จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 150 แผนของจี๋หลินเวิ่นเทียน Re

            “ประกาศผู้ชนะได้ยังไง  ในเมื่อกรณีเมื่อครู่นี้  อวี้กงทำร้ายประมุขตระกูลของเรา  ทำให้เส้าเทียนเสียสมาธิจนต้องพ่ายแพ้และสิ้นชีพลง  แบบนี้เหรอการแข่งที่ยุติธรรม” คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่ตะโกนก่นด่า  หมายจะประจานให้อวี้กงเสื่อมเสียชื่อเสียง


            “ข้าบอกให้เงียบไง” จางหนี่หวังตะโกนไปอีกรอบ  ทำให้คนเหล่านั้นหุบปากทันที


            “เรื่องนี้สมควรทำให้กระจ่างถูกแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “เช่นนั้น  ท่านเทพกระบี่  ท่านลงมือสังหารคนของตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลน  ท่านทำไปเพราะอะไร” จางหนี่หวังถาม


            'โอ๊ย ข้าจะเกร็งหน้าไม่ไหวแล้ว  ป้าจางที่ทำหน้าจริงจังแบบนั้นดูตลกสุด ๆ  รีบ ๆ จบเรื่องนี้เสียที  ข้าอยากจะปล่อยหัวเราะออกมาดัง ๆ เหลือเกิน' ไป่ฉีพยายามปั้นหน้าให้นิ่งที่สุด


            “เพราะประมุขของตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลน  เล่นตุกติกโดยการซัดเข็มพิษหมายจะฆ่าประมุขน้อยเฟิงเทียน และช่วยให้ จี๋หลินเส้าเทียน เป็นผู้ชนะ  เราไม่สามารถทนเห็นความอยุติธรรมเช่นนี้ได้  จึงลงไปเพื่อขัดขวางการกระทำครั้งนี้” ไป่ฉีกล่าว


            “อย่ามาพูดมั่วซั่ว  มีหลักฐานรึเปล่า” คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่ชี้มาที่ไป่ฉี


            “ใช่ ๆ  มีหลักฐานรึเปล่า” คนในตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่อีกหลาย ๆ คนกล่าวเสริมขึ้น  พวกเขาจนมุมจนต้องสู้แล้ว


            “ฉันบอกให้เงียบ  เป็นครั้งที่ 3 แล้วนะ  จะหุบปากกันได้รึยัง  ไอ้พวกมีหูไว้ประดับ  มีปากเหมือนตูดที่พ่นแต่ของเน่าเหม็น  เสียงฉันไม่เคยเข้าถึงสมองเลยรึไง” จางหนี่หวังชักเริ่มรำคาญคนพวกนี้เต็มทนแล้ว


            เมื่อทุกคนกลับมาเงียบอีกครั้ง  ไป่ฉีเรียกสมาร์ททีวีออกมาจากแหวนมิติ  จากนั้นถามหาสายไฟจากผู้อาวุโสคุมกฎ  ใช้เวลาอยู่สักครู่  สมาร์ททีวีก็เชื่อมต่อกับกล้องของเขาเรียบร้อย


            “งั้นก็แหกตาดูซะ” ไป่ฉีกดเล่นคลิป  


            เมื่อคลิปถูกเล่น  ภาพที่ทุกคนเห็นคือกล้องถูกโฟกัสไปที่ประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่  เมื่อการแข่งดำเนินมาจนถึงช่วงก่อนเกิดเหตุ  คลิปถูกปรับให้มีความเร็วช้าลงมาก  ทำให้ทุกคนเห็นการซัดเข็มพิษและเข็มที่มียาถอนพิษไปทางเฟิงเทียนและเส้าเทียน  สิ่งที่ทุกคนเห็นนับเป็นหลักฐานที่มัดตัวตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่จนดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว


            “ความจริงปรากฏแล้ว  ขอถามผู้อาวุโสคุมกฎ  ตามกฎของตำหนักเทพกิเลน  ผู้คิดสังหารประมุขน้อยของตำหนักเทพ  มีโทษสถานใด” จางหนี่หวังถามผู้อาวุโสคุมกฎ


            “เรียนประมุขจาง  โทษคือถูกสังหารทั้งตระกูลครับ” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว


            “หน่วยกิเลนเงา” จี๋หลินเวิ่นเทียนตะโกนขึ้น  พลันปรากฏกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ชุดดำออกมาจากเงามืดบ้าง  จากอาคารและหลังคาบริเวณรอบ ๆ  มารวมตัวกันที่ลานประลอง  ซึ่งทุกคนอยู่ในระดับปราณจักรพรรดิ  ที่อกของชุดปักลายหัวกิเลนหน้าตรงสีทองเอาไว้


            เท่าที่ไป่ฉีรู้มา  หน่วยนี้นั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งยุทธภพ  เป็นหน่วยสังหารที่ทำงานเร็วที่สุดของยุทธภพ  แม้แต่ตำหนักเทพมังกรครามที่ได้ชื่อว่าเป็นตำหนักเทพอันดับ 1 ก็ไม่มีกองกำลังที่สามารถสังหารได้รวดเร็วเท่ากับตำหนักเทพกิเลน


            “ประมุขโปรดบอกความประสงค์แก่พวกเรามาได้เลยครับ” ชายชุดดำที่ดูจะเป็นหัวหน้ากล่าวขึ้น  ซึ่งไป่ฉีจำได้ว่าชายคนนี้เป็นคนเดียวกับที่พวกต้าถงไปหาเรื่อง และทำร้ายพวกต้าถงจนบาดเจ็บสาหัส


            “สังหารคนในตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ให้หมด  ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว  ส่วนพวกที่อยู่ที่นี่  ฉันจะจัดการเอง” จี๋หลินเวิ่นเทียนออกคำสั่งทันที


            “น้อมรับคำสั่ง” กล่าวจบกลุ่มชายชุดดำทั้งหมดก็เหาะจากไปทันที


            “ประมุขจี๋หลิน  ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย” คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นขอร้องอ้อนวอน  เพื่อให้จี๋หลินเวิ่นเทียนไว้ชีวิตพวกเขา


            “ท่านอวี้กง  เรื่องนี้เราให้ท่านจัดการ  เพราะท่านเป็นคนที่โดนกล่าวหาว่าร้าย  ท่านเห็นสมควรทำเช่นไรกับคนพวกนี้ก็ทำเถอะ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว  สำหรับเขาแล้ว  หากเขาจะลงมือมันไม่ค่อยเป็นผลดีเท่าไหร่  เพราะจะทำให้ตระกูลในปกครองระแวงเขา  ว่าสักวันหนึ่งพวกเขาอาจถูกจี๋หลินเวิ่นเทียนกำจัดเช่นกัน  แต่ถ้าอวี้กงที่เป็นคู่กรณีโดยตรงลงมือ  ก็นับว่าสมเหตุสมผล  นอกจากนี้ยังทำให้เขาไม่ผิดใจกับตระกูลในปกครองอีกด้วย


            “เราจางหนี่หวัง  เห็นด้วย  เรื่องนี้ควรให้ท่านอวี้กงชำระความกับพวกเขาเอง” จางหนี่หวังกล่าว


            “ไม่ควรเป็นเรา  แต่ควรเป็นประมุขน้อยเฟิงเทียนต่างหากที่ต้องชำระความ  เพราะเขาเกือบถูกเข็มพิษจากคนพวกนี้ฆ่าตาย” ไป่ฉีกล่าว


            'แสดงวิชากิเลนอสนี ออกมาเสีย  เพื่อเป็นการประกาศแก่ที่ประชุมชนที่นี่  ว่าฝีมือของเจ้าร้ายกาจขนาดไหน' ไป่ฉีส่งปราณสื่อสารไปหาเฟิงเทียน


            “เช่นนั้น  ผู้น้อยจะไม่ออมมืออีกต่อไป” เฟิงเทียนเริ่มโคจรพลังปราณตามเคล็ดวิชากิเลนอสนี  ร่างของเขาลอยขึ้นแผ่ประกายสายฟ้านับร้อยนับพัน  ตอนนี้ราวกับเขาเป็นเทพอสนีเลยทีเดียว  ด้วยสายฟ้าที่ห่อหุ้มร่างกายแผ่คลื่นพลังรุนแรงออกมาให้เห็น


            “อสนีบาตกิเลน” เฟิงเทียนชี้นิ้วไปที่กลุ่มของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่  ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถหนีได้เพราะเขตแดนที่ไป่ฉีกางไว้  


            ปลายนิ้วของเฟิงเทียนกลายเป็นจุดรวมของสายฟ้านับพัน  ก่อนที่สายฟ้าจะพุ่งเป็นเส้นสายราวกับฟ้าผ่า  เป้าหมายคือกลุ่มตระกูลของฮูหยินใหญ่


            ตูม!


            เกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่านับพันดังไปทั่วบริเวณ  ประกายสายฟ้าเจิดจ้าจนทุกคนตาพร่าไปหมด  พวกเขาไม่ได้ยินเสียงร้องของคนในตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่เลยแม้แต่น้อย  ด้วยเพราะเสียงของสายฟ้านั้นดังกลบเสียงกรีดร้องก่อนตายของพวกมันจนหมด


            หลังทุกอย่างสงบลง  จุดที่คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่เคยนั่งกันอยู่  เหลือเพียงเศษขี้เถ้าที่ไม่หลงเหลือรูปร่างของมนุษย์อีกต่อไป  เหล่าตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลน  ผู้อาวุโสของตำหนักเทพกิเลน  ต่างกลืนน้ำลายดังเอื้อก  พร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบตามใบหน้าและหลังของพวกเขา


            “พลังทำลายอะไรกันเนี่ย” ผู้อาวุโสตำหนักเทพคนหนึ่งกล่าวขึ้น  มือไม้สั่น  แข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้อีกครั้ง  หลังจากยืนชะเง้อดูผลของ อสนีบาตกิเลน


            “เฟิงเทียนแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  การแข่งกับเส้าเทียนเมื่อครู่เขาไม่ได้เอาจริงเลยแม้แต่น้อย  ไม่อย่างนั้นด้วยการโจมตีด้วยสายฟ้าเมื่อครู่  เส้าเทียน คงกลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งกล่าว


            “นี่สิ  ถึงจะสมกับเป็นประมุขน้อยของตำหนักเทพกิเลน  ความเร็วของสายฟ้าเมื่อครู่  ต่อให้เป็นประมุขของตำหนักเทพมังกรครามก็หลบไม่พ้นแน่ ๆ” ผู้อาวุโสหอโอสถกล่าว


            จี๋หลินเวิ่นเทียนปรบมือให้กับความสามารถของเฟิงเทียน  ตามมาด้วยเสียงปรบมือของผู้คนโดยรอบ  ตอนนี้จี๋หลินเวิ่นเทียนรู้สึกภูมิใจ  ดีใจ และตื้นตันที่บุตรชายของตนได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขามีความสามารถ  ได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสของตำหนักเทพ  นั่นหมายความว่า  เมื่อเขาที่เป็นประมุขสละตำแหน่ง  เฟิงเทียนจะได้รับแรงสนับสนุนกับความจงรักภักดีจากผู้อาวุโสเหล่านี้แน่นอน


            “การประลองวันนี้จบลงแล้ว  พรุ่งนี้จะเป็นการประลองเพื่อคัดเลือกคนขึ้นมารับตำแหน่งต่าง ๆ ภายในตำหนักเทพ  ขอให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนประกาศจบการประลองในวันนี้  ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับที่พักของตน


            “ประมุขจาง  ท่านอวี้กง  ผมได้ให้คนเตรียมห้องเอาไว้ให้แล้ว  เมื่อถึงเวลา  ผมจะให้ผู้อาวุโสไปเชิญมาร่วมมื้อเย็นนะครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “เช่นนั้น  ไม่เกรงใจล่ะนะ” จางหนี่หวังเดินตามบ่าวของตำหนักเทพไปยังที่พัก


            'ถึงยังไงเส้าเทียนก็เป็นลูกชายท่าน  เราคิดว่าที่เขามีนิสัยแบบนี้เพราะแม่ของเขา และความกดดันที่ทุกคนมีต่อเขา  เราคิดจะให้โอกาสเขา  ให้เขาได้เกิดใหม่ในท้องอนุภรรยาของท่าน' ไป่ฉีส่งปราณสื่อสารไปหาจี๋หลินเวิ่นเทียน


            'ท่านทำได้เหรอ' จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม  พอเขาคิดตามที่อีกฝ่ายกล่าวก็เริ่มคิดตาม  หากเส้าเทียนได้แม่ที่ดี  ได้สภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกกดดันคาดหวัง  เส้าเทียนอาจไม่กลายเป็นแบบทุกวันนี้ก็ได้


            'แน่นอน  รอฟังข่าวดีได้เลย' ไป่ฉีตอบ  เขาจัดการใช้ของวิเศษที่ชื่อ [จุติฉับพลัน]  ซึ่งใช้ได้เพียงครั้งเดียว  ผลของมันจะทำให้วิญญาณดวงหนึ่งไม่ต้องไปยังปรโลกก็สามารถไปเกิดใหม่ได้  เพียงแค่กำหนดตัวผู้เป็นแม่เท่านั้น


            "เราขอตัวก่อน" ไป่ฉีเอามือป้องปากหาวออกมาก  ตอนนี้เขาดูเกียจคร้านมาก  ต่างกับตอนนั่งชมการประลองลิบลับเลย  ก่อนจะตามบ่าวของตำหนักเทพไปยังห้องพักของตน


            "ขอบพระคุณมากครับ" จี๋หลินเวินเทียนคุกเข่าลงพร้อมกับประสานมือคำนับอวี้กงที่หันหลังให้  ท่ามกลางความสงสัยของผู้ที่ได้พบเห็น  แน่นอนว่าต่อให้มีใครถามเรื่องนี้  จี๋หลินเวิ่นเทียนก็ไม่คิดจะบอก  เพื่อตัวเส้าเทียนที่กำลังจะกลับมาเกิดเป็นน้องชายของเฟิงเทียน


            ระหว่างทางไป่ฉีลองมองตรวจสอบตามห้องที่เปิดประตูไว้  แม้ว่าภายนอกตัวอาคารและสถาปัตยกรรมเป็นแบบโบราณเหมือนที่เขาเห็นที่ตระกูลไป๋  แต่ลักษณะภายในห้องนั้นเหมือนกับห้องในคอนโดมิเนียมทั่วไป  ใช้เวลาเดินไม่นานเขาก็มาถึงห้องพักที่ทางตำหนักเทพกิเลนจัดไว้ให้


            “เชิญครับท่านอวี้กง” บ่าวชายของตำหนักเทพเปิดประตูให้กับไป่ฉี  แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไป  เขาพบหญิงสาววัย 20-25 ปี  แต่งกายวาบหวิวนอนทอดกายรอเขาอยู่ที่โซฟาและเตียงภายในห้อง


            “นี่คืออะไร” ไป่ฉีหันไปถามบ่าวชายที่เปิดห้องให้


            “เรียนท่านอวี้กง  ท่านประมุขบอกว่าท่านนั่งดูการประลองทั้งวันคงจะปวดเมื่อย  เลยให้จัดเอามือนวดชั้นดีส่งตรงจากตำหนักของท่านประมุขมาให้ท่านโดยเฉพาะครับ” บ่าวชายของตำหนักเทพกล่าว


            “ประมุขจี๋หลินช่างใจกว้างและเอาใจใส่แขกดียิ่งนัก  แต่เราต้องการพักผ่อน  ให้พวกนางออกไปได้  เราไม่ได้ปวดเมื่อยอะไร” ไป่ฉีปฏิเสธทันที


            “ท่านอวี้กง  พวกเราอยากดูแลปรนนิบัติท่าน  ไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาโอบเอวของไป่ฉีจากด้านหลัง  เธอพยายามใช้หน้าอกอันแสนภูมิใจบดเบียดไปมาที่ด้านหลังของไป่ฉี  ซ้ำยังฉวยโอกาสขบเม้มหูของเขาอีกด้วย


            “พวกเจ้า….” ไป่ฉียังกล่าวไม่จบ  หญิงสาวอีก 2 คนก็คล้องแขนเขาทั้ง 2 ข้างเอาไว้  ใช้หน้าอกของเธอถูไปมาที่ต้นแขนทั้ง 2 ของเขา  ส่วนช่วงล่างของพวกเธอก็กำลังบดเบียดกับต้นขาของเขาเช่นกัน


            “เป็นยังไงบ้างคะ  หายเมื่อยรึเปล่า  ท่านอวี้กง  พวกเราสามารถปรนนิบัติท่านได้มากกว่านี้อีกนะคะ” หญิงสาวที่อยู่ด้านขวากล่าวขึ้น  มือของเธอค่อย ๆ ล้วงเข้าไปในสาปเสื้อของไป่ฉี และสัมผัสกับหน้าอกของเขา


            'เห็นว่าข้ายังหนุ่มแน่นจะหลงไหลชมชอบพวกตัวเหม็นคาวกามแบบนี้เหรอ ฝันไปเถอะ' ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็โคจรปราณหยินและปลดปล่อยมันออกมาเพื่อผลักให้หญิงสาวทั้งหมดออกไปจากตัว  จากนั้นพวกเธอทั้ง 3 ก็ถูกแช่แข็งในทันที


            “ให้คนมายกนังร่านทั้ง 3 ตัวนี่ไปจากห้องเรานี้เดี๋ยวนี้  มิเช่นนั้น  เกรงว่าคงต้องล่วงเกินประมุขจี๋หลินโดยการทำลายตำหนักเทพกิเลนสัก 9 ใน 10 ส่วนสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด


            “ทราบแล้วครับ  ผมจะรีบให้คนมายกหญิงสาวเหล่านี้ออกไปครับ  ว่าแต่พวกเธอยังไม่ตายใช่ไหมครับ” บ่าวชายถามขึ้น  หน้าตาตื่น  ด้วยเพราะท่าทางของเทพกระบี่กำลังแสดงความไม่พอใจ  หากเกิดโมโหมากกว่านี้  เกรงว่าชีวิตน้อย ๆ ของเขาคงต้องจบสิ้นเป็นแน่


            “ยัง  เราแค่แช่แข็งไม่ให้ขยับได้  เอาพวกนางไปลงอ่างน้ำร้อนภายใน 5 นาที  ไม่อย่างนั้น  พวกนางตายจริง ๆ แน่” ไป่ฉีกล่าว


            “ทราบแล้วครับ” บ่าวชายรับคำเสร็จแล้วก็รีบวิ่งไปตามคนมายกหญิงสาวทั้ง 3 ที่กลายเป็นน้ำแข็งไปลงอ่างน้ำร้อนทันที


            เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว  ไป่ฉีทำการล็อกประตูหน้าต่าง และลงอักขระลมปราณเอาไว้  เพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามาในห้องเขาได้  เพราะเขาว่าจะไปหาเจ้าศิษย์โรคจิตเสียหน่อย


            'ทุกอย่างเรียบร้อย  ว่าแต่ป้าจางจะเจอแบบเรารึเปล่านะ' ไป่ฉีคิดได้เช่นนั้นก็ใช้จิตออกไปดูจางหนี่หวัง


            เพี้ยะ ๆ ๆ


            เสียงเหมือนวัสดุบางอย่างคล้ายแส้กำลังหวดลงบนเนื้อหนังของคนดังออกมาจากเรือนรับรองที่จางหนี่หวังเข้าพัก


            “อา  ประมุขจาง  แบบนี้ได้รึเปล่าครับ” เสียงชายหนุ่มดังออกมาจากห้อง


            “ลองเทียนนี่ดูสิ  เสียวมากเลยนะ ฮิฮิ” เสียงจางหนี่หวังดังออกมา


            “โอ้ว  สุดยอดเลย  อา  ประมุขจาง  ใช้กุญแจมือรั้งผมไว้แบบนี้  เมื่อไหร่เราจะเริ่มทำเรื่องนั้นกันล่ะครับ” เสียงชายหนุ่มอีกคนดังออกมา


            “แหม  พวกเธออายุยังน้อย  แต่น่าจะเรียนรู้การดูแลเอาใจหญิงสาวบนเตียงดีจังเลยนะ  ฉันขอถามหน่อยสิ  ผ่านกันมากี่คนแล้วล่ะหา” จางหนี่หวังถามเสร็จ  เสียงแส้ก็ดังขึ้น  แต่แทนจะได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด  กลับได้ยินเสียงครางออกมาอย่างสุขสมของชายหนุ่มแทน


            “อ้า  ได้โปรด  ประมุขจาง  ให้ของผมได้เข้าไปเถอะครับ  ตรงนั้นผมปวดไปหมดแล้ว” เสียงชายหนุ่มที่ครางเมื่อครู่กล่าวขึ้น


            “ฉันจะช่วยเอง” จางหนี่หวังกล่าวจบก็มีเสียงแส้ดังขึ้นไม่นาน  ชายหนุ่มก็ร้องเสียงดังเหมือนควายถูกเชือด  คาดว่าคงถึงจุดสุดยอดไปแล้วจากการทรมานของประมุขจาง


            'ป้าจางซาดิสท์กว่าที่คิดอีกนะเนี่ย  กลิ่นที่ออกมาจากห้อง นอกจากกลิ่นคาวน้ำกามพวกชายหนุ่มในห้อง  ยังมีกลิ่นยาปลุกกำหนัดด้วย  หือ  ป้าจางมอมยาพวกนี้เหรอเนี่ย  ฮ่า ฮ่า ฮ่า  อยากรู้จริง ๆ ว่าประมุขจี๋หลินจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าชายหนุ่มที่หวังจะใช้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักเทพกิเลนกับสมาคมการค้าตะวันจันทรา  ถูกป้าจางวางยาจนร้องขอให้ทรมานให้ตัวเองเสร็จกิจ  จี๋หลินเวิ่นเทียนแม้ภายนอกจะดูสุภาพอ่อนน้อม  แต่ก็วางแผนร้ายไว้เช่นกัน  ในกาน้ำชาที่ห้องของข้าเองก็ได้กลิ่นยาปลุกกำหนัดในนั้นเหมือนกัน  นี่คือสาเหตุที่ยินดีให้ข้ามาชมการประลองของตำหนักเทพกิเลน  หวังรวบหัวรวบหางทั้งข้ากับป้าจางให้กลายเป็นคนของตระกูลจี๋หลินแบบถอนตัวไม่ขึ้นสินะ  หึ  รอให้เฟิงเทียนขึ้นครองตำแหน่งก่อนเถอะ  ข้าจะให้เขายกเครื่องระบบเก่าที่นี่ทิ้งให้หมด' ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็ผละจากห้องของจางหนี่หวัง  ไปยังห้องของเฟิงเทียนแทน

    ________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน