จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 79 บุคคลลึกลับ

            “แฮก! แฮก!”

            หลังจากประตูถ้ำปิดลง ฉินอวี่ก็ทรุดกายติดลงไปกับพื้นหายใจหอบหนักดั่งวัวหนุ่ม ราวกับมีภูเขาลูกใหญ่อันหนักอึ้งกดทับอยู่บนร่างกระดูกทั่วทั้งร่างส่งเสียงเหมือนกำลังแตกหักออกจากกัน กล้ามเนื้อเริ่มกระตุกเส้นเอ็นปูดโปนขึ้นมาจนเห็นได้ชัด

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน พลังนี้... แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ฉินอวี่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็แอบตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยแรงกดอันมหาศาลนี้อยู่เหนือจากจินตนาการของเขายิ่งนักหากฉินอวี่สามารถฝึกฝนอยู่ภายใต้แรงกดขนาดนี้ได้เขาจะต้องเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยได้ภายในเวลาสามเดือนอย่างแน่นอน

            ฉินอวี่พยายามฝืนอย่างหนัก และพยายามลุกขึ้นยืนแต่ด้วยความแข็งแกร่งอันทรงพลังนี้ทำให้เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะต้านทานราวกับว่ามีมือยักษ์กำลังกดลงมาจากฟากฟ้าเพื่อทับให้เขาจมลงไปในผืนดิน

            “ภายใต้พลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ข้าสามารถใช้วิชาปีศาจคลั่งเปลี่ยนแปลงความเสถียรภาพของระดับฝึกฝนเสียก่อนแล้วค่อยพัฒนาระดับขั้นอีกครั้งจะดีกว่า!” ฉินอวี่กัดฟันและตอนนี้พลังปราณในเส้นลมปราณก็พลุ่งพล่านขึ้นทันที

            “อ๊าก!” ฉินอวี่ส่งเสียงร้องคำรามราวกับอสูรร้ายพลังปราณเอ่อล้นออกจากร่างกาย ฉินอวี่พยายามลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆและทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว จะเกิดเสียง “แกรก”เหมือนเสียงแตกหักดังขึ้นจากภายในร่างกายอย่างชัดเจนจนดูเหมือนว่ากระดูกทั่วทั้งร่างของเขากำลังแบกรับพลังอย่างเกินขีดจำกัดแล้ว

            ในขณะที่ฉินอวี่กำลังดิ้นรนอยู่นั้น เมล็ดพันธุ์คืนชีพภายในจุดตันเถียนก็หมุนอย่างรวดเร็วพร้อมกับถ่ายเทพลังปราณอันบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายของเขาในพลังปราณมีพลังของอสุนีลึกลับบรรจุอยู่หนาแน่นขณะที่พลังปราณที่เอ่อล้นออกมาจากภายในกายได้เกิดอสุนีลึกลับปรากฏขึ้นมาราวกับใยแมงมุม

            หลังจากพยายามทดลอง เขาก็ยังไม่สามารถจะหลุดพ้นไปได้สายตาของฉินอวี่เปล่งประกายแห่งความแน่วแน่ขึ้นมาอย่างชัดเจนทันใดนั้นลำแสงสีแดงก็เปล่งประกายออกมาจากร่างกายของเขาทันที

            ในตอนนี้ฉินอวี่เริ่มใช้การเปลี่ยนแปลงขั้นที่หนึ่งของวิชาปีศาจคลั่งเพื่อต้านทานแรงกดทับนั้นทันทีเขาต้องการสร้างความเสถียรให้กับระดับการฝึกฝนของตนเอง ด้วยเวลาที่บีบคั้นและยังไม่สามารถขยับตัวได้ฉินอวี่จึงได้แต่ใช้พลังของวิชาปีศาจคลั่งช่วยสร้างความเสถียรให้กับระดับการฝึกฝน

            พลังอันบริสุทธิ์ได้เติมเต็มไปยังกระดูกทั่วทั้งร่างของฉินอวี่จนเขาส่งเสียงร้องออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามเผชิญหน้ากับแรงกดอันทรงพลัง และค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ

            “แกรก!”

            เสียงกระดูกแตกดังขึ้นจากภายในร่างกายอีกครั้ง ผิวหนังทั่วทั้งตัวของฉินอวี่เต็มไปด้วยรอยแตกเลือดไหลพลุ่งพล่านออกมาจากร่างกาย จนชุดคลุมสีดำกลายเป็นชุดคลุมสีแดงเข้มในทันทีแต่พลังปราณอสุนีลึกลับกลับเปล่งแสงสีแดงส่องสว่างมากยิ่งขึ้น

            “โฮก!”

            ฉินอวี่เงยหน้าขึ้นพร้อมเสียงคำรามที่ดังกึกก้องเปลวไฟอันมืดมัวได้ก็ปรากฏออกมาจากร่างกายของเขาอีกครั้งฉินอวี่ปล่อยหมัดระเบิดฟ้าตรงขึ้นไปในอากาศแต่ดูเหมือนการปล่อยพลังหมัดออกไปในอากาศจะกลายเป็นความเพลิดเพลินจนฉินอวี่เริ่มโจมตีไปยังผนังถ้ำอย่างบ้าคลั่ง

            “ตูม ตูม ตูม!”

            เสียงอันอู้อี้ของการระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวพร้อมการสั่นสะเทือนทั่วทั้งถ้ำที่เขาพำนัก

            แม้ว่าจะเป็นถ้ำ แต่ผนังถ้ำเหมือนถูกสร้างมาจากวัสดุพิเศษไม่ทราบชนิดแม้ฉินอวี่จะโจมตีออกไปอย่างแข็งแกร่งหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับไม่มีร่องรอยหลงเหลือเอาไว้บนผนังเลยแม้แต่น้อย

            ภายใต้แรงกดอันทรงพลังนี้ อาการบาดเจ็บของฉินอวี่ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่าไรพลังในร่างกายก็แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นฉินอวี่รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ในหมัดของเขาจากนั้นจึงประสานรวมหมัดระเบิดฟ้าเข้ากับวิชาของเปลวอัคคีหมัดทุกหมัดที่ถูกปล่อยออกไปจึงเต็มไปด้วยสายฟ้าและเปลวไฟอันมืดมัวพลังที่รุนแรงกระแทกใส่ผนังอันแข็งแกร่งจนเกิดเสียงระเบิดดังสะเทือนกึกก้อง

            ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉินอวี่กำลังจมอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นจนหูของเขาแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

            ฉินอวี่รู้ดีว่าการเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ตนเองจะต้องใช้การเปลี่ยนแปลงขั้นที่หนึ่งของวิชาปีศาจคลั่งอย่างแน่นอน ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงลองนึกภาพสถานการณ์ของการคัดเลือกศิษย์ว่าหากในตอนนั้นเขาต้องใช้วิชาปีศาจคลั่งจะต้องทำอย่างไรให้พลังของตนเองยกระดับถึงจุดสูงสุด

            ฉินอวี่แทบจะเรียกวิชาทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะเป็นพลังว่านจ้งสองชั้นหมัดทลายฟ้า วิชาเต๋าเปลวอัคคีรวมทั้งจี้เปลวอัคคี ร่างป้องกันอสุนีลึกลับออกมาเพิ่มพละกำลังให้ถึงขีดสุด

            “ตูม ตูม ตูม!”

            เสียงระเบิดดังขึ้นจากกำแพง พร้อมๆ กับเสียงหายใจอย่างเหนื่อยหอบของฉินอวี่หมัดขวาของฉินอวี่กระแทกเข้ากับผนังทีละน้อยจนเป็นรอยกำปั้นจากนั้นรอยฝ่ามือทองสัมฤทธิ์ก็เปล่งประกายขึ้นเช่นกันหมัดข้างขวาที่แข็งแกร่งกว่าด้านซ้ายอยู่สามเท่าได้ค่อยๆพัฒนาจนเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่า!

            “จี้เปลวอัคคี!”

            ฉินอวี่ลอยขึ้นไปในอากาศเปลวไฟที่ดูมืดมัวปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างกายของเขาทันที ก่อนจะตกลงมาบนพื้นดิน

            “ตูม!”

            เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั่วทั้งถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

            ด้วยการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของฉินอวี่ รอยกำปั้นของพลังหมัดจึงปรากฏขึ้นทั่วทั้งห้องเทียนหมายเลขเก้ามากขึ้นเรื่อยๆและทั้งหมดนี้ล้วนเป็นร่องรอยหมัดข้างขวาของเขา

            อาการบาดเจ็บของฉินอวี่ค่อยๆ สาหัสมากขึ้นเรื่อยๆพลังในร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับเขาจึงรีบทดลองรวบรวมพลังว่านจ้งสามชั้นในทันที

            หมัดแต่ละหมัดถูกปล่อยไปอย่างต่อเนื่อง ทดลองวิชาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทั่วทั้งถ้ำเต็มไปด้วยรอยหมัด

            หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามฉินอวี่ก็รู้สึกได้ว่าพลังทั่วร่างกายได้ก้าวขึ้นถึงขีดสุดแล้วและพลังปราณก็ถูกชำระล้างจนสะอาดเกือบทั้งหมดแล้ว ฉินอวี่กัดฟันแน่น พลังปราณพลังอสุนีลึกลับ เพลิงแอ่งธรณี ล้วนแต่ถูกรวบรวมออกมาไว้บนหมัดของเขาก่อนจะชกออกไปอย่างดุเดือด

            “พลังว่านจ้งสามชั้น!” ฉินอวี่ส่งเสียงตะโกน และชกหมัดออกไปครั้งหนึ่งรอยร้าวปรากฏขึ้นในพื้นที่ของช่องว่างอากาศทันทีก่อนจะตกกระแทกลงบนผนังอย่างรุนแรง

            “บึ้ม ตูม ตูม!”

            เกิดเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วราวกับสายฟ้าในยามใบไม้ผลิสั่นสะเทือนไปทั้งผืนดิน หมัดของฉินอวี่จมลงในผนังกว่าครึ่งหมัดใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของฉินอวี่เผยให้เห็นถึงความปีติแต่แล้วเขาก็นิ่งทื่อไปอีกครั้ง ก่อนจะรีบหยิบโอสถออกมาเม็ดหนึ่ง และกลืนมันลงไปในท้องอย่างรวดเร็วก่อนร่างกายจะล้มลงไปอย่างทื่อๆ

            ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด

            ในเวลานี้ ฉินอวี่กำลังจมอยู่กับความรู้สึกของสภาวะอันยอดเยี่ยมนั้น

            เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในสภาพหมดสติและในช่วงเวลาที่คลุมเครือนั้น ฉินอวี่ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงสนทนาสองเสียงดังขึ้น

            “เอ๊ะ เจ้าเด็กคนนี้ไม่เลวเลย ไม่แย่ไปกว่าคนก่อนเลยสักนิดเจ้าคิดว่าในภายหน้า เด็กหนุ่มคนนี้จะมีคุณสมบัติพอจะไปที่นั่นหรือไม่?”

            “คนที่ไม่มีกรรม เกรงว่าจะอยู่ได้เพียงไม่กี่ปีนะสิ”

            “เพียงแต่ เจ้าไม่ได้ยินที่พี่ใหญ่เทียนบอกไว้หรือ? บนร่างของเจ้าเด็กคนนี้มีพลังปราณที่เขาคุ้นเคยอยู่?หลายปีมานี้ เจ้าเคยได้ยินว่าพี่ใหญ่เทียนบอกว่าคุ้นพลังปราณของใครหรือไม่ล่ะ?”

            “รอให้เขามีชีวิตเกินสามปีนี้เสียก่อนค่อยว่ากันใหม่แม้ว่าเจ้าเด็กคนนี้จะอยู่รอดได้แต่ก็ยังห่างไกลจากคุณสมบัติของผู้จะได้เข้าไปที่นั่นเพราะจะว่าไปพี่ใหญ่เทียนก็ยังไม่แน่ใจเลยด้วยว่าเหตุใดในร่างกายของเขาจึงมีพลังปราณที่คุ้นเคย”

            “ยังห่างอีกไม่น้อย? ข้ากล้ารับรองเลยล่ะหากว่าเขายังไม่ตาย เขาจะต้องประสบความสำเร็จอย่างมากแน่นอนเจ้าเคยเห็นผู้ใดที่มีพลังสายฟ้าขณะที่อยู่ในระดับการฝึกฝนเช่นนี้หรือไม่? เจ้าเคยเห็นผู้ใดมีข้อบังคับตั้งแต่อยู่ระดับฝึกฝนเช่นนี้หรือไม่?”

            “ความล้มเหลวของคนรุ่นก่อนที่เป็นเช่นนี้ยังไม่มากพออีกหรือ? รอให้เขามีชีวิตรอดเกินสามปีก่อนค่อยคุยกัน”

            “ฮึ สามปีก็สามปี ข้ากล้าเดิมพันเลยทีเดียวเขาจะมีชีวิตเกินสามปีอย่างแน่นอน”

            “เดิมพันอะไร?”

            “เดิมพัน... ช้าก่อน... ทำไมข้ารู้สึกเหมือนมีคนแอบฟัง? ชู่ว...”

             ...

            ในเวลาเดียวกัน ณ สายชีพจรฟ้า มียอดเขาที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่สามลูกไม่ใช่เพราะรูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเขาแต่เป็นเพราะในหลายปีที่ผ่านมากลับมีเพียงสามคนเท่านั้นที่สามารถพักอาศัยที่แห่งนี้ได้หรืออาจบอกได้ว่าแต่ละยอดเขามีคนอยู่ประจำหนึ่งคน

            อาจกล่าวได้ว่าทั่วทั้งสายชีพจรฟ้ามีเพียงยอดเขาสามลูกนี้เท่านั้นที่มีความพิเศษ เป็นเพราะภูเขาทั้งสามลูกนี้ต่างเป็นตัวแทนของผู้นำศิษย์รุ่นสองรุ่นสาม และรุ่นสี่!

            หรืออาจพูดได้ว่า หากต้องการอยู่บนยอดเขาทั้งสามนี้จำเป็นต้องเป็นศิษย์รุ่นใดรุ่นหนึ่งในสามรุ่นนี้เสียก่อน

            สำนักยุทธ์ว่านจ้งมีภูมิหลังอันลึกซึ้ง รวบรวมอัจฉริยะเอาไว้จำนวนมากหากต้องการจะเอาชนะเพื่อเป็นศิษย์รุ่นใดรุ่นหนึ่งได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาชนะศิษย์ผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่งจึงจะสามารถขึ้นสู่ความเป็นผู้นำได้

            ในตอนนี้ ที่เชิงเขาชิงเฟิงซึ่งเป็นหนึ่งในยอดเขาทั้งสาม มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังพาชายหนุ่มคนหนึ่งมายังเชิงเขา

            ชายวัยกลางคนอยู่ในท่าทางสงบเสงี่ยม ถึงแม้ชายหนุ่มคนนั้นจะดูโอ้อวดไปบ้างแต่สีหน้าท่าทางของเขากลับแสดงออกชัดเจนว่ากำลังตื่นตระหนกและประหม่า

            “ศิษย์น้องหญิงสวี่ อยู่หรือไม่?” ชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงเชิงเขาพลางแหงนหน้ามองไปยังยอดเขายักษ์ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงอันทรงพลัง

            “ศิษย์พี่อวี่ มีอะไรหรือ?” เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นและก้องกังวานอยู่ในท้องฟ้าเป็นเวลานาน

            “ศิษย์ทรยศคนนี้ได้ล่วงเกินเจ้าที่ตลาดมาใช่หรือไม่? หลายวันมานี้เจ้าคงหวาดหวั่นยิ่งนักหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจเป็นการดึงดูดจิตมารได้ ดังนั้นข้าจึงต้องแบกหน้าพาศิษย์ทรยศนี้มาขออภัยเจ้า” ชายวัยกลางคนพูดเสียงดัง

            “ขออภัย?”

            ทันใดนั้นชายหนุ่มคนนั้นก็รู้สึกได้ถึงความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวได้ปกคลุมไปทั่วกายเขาและดูเหมือนจะเป็นพลังที่ไร้ความปรานีจนร่างกายของชายหนุ่มถึงกับสั่นสะท้านจนไม่อาจควบคุมได้

            ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อย และจ้องไปยังชายหนุ่มอีกคนอย่างดุดัน

            ชายหนุ่มระงับความกลัวในใจเอาไว้ และพูดออกไป “อาจารย์อาสวี่ในตลาดเมื่อไม่กี่วันก่อน หวังฉี่ได้ล่วงเกินท่านอาจารย์อาโดยไม่ตั้งใจขออาจารย์อาสวี่โปรดอภัยให้ด้วย”

            หวังฉี่ผู้นี้คือศิษย์ในชุดคลุมดำและสวมหน้ากากที่ทำหน้าที่ตรวจสอบป้ายคำสั่งของฉินอวี่ที่ตลาดในวันนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ในใจของหวังฉี่ก็รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งอันที่จริงเขาสนใจหอกศึกเล่มนั้นก่อนฉินอวี่ แต่ในตอนนั้น เขาได้ซื้ออาวุธวิญญาณและโอสถจากในตลาดไปเป็นจำนวนมากแล้ว และเมื่อเขาได้เห็นหอกศึกเล่มนั้นแต้มสนับสนุนที่มีจึงถูกใช้ไปจนหมดแล้ว

            เพื่อไม่ให้เหตุการณ์โจ่งแจ้งจนเกินไป หวังฉี่จึงไม่ได้เอ่ยบอกศิษย์คนนั้นไว้ก่อนและรีบออกมาจากตลาด เพื่อขอยืมแต้มสนับสนุนจากอาจารย์ของเขาแต่เมื่อเขากลับมาถึงตลาด ก็เป็นจังหวะที่ศิษย์ใหม่คนนั้นลุกขึ้นพอดีหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น

            เป็นเพราะฉินอวี่ได้หยิบป้ายคำสั่งของสวี่โม่ชิงออกมา จึงทำให้หวังฉี่ตกใจแทบเสียชีวิตเขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสวี่โม่ชิงมาไม่น้อยในสายชีพจรฟ้านี่คือผู้นำศิษย์รุ่นสี่แห่งสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ผู้แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นสี่และยังเป็นผู้ได้รับพลังเวทสูงสุดจากหอตำราซั่งกูในครั้งที่ผ่านมา

            หลังจากเกิดเรื่องที่ตลาด หวังฉี่ก็ยิ่งรู้สึกหวาดระแวงหากตอนนั้นฉินอวี่ยอมรับแต้มสนับสนุนร้อยแต้มจากหวังฉี่ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เพราะเขาไม่ยอมรับ จึงทำให้หวังฉี่เริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าสวี่โม่ชิงคงจะโกรธเขา และเพราะความกลัวที่อยู่ในใจทำให้เขาไม่ใส่ใจต่อการฝึกฝน จนอาจารย์อวี่จงสังเกตเห็นจึงได้พาเขามาขอโทษในวันนี้

            ฉินอวี่คงจะนึกไม่ถึงว่าเรื่องต่างๆ จะกลับกลายเป็นเช่นนี้เขามองออกว่าหวังฉี่เกรงกลัวสวี่โม่ชิง แต่กลับไม่นึกว่าหวังฉี่จะกลัวมากเช่นนี้บางทีอาจบอกได้ว่า ฉินอวี่นึกไม่ถึงว่าสถานะของสวี่โม่ชิงจะสูงส่งถึงเพียงนี้!

            “ตลาดหรือ? ข้าไปตลาดเมื่อไรกัน?” เสียงอันเย็นเยือกเต็มไปด้วยความสงสัย

            หวังฉี่มองไปทางผู้เป็นอาจารย์ด้วยสีหน้าที่ขมขื่นรู้สึกเหมือนสวี่โม่ชิงไม่ให้อภัยตนเอง

            ในตอนนี้อาจารย์อวี่จงขมวดคิ้วขึ้นทันที ก่อนพูดอย่างประหลาดใจ“ศิษย์น้องหญิงสวี่ไม่ได้ไปที่ตลาดหรือ? แต่...ศิษย์ทรยศของข้าบอกว่าพบคนถือป้ายคำสั่งของเจ้า...”

            “ป้ายคำสั่งของข้า? ป้ายคำสั่งของข้าไม่เคยห่างจากกายและข้าไม่เคยไปที่ตลาดเช่นกัน” เสียงของสวี่โม่ชิงดังกังวานอยู่ในอากาศ

            หวังฉี่ที่มีความหวาดกลัวอยู่แต่เดิม ก็เบิกตากว้างขึ้นทันทีไม่เคยห่างกาย? หรือว่า... คนผู้นั้นกำลังโกหกตนเอง?

            ทันใดนั้น หวังฉี่ก็รู้สึกเหมือนหน้าอกของตนเองจะระเบิดออกดวงตาของเขาคั่งไปด้วยเลือดทันที ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในใจที่จะต้องพลิกแผ่นดินสำนักยุทธ์ว่านจ้งเพื่อตามหาตัวฉินอวี่มาให้ได้เพราะเรื่องนี้ทำให้เขาต้องกระวนกระวายอยู่นาน ผ่านความทุกข์ทรมานหนึ่งวันเหมือนหนึ่งปี แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะถูกหลอกเช่นนี้ แล้วจะไม่ให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างไรได้?

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าก็ขอตัวก่อน หากศิษย์น้องหญิงสวี่มีเวลาว่างก็ไปหาข้าได้” อวี่จงยกกำปั้นขึ้นประสานกัน สีหน้าเคร่งขรึมจนน่ากลัวจากนั้นก็พาหวังฉี่กลับออกไป

            “ช้าก่อน!” เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นอย่างรุนแรง

            ขณะที่ทั้งสองคนกำลังหันศีรษะออกไป พวกเขากลับมองเห็นเงาร่างในชุดคลุมสีขาวปรากฏขึ้นทางด้านหลัง

            “ป้ายคำสั่งที่เจ้าพูดถึงมีลักษณะเป็นเช่นไร?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน