ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 เตรียมพร้อมจากไป

            หลังจากพูดคุยกับเยว่จงเป็นเวลานาน เย่เทียนก็เข้าใจถึงสถานการณ์คร่าวๆของฐานทัพทะเลมาร

            แต่เยว่จงพูดเพียงเรื่องราวปกติที่คนทั่วไปรู้กันเท่านั้นส่วนข้อมูลลับกว่านั้น เขาไม่ได้กล่าวถึงเลย

            “คุณผู้ดูแลจง คุณรู้จักเยว่หลิงหรือไม่?”

            ทันใดนั้นเย่เทียนก็ถามขึ้น

            เยว่หลิงและเยว่จงต่างก็แซ่เยว่เช่นกันบวกกับทั้งสองคนมาจากหอยุทธ์เหมือนกันไม่แน่ว่าทั้งสองอาจจะมีความสัมพันธ์บางอย่าง

            เย่เทียนแค่อยากรู้อยากเห็นจึงลองถามออกไป

            “เยว่หลิงและตัวผมสังกัดตระกูลเยว่เหมือนกันตระกูลเยว่เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของหอยุทธ์ไม่เพียงแค่สมาชิกสาขาของตระกูลเยว่เท่านั้น แต่เยว่หลิงเป็นคุณหนูจากสาขาหลักเธอมีภูมิหลังที่ลึกล้ำมาก สถานะของเธอก็สูงกว่าผมมากเช่นกัน”เยว่จงตอบโดยไม่ปิดบัง

            “เป็นอย่างที่คิดเลย!”

            เย่เทียนรู้ว่าการคาดเดาของเขาถูกต้องตัวตนของเยว่หลิงนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ขนาดสถานะของเยว่จงยังด้อยกว่าเยว่หลิงมากเห็นได้ชัดว่าฐานะของเยว่หลิงนั้นสูงส่งขนาดไหนไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีผู้คุ้มกันเป็นนักรบผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากขนาดนั้น

            แม้ว่านักรบผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นจะไม่แข็งแกร่งมากนักแต่การที่มีนักรบผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้คุ้มกันสักคนหนึ่งก็ถือว่าน่าทึ่งมากแล้ว

            ที่ฐานหลินไห่ นักรบผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวตนที่สูงกว่าใครมีใครไหมที่ต้องการรับใช้นักรบชั้นยอด?มีเพียงตระกูลเยว่เท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้

            “คุณผู้ดูแลจง อีกหนึ่งเดือนให้หลังผมจะมารบกวนคุณอีกครั้ง!”

            เย่เทียนกล่าวคําอำลา

            เมื่อกลับมาถึงบ้านเย่เทียนก็เริ่มคิดเรื่องแผนการขั้นต่อไป

            จากปากของเยว่จงเงินที่ใช้ในฐานหลินไห่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินของฐานทะเลมารได้แต่อัตราส่วนการแลกเปลี่ยนเป็นเพียงสองต่อหนึ่งเท่านั้น

            กล่าวคือเงินสองหยวนจากฐานหลินไห่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินหนึ่งหยวนของฐานทะเลมาร

            การแลกเปลี่ยนนี้ดูเหมือนจะขาดทุน แต่มันไม่มีอะไรต้องสูญเสียมากขนาดนั้นเพราะส่วนใหญ่แล้ว สินค้าที่ขายในฐานทะเลมารจะมีราคาถูกกว่าที่นี่มาก

            “อีกหนึ่งเดือนเราก็จะออกจากฐานหลินไห่แล้วมีบางอย่างที่เราควรต้องจัดการให้เรียบร้อย”

            เย่เทียนคิด

            สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการเลือดสัตว์อสูรระดับกลางที่เก็บไว้เพื่อให้เย่หยูขัดเกลาร่างกายตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวไม่มีทางที่คนคนเดียวจะใช้เลือดจำนวนมากขนาดนนี้หมดได้ภายใน 1 เดือน

            ดังนั้นเย่เทียนจึงแบ่งเลือดสัตว์อสูร 1,000ชุดให้กับหมาป่าวายุและทีมของเขา สําหรับเย่เทียนแล้วหมาป่าวายุและทีมล่าของเขาล้วนเป็นสหายที่ดี

            ส่วนเลือดสัตว์อสูรระดับกลางที่เหลือเย่เทียนขายมันให้กับหอยุทธ์และได้รับเงินมา 1 พันล้านหยวน 1 พันล้านหยวน แม้ว่าจะดูเหมือนมาก แต่สำหรับนักรบผู้เชี่ยวชาญเช่นเย่เทียนนี่เป็นเพียงเงินเล็กน้อยเท่านั้น

            นอกจากเลือดสัตว์อสูรแล้ว สมุนไพรจำนวนมากที่เย่เทียนเก็บมาเขาก็ขายออกไปทีละรายการ นั่นทำให้เขาได้เงินมาอีก 400 ล้านหยวน

            ตอนนี้บ้านที่เขาอยู่ เย่เทียนยังไม่คิดจะขายมันเพราะไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลับมาที่นี่ในสักวันหนึ่งก็ได้

            หนึ่งเดือนผ่านไป เย่เทียนไม่ได้ออกไปล่าสัตว์อสูรอีกต่อไปเพียงมุ่งเน้นแค่ในการฝึกฝน แต่มันก็ไม่ได้ก้าวหน้ามากนัก พลังของเขาเพิ่มขึ้นแค่ 230,000จินเท่านั้น

            แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ แล้วการเพิ่มพลัง 30,000 จินภายใน 1 เดือน ก็ยังถือว่าเร็วมากอยู่ดีหากยังคงความเร็วเช่นนี้ต่อไปภายใน 1 ปีพลังของเขาจะเพิ่มขึ้นได้ถึง360,000 จิน

            แม้ว่าจะถึงช่วงท้ายๆ ของการขัดเกลา ความเร็วในการเพิ่มพลังจะลดลงแต่เย่เทียนก็จะสามารถยกระดับเป็นระดับนักรบผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงสุดที่มีพละกำลังถึง1 ล้านจินได้ภายในสามปีจากนั้นเขาก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์

            “ใช้เวลา 3 ปีในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ความเร็วนี้เพียงพอแล้วที่จะทําให้ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต้องอิจฉาแต่ถ้าไม่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับสูงแล้วละก็มันไม่มีทางที่ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้นจะสามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับปรมาจารย์ได้แม้แต่คนเดียวนอกจากนี้นี่เป็นเพียงพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับสูงสุดเท่านั้นเราไม่เชื่อว่าในฐานทัพทะเลมารจะไม่มีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าระดับสูงสุดถ้าเราสามารถคัดลอกพรสวรรค์ขั้นที่สูงกว่าตอนนี้ได้ระยะเวลาการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์คงจะน้อยลงกว่านี้มาก!”

            การคัดลอกพรสวรรค์ที่สูงกว่าตอนนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เย่เทียนรีบไปยังฐานทัพทะเลมารถ้าเขายังอยู่ในฐานหลินไห่เขาจะไม่มีโอกาสได้คัดลอกพรสวรรค์ที่มีประโยชน์ในระดับสูงเพราะเส้นทางความแข็งแรงของเขาขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของมนุษย์มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะเขาไม่สามารถคัดลอกพรสวรรค์ทางสายเลือดของสัตว์อสูรได้

            “น้องพี่ เราไปกันเถอะ!”

            เย่เทียนกล่าวกับเย่หยูที่กำลังเก็บของสัมภาระต่างๆ

            ถึงแม้สิ่งของสัมภาระของเย่หยูจะไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากนักแต่เธอก็ยังอยากนำมันไปด้วย หากไม่ใช่เพราะว่าระยะทางนั้นยาวไกลไม่สามารถนำข้าวของไปได้เยอะ เธอคงนำทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านไปพร้อมกับเธอ

            เย่เทียนนำสัมภาระใส่กระเป๋าใบใหญ่ถึง 3 ใบแขวนไว้บนหลังของเสี่ยวจินจากนั้นเย่เทียนและเย่หยูก็ออกจากเขตวิลลาและมาถึงประตูทิศเหนือของฐานหลินไห่

            ในเวลานี้เยว่จงกําลังรอพวกเขาอยู่ที่ประตูทิศเหนือแล้ว

            เมื่อเย่เทียนมาถึงประตู เขาก็ได้เห็นผู้ฝึกยุทธ์อีก 7 ถึง 8 คน รวมไปถึง หลินว่านหลี่ ปรมาจารย์หลี่และนักรบคนอื่นๆ ที่ล้วนเป็นบุคคลสำคัญในฐานหลินไห่

            “พวกเขาน่าจะไปที่ฐานทะเลมารเช่นกันแต่เป้าหมายของพวกเขาจะต้องแตกต่างจากเรา!”

            เย่เทียนคาดเดา

            เย่เทียนต้องการตั้งรกรากอยู่ที่ฐานทะเลมาร แต่หลินว่านหลี่และคนอื่นๆไม่มีทางที่จะสามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในฐานหลินไห่ได้เพราะแม้ว่าพวกเขาจะไปที่ฐานทะเลมารได้ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้อยู่ดีที่ฐานหลินไห่ พวกเขาทั้งหมดคือผู้มีอำนาจ หากเขาก้าวเท้าเข้าไปในฐานทะเลมารนอกเสียจากปรมาจารย์หลี่เเล้ว ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้อ่อนแอ

            “ปรมาจารย์เย่!”

            หลินว่านหลี่และคนอื่นๆ เห็นเย่เทียนก็รีบก้าวออกมาทักทาย

            “ปรมาจารย์เย่ คุณกําลังจะไปจากฐานหลินไห่แล้วไม่กลับมาอีกหรือ?” ชายชราหลี่มองไปที่กระเป๋าสัมภาระใบใหญ่บนร่างของเสี่ยวจินและถามด้วยความสงสัย

            “ผมต้องการไปตั้งรกรากที่ฐานทัพทะเลมารแต่บางทีผมอาจจะมีเวลาแวะเวียนกลับมาอีกในอนาคต!” เย่เทียนตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

            ผู้อาวุโสหลี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดี

            เมื่อเย่เทียนจากไปแล้วก็จะไม่มีใครในฐานหลินไห่ที่สามารถกดดันเขาได้อีกต่อไปเขาจะเป็นปรมาจารย์เพียงคนเดียวของฐานหลินไห่และจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่นี่

            หากเย่เทียนยังอยู่ เขาก็ไม่กล้ากระโดดออกมาสร้างปัญหาดังนั้นพอเขาได้ยินคำพูดของเย่เทียนว่าอีกฝ่ายจะจากไปภายในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด แน่นอนว่าตอนนี้เขายังอยู่ต่อหน้าเย่เทียนเขาจึงไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา

            หลังจากรอเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เย่เทียนก็เห็นขบวนสินค้ามาถึง

            ตูม!!!!!

            พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน และสัตว์อสูรตัวใหญ่ก็ลากสินค้ามาเป็นจํานวนมากมา

            “คาราวานสินค้ามาแล้ว!”

            เยว่จงตะโกนเสียงดัง

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลินว่านหลี่และคนอื่นๆ เห็นคาราวานนี้พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจต่างกับเย่เทียนและเย่หยูที่กําลังจ้องมองคาราวานสินค้าที่อยู่ไกลออกไปอย่างอยากรู้อยากเห็น

            “พวกเขาใช้สัตว์อสูรขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นพาหนะในการขนส่งสินค้า!”

            เย่เทียนสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของหอยุทธ์อีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】 ที่คุณอ่าน