เคยสำนึก
ถึงความดีของนาง กลับวางแผนให้ร้าย สาปให้นางกลายเป็นปีศาจ อยู่อย่างทรมาน สุดท้าย ยังไม่สาแก่ใจเจ้า กลับส่งคนไปฆ่านางให้ดับดิ้น แล้วนำหัวของนางมาเป็นอาวุธประจำกายของเจ้าอีก เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวไหม” เทียนให้โอกาสอาธีน่า แก้ตัว ก่อนที่เทียนจะลงโทษนาง
“ เฮอะก็แค่ข้าทาสคนหนึ่ง เจ้าจะเอามาเปรียบกับข้าได้อย่างไร ข้าจะทำอย่างไรกับมันก็เรื่องของข้า อย่าคิดว่าเจ้ามีปัญญาแค่นี้จะทำอะไรข้าได้” เทพีอาธีน่า
เรียกคทาอันยาวออกมา แล้วปล่อยพลังแสงจากคทาเข้าใส่เทียนอีกครั้ง
เทียนไม่สนใจเดินเข้าหาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่รอบๆ ตัวเทียนปรากฏวงแหวนเวทย์มนตร์ป้องกันขึ้นมา ทีละวง ๆ จนมีทั้งหมด 4 วง เทียนมีพลังจอมเวทย์ระดับสี่แล้ว แสงที่ส่องออกมากระทบวงแหวนเวทย์มนตร์ กลับสะท้อนกลับไปที่ของเทพีอาธีน่า ถูกร่างตัวเองกระอักเลือดออกมา
“ อารัคเน สาวทอผ้าผู้ทรนง เจ้าคงจำได้ เพียงแค่นางทอผ้าได้งดงามกว่าเจ้าเท่านั้น เจ้ากลับทุบหัวของนางจนเสียชีวิต ยังไม่สาแก่ใจเจ้า ยังสาปให้อารัคเนกลายเป็นแมงมุมปีศาจ ความชั่วช้าของเจ้าเหมาะสมที่จะเป็นเทพีให้ผู้คนกราบไหว้นับถืออีกหรือ?”
เทียนยกอีกคนเพื่อตอกย้ำความผิดของอาธีน่าให้ฟัง
“ ข้าปลอมเป็นหญิงชราไปเตือนนางแล้วว่า อย่าท้าทายพระเจ้า” อาธีน่าเถียง
“ นั่นเจ้าไปเตือน หรือว่าข่มขู่นางกันแน่” เทียนย้อนกลับเช่นกัน
“ แต่นางเย็บลายลบหลู่ท่านพ่อของข้า” อาธี่น่าเถียง
“ แล้วมันใช่เรื่องจริงไหมเล่า” เทียนย้อนกลับ
“ เชอะ ก็แค่มนุษย์ ข้าแค่เอาไม้ทุบหัวมัน แล้วสาปเป็นแมงมุม แล้วเจ้าจะทำไมข้า” อาธีน่าตะโกนออกมา แล้วคว้าขวดน้ำคำสาปออกมาแล้วพูดด้วยเสียงอันดังว่า
“ ข้าขอสาปให้มนุษย์อย่างเจ้ากลายเป็นแมว คอยรับใช้ข้าตลอดไป” สิ้นคำสาปของเทพีอาธีน่า เทียนก็เดินมาถึงต่อหน้าของนางแล้ว เทียนจับคอ ของเทพีอาธีน่าแล้วดูดพลังเทพของนาง ตั้งใจว่าให้นางกลายเป็นมนุษย์ จะได้รู้จักรสชาติของการเป็นนางฟ้าตกสวรรค์บ้าง
“ นี่..เจ้าไม่เป็นอะไรเลย..หรือ” อาธีน่าพูดออกมาอย่างแผ่วเบาและยากลำบาก
“ ฮึ เทพีสวรรค์ที่โหดเหี้ยมเช่นเจ้าลองกลายเป็นมนุษย์ดู้บ้าง จะได้รู้ว่าเป็นมนุษย์เขารู้สึกอย่างไรกับเทพเจ้ากันบ้าง” เทียนดูดพลังของเทพีอาธีน่าออกมา แต่ขวดคำสาปที่นางนำมาใช้นั้นกลับมีควันสีแดงพวยพุ่งออกมา ทำให้เทียนกับเทพีอาธีน่า สูดดมควันสีแดงเข้าไปเต็มที่ เทียนเริ่มสะลึมสะลือ พร้อมกับเทพีอาธีน่า ทั้งสองคนเริ่มส่งยิ้มให้กัน แล้วสุดท้ายทั้งสองก็...หายไปในความมืด
ตื่นเช้ามาเทียนดื่มนมจากเต้าของเทพีอาธีน่า อย่างมีความสุข เทียนตื่นขึ้นมาเห็นสภาพแบบนี้ก็ตกใจ รีบใช้เวทย์วายุ หายไปจากที่นี่ทันที โดยทิ้งให้เทพีอาธีน่านอนฝันหวานอยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าถ้านางตื่นขึ้นมาจะรู้สึกอย่างไร แต่เทียนตอนนี้กำลังคิดว่าอยากจะฆ่าเทพขึ้นมาแล้ว
พอเทียนออกมาจากเขาโอลิมปัส เจอเทพโพไซดอนยืนรออยู่อย่างกระวนกระวายใจพอเจอหน้าเทียนก็รีบถามทันที
“ เป็นไงสำเร็จไหม” เทียนไม่ตอบ กลับใช้เท้ายันโครมเข้าลำตัวเทพโพไซดอน กลิ้งไปไกล ขณะจะเข้าซ้ำ เทพโพไซดอนก็รีบเอ่ยออกมาว่า
“ หยุดก่อน”
“ หาเหตุผลที่ทำให้ข้าไม่ต้องฆ่าท่าน กล้าวางยาพิษข้าเชียวหรือ” เทียนเรียกดาบสวรรค์ออกมา
“ ไอ้หนู ข้าเพียงจะสอนบทเรียนให้กับอาธีน่า แก้แค้นให้กับเมดูซ่าคนรักของข้า นี่คือวิธีเดียวที่จะสอนบทเรียนให้นาง เจ้ารู้ไหม นางยึดถือความบริสุทธิ์ของนาง จนมองคนอื่น ชั่วช้าไปหมด ที่ข้าทำแบบนี้เป็นการสั่งสอนที่ตรงจุดแล้ว เจ้าลองคิดดูหากขืนปล่อยนางเป็นแบบนี้ต่อไป คงได้ฆ่าคนเป็นว่าเล่น หรืออาจจะสาปมนุษย์จนกลายเป็นแมวหมดโลกเลยก็ได้นะ ” โพไซดอนพูดออกมาแต่ไม่กล้าเข้าใกล้เทียนที่ยืนถือดาบอยู่ด้วยความโมโห
เทียนยืนนิ่งใช้สมองคิด วิธีนี้ถึงแม้จะแก้ไขได้ตรงจุดที่สุด แต่ว่าก็ถือว่าเลวทรามต่ำช้าที่สุดเหมือนกัน แต่ มันก็ผ่านมาแล้ว แก้แค้นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เสียแล้วก็ให้มันเสียไปเถอะ
“ แล้วท่านใช้ยาพิษอะไร ทั้งๆที่ในโลกนี้ไม่มีพิษใดมาทำร้ายข้าได้ ถึงได้ถูกพิษได้ขนาดนี้” เทียนสงสัย
“ มันไม่ใช่ ยาพิษ มันเป็นหัวลูกศรของเทพคิวปิดเทพแห่งความรัก ข้าแอบขโมยมาสองดอก แล้วบดละเอียด แล้วปิดผนึกเอาไว้ เมื่อใดที่อาธีน่า ท่องคำสาปออกมา จะมีควันสีแดงออกมา ทำให้ทั้งสองคนเป็นอย่างนี้แหละ แต่เจ้าไม่ต้องห่วงนะ พวกเจ้ามีความรู้สึกแค่คืนนี้คืนเดียวเท่านั้น เพราะว่าไม่ได้ถูกยิงจากมือของเทพคิวปิด ข้าลองใช้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องห่วง” เทพโพไซดอน บอกด้วยความมั่นใจ
“ ชั่วช้า ลามกจริงๆ” เทียนบ่นออกมา จากนั้นเทียนก็กำลังจะจากไป
“ เดี่ยวก่อนนี่เจ้าจะไปแล้วหรือ” เทพโพไซดอนรีบเอ่ยถาม
“ ข้าไม่อยู่แล้ว ขืนอยู่ต่อ ข้าคงได้ฆ่าเทพเจ้าแน่” เทียนขู่เทพโพไซดอน
“ ได้ เจ้าไปเถอะ หากเจ้ามาอีกเมื่อไร เห็นทะเลตรงไหน เรียกชื่อข้าได้เลยนะ”
เทพโพไซดอนบอกเทียนด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข แต่เทียนหายวับไปแล้ว
เทียนออกจากมิติแห่งนี้แล้วกลับสำนักเทพยุทธ์ แล้วเทียนก็มานั่งสมาธิเพื่อกระจายพลังของ เทพีอาธีน่า ทำให้พลังยุทธของเทียนปรับขึ้นจากพลังเทพยุทธ์อัครพรหมเทพระดับ 44 ขึ้นมาเป็น ระดับ 45 วิญญาณยุทธ์ขึ้นมาจากระดับ 49 ขึ้นมาเป็น 50 แต่จอมเวทย์ขึ้นมาเป็นระดับที่ 4 แล้ว เทียนเข้าไปดูอุปกรณ์เวทย์ของอาจารย์บรรพบุรุษทั้งสี่ พอเทียนไปหน้าประตูวงแหวนเวทย์ สี่วง ประตูก็เปิดออกมาเองทันที เทียนเดินเข้าไป พบอุปกรณ์เวทย์ ตั้งบนแท่น ที่วางไว้มีตัวหนังสือบอกด้วยว่าคืออะไร ใช้ทำอะไร เทียนดูชิ้นแรก เป็น เป็นตราจอมเวทย์ที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ เทียนหยิบตราหยกขึ้นมาห้อยคอเอาไว้
ชิ้นที่สอง เป็นชุดที่จอมเวทย์เป็นชุดสีดำมีผ้าคลุม เทียนลองสวมใส่ กลับใส่ได้พอดี ชุดนี้สามารถยืดหดได้ ตามรูปร่างของเทียน
ชิ้นที่สาม เป็นดวงจิตดิน ดวงจิตน้ำแข็ง ดวงจิตวายุ และ ดวงจิตไฟ ทั้งหมดเป็นดวงจิตระดับ 5 เทียนเก็บไว้แล้ว ค่อยๆ มาหลอมรวมที่ละดวงจิต
ชิ้นที่สี่ เป็นลูกแก้วจอมเวทย์ สามารถค้นหาบุคคลที่ต้องหาได้อย่างง่ายดายขอแค่มีเครื่องใช้ส่วนตัวมาสัมผัส
ชิ้นที่ห้า คือไม้เท้ากายสิทธิ์ เอาไว้เสกคู่กับ เวทย์คาถา เทียนเก็บมาไว้ในมิติส่วนตัว แล้วเดินออกจากหุบเขาเร้นลับ แห่งนี้ เพื่อไปเตรียมซื้อ เครื่องประดับ
มาทำอาวุธวิญญาณ ต่อ พอมาถึงตลาดเลือกซื้อเครื่องประดับเสร็จเรียบร้อย
ก็มีหยกสื่อสารของลุงคิมติดต่อมา เทียนเดินไปหาที่ร้านต้นหลิว เพราะอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร พอไปถึงเทียนก็พบกับ ชายชราวัยเดียวกันกับลุงคิมยืนอยู่พร้อมมีชายหนุ่มยืนประคองอยู่ด้านข้าง พอทุกคนเห็นเทียนก็รีบเข้ามาทักทาย
“ ลุงคิม มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
“ นี่คือ ท่านม่อหัน เป็นผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านต้นเหมย ข้ากับเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ขอให้ท่านหมอเห็นแก่ชีวิตชาวบ้านได้โปรดช่วยเขาด้วยเถิด”
ลุงคิมกับ ท่านม่อหันและชายหนุ่มต่างคุกเข่าขอร้อง
“ ลุกขึ้นให้หมด แล้วเล่าเรื่องมาเถอะ” เทียนอยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร
“ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเดือนก่อน มีชาวบ้านรับจ้างคนจากจักรวรรดิไท่หยวน ไปขุดสุสานแห่งหนึ่ง พอกลับมาคนในหมู่บ้าน ก็เกิดโรคประหลาด มีอาการเป็นขนขึ้นตามตัวโดยเริ่มจากขาค่อยขึ้นมาถึงลำตัวแล้วก็พอขึ้นใบหน้า คนนั้นก็จะตายภายในเจ็ดวัน
ท่านหมอผีบอกว่า พวกเขาถูกคำสาป จากสุสาน ท่านให้ไปขอขมา แต่ผ่านไปแล้วก็ไม่หาย ทางเราแจ้งเรื่องนี้ไปที่จักรวรรดิไท่หยวน พวกเขาส่งคนจากสำนักแพทย์มาตรวจสอบ สุดท้ายพวกเขาบอกว่า เป็นคำสาปโรคระบาด บอกว่าให้ฆ่าคนทั้งหมู่บ้านทิ้งภายในสามวัน แต่ว่าได้องค์หญิงไท่หนิงซวง ได้ช่วยขอร้องให้ยืดเวลาออกไปอีก 7 วัน มิเช่นนั้นพวกเราคงได้ถูกจับเผาทั้งเป็นหมดหมู่บ้านไปแล้ว” ท่านม่อหันเอ่ยออกมาด้วยความกังวล
“ ต้องไปดูอาการคนไข้ก่อน อาการแบบนี้ข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อน” เทียนลองจับชีพจรของคนทั้งสองดูก็พบว่าอาการปกติทั้งสองคน
“ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ ขืนชักช้าอาจไม่ทันการณ์” เทียนบอกกับทั้งสองคน แล้วรีบโดยสารรถม้า แล้วรีบไปหมู่บ้านต้นเหมยโดยเร็ว
ระหว่างทางเทียนก็ถามว่าองค์หญิงไท่หนิงซวงคือใคร
“ ท่านเป็นธิดาของจักรพรรดิไท่หยวน ท่านเป็นหมอ มาช่วยรักษากับ สำนักแพทย์หลวงเมืองไท่หยวน แต่ว่าท่านช่วยดึงเวลาได้แค่ เจ็ดวันเท่านั้น” ม่อหุนหลายชายเอ่ยตอบแทน พอมาถึงหมู่บ้านก็ถูกทางการไม่ให้เข้า เพราะว่าป้องกันเชื้อโรคระบาด จึงมีคำสั่งห้ามเข้าออก
“ นายท่านทหารนี่ข้าคือผู้ใหญ่บ้านที่นี่ และคนนี้คือหมอเทวะ ที่จะมาช่วยคนในหมู่บ้าน ได้โปรดให้พวกเราเข้าไปเถอะ” ม่อหันอธิบาย
“ ท่านหมอเทวะ ท่านมีเวลาอีกแค่ 6 วันเท่านั้น ถ้าท่านรักษาไม่ได้ ข้าเองก็คงต้องจัดการกับท่านตามคำสั่งของท่านแม่ทัพ” หัวหน้าทหารให้โอกาสเทียน
เข้าไปแต่ถ้าไม่หายคงต้องถูกเผาไปด้วย เทียนพยักหน้าไม่พูดอะไร แล้วคนทั้งหมดก็เข้าไปในหมู่บ้าน เทียนรีบไปดูอาการคนไข้ทันที พอไปถึงเห็นคนป่วยนอนกันอยู่เป็นร้อยๆ คน มีคนแต่งชุดสีขาวผ้าปิดจมูกอยู่เกือบสิบคน แต่มีอยู่คนหนึ่งรูปร่างสวยสะดุดตา ดูมีสง่าราศีที่สุด เทียนไม่ได้สนใจเดินไปดู้ผู้ป่วยคนแรกทันที พบว่ามีขนขึ้นเพียงแค่หน้าอก เทียนสวมผ้าปิดจมูก สวมถุงมือ เพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัยว่าทำไมเขาไม่ต้องใช้เครื่องป้องกัน เทียนสัมผัสชีพจร แล้วตรวจดูการไหลเวียนของเลือด มีปัญหาที่อยู่ที่ทางเดินหายใจ ปอด
เทียนหยิบเครื่องเอกซเรย์มือถือ ส่องไปที่ลำคอ แล้วมาดูที่ปอด เทียนเจาะเลือดออกมาตรวจสอบดูว่ามีเชื้อโรคอะไรในเลือด เทียนใช้พลังนิรันดร์ที่สามเพื่อตรวจดูว่าเลือดมีเชื้อโรคอะไรเหลืออยู่ ในที่สุดเทียนก็พบว่าเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง น่าจะติดมาจากสัตว์ เทียนตัดขนที่ขึ้นมาและใช้พลังนิรันดร์ทดสอบ แล้วใช้ลูกตามองหาสัตว์ที่ก่อปัญหา ก็พบว่าเป็นพิษจิ้งจอกมรกตตัวหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในสุสานนั่นเอง
เทียนบอกให้ม่อหันช่วยไปหากระเทียมกับขิงปอกเปลือกให้หมด แล้วต้มน้ำ เสร็จแล้วให้มาบอก พอม่อหันเตรียมเสร็จเทียนใส่โสมมนุษย์ พันปีไปหนึ่งต้น พร้อมกับน้ำทิพย์ไปอีกหนึ่งขวด จากนั้นนำไปให้ทุกคนป่วยกิน จากนั้นไม่นานผู้ป่วยร้อยกว่าคนก็ค่อยๆ หายเป็นปลิดทิ้ง ต่างหันมาคุกเข่าขอบคุณเทียนเป็นการใหญ่
ส่วนสำนักแพทย์หลวงต่างตกใจที่ได้เห็นคนป่วยที่พวกเขารักษาแทบตายไม่หาย พอเทียนมาไม่นาน ก็รักษาได้อย่างง่ายดายอะไรเช่นนี้ องค์หญิงไท่หนิงซวง รีบเดินเข้ามาหาเทียนเพื่อสอบถามเรื่องนี้ทันที
“ ท่านรักษาโรคระบาดนี้ได้อย่างไร”...