หวังจื่อจินนัยน์ตาทอประกายแสงอย่างมีความหวัง เมื่อเขาเงยหน้าของตนขึ้นก็สัมผัสได้ว่าคนตรงหน้าเขานี้คือใคร คนที่ตลอดปีมานี้ชายชราก็ยังเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวของเขาอยู่ในทุกๆวัน หลานชายเพียงคนเดียวที่เขายอมรับเขามาเป็นครอบครัวของตนอย่างไม่รีรอ ตลอดห้าปีนับแต่ที่เขาไปยังเทือกเขาสองขั้วโลก ชายชราก็ไม่ได้ทราบข่าวของเขาเลยสักนิด ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดียังไง ในเมื่อเขานั่นกำลังจะไปเอาเปลวเพลิงมังกรเทพพิโรษที่ทรงพลังเช่นนั่น ตัวของชายชราก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้
แต่ว่าในตอนนี้เขากลับมาปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้า ต้องบอกก่อนว่าที่แห่งนี้คือหอคอยมังกรทมิฬ คุกคุมขังที่ทรงพลังอย่างถึงที่สุดของราชวงศ์ชิงหลง การที่ศัตรูของพวกเขาถูกจับมามันย่อมเป็นที่แน่นอนแล้วว่าพวกเขาไม่มีทางที่จะออกไปได้
เมื่อชายชราพลันได้สติก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ จริงสิ ที่แห่งนี้คือสถานทที่อันตรายซะจนบอกไม่ถูก
"หลานรักเจ้ามาที่แห่งนี้ได้ยังไง? มันอันตรายนะ เจ้ารีบออกไปเร็ว ถ้าถูกเจ้าพวกนั่นจับได้ขึ้นมาจุดจบของเจ้าคงจะไม่แตกต่างไปจากท่านปู่คนนี้หรอก..!!"
เสียงที่แหบแห้งของชายชราดังออกมาจากในลำคอ สภาพของเขานั่นเรียกได้ว่าเลวร้ายเป็นอย่างมาก เพียงแค่จะส่งเสียงครั้งนึงตัวของหวังจื่อจินก็แทบจะต้องใช้แรงทั้งหมดแล้ว
หลินตงเมื่อเห็นเขาเป็นห่วงตนเองเช่นนี้ก็็ระบายยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น
"ไม่ต้องกังวลท่านปู่ ข้าสำรวจดูแล้ว การตรวจจับของม่านพลังนั่นไม่มีอยู่ภายใต้สถานที่แห่งนี้ จะมีก็เพียงทางเข้าซึ่งข้าก็ผ่านมันมาได้ง่ายๆ รอก่อนนะท่านปู่ ข้าจะทำลายโซ่พลังวิญญาณเดียวนี้แหละ..!!"
ชายหนุ่มพูดจบก็ยื่นฝ่ามือของตนเองไปยังโซ่ตรวนที่กักขังเขาเอาไว้
ชายชราถึงกับตกตะลึง นัยน์ตาที่หม่นแสงกวาดมองไปทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มเบื้องหน้า ถึงเขาจะถูกทำลายจุดคลื่นพลังยุทธไปแล้วแต่ด้วยลางสังหรณ์ที่เขาเคยมีก็ทำให้เห็นว่าหลานรักของตนเองเปลี่ยนแปลงไปมาก เขามั่นใจถึงพลังของตนเองอย่างถึงที่สุด กลิ่นอายที่เป็นเด็กน้อยจากเมื่อห้าปีก่อนก็ไม่มีให้เห็นแล้ว เขาตอนนี้ได้้เติบโตเป็นหนุ่มหล่อที่สง่างามและน่าเกรงขามแถมเมื่อกี้นี้เขายังบอกว่าจะทำลายโซ่พลังวิญญาณอีก
ต้องบอกก่อนว่าโซ่พลังวิญญาณที่ใช้ตึงร่างของเขานั่นเป็นของล้ำค่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณระดับเก้า มันมีพลังในการกังขังทุกสรรพสิ่งที่ถูกมันรัดเอาไว้แถมความคงทนของมันก็เรียกได้ว่าต่อให้จะฟ้าถล่มลงมามันก็ไม่สะเทือนสักนิด แล้วหลานรักของตนจะทำลายมันได้ยังไงกัน อย่าบอกนะว่าเขามีพลังเทพวิญญาณยุทธแล้วนะ เป็นไปไม่ได้
ระหว่างที่ชายชรากำลังคิดหัวหมุนอยู่นั่นเสียงฟู่ที่แปลกประหลาดของอะไรบางอย่างก็ดังขึ้น เขารีบหันหัวของตนกลับไปอย่างรวดเร็วก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เขาได้พบเห็น โซ่ตรึงวิญญาณที่กำลังรัดข้อมือของเขาอยู่นั่นกำลังถูกแผดเผาจนเริ่มสลายหายไปอย่างง่ายดาย เปลวเพลิงสีแดงชาดที่ราวกับรูปลักษณ์ของมังกรหมุนวนพร้อมกับเผาผลาญมันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมันปรากฏออกมาก็ทำให้หมอกสีดำที่หนาทึบยังต้องสูญสลาย เพียงแค่นี้ก็บ่งบอกได้เลยว่าพลังของมันเป็นยังไง มันเสมือนกับเป็นดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งเดียวที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด
"นะ.นะ.นี่คือเปลวเพลิงมังกรเทพพิโรษ? ไอ้เจ้าหนู เจ้าทำสำเร็จ..!!"
หวังจื่อจินทำได้เพียงอุทานออกมาอย่างตกใจ ดวงตาถึงกับเบิกกว้างอย่างหวาดสะพรึง เพียงแค่รูปลักษณ์ของมันถึงชายชราจะไม่มีพลังและสัมผัสไม่ได้แต่เขาก็บอกได้เลยว่าหลานรักของตนเองทำสำเร็จแล้ว เขาได้ครอบครองหนึ่งในพลังแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของห้วงจักรวาลทั้งมวล ถ้าเป็นเช่นนี้มันก็ไม่แปลกเลยที่เขาจะมั่นใจในการทำลายมัน โซ่วิญญาณของผู้เชื่อมต่อระดับเก้าไม่คนามือเปลวเพลิงพระเจ้าลำดับที่เจ็ดเลยซักนิด
ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขาดิ้นไปดิ้นมาก็ส่งเสียงดุออกมาเล็กน้อย
"อยู่นิ่งๆสิตาแก่ เดียวข้าก็เผลอเผาท่านไปด้วยหรอก..!!"
หลินตงหลุดขำออกมากับท่าทางของเขาพร้อมกับใช้ฝ่ามือเปลวเพลิงกวาดสัมผัสไปยังโซ่ทั้งสองนั่น การที่หลินตงได้ฝึกฝนคัมภีร์เปลวเพลิงมังกรเทพพิโรษแล้วก็ทำให้การควบคุมเปลวเพลิงไฟของเขานั่นไร้เทียมทาน เรียกได้ว่ามันคือส่วนนึงของร่างกายที่บังคับควบคุมได้ดั่งใจเลยก็ว่าได้
"ไอ้เจ้านี่!! ทำลายมันยังกะเป็นเต้าหู้เลย"
ชายชราถลึงตาใส่อย่างช่วยไม่ได้แต่ภายในใจของเขาตอนนี้อบอุ่นเป็นอย่างมาก ดวงตาทำได้เพียงจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่กำลังจริงจังในการทำลายโซ่วิญญาณอย่างยินดี หลานรักของเขาเติบโตเป็นผู้ทรงพลังถึงเพียงนี้แล้วแถมเขากลับกล้าที่จะมาช่วยเหลือชีวิตที่ใกล้จะตายของเขาอีก มันยิ่งทำให้ชายชราอธิบายอะไรออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
"นั่นคือใครกัน? ตาแก่มีคนมาช่วยยังงั้นเหรอ..?"
ขณะที่หลินตงกำลังช่วยชายชราอยู่นั่น อีกฟากนึงของห้องขังชายวัยกลางคนที่มีนามว่าชิงหลงหวู่เทียนก็สัมผัสได้เช่นเดียวกัน นัยน์ตาสีเงินที่หม่นแสงจ้องมองไปยังเบื้องหน้า ภาพที่เขาได้เห็นมันชั่งมัวสลัวยิ่งนักซะจนแยกไม่ออกว่าคนที่มาช่วยเหลือชายชราเป็นใคร มีใบหน้าหรือรูปลักษณ์ยังไง แต่ก็พอจะได้ยินที่เขาพูดขึ้นได้ว่านี้คือหลานชายของเขา มันก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ว่าชายหนุ่มคนนึงจะมาปรากฏตัวขึ้นณที่แห่งนี้
"เหอะๆ เจ้าโชคดียิ่งนักหวังจื่อจินที่มีคนมาช่วยเหลือเจ้า ข้าขออวยพรให้เจ้ารอดไปได้ละกันและอย่าลืมแก้แค้นพวกราชวงศ์ชิงหลงแทนข้าด้วยละ..!!"
ชายวัยกลางคนที่มีสภาพทรุดโทรมเอ่ยออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง ท่าทางที่ไร้ชีวิตชีวาของเขานั่นถ้าคนอื่นๆมาเห็นอาจจะสมเพชในสภาพของเขาแต่การที่ชายวัยกลางถูกคุมขังมานับสิบปีสำหรับเขาแล้วมันเฉยชายิ่งนัก เรียกได้ว่าเขาพร้อมที่จะตายแล้วยังไงละ
อีกด้านหวังจื่อจินกับหลินตงเมื่อได้ยินเสียงที่สะท้อนเข้ามาก็หยุดนิ่งลง หลินตงชำเลืองมองอยู่นิดๆก็สัมผัสได้ถึงร่างเงาของบุคคลผู้นึง เส้นผมสีเงินยาวที่บดบังใบหน้าซะจนแยกไม่ออกว่าเป็นใคร ร่างกายที่สูงใหญ่และมีแต่บาดแผลที่สาหัส คนของราชวงศ์ชิงหลงยังงั้นเหรอ ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ดูเหมือนว่าเขาจะทำผิดอะไรบางอย่างถึงได้
"เหอะๆ ขอบใจสำหรับคำอวยพรนะองค์จักรพรรดิชิงหลงหวู่เทียน..!!"
ชายชราเมื่อหลุดจากโซ่ที่พันธนาการตนไว้แล้วก็ล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาถูกชายหนุ่มอุ้มขึ้นหลังอย่างสบายๆ ส่วนนัยน์ตาของชายชราก็จ้องมองไปยังกรงขังด้านนั่นอย่างไม่วางตา
แต่เมื่อหลินตงได้ยินที่ท่านปู่ของตนเองพูดก็รีบหันขวับกลับไปมองอีกรอบ
"อะไรนะ? นี่คือองค์จักรพรรดิชิงหลงหวู่เทียนยังงั้นเหรอ? นี้คือตัวจริงอย่างแน่นอนสิน่ะ ส่วนไอ้ที่ข้าได้เห็นเมื่อกี้คือพวกเผ่าพันธุ์อาชูร่าที่ปลอมตัวจริงๆ..!!"
ชายหนุ่มเบิกตากว้างพร้อมกับอุทานออกมาอย่างจริงจังและเมื่อสิ้นคำพูดของเขา ทั้งหวังจื่อจินกับชิงหลงหวู่เทียนก็มองไปยังชายหนุ่มอย่างอึ้งๆ อะไรนะ เมื่อกี้นี้เขาไปตรวจแม้แต่ที่ราชวังตำหนักกลางเลยยังงั้นเหรอ ต้องบอกก่อนว่าสถานที่แห่งนั่นเต็มไปด้วยม่านพลังที่ไร้เทียมทานแล้วเขาไปสำรวจได้ยังไงกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งตกตะลึงนัก
บนหลังของเขาชายชราตอนนี้ครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆพร้อมกับกัดฟันแน่น ถึงจะไม่ค่อยจะยอมรับแต่ทว่าในตอนนี้สถานการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว จากที่เขารู้ว่าชิงหลงหวู่เทียนนั่นไม่ได้ตั้งใจที่จะทำ
"เจ้าหนู ถ้ามันมีความเป็นไปได้ที่จะนำพาอีกคนหลบหนีออกไปละ..!!"