“ประกาศผู้ชนะได้ยังไง ในเมื่อกรณีเมื่อครู่นี้ อวี้กงทำร้ายประมุขตระกูลของเรา ทำให้เส้าเทียนเสียสมาธิจนต้องพ่ายแพ้และสิ้นชีพลง แบบนี้เหรอการแข่งที่ยุติธรรม” คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่ตะโกนก่นด่า หมายจะประจานให้อวี้กงเสื่อมเสียชื่อเสียง
“ข้าบอกให้เงียบไง” จางหนี่หวังตะโกนไปอีกรอบ ทำให้คนเหล่านั้นหุบปากทันที
“เรื่องนี้สมควรทำให้กระจ่างถูกแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“เช่นนั้น ท่านเทพกระบี่ ท่านลงมือสังหารคนของตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลน ท่านทำไปเพราะอะไร” จางหนี่หวังถาม
'โอ๊ย ข้าจะเกร็งหน้าไม่ไหวแล้ว ป้าจางที่ทำหน้าจริงจังแบบนั้นดูตลกสุด ๆ รีบ ๆ จบเรื่องนี้เสียที ข้าอยากจะปล่อยหัวเราะออกมาดัง ๆ เหลือเกิน' ไป่ฉีพยายามปั้นหน้าให้นิ่งที่สุด
“เพราะประมุขของตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลน เล่นตุกติกโดยการซัดเข็มพิษหมายจะฆ่าประมุขน้อยเฟิงเทียน และช่วยให้ จี๋หลินเส้าเทียน เป็นผู้ชนะ เราไม่สามารถทนเห็นความอยุติธรรมเช่นนี้ได้ จึงลงไปเพื่อขัดขวางการกระทำครั้งนี้” ไป่ฉีกล่าว
“อย่ามาพูดมั่วซั่ว มีหลักฐานรึเปล่า” คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่ชี้มาที่ไป่ฉี
“ใช่ ๆ มีหลักฐานรึเปล่า” คนในตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่อีกหลาย ๆ คนกล่าวเสริมขึ้น พวกเขาจนมุมจนต้องสู้แล้ว
“ฉันบอกให้เงียบ เป็นครั้งที่ 3 แล้วนะ จะหุบปากกันได้รึยัง ไอ้พวกมีหูไว้ประดับ มีปากเหมือนตูดที่พ่นแต่ของเน่าเหม็น เสียงฉันไม่เคยเข้าถึงสมองเลยรึไง” จางหนี่หวังชักเริ่มรำคาญคนพวกนี้เต็มทนแล้ว
เมื่อทุกคนกลับมาเงียบอีกครั้ง ไป่ฉีเรียกสมาร์ททีวีออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นถามหาสายไฟจากผู้อาวุโสคุมกฎ ใช้เวลาอยู่สักครู่ สมาร์ททีวีก็เชื่อมต่อกับกล้องของเขาเรียบร้อย
“งั้นก็แหกตาดูซะ” ไป่ฉีกดเล่นคลิป
เมื่อคลิปถูกเล่น ภาพที่ทุกคนเห็นคือกล้องถูกโฟกัสไปที่ประมุขตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ เมื่อการแข่งดำเนินมาจนถึงช่วงก่อนเกิดเหตุ คลิปถูกปรับให้มีความเร็วช้าลงมาก ทำให้ทุกคนเห็นการซัดเข็มพิษและเข็มที่มียาถอนพิษไปทางเฟิงเทียนและเส้าเทียน สิ่งที่ทุกคนเห็นนับเป็นหลักฐานที่มัดตัวตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่จนดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว
“ความจริงปรากฏแล้ว ขอถามผู้อาวุโสคุมกฎ ตามกฎของตำหนักเทพกิเลน ผู้คิดสังหารประมุขน้อยของตำหนักเทพ มีโทษสถานใด” จางหนี่หวังถามผู้อาวุโสคุมกฎ
“เรียนประมุขจาง โทษคือถูกสังหารทั้งตระกูลครับ” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว
“หน่วยกิเลนเงา” จี๋หลินเวิ่นเทียนตะโกนขึ้น พลันปรากฏกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ชุดดำออกมาจากเงามืดบ้าง จากอาคารและหลังคาบริเวณรอบ ๆ มารวมตัวกันที่ลานประลอง ซึ่งทุกคนอยู่ในระดับปราณจักรพรรดิ ที่อกของชุดปักลายหัวกิเลนหน้าตรงสีทองเอาไว้
เท่าที่ไป่ฉีรู้มา หน่วยนี้นั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งยุทธภพ เป็นหน่วยสังหารที่ทำงานเร็วที่สุดของยุทธภพ แม้แต่ตำหนักเทพมังกรครามที่ได้ชื่อว่าเป็นตำหนักเทพอันดับ 1 ก็ไม่มีกองกำลังที่สามารถสังหารได้รวดเร็วเท่ากับตำหนักเทพกิเลน
“ประมุขโปรดบอกความประสงค์แก่พวกเรามาได้เลยครับ” ชายชุดดำที่ดูจะเป็นหัวหน้ากล่าวขึ้น ซึ่งไป่ฉีจำได้ว่าชายคนนี้เป็นคนเดียวกับที่พวกต้าถงไปหาเรื่อง และทำร้ายพวกต้าถงจนบาดเจ็บสาหัส
“สังหารคนในตระกูลของอดีตฮูหยินใหญ่ให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว ส่วนพวกที่อยู่ที่นี่ ฉันจะจัดการเอง” จี๋หลินเวิ่นเทียนออกคำสั่งทันที
“น้อมรับคำสั่ง” กล่าวจบกลุ่มชายชุดดำทั้งหมดก็เหาะจากไปทันที
“ประมุขจี๋หลิน ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย” คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นขอร้องอ้อนวอน เพื่อให้จี๋หลินเวิ่นเทียนไว้ชีวิตพวกเขา
“ท่านอวี้กง เรื่องนี้เราให้ท่านจัดการ เพราะท่านเป็นคนที่โดนกล่าวหาว่าร้าย ท่านเห็นสมควรทำเช่นไรกับคนพวกนี้ก็ทำเถอะ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว สำหรับเขาแล้ว หากเขาจะลงมือมันไม่ค่อยเป็นผลดีเท่าไหร่ เพราะจะทำให้ตระกูลในปกครองระแวงเขา ว่าสักวันหนึ่งพวกเขาอาจถูกจี๋หลินเวิ่นเทียนกำจัดเช่นกัน แต่ถ้าอวี้กงที่เป็นคู่กรณีโดยตรงลงมือ ก็นับว่าสมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังทำให้เขาไม่ผิดใจกับตระกูลในปกครองอีกด้วย
“เราจางหนี่หวัง เห็นด้วย เรื่องนี้ควรให้ท่านอวี้กงชำระความกับพวกเขาเอง” จางหนี่หวังกล่าว
“ไม่ควรเป็นเรา แต่ควรเป็นประมุขน้อยเฟิงเทียนต่างหากที่ต้องชำระความ เพราะเขาเกือบถูกเข็มพิษจากคนพวกนี้ฆ่าตาย” ไป่ฉีกล่าว
'แสดงวิชากิเลนอสนี ออกมาเสีย เพื่อเป็นการประกาศแก่ที่ประชุมชนที่นี่ ว่าฝีมือของเจ้าร้ายกาจขนาดไหน' ไป่ฉีส่งปราณสื่อสารไปหาเฟิงเทียน
“เช่นนั้น ผู้น้อยจะไม่ออมมืออีกต่อไป” เฟิงเทียนเริ่มโคจรพลังปราณตามเคล็ดวิชากิเลนอสนี ร่างของเขาลอยขึ้นแผ่ประกายสายฟ้านับร้อยนับพัน ตอนนี้ราวกับเขาเป็นเทพอสนีเลยทีเดียว ด้วยสายฟ้าที่ห่อหุ้มร่างกายแผ่คลื่นพลังรุนแรงออกมาให้เห็น
“อสนีบาตกิเลน” เฟิงเทียนชี้นิ้วไปที่กลุ่มของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่ ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถหนีได้เพราะเขตแดนที่ไป่ฉีกางไว้
ปลายนิ้วของเฟิงเทียนกลายเป็นจุดรวมของสายฟ้านับพัน ก่อนที่สายฟ้าจะพุ่งเป็นเส้นสายราวกับฟ้าผ่า เป้าหมายคือกลุ่มตระกูลของฮูหยินใหญ่
ตูม!
เกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่านับพันดังไปทั่วบริเวณ ประกายสายฟ้าเจิดจ้าจนทุกคนตาพร่าไปหมด พวกเขาไม่ได้ยินเสียงร้องของคนในตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่เลยแม้แต่น้อย ด้วยเพราะเสียงของสายฟ้านั้นดังกลบเสียงกรีดร้องก่อนตายของพวกมันจนหมด
หลังทุกอย่างสงบลง จุดที่คนของตระกูลอดีตฮูหยินใหญ่เคยนั่งกันอยู่ เหลือเพียงเศษขี้เถ้าที่ไม่หลงเหลือรูปร่างของมนุษย์อีกต่อไป เหล่าตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลน ผู้อาวุโสของตำหนักเทพกิเลน ต่างกลืนน้ำลายดังเอื้อก พร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบตามใบหน้าและหลังของพวกเขา
“พลังทำลายอะไรกันเนี่ย” ผู้อาวุโสตำหนักเทพคนหนึ่งกล่าวขึ้น มือไม้สั่น แข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้อีกครั้ง หลังจากยืนชะเง้อดูผลของ อสนีบาตกิเลน
“เฟิงเทียนแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน การแข่งกับเส้าเทียนเมื่อครู่เขาไม่ได้เอาจริงเลยแม้แต่น้อย ไม่อย่างนั้นด้วยการโจมตีด้วยสายฟ้าเมื่อครู่ เส้าเทียน คงกลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งกล่าว
“นี่สิ ถึงจะสมกับเป็นประมุขน้อยของตำหนักเทพกิเลน ความเร็วของสายฟ้าเมื่อครู่ ต่อให้เป็นประมุขของตำหนักเทพมังกรครามก็หลบไม่พ้นแน่ ๆ” ผู้อาวุโสหอโอสถกล่าว
จี๋หลินเวิ่นเทียนปรบมือให้กับความสามารถของเฟิงเทียน ตามมาด้วยเสียงปรบมือของผู้คนโดยรอบ ตอนนี้จี๋หลินเวิ่นเทียนรู้สึกภูมิใจ ดีใจ และตื้นตันที่บุตรชายของตนได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขามีความสามารถ ได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสของตำหนักเทพ นั่นหมายความว่า เมื่อเขาที่เป็นประมุขสละตำแหน่ง เฟิงเทียนจะได้รับแรงสนับสนุนกับความจงรักภักดีจากผู้อาวุโสเหล่านี้แน่นอน
“การประลองวันนี้จบลงแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นการประลองเพื่อคัดเลือกคนขึ้นมารับตำแหน่งต่าง ๆ ภายในตำหนักเทพ ขอให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนประกาศจบการประลองในวันนี้ ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับที่พักของตน
“ประมุขจาง ท่านอวี้กง ผมได้ให้คนเตรียมห้องเอาไว้ให้แล้ว เมื่อถึงเวลา ผมจะให้ผู้อาวุโสไปเชิญมาร่วมมื้อเย็นนะครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“เช่นนั้น ไม่เกรงใจล่ะนะ” จางหนี่หวังเดินตามบ่าวของตำหนักเทพไปยังที่พัก
'ถึงยังไงเส้าเทียนก็เป็นลูกชายท่าน เราคิดว่าที่เขามีนิสัยแบบนี้เพราะแม่ของเขา และความกดดันที่ทุกคนมีต่อเขา เราคิดจะให้โอกาสเขา ให้เขาได้เกิดใหม่ในท้องอนุภรรยาของท่าน' ไป่ฉีส่งปราณสื่อสารไปหาจี๋หลินเวิ่นเทียน
'ท่านทำได้เหรอ' จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม พอเขาคิดตามที่อีกฝ่ายกล่าวก็เริ่มคิดตาม หากเส้าเทียนได้แม่ที่ดี ได้สภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกกดดันคาดหวัง เส้าเทียนอาจไม่กลายเป็นแบบทุกวันนี้ก็ได้
'แน่นอน รอฟังข่าวดีได้เลย' ไป่ฉีตอบ เขาจัดการใช้ของวิเศษที่ชื่อ [จุติฉับพลัน] ซึ่งใช้ได้เพียงครั้งเดียว ผลของมันจะทำให้วิญญาณดวงหนึ่งไม่ต้องไปยังปรโลกก็สามารถไปเกิดใหม่ได้ เพียงแค่กำหนดตัวผู้เป็นแม่เท่านั้น
"เราขอตัวก่อน" ไป่ฉีเอามือป้องปากหาวออกมาก ตอนนี้เขาดูเกียจคร้านมาก ต่างกับตอนนั่งชมการประลองลิบลับเลย ก่อนจะตามบ่าวของตำหนักเทพไปยังห้องพักของตน
"ขอบพระคุณมากครับ" จี๋หลินเวินเทียนคุกเข่าลงพร้อมกับประสานมือคำนับอวี้กงที่หันหลังให้ ท่ามกลางความสงสัยของผู้ที่ได้พบเห็น แน่นอนว่าต่อให้มีใครถามเรื่องนี้ จี๋หลินเวิ่นเทียนก็ไม่คิดจะบอก เพื่อตัวเส้าเทียนที่กำลังจะกลับมาเกิดเป็นน้องชายของเฟิงเทียน
ระหว่างทางไป่ฉีลองมองตรวจสอบตามห้องที่เปิดประตูไว้ แม้ว่าภายนอกตัวอาคารและสถาปัตยกรรมเป็นแบบโบราณเหมือนที่เขาเห็นที่ตระกูลไป๋ แต่ลักษณะภายในห้องนั้นเหมือนกับห้องในคอนโดมิเนียมทั่วไป ใช้เวลาเดินไม่นานเขาก็มาถึงห้องพักที่ทางตำหนักเทพกิเลนจัดไว้ให้
“เชิญครับท่านอวี้กง” บ่าวชายของตำหนักเทพเปิดประตูให้กับไป่ฉี แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไป เขาพบหญิงสาววัย 20-25 ปี แต่งกายวาบหวิวนอนทอดกายรอเขาอยู่ที่โซฟาและเตียงภายในห้อง
“นี่คืออะไร” ไป่ฉีหันไปถามบ่าวชายที่เปิดห้องให้
“เรียนท่านอวี้กง ท่านประมุขบอกว่าท่านนั่งดูการประลองทั้งวันคงจะปวดเมื่อย เลยให้จัดเอามือนวดชั้นดีส่งตรงจากตำหนักของท่านประมุขมาให้ท่านโดยเฉพาะครับ” บ่าวชายของตำหนักเทพกล่าว
“ประมุขจี๋หลินช่างใจกว้างและเอาใจใส่แขกดียิ่งนัก แต่เราต้องการพักผ่อน ให้พวกนางออกไปได้ เราไม่ได้ปวดเมื่อยอะไร” ไป่ฉีปฏิเสธทันที
“ท่านอวี้กง พวกเราอยากดูแลปรนนิบัติท่าน ไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาโอบเอวของไป่ฉีจากด้านหลัง เธอพยายามใช้หน้าอกอันแสนภูมิใจบดเบียดไปมาที่ด้านหลังของไป่ฉี ซ้ำยังฉวยโอกาสขบเม้มหูของเขาอีกด้วย
“พวกเจ้า….” ไป่ฉียังกล่าวไม่จบ หญิงสาวอีก 2 คนก็คล้องแขนเขาทั้ง 2 ข้างเอาไว้ ใช้หน้าอกของเธอถูไปมาที่ต้นแขนทั้ง 2 ของเขา ส่วนช่วงล่างของพวกเธอก็กำลังบดเบียดกับต้นขาของเขาเช่นกัน
“เป็นยังไงบ้างคะ หายเมื่อยรึเปล่า ท่านอวี้กง พวกเราสามารถปรนนิบัติท่านได้มากกว่านี้อีกนะคะ” หญิงสาวที่อยู่ด้านขวากล่าวขึ้น มือของเธอค่อย ๆ ล้วงเข้าไปในสาปเสื้อของไป่ฉี และสัมผัสกับหน้าอกของเขา
'เห็นว่าข้ายังหนุ่มแน่นจะหลงไหลชมชอบพวกตัวเหม็นคาวกามแบบนี้เหรอ ฝันไปเถอะ' ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็โคจรปราณหยินและปลดปล่อยมันออกมาเพื่อผลักให้หญิงสาวทั้งหมดออกไปจากตัว จากนั้นพวกเธอทั้ง 3 ก็ถูกแช่แข็งในทันที
“ให้คนมายกนังร่านทั้ง 3 ตัวนี่ไปจากห้องเรานี้เดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้น เกรงว่าคงต้องล่วงเกินประมุขจี๋หลินโดยการทำลายตำหนักเทพกิเลนสัก 9 ใน 10 ส่วนสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ทราบแล้วครับ ผมจะรีบให้คนมายกหญิงสาวเหล่านี้ออกไปครับ ว่าแต่พวกเธอยังไม่ตายใช่ไหมครับ” บ่าวชายถามขึ้น หน้าตาตื่น ด้วยเพราะท่าทางของเทพกระบี่กำลังแสดงความไม่พอใจ หากเกิดโมโหมากกว่านี้ เกรงว่าชีวิตน้อย ๆ ของเขาคงต้องจบสิ้นเป็นแน่
“ยัง เราแค่แช่แข็งไม่ให้ขยับได้ เอาพวกนางไปลงอ่างน้ำร้อนภายใน 5 นาที ไม่อย่างนั้น พวกนางตายจริง ๆ แน่” ไป่ฉีกล่าว
“ทราบแล้วครับ” บ่าวชายรับคำเสร็จแล้วก็รีบวิ่งไปตามคนมายกหญิงสาวทั้ง 3 ที่กลายเป็นน้ำแข็งไปลงอ่างน้ำร้อนทันที
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว ไป่ฉีทำการล็อกประตูหน้าต่าง และลงอักขระลมปราณเอาไว้ เพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามาในห้องเขาได้ เพราะเขาว่าจะไปหาเจ้าศิษย์โรคจิตเสียหน่อย
'ทุกอย่างเรียบร้อย ว่าแต่ป้าจางจะเจอแบบเรารึเปล่านะ' ไป่ฉีคิดได้เช่นนั้นก็ใช้จิตออกไปดูจางหนี่หวัง
เพี้ยะ ๆ ๆ
เสียงเหมือนวัสดุบางอย่างคล้ายแส้กำลังหวดลงบนเนื้อหนังของคนดังออกมาจากเรือนรับรองที่จางหนี่หวังเข้าพัก
“อา ประมุขจาง แบบนี้ได้รึเปล่าครับ” เสียงชายหนุ่มดังออกมาจากห้อง
“ลองเทียนนี่ดูสิ เสียวมากเลยนะ ฮิฮิ” เสียงจางหนี่หวังดังออกมา
“โอ้ว สุดยอดเลย อา ประมุขจาง ใช้กุญแจมือรั้งผมไว้แบบนี้ เมื่อไหร่เราจะเริ่มทำเรื่องนั้นกันล่ะครับ” เสียงชายหนุ่มอีกคนดังออกมา
“แหม พวกเธออายุยังน้อย แต่น่าจะเรียนรู้การดูแลเอาใจหญิงสาวบนเตียงดีจังเลยนะ ฉันขอถามหน่อยสิ ผ่านกันมากี่คนแล้วล่ะหา” จางหนี่หวังถามเสร็จ เสียงแส้ก็ดังขึ้น แต่แทนจะได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด กลับได้ยินเสียงครางออกมาอย่างสุขสมของชายหนุ่มแทน
“อ้า ได้โปรด ประมุขจาง ให้ของผมได้เข้าไปเถอะครับ ตรงนั้นผมปวดไปหมดแล้ว” เสียงชายหนุ่มที่ครางเมื่อครู่กล่าวขึ้น
“ฉันจะช่วยเอง” จางหนี่หวังกล่าวจบก็มีเสียงแส้ดังขึ้นไม่นาน ชายหนุ่มก็ร้องเสียงดังเหมือนควายถูกเชือด คาดว่าคงถึงจุดสุดยอดไปแล้วจากการทรมานของประมุขจาง
'ป้าจางซาดิสท์กว่าที่คิดอีกนะเนี่ย กลิ่นที่ออกมาจากห้อง นอกจากกลิ่นคาวน้ำกามพวกชายหนุ่มในห้อง ยังมีกลิ่นยาปลุกกำหนัดด้วย หือ ป้าจางมอมยาพวกนี้เหรอเนี่ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า อยากรู้จริง ๆ ว่าประมุขจี๋หลินจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าชายหนุ่มที่หวังจะใช้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักเทพกิเลนกับสมาคมการค้าตะวันจันทรา ถูกป้าจางวางยาจนร้องขอให้ทรมานให้ตัวเองเสร็จกิจ จี๋หลินเวิ่นเทียนแม้ภายนอกจะดูสุภาพอ่อนน้อม แต่ก็วางแผนร้ายไว้เช่นกัน ในกาน้ำชาที่ห้องของข้าเองก็ได้กลิ่นยาปลุกกำหนัดในนั้นเหมือนกัน นี่คือสาเหตุที่ยินดีให้ข้ามาชมการประลองของตำหนักเทพกิเลน หวังรวบหัวรวบหางทั้งข้ากับป้าจางให้กลายเป็นคนของตระกูลจี๋หลินแบบถอนตัวไม่ขึ้นสินะ หึ รอให้เฟิงเทียนขึ้นครองตำแหน่งก่อนเถอะ ข้าจะให้เขายกเครื่องระบบเก่าที่นี่ทิ้งให้หมด' ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็ผละจากห้องของจางหนี่หวัง ไปยังห้องของเฟิงเทียนแทน
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
