บทที่ 46: ทางเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
เทือกเขาลอยฟ้ายักษ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สวรรค์ชั้นกลางส่องประกายออร่าสีทองเจิดจ้าปกคลุมท้องฟ้าประดุจสรวงสวรรค์ในตำนาน ทิวทัศน์เบื้องหน้าช่างยิ่งใหญ่อลังการจนแทบหยุดหายใจ เกาะลอยฟ้าน้อยใหญ่นับร้อยลอยล่องอยู่กลางเวหา มีสะพานแสงสีรุ้งเจ็ดสีพาดเชื่อมต่อระหว่างเกาะต่างๆ อย่างวิจิตรตระการตา ทะเลเมฆหนาทึบเบื้องล่างดูคล้ายมหาสมุทรสีขาวนวลกว้างใหญ่ไพศาล มีปลาวิญญาณยักษ์ในตำนานกระโจนตัวพ้นเมฆขึ้นมาส่องแสงระยิบระยับลอยละล่อง รถศึกและเกี้ยววิเศษหลากสำนักโบยบินข้ามไปมาดั่งปลาแหวกว่ายในมหาสมุทร มีฝูงสัตว์อสูรปักษาสวรรค์ขนประกายมุกและมังกรจำลองคอยทำหน้าที่ลากจูงขบวนขนส่งสินค้า กลิ่นอายความอุดมสมบูรณ์อันน่าประหลาดใจของปราณฟ้าดินลอยละล่องอบอวลอบอุ่นสั่นสะเทือนมิติ
ทว่า บนรถม้าหรูหราของพันธมิตรแดนใต้ที่ประดับด้วยกระดิ่งเงินทองห้อยระย้า ส่งเสียงดังกริ๊งกร๊างใสสลวยยามข้ามสะพานสายรุ้งทองคำเพื่อมุ่งหน้าสู่ประตูสวรรค์หน้าด่านนั้น...
"เฮ้อ... ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไรนี่มันอยู่สูงเสียดฟ้าหนาวสั่นสะท้านสะโพกจริงๆ โว้ยพี่น้อง! คนเขากำลังนอนพักผ่อนตั่งนวมอุ่นๆ กอดเมียรักแดนใต้อย่างสำราญอารมณ์แท้ๆ กลับต้องเดินทางไกลข้ามเขตแดนมาท้าชะตาลิขิตฟ้าน่ารำคาญใจจริงโว้ยจ้ะปู่!" ผมนอนเอาหัวหนุนตักนุ่มของจีเสวี่ย คอยให้หลงหลิงเอ๋อร์ทุบขาบีบนวดไหล่ให้อย่างสบายอุรา พลางบ่นพึมพำกะล่อนตามสไตล์แมงดาผู้แสนเกียจคร้านขี้หลังยาวขี้หนาว
"คิกๆ สามีจ๋า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สวรรค์ชั้นกลางแห่งนี้เต็มไปด้วยยอดฝีมือวิญญาณก่อกำเนิดและทรัพยากรล้ำค่ามากมายนะเจ้าคะ หากเราสามารถปักหลักสร้างฐานหอการค้าตระกูลลู่ที่นี่ได้ ความมั่งคั่งและแต้มระบบของสามีก็จะมีกินมีใช้ไม่มีหมดนอนเสพสุขสบายไปชั่วชีวิตเลยนะจ๊ะ! อย่าเพิ่งบ่นออดอ้อนไปหน่อยเลยจ้ะคนดี อะ ป้อนขนมหยกหวานอบอวลปราณสวรรค์นี่ซะ คืนนี้ข้าจะกอดนวดบำเรอปลอบใจให้เป็นพิเศษเลยนะเจ้าคะ" จีเสวี่ย องค์หญิงใหญ่ส่งรอยยิ้มเย้ายวนป้อนขนมเข้าปากผมพลางลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนแกมขบขันในนิสัยรักความสบายของสามี
"จริงด้วยเจ้าค่ะสามี! ข้าล่ะอยากรู้จังว่าพวกอัจฉริยะแดนสวรรค์ชั้นกลางนี่ หน้าตามันจะแหกแตกกระจายขนาดไหนยามโดนพัดกระดาษของสามีตบสั่งสอน คิกๆ ดูสิเจ้าคะ แก้มของข้ายังมีรอยเกล็ดมังกรอุ่นๆ ค้างอยู่เลย เป็นเพราะศึกในถ้ำน้ำแข็งวันนั้นสามีทำข้าฟินสะท้านใจจนชีพจรมังกรเพลิงยังตื่นตัวไม่หายเลยนะจ๊ะ! ตอนนี้ข้าเลยตัวร้อนดั่งเครื่องทำความร้อนเคลื่อนที่คอยซบกอดให้สามีอุ่นสบายไม่หนาวแล้วจ้ะ!" หลงหลิงเอ๋อร์ สาวมังกรเพลิงหัวเราะร่าดวงตาตาโตเป็นประกายความซนพลางชี้แก้มแดงระเรื่อของนางให้ผมดู ซึ่งผมก็กะล่อนรักหอมแก้มนางไปหนึ่งฟอดใหญ่จนนางครางอ้อนซบไหล่ผมแน่นอิงแอบตัวอุ่นๆ แนบชิด
รถม้าของพวกเราเคลื่อนตัวมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองหน้าประตูประตูสวรรค์ ซึ่งเป็นประตูหยกขาวขนาดยักษ์สูงกว่าร้อยวา มีม่านพลังค่ายกลสีทองครอบคลุมหนาแน่นเพื่อป้องกันการบุกรุก รอบประตูมีกลุ่มทหารยามในชุดคลุมสีเหลืองทองปักลายพระอาทิตย์แผ่รังสีพลังงานหยางดุดันชัดเจนว่าเป็นคนของ "สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักผู้มีอิทธิพลคุมประตูทางเข้า
ก่อนที่พวกรถม้าของเราจะหยุด ทหารยามสองสามคนต่างจับกลุ่มคุยซุบซิบหัวเราะคึกคักบ่นเรื่องความเหนื่อยล้าและวางแผนจะรีดไถเงินจากชาวยุทธ์แดนล่างไปซื้อเหล้าทิพย์ดื่มแก้หนาว พลันเห็นรถม้าของเรามีตราสัญลักษณ์รูปหัวมังกรพ่นดอกไม้ของพันธมิตรแดนใต้ หัวหน้าทหารยามหนุ่มคนหนึ่งก็แสยะยิ้มหยิ่งยะโสดูแคลน ก้าวเท้าก้าวข้ามสะพานขวางรถม้าของผมไว้พลางตะคอกเสียงดัง: "หยุดรถม้าเดี๋ยวนี้! ชาวยุทธ์บ้านนอกแดนใต้ถือป้ายสัญลักษณ์รูปกิ้งก่าดอกไม้ริอาจก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สวรรค์ชั้นกลาง! ดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ที่ร่อนเร่ของขยะเปียกแดนล่าง หากต้องการผ่านประตูสวรรค์ จงจ่ายค่าผ่านด่านเป็น 'ศิลาวิญญาณระดับสูง' จำนวนหนึ่งหมื่นก้อนซะดี ๆ โว้ย! ไม่มีเงินก็ไสหัวกะล่อนของพวกแกกลับบ้านนอกไปซะ!"
"หา?! หนึ่งหมื่นก้อนศิลาวิญญาณระดับสูงเนี่ยนะโว้ยจ้ะพี่น้อง! นี่มันขูดรีดเนื้อหนังมังกรกะล่อนชัดๆ เลยโว้ย! ค่าผ่านทางบ้าอะไรแพงปานซื้อคฤหาสน์หรูสิบหลังได้เลยวะ! แถมยังกล้ามาด่าตราหัวมังกรจักรพรรดิของเมียข้าเป็นรูปกิ้งก่าดอกไม้ป่านอีกเหรอเนี่ย ยอมไม่ได้โว้ย!" ผมสะดุ้งขยับตัวลุกขึ้นดวงตาขึงขังในรถม้าทันที
"นี่พวกเจ้าบังอาจขูดรีดและดูหมิ่นตราสำนักของพ่อข้าหรือ?!" หลงหลิงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นโทสะมังกรพลันเดือดดาลทันควัน นางขยับเปิดประตูรถม้าก้าวเท้าก้าวออกมาแผ่ปราณมังกรอัคคีแดงฉานแกนทองคำขั้น 9 สะท้านสะเทือนสะเทือนอากาศรอบข้างร้อนฉ่าจนสะพานหินเริ่มเดือดระอุควันโขมง ทหารยามรอบข้างถึงกับหน้าถอดสีถอยหลังกรามสั่นด้วยความหวาดกลัวพลังปราณมังกรโบราณขยับตัวไม่ไหว
"หึ! คิดจะใช้กำลังฝ่าประตูสวรรค์หรือไงแม่นางงาม? ค่ายกลประตูหยกสวรรค์นี้เป็นค่ายกลระดับกึ่งวิญญาณก่อกำเนิด แม้พวกเจ้าจะแกร่งแกนทองคำขั้น 9 ก็ไม่มีวันสลายทำลายมันได้ราบคาบหรอกโว้ย! ขืนดื้อรั้นพังเข้ามา ค่ายกลจะดีดระเบิดร่างพวกแกให้แหลกเป็นผุยผงคาสะพานแน่!" หัวหน้าทหารยามพยักหน้าหัวเราะเยาะอย่างมั่นใจในพลังค่ายกลระดับสูงของสำนัก พลางมองหน้าผมโบกพัดเดินออกมาแล้วหัวเราะเย้ยหยัน: "ฮ่าๆๆ! ดูเจ้าหนุ่มหน้าขาวคนนั้นสิ ถือพัดกระดาษปัญญาอ่อนเดินกะล่อนออกมา คิดจะเอาพัดกระดาษบางๆ นั่นมาเคาะทำลายค่ายกลประตูสวรรค์ของสำนักสุริยันหรือไงวะ! โง่เง่าสิ้นดีโว้ย!"
ผมเปิดหน้าร้านค้าระบบดูไอเทมช่วยอย่างสบายอารมณ์ มีแต้มสะสมอยู่ตั้ง 135,000 แต้ม ชอปปิ้งสบาย ๆ โว้ย!
[ ติ๊ง! ตรวจพบอุปสรรค: ค่ายกลประตูหยกสวรรค์สีทองหยินหยาง ]
[ แนะนำไอเทมล้างค่ายกล: "ดัชนีทำลายค่ายกลสวรรค์" (ราคา 10,000 แต้ม) ]
[ รายละเอียด: แตะจุดศูนย์กลางค่ายกลเพื่อทำลายสมดุล ปล่อยแรงระเบิดย้อนกลับสลายม่านพลังทันควัน ]
*'อุ๊ยตาย! แสนดีจัดมาเลยระบบรักดี หมื่นแต้มเศษผงแลกกับความขี้เกียจออกแรงบ้าพลังฟันกระบี่โว้ยจ้ะพี่น้อง! ขืนไปเหนื่อยฟันดาบเสื้อผ้าหล่อ ๆ จะเปื้อนฝุ่นหมดหล่อพอดีจ้ะ!'* ผมสั่งการระบบทันที หักแต้มระบบเหลือ 125,000 แต้ม
ผมก้าวเท้าเดินนวยนาดกะล่อนโบกพัดกระดาษออกจากรถม้า ยิ้มหน้าระรื่นเย้ยทหารยาม: "ไอ้หนูเอ๋ย... ค่ายกลประตูสวรรค์ที่พวกแกภูมิใจนักหนาน่ะ มันเปราะบางปานฝุ่นทรายยามเจอพัดกระดาษของข้าคนกะล่อนโว้ยจ้ะพี่น้อง! ดูให้ดีๆ เถอะจ้ะ!"
ผมสะบัดข้อมือขวาใช้นิ้วชี้แตะจุดกึ่งกลางม่านพลังค่ายกลสีทองเบาๆ โคจรลมปราณดัชนีสวรรค์สลายค่ายกลตามคำแนะนำระบบทันควัน
[ เพล้ง! ]
[ ครืนนนนนนนนน! ตูม! ]
เสียงม่านค่ายกลสีทองแตกร้าวระเบิดออกเป็นเศษแสงเศษแก้วระยิบระยับกระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า ประตูหยกขาวขนาดยักษ์และเสาหินค้ำยันหักพังทลายทรุดพังถล่มลงมาเป็นเศษหินก้อนโตฝุ่นฟุ้งกระจายราบคาบทันทีในพริบตาเดียว แรงระเบิดพัดพาหมวกและเสื้อผ้าของทหารยามจนขาดวิ่น ทหารยามนับสิบคนโดนแรงระเบิดลมปราณซัดปลิวกระเด็นตกลงไปนอนแอ้งแม้งกลิ้งคลุกฝุ่นบาดเจ็บระเนระนาดราบคาบกระอักเลือด บางคนโดนเศษหินถล่มทับจุกอกร้องโอ๊ย ๆ คลานหนีตายพัลวัน
"บ้าน่า! ค่ายกลประตูสวรรค์... แหลกละเอียดคานิ้วชี้เดียวของมันเนี่ยนะ?!" ทหารยามกุมอกหน้าถอดสีสบตาผมอย่างหวาดเกรงปานเจออสูรกายจากต่างภพ
ทว่า ความวุ่นวายจากการพังประตูสวรรค์สั่นสะเทือนมิติส่งผลให้สัญญาณเตือนภัยของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำงานทันควัน ลมปราณสีเหลืองสว่างเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์พุ่งทะยานลงจากเกาะลอยฟ้าเบื้องบนนับสิบสาย เผยให้เห็นร่างของกลุ่มผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เหินบินกระบี่เพลิงมาปิดล้อมลานสะพานหน้าด่านไว้อย่างแน่นหนา แผ่รังสีพลังงานหยางร้อนระอุสีส้มหวังข่มเหงพวกเราสลบคาที่บ่นเรื่องความเสียหายของประตูสวรรค์ที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต
"บังอาจ! ไอ้ขยะแดนใต้หน้าขาวคนไหนที่มันกล้ามาพังประตูทางเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา! ค่าเสียหายประตูหยกขาวแสนปีนี้ พวกแกต้องชดใช้ด้วยเลือดและวิญญาณ จงก้มหัวกราบยอมรับความตายซะเดี๋ยวนี้!" ผู้อาวุโสหนวดขาวคนหนึ่งตะคอกลั่นแผ่ปราณแกนทองคำขั้น 9 ปล่อยเปลวไฟลุกท่วมกระบี่ชี้ตรงมาที่ผม
สถานการณ์ตึงเครียดหนักหน่วงจนจีเสวี่ยและหลงหลิงเอ๋อร์ชักกระบี่เตรียมศึกสงคราม ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
[ กริ๊งงงงง! ]
เสียงกระดิ่งเงินและกลิ่นอายหอมสดชื่นของดอกไม้วิเศษหลากสีรวมทั้งธูปหอมพรีเมียมราคาแพง โชยมาจากสะพานทิศเหนือ ปรากฏเกี้ยวหรูหราไหมสีเหลืองทองประดับด้วยหยกแก้วมณีล้ำค่าลายสัญลักษณ์ตระกูลเซิน (หอการค้าร้อยสมบัติ) เคลื่อนที่ลอยกลางอากาศอย่างช้า ๆ ม่านสีทองแหวกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นสาวใช้ในชุดประณีตเดินก้าวออกมายื่นเหรียญตราเงินตราลวดลายมังกรหงส์ทองคำสลักคำว่า 'เซิน' ส่งมอบให้ผู้อาวุโสสำนักสุริยัน
เหล่าผู้อาวุโสที่เคยดุดันเห็นตราหยกเหรียญเงินตระกูลเซินถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือด ตัวสั่นเทารีบก้มกราบขออภัยละล่ำละลักและถอนกระบี่ถอยหลังหลบทางด้วยความยำเกรงบารมีเงินตรามหาศาลที่กุมเศรษฐกิจสวรรค์ชั้นกลางไว้ในทันที!
---