คุณหนูใหญ่ได้สามีอัปลักษณ์ [มี E-Book]

    บทที่ 32 ขโมย

    หลี่เฟิ่งเซียนหันมองเขา ตัดสินใจทดสอบว่าตัวเองเป็นคนเลวแบบจ้าวเหลียงด้วยหรือไม่ นางทิ้งผ้าห่มของตน 

    “ข้าจะนอนกับเจ้า”

    พูดแล้วนางก็นั่งลงข้างเขาไม่รอคำตอบ กอดแขนข้างหนึ่งของเขาเอาไว้และหลับตา ทิ้งตัวไปที่เขาเต็มที่ นางช่างเฉลียวฉลาดและมีความรู้ความสามารถในการรบกวนมู่เฉินเสมอ ยามที่นางอยู่ชิดกับตัวเขา หลี่เฟิ่งเซียนได้กลิ่นเปลือกไม้จางๆจากตัวเขา สิ่งนั้นยิ่งทำให้นางมั่นใจว่านางต้องการหอมแก้มของเขา อยากจะกินเต้าหู้เขาสักครั้งสองครั้ง

    ‘นี่ข้าก็เป็นคนเลวไม่ต่างจากจ้าวเหลียงหรือ’ นางถามตัวเองและพยายามกดข่มความรู้สึกนั้นไว้

    ลู่มู่เฉินตกใจไม่พอ เขายังไม่รู้ว่าควรจะโต้ตอบเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไรดี จะขยับตัวก็ไม่กล้า จะหันไหล่ให้นางซบดีๆนางจะได้ไม่ปวดคอก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนี้หัวใจของเขากำลังจะกระโดดกระดอนออกมาจากอกให้ได้ หากหันไปนางต้องรู้แน่ว่าหัวใจของเขากำลังทุบทะลวงอยู่ด้านในอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงหลับตาลง พยายามสงบใจ 

     

    ผ่านไปจนเย็นเมื่อรถม้าหยุดลง ทั้งคุณหนูใหญ่และท่านเขยต่างไม่ยอมลงจากรถม้า จ้าวเหลียงหาที่พักชั่วคราว สั่งให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องใส่ใจเรียกพวกเขาลงมา 

     

    เมื่อแสงจันทร์ส่องออกมากลางท้องฟ้า ท่ามกลางป่าเขาอันเงียบสงบ หลี่เฟิ่งเซียนค่อยๆลืมตาตื่น นางรู้สึกปวดเมื่อยคอไปหมด ไหล่ข้างหนึ่งอบอุ่น แต่อีกข้างกลับหนาวเหน็บ นางจึงขยับตัวคิดว่าจะควานหาดึงผ้าห่มมาห่ม

    “เจ้าหนาวหรือ” เสียงแหบต่ำของลู่มู่เฉินดังขึ้นที่ข้างหู

    หลี่เฟิ่งเซียนรีบหันไป แสงจันทร์สาดส่องผ่านกระดาษบุผนังรถม้าเข้ามารำไร นางเห็นไม่ชัดเจน แต่ยังรู้ว่าคนข้างๆเป็นใคร หน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันไม่ถึงครึ่งชุน ความอบอุ่นที่แผ่จากร่างของเขามาสู่นาง ทำให้หลี่เฟื่งเซียนรู้สึกร้อนรุ่ม

    “เดี๋ยวข้าหาผ้าห่มให้เจ้า” เขาอาสา ทำท่าจะลุกขึ้น

    แต่หลี่เฟิ่งเซียนผลักเขาให้กลับไปนั่งที่เดิม นางชันเข่าข้างหนึ่ง ยกสองมือกักขังเขาเอาไว้ชิดผนัง 

    ‘ไม่อาจห้ามใจได้’ คำพูดของจ้าวเหลียงลอยผ่านความทรงจำ

    ก่อนที่นางจะค่อยๆโน้มตัวลงไปใกล้ ขโมยหอมแก้มเขาครั้งหนึ่ง ถอยออกมาเล็กน้อยเพื่อดูว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่เห็นเขายังอยู่เช่นเดิม นางตัดสินใจว่าเขาคงไม่ได้รังเกียจ จึงขยับเข้าไปใกล้อีกครั้ง ขโมยหอมแก้มอีกข้างของเขาด้วยเสียเลย

    หัวใจของหลี่เฟิ่งเซียนทำเสียงโครมครามจนใกล้จะทะลุอกออกมา นางหอมแก้มเขาไปสองครั้งเขาก็ยังคงอยู่นิ่ง นางไม่รู้ต้องทำเช่นไรต่อไป 

    “ข้าจะออกไปหาอะไรรองท้อง” นางแก้ตัวไปเช่นนั้น แต่เสียงของนางสั่นเครืออย่างห้ามไม่ได้ หลี่เฟิ่งเซียนอับอายในความไร้ประสบการณ์ของตัวเอง เขายังคงนิ่งเงียบ นางจึงรีบถอยและตะเกียกตะกายหนีออกจากรถม้า

     

    คืนนั้นหลี่เฟิ่งเซียนไม่กล้าเข้าไปนอนในรถม้าอีก แต่นางกลับไปแย่งผ้าห่มของจ้าวเหลียง นอนข้างกองไฟกับพวกยู่ยี่และอาหง 

     

    ส่วนลู่มู่เฉินนั้น เขายังคงนั่งอยู่ท่าเดิมทั้งคืนราวกับถูกสาปให้เป็นรูปปั้นหิน เริ่มแรกเขานึกว่าเขาอาจไม่สามารถขยับได้อีก แต่พอเช้า เมื่อจ้าวเหลียงมาเรียกให้เขาออกไปฝึกดาบ เขากลับยังคงพูดตอบโต้กับจ้าวเหลียงได้ปกติ

    ที่แท้หลี่เฟิ่งเซียนพยายามหลบหน้าเขา จึงสั่งให้จ้าวเหลียงมาสอนเขาฝึกวรยุทธ์ ทั้งนางยังสั่งให้หยวนหยวนต้มน้ำแกงให้เขาตอนเช้าด้วย เพราะนางกลัวว่าเขาจะกลับไปผอมแห้งเช่นเดิม นางเป็นห่วงเขาแต่กลับพยายามหลบหน้า 

     

    ตลอดการเดินทาง หากนางไม่ขี่ม้าก็จะไปแย่งหยวนหยวนกับสาวใช้คนใหม่นั่งในรถม้าขนเสบียง รถม้าที่ควรเป็นของนาง เขาเป็นผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว แม้เขาจะรู้สึกเป็นห่วงว่านางอาจไม่สบายตัว แต่อีกใจก็รู้สึกว่าเช่นนี้ก็ดี เพราะเขาไม่รู้จะมองหน้านางอย่างไร หากยามนี้นางเข้าใกล้ตัวเขาอีก เขาอาจห้ามใจไม่ได้ อาจเผลอทำสิ่งไม่ควรไปก็ได้

    ถึงเขาจะอยู่ในรถม้าคนเดียว แต่เขาก็ไม่ได้นั่งสบายๆเช่นที่ใครๆคิด เพราะเขายังต้องทรมานกับภาพทับซ้อนที่นางขโมยหอมแก้มเขา ครั้งแล้วครั้งเล่า มองผนังรถม้าด้านใดก็นึกถึงแต่ริมฝีปากนุ่มๆที่เฉียดผ่านแก้มของเขา ได้กลิ่นอะไรก็นึกถึงแต่กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆจากตัวนาง 

    การเดินทางอีกสองสามวันต่อจากนั้นก็ดำเนินไปเช่นนี้ ช่างทรมานยิ่ง!

     

    จวบจนเริ่มเข้าใกล้เขตเมืองหลวง เริ่มมีหมู่บ้าน ผู้คนเดินตามถนนประปราย หลี่เฟิ่งเซียนตัดสินใจพักม้าที่ร้านน้ำชาข้างทางแห่งหนึ่ง วันนี้หยวนหยวนไม่ต้องเตรียมอาหาร เพราะสั่งจากร้านน้ำชาได้ 

    ทุกคนเข้ามานั่งกินอาหารในร้าน หยวนหยวนกับอาหงนั่งโต๊ะเดียวกัน ทหารห้าคนแบ่งกันนั่งสองโต๊ะ หลี่เฟิ่งเซียนและลู่มู่เฉินแม้จะนั่งโต๊ะเดียวกัน แต่ต่างคนต่างกินอาหารเงียบๆ ไม่มีใครมองหน้าใคร สาวใช้สองคนและทหารอีกห้าคนต่างรับรู้ถึงบรรยากาศแปลกๆนี้มาสองสามวันแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก แม้แต่หยวนหยวนที่ไม่เคยเกรงใจก็ยังไม่กล้า 

     

    หลังมื้ออาหาร ขณะที่ทุกคนกำลังออกมาจากร้านน้ำชา จ้าวเหลียงยังไม่ทันออกพ้นประตูก็มีลูกธนูหลายสิบดอกถูกยิงมาอย่างรวดเร็ว โชคดีที่จ้าวเหลียงไหวตัวทัน เขาหลบได้และรีบปิดประตูร้านน้ำชา จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ดูจากสถานการณ์ พวกเขาก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้!!

    ทั้งเสี่ยวเอ้อทั้งเจ้าของร้านต่างหวาดกลัววิ่งไปหลบอยู่หลังร้าน

    “เป็นพวกไหนกัน มารดามันเถอะ” หลี่เฟิ่งเซียนสบถ 

    “โจรปล้นธรรมดาจะเหิมเกริมเช่นนี้หรือ นี่เข้าเขตเมืองหลวงแล้วนะ” อาหงวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ

    “อืม ข้าเห็นด้วย ข้าเก็บลูกธนูที่ทะลุกำแพงเข้ามาได้ ดูแล้วลูกธนูเป็นแบบทั่วไป แต่กลับใช้เหล็กชั้นดีแบบเดียวกับกองทัพ” จ้าวเหลียงพูด พร้อมกับยกลูกธนูในมือออกมาให้ทุกคนดู

    “คนของหลงอี้หรือ?!!” หลี่เฟิ่งเซียนคาดการณ์ นางรู้สึกหวาดกลัว

    คล้ายกับเรื่องคุณหนูใหญ่ได้สามีอัปลักษณ์ [มี E-Book] ที่คุณอ่าน