ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 26

    ยามราตรีสม่ำเสมอคืบคลานเข้าปกคลุมเมืองตงหยาง แสงจากโคมไฟสีชาดที่แขวนเรียงรายตามชายคาเหลาอาหาร "เมามายา" เริ่มทอแสงวับแวมตัดกับท้องฟ้าสีนิลกาฬ ท่ามกลางกระแสธารของผู้คนที่แต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี กลับมีเงาร่างหนึ่งก้าวเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยท่วงท่าเยี่ยงพยัคฆ์ลำพอง ลู่ชิง ในสภาพที่ชวนให้ผู้คนต้องเบือนหน้าหนี ชุดบัณฑิตที่เคยขาวบัดนี้กลายเป็นสีตุ่นปะชุนด้วยเศษผ้าจนนับรอยเข็มไม่ถ้วน กลิ่นคอกม้าอันเข้มข้นโชยเด่นออกมาจนสุนัขริมทางยังต้องเห่าไล่ ในอ้อมแขนของเขากอดรัดถุงผ้าใบเขรอะที่ดูภายนอกมิต่างจากถุงขยะ ทว่าน้ำหนักของมันกลับทำเอาไหล่ของเขาเอียงกระเท่เร่ไปข้างหนึ่ง

    ​เมื่อเขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเหลาอาหาร เด็กรับใช้ร่างผอมบางที่กำลังยืนต้อนรับแขกพลันหน้าถอดสี เขาคว้าไม้กวาดที่พิงเสาไว้มั่นพลางก้าวออกมาขวางทางด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว "ไปๆ! เจ้าขอทานหลงถิ่น! ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเจ้า จะไปขอเศษอาหารก็ไปหลังร้านนู่น อย่ามาทำตัวอัปมงคลขวางทางเศรษฐีเขา!" เด็กเสิร์ฟตะคอกพลางทำท่าจะเอาไม้กวาดฟาดขา

    ​ลู่ชิงมิได้สะทกสะท้าน เขาหัวเราะร่าพลางกระแทกถุงผ้าลงบนโต๊ะไม้หน้าร้านดัง "ตึง!" จนโต๊ะแทบร้าว

    "ตาบอดหรืออย่างไรเจ้าเด็กน้อย! ดูนี่เสียก่อนว่าข้าพกสิ่งใดมา" เขาคลายปากถุงออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแสงสีทองแวววาวจากแท่งเงินและทองรางวัลที่อัดแน่นอยู่ภายใน เด็กรับใช้ถึงกับตาค้าง ปากที่เคยอ้าจะด่าพลันสั่นระริก "ซะ...สวรรค์! ท่านคือบัณฑิตที่ชนะการประลองเมื่อกลางวันหรือขอรับ! เชิญด้านในเลยขอรับท่านใต้เท้า!"

    ​ภายในเหลาอาหาร เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่ประดุจฝูงผึ้งแตกรัง

    "ดูนั่นสิ! นั่นมันเจ้าคนนอนคอกม้าที่เขาเล่าลือกันนี่นา" บัณฑิตผู้หนึ่งเอ่ยพลางยกจอกสุราขึ้นบังหน้า

    "มีเงินนับร้อยตำลึง แทนที่จะไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด กลับวิ่งโร่มาสั่งซาลาเปาเข่งแล้วเข่งเล่า ช่างเป็นวาสนาที่ตกอยู่ในมือสุนัขจริงๆ"

    ​"หุบปากเถอะเจ้าคนเขลา" สหายข้างโต๊ะรีบเตือน

    "เจ้าจำไม่ได้รึว่าเมื่อกลางวันเกิดอะไรขึ้น ลมพายุหอบใหญ่นั่น แม้คนจะบอกว่าเป็นเพียงอาเพศของฟ้าฝน หรือภาพหลอนที่พวกเราเห็นเป็นเพราะอากาศร้อนจนตาฝาดไปเอง แต่ข้าว่าท่าทางของเขามันดูไม่ธรรมดาเลยนะ"

    ​"โธ่เอ๋ย... เจ้าก็คิดมากไป" พ่อค้าอ้วนโต๊ะถัดไปโพล่งขึ้น

    "พายุลูกนั้นก็แค่ลมเปลี่ยนทิศ ยาจกคนนี้ก็แค่บัณฑิตตกยากที่บังเอิญเขียนบทกวีโดนใจกรรมการเท่านั้นแหละ เจ้าดูสิ... ก้มหน้าก้มตาแทะซาลาเปาจนน้ำแกงเลอะเคราแบบนั้น จะเป็นยอดคนไปได้อย่างไร!" ขณะที่ลู่ชิงกำลังแทะซาลาเปา บทสนทนาในร้านก็เปลี่ยนหัวข้อไปสู่เรื่องใหญ่

    "พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ วันนี้จวนตระกูลมู่หรงแทบแตก! ท่านมู่หรงอวิ๋น จอมราชันผู้ยิ่งใหญ่กลับคืนสู่เมืองตงหยางแล้ว!"

    ​ทว่าในเวลาเดียวกัน ณ ทิศเหนือของเมืองตงหยาง สถานที่ตั้งของ จวนตระกูลมู่หรง ความเป็นจริงที่เหนือล้ำกว่าคำลือชื่อกำลังอุบัติขึ้น บรรยากาศภายในจวนเต็มไปด้วยความนอบน้อมสูงสุดเมื่อ มู่หรงอวิ๋น ยอดยุทธ์จอมราชันขั้นกลางผู้เกรียงไกรได้ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนหลัก โดยมี มู่หรงเทียนไห่ ผู้นำตระกูลคอยปรนนิบัติพัดวีมิห่างกาย

    ​ทันใดนั้น เงาร่างสีชมพูอ่อนดุจกลีบดอกท้อก็วิ่งพุ่งทะยานเข้ามาภายในโถงอย่างไม่เกรงใจสายตาผู้ใด นางคือ มู่หรงเสวี่ย หลานสาวผู้เลอโฉมอันดับหนึ่งของเมืองตงหยาง และยังเป็นโฉมงามใจดีคนเดียวกับที่เคยเห็นบัณฑิตยาจกผู้น่าสงสารยืนหิวโซอยู่ข้างทาง จึงได้เมตตาซื้อซาลาเปาให้เขาไปหลายลูกเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

    ​"ท่านทวด! ท่านกลับมาแล้ว!" มู่หรงเสวี่ยวิ่งเข้ามากอดแขนชายชราอย่างรวดเร็วพลางเขย่าไปมาด้วยความตื่นเต้น

    ​มู่หรงอวิ๋นแม้จะดีใจที่เห็นหลานรัก แต่ก็อดที่จะขมวดคิ้วแล้วตำหนิออกมามิได้ "เสวี่ยเอ๋อ! เจ้าเป็นสตรีสูงศักดิ์แห่งตระกูลมู่หรง อายุก็โตเป็นสาวเต็มตัวปานนี้แล้ว เหตุใดจึงยังวิ่งกระโดดโลดเต้นมิต่างจากเด็กน้อยเช่นนี้ กิริยาไม่งามเช่นนี้ระวังชายหนุ่มในแว่นแคว้นจะขยาดจนมิตกล้ามาสู่ขอเจ้าเอาได้นะ"

    ​นางมุ่ยปากอย่างแสนงอน

    "ใครจะกล้าว่าข้ากันล่ะคะท่านทวด ในเมื่อข้ามีท่านทวดที่เก่งที่สุดคอยหนุนหลังอยู่ทั้งคน... ว่าแต่ ท่านทวดไปท่องโลกกว้างมาสิบปี ไม่มีของขวัญล้ำค่ามาฝากหลานสาวคนนี้บ้างหรือคะ?"

    ​ชายชราส่ายหน้าพลางยิ้มด้วยความเอ็นดู เขาหยิบกล่องไม้หยกหอมออกมา ภายในบรรจุ "บุบผาสวรรค์" ดอกไม้เรืองแสงล้ำค่าที่มีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณให้งดงามนวลลออและชำระล้างเส้นชีพจร มู่หรงเสวี่ยตาเป็นประกายด้วยความชอบใจ นางประคองของขวัญไว้แนบอกก่อนจะน้อมคำนับและขอตัวกลับเรือนพักเพื่อให้ท่านทวดได้หลับนอนพักผ่อนจากการเดินทางอันแสนยาวนาน

    ยามราตรีสงัด กลิ่นอายความเย็นเยียบแห่งเหมันต์ฤดูเข้าปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณอันกว้างขวางของจวนตระกูลมู่หรง แสงจันทร์นวลกระจ่างอาบไล้หลังคากระเบื้องเคลือบจนทอประกายเย็นตา มู่หรงอวิ๋น ยอดยุทธ์ผู้เกรียงไกรในชุดอาภรณ์สีครามเรียบหรู ก้าวเดินอย่างแผ่วเบาไปตามระเบียงไม้หอมที่คดเคี้ยว เสียงฝีเท้าของเขานิ่งสงบจนมิต่างจากเสียงลมพัดผ่าน บัดนี้จิตใจของเขากำลังจมดิ่งอยู่กับพันธนาการลึกลับที่กักขังเขาไว้ในระดับจอมราชันขั้นกลางมาเนิ่นนานกว่าสิบปี ไม่ว่าเขาจะออกท่องยุทธจักรไปไกลสุดหล้า หรือพยายามทำความเข้าใจมรรคาแห่งกระบี่เพียงใด กำแพงล่องหนนั้นก็ยังมิทลายลงเสียที

    ​เขาเดินมาหยุดอยู่ ณ ลานหินอ่อนใต้ต้นดอกเหมยพันปีที่กำลังชูช่อผลิบาน กลีบดอกสีแดงชาดร่วงหล่นลงมาตามแรงลม ประดุจหยาดโลหิตที่แต้มลงบนผืนหิมะ ทันใดนั้น สายตาที่เฉียบคมประดุจพญาอินทรีของเขาก็พลันสะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ขัดต่อความเงียบสงบในบริเวณนั้น มันคือแผ่นกระดาษหยาบๆ มอมแมมแผ่นหนึ่งที่ถูกวางทับไว้ด้วยจอกน้ำชาบนโต๊ะหินอ่อน 

    ​ในคราแรก มู่หรงอวิ๋นเพียงนึกสงสัยว่าเหตุใดจึงมีคนทิ้งเศษขยะไว้ในลานพิธีการ ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปใกล้ในรัศมีสามก้าว สัมผัสยอดยุทธ์ระดับจอมราชันของเขาก็พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นอย่างกะทันหัน กลิ่นอาย "เจตจำนง" ที่บริสุทธิ์และลึกลับแผ่ออกมาจากน้ำหมึกที่ดูเหมือนจะยังไม่แห้งสนิทดีในความรู้สึกของเขา ชายชราขมวดคิ้วแน่น หัวใจที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำกลับเต้นระรัวประดุจกลองรบ

    ​เขายื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดูอย่างช้าๆ เพียงแค่สายตาปะทะกับอักขระตัวแรกที่เขียนด้วยลายเส้นหวัดแกว่งทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจการทำลายล้างดินฟ้า ความรู้สึกของเขาก็พุ่งทะยานเข้าสู่ห้วงมิติลี้ลับทันที!

    ​เปรี้ยง!!!!!!

    ​เสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมากลางจวนตระกูลมู่หรงอย่างรุนแรงจนผืนดินสะเทือนเลื่อนลั่นประหนึ่งแผ่นดินจะแยกออก! เสียงนั้นกึกก้องกัมปนาทข้ามกำแพงเมืองตงหยางไปไกลนับสิบลี้ ท้องฟ้าเหนือจวนที่เคยไร้เมฆหมอกกลับปรากฏวงวนแห่งสายฟ้าสีทองอร่ามที่ไหลวนเป็นเกลียวคลื่นอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าองครักษ์และข้ารับใช้นับร้อยที่วิ่งกรูออกมาดูอาเพศ ร่างของมู่หรงอวิ๋นกลับค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างช้าๆ จนไปหยุดนิ่งอยู่กลางเวหาประดุจเทพเซียนกระบี่ผู้จุติลงมาเพื่อปกครองโลก

    ​รอบกายของเขาในยามนี้มิได้ว่างเปล่า แต่กลับมีปราณกระบี่นับหมื่นนับพันสายพุ่งทะลักออกมาจากรูขุมขน ก่อตัวเป็นพายุหมุนอักษรกระบี่ที่หมุนวนอย่างรวดเร็วและแหลมคมจนอากาศรอบข้างฉีกขาด ทุกครั้งที่สายตาของเขาเคลื่อนไปตามบทกวี พลังยุทธ์ในกายที่เคยหยุดนิ่งมาสิบปีก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งประดุจเขื่อนแตก!

    ​ชายชราค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นมิได้เป็นสีน้ำตาลตามปกติอีกต่อไป แต่กลับเปล่งประกายสีทองเจิดจรัสจนมองเห็นได้จากที่ห่างไกล เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวที่แฝงไปด้วยปราณกระบี่อันคมกริบ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านไปด้วยความปีติสุดลึกล้ำ

    ​"อัศจรรย์... อัศจรรย์ยิ่งนัก! ลายเส้นเพียงขีดเดียวกลับแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินถึงเพียงนี้! เพียงข้าอ่านกวีบทนี้เพียงจบเดียว... พันธนาการสิบปีที่ล่ามข้าไว้อย่างหนาแน่นพลันมลายสิ้นมิต่างจากหยาดน้ำค้างต้องแสงตะวัน! บัดนี้ข้าบรรลุ... ข้าก้าวข้ามสู่ระดับ จอมราชันขั้นสูง ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว!"

    ​ความกดดันวิญญาณที่แผ่ออกมาในขณะนั้นทำให้มู่หรงเทียนไห่ ผู้นำตระกูล และเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ถึงกับเข่าอ่อนจนต้องทรุดลงคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความยำเกรงสูงสุด มู่หรงอวิ๋นในร่างเซียนกระบี่ค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นดิน ทว่าดวงตายังคงจับจ้องที่กระดาษในมือนิ่ง ราวกับกลัวว่ายอดคนผู้เขียนมันจะหายไป

    ​เขาเงยหน้าขึ้นแล้วคำรามถามเสียงก้องกังวานประดุจเสียงฟ้าถล่ม พลังเสียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงดวงจิตของทุกคนในตระกูล

    ​"เทียนไห่! เสวี่ยเอ๋อ! บอกข้ามาเดียวนี้! บทกวีที่เหนือล้ำกว่าคัมภีร์เซียนแผ่นนี้... ใครเป็นผู้รังสรรค์มันขึ้นมา!  ต่อให้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งในตระกูลมู่หรง ข้าก็ต้องพาเขามาที่จวนเราให้ได้!!!"