ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 45 การชุมนุมกลางป่าใหญ่

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 45 การชุมนุมกลางป่าใหญ่



            จินพยายามสลัดคนที่ติดตามมาให้หลุด แต่เพราะใช้ความเร็วได้ไม่เต็มที่ อีกฝ่ายจึงตามติดไม่ปล่อย และมีทีท่าว่าจะเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ


            ทั้งคู่ไล่ตามกันจนเข้าไปในป่า


            จินพยายามใช้สภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นตัวขัดขวางบุคคลที่ไล่ตามหลังมา เลาะเลี้ยวไปตามต้นไม้รอบข้าง ใช้ภูมิประเทศป่าไม้ให้เป็นประโยชน์


            แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะค่อนข้างคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่น้อยเพราะเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เท่าไหร่ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาไล่ตามมาติดๆ ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ


            เมื่อเห็นว่าวิธีการของตนไม่ประสบผล จินจึงมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่พยายามลัดเลาะแนวไม้ให้อีกฝ่ายสับสนอีกต่อไป ยิ่งหลบหนีนานเท่าไหร่ก็ยิ่งถลำลึกเข้าไปในป่ามากขึ้นเรื่อยๆ


            สภาพแวดล้อมรอบข้างดูเปลี่ยนไป ยิ่งเข้ามาลึก ทุกอย่างยิ่งเงียบลง ป่ารกชัฏ เต็มไปด้วยพืชพรรณสูงใหญ่จนน่าตกใจ


            ฮานที่ไล่ติดตามมาตลอดเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจ เสมือนว่าสถานที่แห่งนี้มันไม่ใช่ที่ของเขา เหมือนมีอันตรายพร้อมจะกระโจนเข้าใส่จากรอบด้าน


            ยิ่งไล่ตามเข้าไปลึกเท่าไหร่ ความรู้สึกเช่นนี้ยิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ


            รอบข้างที่เคยเงียบสงัดเริ่มมีเสียงสัตว์อสูรดังขึ้นมาให้ได้ยินประปราย บางจังหวะถึงกับมีสัตว์อสูรพุ่งผ่านด้านข้างของเขาไป ดีที่เขาอยู่ในระหว่างการเคลื่อนที่เต็มกำลัง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการปะทะระหว่างคนกับสัตว์อสูรไปแล้ว


            และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าเมืองปากัสเป็นกังวล ยิ่งเข้ามาลึกเท่าไหร่สัตว์อสูรระหว่างทางก็ยิ่งมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ หากยังคงดื้อดึงติดตามต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าอันตรายคงเพิ่มเป็นเท่าทวี อันตรายทั้งต่อตัวเขาเองและตัวของอีกฝ่ายที่กำลังหลบหนี


            ปกติโดยทั่วไปแล้ว สัตว์อสูรในระดับเดียวกันจะมีพละกำลังมากเกินกว่าที่มนุษย์ในระดับเดียวกันจะมีได้ อาทิ เมื่อเทียบกันตัวต่อตัว พละกำลังของสัตว์อสูรระดับห้านั้นสามารถบดขยี้อเวกระดับห้าได้ไม่ยาก ยกเว้นเสียแต่ว่าอเวกผู้นั้นจะมีวิชาการฝึกฝนพลังที่แข็งแกร่ง มีวิชาต่อสู้ที่เหนือธรรมดา หรือเป็นเหล่าอเวกที่เกิดในยุคโลกาวินาศที่มีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติติดตัวไว้ต่อกรกับเหล่าสัตว์อสูรโดยเฉพาะ จึงจะพอต่อสู้ทัดทานได้


            ไม่แปลกเลยที่ฮานจะกังวล กลุ่มสัตว์อสูรไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาจะสู้ไหวแม้ตนเองจะเป็นอเวกระดับสูงก็ตาม ยิ่งสถานที่แห่งนี้เป็นถิ่นของพวกมันยิ่งแล้วใหญ่ คงมีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะกล้าเข้าไปในป่าลึกเช่นนี้


            ฮานจ้องมองบุคคลตรงหน้าไม่วางตา หรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย อีกฝ่ายไม่ได้ลดความเร็วลงแม้แต่น้อยตั้งแต่เข้ามาในเขตป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูร เขาล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงได้มีความกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้


            ไม่รู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่คนบ้าที่ไม่เกรงกลัวต่อความตาย หรือแท้จริงแล้วอีกฝ่ายเตรียมทางหนีทีไล่ทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ


            ขณะที่คิด ฮาน เจ้าเมืองปากัสก็ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าของตนเองลง เริ่มลังเลใจว่าตนควรจะติดตามต่อไปดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ก็เผลอเข้ามาลึกจนเกินไปแล้ว สัตว์อสูรรอบข้างแต่ละตัวเริ่มมีความแข็งแกร่งมากพอจะทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ และอาจถึงแก่ชีวิตหากพวกมันสามัคคีเข้ามากลุ้มรุม


            ตรงกันข้าม จินไม่คิดที่จะลดความเร็วลงแม้แต่น้อย ยังคงพุ่งต่อไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ตนเองจะทำได้ในสภาพเช่นนี้ ดูไร้ซึ่งความหวาดกลัวโดยสิ้นเชิง


            นั่นเป็นเพราะเป้าหมายที่แท้จริงของจินก็คือการมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อทำลายหลักฐาน และลบความเชื่อมโยงของตนกับผู้คนภายในเมืองปากัส อย่างไรเสียเมื่อถึงเวลาที่กำหนด วิญญาณของเขาก็ต้องถูกระบบดึงกลับไปที่ศาลบรรพชนของตระกูลอยู่ดี


            ไม่ว่ากายเทียมจะหายไปเพราะหมดเวลาในการใช้งานหรือหายไปเพราะถูกทำลาย ผลลัพธ์ล้วนไม่ต่างกัน


            สุดท้ายฮานก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะติดตามอีกฝ่าย เพราะถลำลึกเข้ามามากจนเกินไป หากยังดื้อดึงไปมากกว่านี้ 'ฮาน อิลีนัส' คงเหลือเพียงชื่อในฐานะอดีตเจ้าเมืองปากัส ส่วนร่างคงจะถูกฝังกลบกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรอยู่ในป่าแห่งนี้ตลอดไป


            ใบหน้าของฮานเกร็งกระตุก คิ้วขมวดแน่นเป็นปม ในใจก็สงสัยนักว่าอีกฝ่ายจะหนีรอดออกไปได้อย่างไรหากยังมุ่งหน้าเข้าไปอีก


            เจ้าเมืองปากัสจ้องมองร่างที่ดูเหมือนจะเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะห่างที่มากขึ้น ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับและจากไป


            ทางฝั่งของจินเอง หลังจากหลบหนีต่อไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตามมาแล้วก็เริ่มชะลอความเร็ว หาสถานที่ปลอดภัยก่อนจะถีบต้นไม้ด้านข้างส่งตนเองร่อนลงสู่พื้นดินโดยสวัสดิภาพ


            ตุบ


            เกร๊ง


            เมื่อร่างร่อนถึงพื้น ชายหนุ่มก็ปล่อยสัมภาระลงข้างกาย หอบหายใจออกมาเล็กน้อย


            ห่อผ้าที่ตนเองแบกมาด้วยนั้นทั้งใหญ่และหนัก ลดความคล่องตัวของเขาลงไปอย่างมาก หากอยู่ในสถานการณ์ปกติคงไม่เป็นอะไรมาก เพียงแต่ตัวของจินเองก็ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาหลบหนีการไล่ล่าเช่นนี้ เล่นเอาเหนื่อยไม่ใช่น้อย จำเป็นต้องดึงศักยภาพของกายเนื้อที่สวมใส่อยู่ตอนนี้ออกมาใช้อย่างเต็มที่


            หลังจากสูดลมหายใจเข้าอยู่สองสามครั้ง ในที่สุดร่างกายก็กลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง ชายหนุ่มสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างระแวดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการกระทำของเขาในเร็วๆ นี้


            เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง บรรพบุรุษแห่งตระกูลพีไรซ์ก็เริ่มลงมือกระทำการใหญ่ ใช้ฝ่ามือจ้วงขุดทะลวงผืนดินตรงหน้าจนเป็นโพรง


            หลุมนั้นขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ปากหลุมกว้างเกือบเมตร ส่วนความลึกเทียบเท่าชายฉกรรจ์สองคนยืนขี่คอกัน


            เมื่อเห็นว่าหลุมลึกจนน่าพึงพอใจแล้ว ชายหนุ่มกระโจนร่างขึ้นจากหลุมก่อนจะเททรัพย์สมบัติที่ริบมาจากตระกูลบัตส์ลงไปในหลุมนั้น


            ชายหนุ่มโกยดินฝังกลบปากหลุมจนมิดจากนั้นก็ไม่ลืมถ่ายเทพลังงานวิญญาณติดเอาไว้ เผื่อในอนาคตหากคนในตระกูลมีกำลังมากพอ เขาจะได้ให้มาขนกลับไปที่ตระกูล เป็นทุนรอนในการสร้างธุรกิจอื่นๆ ต่อไป


            หลังจากจัดการทุกสิ่งเรียบร้อย จินก็เตรียมจะออกจากจุดนี้ทันที ตรงนี้ไม่มีอะไรที่เขาต้องสนใจอีกแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง......


            “โฮกกก”


            เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังมาจากทิศทางหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับเมืองปากัสอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่ามันมาจากส่วนลึกของป่า


            เสียงคำรามในครั้งนี้หาใช่เสียงร้องของสัตว์อสูรธรรมดาทั่วไปไม่ ทั้งความก้องกังวาล และพลังกดขี่ข่มเหงมันต่างจากสัตว์อสูรตามรายทางที่จินเคลื่อนตัวผ่านมาก่อนหน้านี้ไปคนละระดับ แม้จะเป็นอเวกระดับที่แปดอย่างจินก็แอบหวั่นใจกับเสียงคำรามเมื่อครู่ไม่น้อย


            ปฏิกิริยาแรกของคนทั่วไปคือการไม่เข้าไปยุ่มย่ามกับเรื่องที่ทำให้ตนเองเสี่ยงอันตราย......แต่จะเอาจินไปเทียบกับคนพวกนั้นได้หรือ? แน่นอนว่าไม่ได้! เขาคือบุคคลที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ฟื้นตื่นมาในสภาพของวิญญาณบรรพบุรุษ แม้ตอนนี้จะสวมกายเทียมจนแทบไม่ต่างจากมนุษย์ปกติ แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่เขาต่างจากคนอื่น เพราะเขาไม่กลัวความตาย!


            เว้นไว้แต่จะเจอเข้ากับอเวกผู้ฝึกฝนในเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรงแค่ไหนเขาก็ไม่กลัว สัตว์อสูรที่เก่งแต่ใช้กำลังพวกนี้ไม่มีทางทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบาก ต่อให้ร่างกายถูกทำลาย แต่จิตวิญญาณของเขาจะคงอยู่เสมอ


            ชายหนุ่มมุ่งหน้าตรงไปตามต้นเสียงอย่างไม่นึกเกรงกลัว เป้าหมายของเขาคือทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อเมืองปากัสให้ได้มากที่สุด อย่างไรกายเทียมก็ต้องหมดอายุการใช้งานอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะไม่ใช่งานมันให้เต็มที่เล่า? ยิ่งตอนนี้เขาเหลือเวลาเกือบสิบนาที บางทีมันอาจจะนานพอให้เขาได้เห็นอะไรดีๆ เข้าก็เป็นได้


            ร่างในชุดคลุมสีดำยังมุ่งหน้าตรงเข้าไปเรื่อยๆ แต่ยิ่งรุดหน้าต่อไป บรรยากาศรอบตัวของเขาก็เหมือนจะหนาแน่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ


            ประสาทสัมผัสถูกกดดันอย่างรุนแรงจนการตอบสนองทุกอย่างช้าไปหมด ความรวดเร็วที่เคยมีก็ลดลง ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ดีๆ ก็ผลุบเข้าไปอยู่ในมวลกระแสน้ำ ยิ่งฝืนเดินหน้าก็เหมือนยิ่งดำลงไปในระดับน้ำที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ


            เมื่อเดินหน้าต่อไป ในที่สุดเขาก็รู้ว่าทำไมบรรยากาศถึงได้กดดันนัก สุดสายตาที่เห็นคือกลุ่มสัตว์อสูรนับร้อยตัว ดูเหมือนพวกมันกำลังชุมนุมทำอะไรกันอยู่ แต่ละตัวยืนสงบนิ่งราวกับรออะไรบางอย่าง


            เขาหยุดนิ่งเพราะรู้ดีว่ากลิ่นเลือดสดๆ บนร่างของเขาจะทำให้ตัวเขาเป็นจุดสนใจหากยังฝืนเข้าไปใกล้มากกว่านี้


            'นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย' ชายหนุ่มที่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าถึงกับอุทานในใจ ต้องรู้ก่อนว่าการรวมตัวกันของเหล่าสัตว์อสูรเป็นร้อยตัวนั้นไม่ใช่เรื่องหาดูได้ง่ายเลย หากสัตว์อสูรเหล่านั้นไม่ได้เป็นประเภทที่รวมฝูงกันเป็นปกติอยู่แล้ว


             สิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอนนี่คือสิ่งที่จินมั่นใจ เพราะสัตว์อสูรแต่ละตัวเหมือนจะมาจากคนละสายพันธุ์ บางตัวถึงกับแตกต่างจากตัวอื่นอย่างสิ้นเชิง ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่พวกมันมีเหมือนกัน...นั่นคือพลังอำนาจ


            สัตว์อสูรนับร้อยตัวที่อยู่ตรงหน้าของจินนั้นล้วนอยู่ในระดับสูงกันทั้งหมด สัตว์อสูรระดับสูงนับร้อยตัว! ตัวที่อ่อนแอที่สุดเห็นจะเป็นสัตว์อสูรระดับที่เจ็ด ซึ่งหากต้องเผชิญหน้ากับมันแค่เพียงตัวเดียวก็ทำเอาจินหืดขึ้นคอได้แล้ว นี่ไม่นับตัวอื่นๆ ที่จินก็ไม่แน่ใจว่ามันมีระดับเท่าไหร่กันแน่ ถ้าจะให้เดาก็คงมีระดับแปดและระดับเก้าเป็นอย่างน้อย...เผลอๆ อาจจะเป็นสัตว์อสูรระดับสิบ


            การนับระดับของสัตว์อสูรนั้นแตกต่างจากมนุษย์ อเวกระดับสูงสุดที่สามารถไปถึงได้นั่นก็คืออเวกระดับที่เก้า ส่วนสัตว์อสูรสามารถเพิ่มระดับต่อไปได้อย่างอิสระ กลายเป็นสัตว์อสูรระดับที่สิบ สัตว์อสูรระดับที่สิบเอ็ด


            เป็นเพราะมนุษย์มีร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่แรกทำให้มีขีดจำกัดที่ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ หากมนุษย์ต้องการจะแข็งแกร่งขึ้นไปมากกว่านี้ จำเป็นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงร่างกายครั้งใหญ่เพื่อรองรับพลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่า


            การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่ง ในยุคที่จินยังคงมีชีวิตอยู่ เขาแทบไม่เคยเห็นใครก้าวข้ามอเวกระดับเก้าไปได้เลย จะมีแค่บุคคลที่เป็นยอดอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะข้ามผ่านไปยังขอบเขตใหม่ได้ คนเหล่านั้นถูกเรียกว่าอีโวล...


            แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องราวในอดีตเมื่อนานมาแล้ว ยุคสมัยได้เปลี่ยนผ่าน จินไม่แน่ใจว่าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนเพราะเขายังไม่ได้เห็นโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้มากพอ


            บางที...สักมุมหนึ่งของโลกอาจจะมีอเวกจำนวนมากที่ข้ามผ่านไปสู่อีโวลก็เป็นได้


            จินยังคงเฝ้ามองสัตว์อสูรตรงหน้าด้วยแววตาสับสน เขาเห็นว่าพวกมันกำลังสื่อสารกัน...แม้จะไม่ได้ดูเหมือนว่าพวกมันจะสื่อสารกันได้ดีนัก แต่นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสัตว์อสูรระดับสูงพวกนี้มีสติปัญญามากพอสมควร สิ่งนี้ทำให้เขาอดหนาวสั่นไม่ได้


            ช่วงชีวิตในอดีตเขาไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มสัตว์อสูรเท่าไหร่นักจึงไม่อาจทราบความจริงในเรื่องนี้ ยิ่งสัตว์อสูรมีระดับสูงเท่าไหร่ สติปัญญาของพวกมันก็เหมือนจะพัฒนาตามขึ้นไปด้วย


            ขณะที่จินกำลังจับจ้องกลุ่มสัตว์อสูรตรงหน้าไม่วางตา ฉับพลันประสาทสัมผัสเขาก็เหมือนรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ความรู้สึกเสียววาบลามขึ้นมาตั้งแต่เท้ายันศีรษะ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรภาพทุกอย่างก็กลายเป็นมืดดำ สติรับรู้หายวับไปในทันที


            




    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน