หลันซื่อจ้องมองไปที่ใบหน้าของลูกทั้งสองคน ก่อนที่นางจะเริ่มเล่าเื่ราวทุกอย่างออกมา เสี่ยวจูและฉิงหลางต่างก็นั่งนิ่งและตั้งใจฟัง
"เดิมทีตัวของแม่เป็คนเมืองชิวซาน ในตอนที่แม่อายุสิบหนาวก็ได้สูญเสียบิดามารดาไป ท่านตาและท่านยายของพวกเ้าทั้งสองเสียชีวิตเพราะไข้ป่า ในตอนนั้นญาติพี่น้องที่เป็คนตระกูลเดียวกัน มีแค่พี่ชายของท่านตาเ้าที่แม่เรียกว่าลุงใหญ่ หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีฝังศพของบิดามารดาแล้ว ท่านลุงใหญ่และป้าสะใภ้ก็รับแม่มาอยู่ด้วย"
หลันซื่อค่อยๆเล่าเื่ในอดีตออกมาอย่างละเอียด
"ท่านลุงใหญ่ของท่านแม่...ข้าต้องเรียกว่าท่านตาใหญ่ใช่รึไม่เ้าคะ"
เสี่ยวจูเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นเมื่อรู้ว่านางยังมีญาติที่อาศัยอยู่ที่อื่นอีก
"ใช่...เขามีศักดิ์เป็ท่านตาของพวกเ้าทั้งสองคน"
หลันซื่อเหม่อลอยไปชั่วขณะเพราะคิดถึงเื่ราวที่เคยเกิดขึ้น
"จากนั้นเป็อย่างไรต่อขอรับท่านแม่"
ฉิงหลางเอ่ยเร่งเร้าออกมา เมื่อเห็นว่ามารดาของตนหยุดนิ่งไม่พูดต่อ
"เฮ้อ! ด้วยความคิดที่ไร้เดียงสาของแม่ในตอนนั้น แม่เบาใจเพราะรู้ว่าตัวเองมีที่ให้พึ่งพิงแล้ว แต่ทว่าแม่ก็ไม่เคยเอาแต่ใจหรือเกียจคร้านงานเรือน แม่ช่วยเหลืองานในบ้านทุกอย่าง อย่างสุดความสามารถที่แม่จะทำได้ ลุงใหญ่เองก็ดีกับแม่เป็อย่างมาก แต่แม่ก็พอจะดูออกว่าป้าสะใภ้ไม่ค่อยชอบแม่สักเท่าไหร่ คงเพราะคิดว่าแม่เป็คนที่มาเพิ่มภาระให้ก็เป็ได้ นางมักจะหาเื่ดุด่าและทุบตีแม่อยู่เป็ประจำ"
"แล้วทางท่านตาใหญ่ ไม่เอ่ยปากห้ามปรามภรรยาเลยหรือเ้าคะ"
เสี่ยวจูที่ตอนแรกตื่นเต้นกับการมีอยู่ของครอบครัวท่านตาใหญ่ ตอนนี้อารมณ์ของนางกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ
"ไม่...เขาไม่เคยเอ่ยห้ามปราม ทุกครั้งที่ป้าสะใภ้ลงมือกับแม่ เขาจะปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ประหนึ่งว่านี้เป็เื่ธรรมดา แม่ใช้ชีวิตอยู่ในบ่อทุกข์นั้นนานถึงครึ่งปี นอกจากจะกินไม่เคยอิ่ม นอนไม่เคยอุ่นไม่มีเสื้อผ้าดีๆสวมใส่แล้ว แม่ยังต้องตื่นมาทำหนักงานหนักั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสาง แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของแม่ก็เปลี่ยนไป เมื่อมีพ่อค้าทาสมาที่บ้าน"
หลันซื่อตาแดงก่ำเหมือนพยายามอดกลั้น ที่จะไม่หลั่งน้ำตาออกมา
"นี่ท่านแม่อย่าบอกนะขอรับ ว่าครอบครัวนั้นขายท่านแม่ให้กับพ่อค้าทาส"
ฉิงหลางยิ่งฟังยิ่งเ็ปเขากัดฟันกรอด คิดแค้นครอบครัวของท่านตาใหญ่ของตนเป็อย่างมาก
"ใช่...พวกเขาขายแม่ให้กับพ่อค้าขายทาสคนนั้น แต่ทว่าเหมือนบุญของแม่ที่เคยมีมา ั้แ่ชาติปางก่อนช่วยเกื้อหนุน แม่ถูกขายต่อให้กับจวนท่านนายอำเภอ นายท่านของจวนมีชื่อว่ามู่เหลียง เขาเป็ขุนนางที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม ถึงแม้จวนตระกูลมู่จะตั้งกฎมากมาย ให้บ่าวไพร่ในจวนปฏิบัติตาม ถึงแม้จะดูเข้มงวดไปบ้าง แต่นายท่านก็ไม่เคยลงโทษบ่าวในจวนอย่างไร้เหตุผล หากไม่มีความผิดหรือก่อเื่ขึ้นมา ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ในจวนตระกูลมู่ได้อย่างไร้กังวล"
หลันซื่อพูดไปยิ้มไปเมื่อนึกถึงว่าครั้งหนึ่ง ชีวิตของนางเคยได้พึ่งพาบารมีของตระกูลมู่
"นี่เรียกได้ว่าในความโชคร้ายของท่านแม่ ก็นับว่ายังมีความโชคดีซ่อนอยู่นะขอรับ"
"ใช่เ้ากล่าวไม่ผิด นับว่าแม่โชคดีจริงๆ ในจวนของตระกูลมู่มีข้าวให้กินอิ่มท้อง ทั้งยังมอบเบาะรองนอนกันความเย็นจากพื้นให้บ่าวไพร่ มีผ้าห่มผืนหนาจากผ้าฝ้ายเนื้อดีให้ห่มกันหนาว มีเสื้อผ้าให้ผลัดเปลี่ยนถึงสี่ชุด และได้รับชุดใหม่เพิ่มทุกฤดูกาล นายท่านในจวนก็เป็คนจิตใจดีมีเมตตา เลี้ยงดูบ่าวไพร่และคนในจวนด้วยคุณธรรม"
หลันซื่อหยุดเว้นวรรคเล็กน้อยเพราะรู้สึกคอแห้ง ฉิงหลางเมื่อเห็นท่าทีของมารดา เขาก็พอจะเดาออกเลยรีบวิ่งออกจากห้อง ไปยกกาน้ำชาและถ้วยชาเข้ามาในห้องนอนของพี่สาว ก่อนที่จะรินชาใส่ถ้วยแล้วยื่นให้กับท่านแม่ของตนอย่างใส่ใจ
"ท่านแม่ดื่มชาก่อนขอรับ"
"อืม...ขอบใจนะลูก"
หลังจากดื่มชาเสร็จหลันซื่อก็วางถ้วยชา เอาไว้ตรงโต๊ะเล็กหัวเตียงจากนั้นจึงเริ่มเล่าเื่ต่อ
"แม่ทำงานเป็สาวใช้อยู่ที่จวนนายอำเภออย่างปกติสุข เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า นายท่านมู่เหลียงก็ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่านแทบจะเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นทุกสองปีเลยก็ว่าได้ แม่ซึ่งเป็สาวใช้จึงต้องย้ายตามตระกูลมู่ไปหลายเมือง จนกระทั่งแม่อายุครบสิบหกหนาว วันนั้นแม่ยังจำถึงความรู้สึกชื่นมื่นนั้นได้ดี"
"เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะท่านแม่"
"มีคนจากเมืองหลวงอัญเชิญราชโองการมาจากองค์ฮ่องเต้ ซึ่งเป็ราชโองการแต่งตั้งตำแหน่ง ให้นายท่านตระกูลมู่ดำรงตำแหน่งเป็เ้ากรมอาญา ทุกคนในตระกูลมู่ต่างยิ้มกว้างด้วยความสุข รวมไปถึงบ่าวไพร่อย่างแม่ ต่างก็มีความสุขและร่วมยินดีไปกับนายท่านด้วย หลังจากได้รับราชโองการผ่านไปเพียงแค่สามวัน นายท่านมู่ก็พาทุกคนในตระกูลและบ่าวไพร่ในจวนทั้งหมด ออกเดินทางไปรับตำแหน่งเ้ากรมอาญาที่เมืองหลวง และที่เมืองหลวงนี้เองที่แม่ได้เจอกับท่านพ่อของเ้า"
พอเล่ามาถึงตรงนี้สีหน้าของหลันซื่อ ก็เศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด บุตรทั้งสองอย่างเสี่ยวจูและฉิงหลาง พอจะเดาออกว่าเื่ที่มารดาจะเล่าต่อจากนี้ คงเป็เื่ราวในอดีตที่ร้ายแรง
"ท่านแม่เป็อะไรไปเ้าคะ หากท่านแม่ยังไม่พร้อมที่จะเล่าทุกอย่างออกมา เื่นี้ก็เอาไว้ก่อนก็ได้เ้าค่ะ"
"ใช่ขอรับ เอาไว้เมื่อไหร่ที่ท่านแม่สบายใจที่จะพูด ค่อยเล่าออกมาก็ได้ ลูกไม่อยากเห็นท่านแม่ทุกข์ใจเช่นนี้ขอรับ"
ฉิงหลางรีบเอ่ยสำทับคำของพี่สาวทันที เมื่อเห็นว่าบัดนี้มารดาของตน มีสีหน้าที่ดูเป็ทุกข์และเศร้าใจ
"ช้าเร็วยังไงพวกเ้าก็ต้องรู้เื่นี้อยู่ดี ไม่สู้เล่าให้พวกเ้าฟังให้จบเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า เ้าทั้งสองคนโตแล้วถึงเวลาอันสมควร ที่จะได้รับรู้เื่ของบิดาและครอบครัวตระกูลกู้สักที"
"เ้าค่ะ/ขอรับ"
เมื่อทั้งสองคนได้เห็นหลันซื่อยืนยันอย่างหนักแน่น พวกเขาจึงไม่ได้กล่าวคำทักท้วงต่อ ทำเพียงนั่งนิ่งเพื่อตั้งใจฟังคำที่มารดาจะกล่าว
"พ่อของเ้าเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ ซึ่งเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดู จากนายท่านผู้เฒ่ากู้นามว่ากูฉี ส่วนท่านย่าของเ้านั้นนามว่าชิงเย่ นางได้เสียชีวิตไปั้แ่ยังสาว ท่านปู่ของเ้าไม่ได้แต่งงานใหม่ เขาเลี้ยงบุตรชายมาเพียงลำพังด้วยตัวคนเดียว ท่านปู่ของเ้าเป็คนเก่งและมากความสามารถ เขาใช้กำลังและความมุ่งมั่นของตนเปิดสำนักคุ้มกันขึ้นมา ภายใต้เสือสิงห์ผู้มีอำนาจมากมายที่อยู่ในเมืองหลวง กลับไม่มีผู้ใดกล้ามาสร้างความลำบากใจ ให้แก่สำนักคุ้มกันของตระกูลกู้เลยแม้แต่คนเดียว เพียงไม่กี่ปีสำนักคุ้มกันของตระกูลกู้ ก็สามารถยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างมั่นคง"
"โอ้โฮ!...ท่านปู่ของข้าเก่งจริงๆขอรับ"
กู้ฉิงหลางเอ่ยชมออกมาเสียงดัง เสี่ยวจูเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
"ใช่แล้วท่านปู่ของเ้าเป็บุรุษมากความสามารถ และความสามารถที่ท่านปู่ของเ้ามี ก็ได้ถ่ายทอดมาให้กู้เป่ยจง บิดาของเ้าทั้งสองอย่างครบถ้วนไม่มีตกหล่น ทั้งความองอาจ ความใจกว้าง ใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม และการประสบความสำเร็จในการฝึกวรยุทธขั้นสูง พูดได้ว่าผู้เป็บุตรชายอย่างกู้เป่ยจง เป็ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นโดยแท้"
หลันซื่อมีสีหน้าชื่นชมเมื่อยามเอ่ยถึงพ่อสามีของตน จนถึงวันนี้ตัวของนางเองก็ยังคงระลึกถึง ชายชราผู้มีแต่ความเสียสละผู้นี้อยู่เสมอ นางยังคงเคารพชายชราไม่เปลี่ยนแปลง
“แล้วท่านแม่กับท่านพ่อเจอกันได้ยังไงเ้าคะ”
“ข้าเองก็อยากรู้ขอรับท่านแม่”
“แม่และบิดาของเ้า เจอกันที่เหลาสุราแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ในตอนนั้นแม่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าสาวใช้ ให้ไปซื้อไก่อสุราซึ่งเป็เมนูขึ้นชื่อของทางร้าน เพื่อนำมาขึ้นโต๊ะให้กับนายท่านในมื้ออาหารเย็น ตอนไปนั้นราบรื่นดีทุกอย่างแต่ทว่าตอนที่แม่จะกลับ ในระหว่างที่กำลังเดินออกจากเหลาสุรา ได้มีบ่าวของจวนเ้ากรมการคลังมาขวางทางแม่ไว้"
"บ่าวของเ้ากรมการคลัง ฟังที่ท่านแม่เล่ามา คนผู้นี้คงวางท่าใหญ่โตไม่น้อยใช่หรือไม่ขอรับ"
"ใช่..เขานับว่าเป็อันธพาลเลยล่ะ...บุรุษผู้นี้คือบุตรชายเพียงคนเดียวของแม่นม ที่อยู่ข้างกายของฮูหยินท่านเ้ากรมการคลัง เขามีนิสัยหยาบช้าไม่เกรงกลัวผู้ใด เพราะคิดว่าตนมีคนคอยหนุนหลังอยู่ คนผู้นี้จึงมักแอบอ้างบารมีของผู้เป็นาย เพื่อมาก่อเื่และทำความผิดอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เ้าทุกข์ออกมาฟ้องร้องจนมีเื่บานปลาย ฮูหยินของเ้ากรมการคลังก็ออกหน้าให้ทุกที”
“ท่านแม่อย่าบอกนะเ้าคะ ว่าท่านกับท่านพ่อเป็เหมือนในเื่เล่า ที่วีรบุรุษปรากฏตัวออกมาช่วยสาวงามยามลำบาก”
หลันซื่ออมยิ้มในคำถามของบุตรสาว เมื่อนางนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นางก็รู้สึกคิดถึงและโหยหาคนที่พลัดพรากจากไป ไม่รู้เลยว่าป่านนี้สามีและพ่อสามีของนาง พวกเขาทั้งสองคนจะเป็อย่างไรบ้าง