พิธีศพของท่านอ๋องผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเศร้าสลดของชาวเมือง บัดนี้ศูนย์รวมจิตใจของพวกเขาได้จากไปแล้วแต่การจากไปอย่างวีรบุรุษ ทำให้ชาวเมืองยิ่งรักพระองค์ขึ้นไปอีก
ตามคำบอกเล่าของทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ทำให้ทุกคนได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว หวังหย่ง คือสายลับของเมืองหลวง ที่ปลอมตัวเข้ามาปฏิบัติภารกิจอยู่ในแคว้นเหอฉีตามพระบัญชาของฮ่องเต้ โดยใช้การอภิเสกสมรสกับองค์หญิงหนิงอันเป็นฉากบังหน้าเพื่อเข้ามาสืบข่าวแทรกซึมบ่อนทำลายความเจริญของแคว้นเหอฉี
ตลอดเวลาที่หวังหย่งมาอาศัยอยู่ที่แคว้นเหอฉีเขาจึงทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับคุณชายชิงอวิ้นมาโดยตลอด ความขัดแย้งของคนทั้งสองเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ขุนนางทุกคน
มีทหารหลายคนรายงานตรงกันว่าในวันท่านอ๋องถูกสังหารนั้น เป็นหวังหย่ง ที่ออกอุบายล่อให้ท่านอ๋องออกจากตำหนักไปแสร้งทำเป็นปล่อยข่าวลวงว่าคุณชายชิงอวิ้นตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู เมื่อท่านอ๋องทราบดังนั้นจึงรีบรุดออกมายังสมรภูมิ โดยไม่ทันได้คาดคิดว่านี่เป็นกลลวง
ทันทีที่มาถึงทหารของเหอผิงได้เข้าปิดล้อมท่านอ๋องไว้แต่เป็นรัชทายาทที่นำกำลังเข้ามาช่วยไว้ได้ทันเวลาการบุกชิงตัวท่านอ๋องมาได้สำเร็จนั้นสร้างขวัญและกำลังให้กับกองทัพของเหอฉีเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถบุกเข้าไปในเมืองเหอผิงพร้อมกับเผาบ้านเรือนจนราบคาบเมื่อเห็นท่าไม่ดี หวังหย่ง จึงได้เรียกำลังเสริมเป็นทหารจากเมืองหมิงที่แปรพักตร์ไปร่วมมือกับหวังหย่ง พวกเขาหมายมั่นจะปลิดชีพท่านอ๋องให้จงได้เพราะรู้ดีว่า หากไร้ซึ่งท่านอ๋องแล้ว กองทัพที่เกรียงไกรของเหอฉีย่อมอ่อนแอลงอย่างแน่นอน
นอกจากนี้หวังหย่งยังได้ร่วมมือกับอาจารย์จางหย่ง ซึ่งเป็นพระอนุชาของท่านอ๋องคนพวกนี้วางแผนจะสังหารทหารเหอฉีให้สิ้นซากแล้วถือโอกาสโยนความผิดทั้งหมดให้กับเมืองเหอผิงและอาศัยจังหวะที่แคว้นเหอฉีไม่มีผู้นำ พวกเขาจะกลับมาครอบครองแคว้นเหอฉีอย่างหน้าด้านๆยังดีที่คุณชายชิงอวิ้นสามารถนำกำลังทหารที่มีอยู่ฝ่าลงล้อมศัตรูถอยทัพกลับมาได้ทันเวลา แต่น่าเสียดาย ที่ท่านอ๋องและอัครมหาเสนาบดีลี่ถังพระสหายผู้ทำงานรับใช้ท่านอ๋องมาโดยตลอดต้องพลีชีพในศึกครั้งนี้นี่จึงเป็นหนี้แค้นของชาวเหอฉีทุกคน ที่จะต้องล้างแค้นให้กับท่านอ๋องให้ได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม
เมื่อได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้แล้วยิ่งทำให้ชาวเมืองรักและคิดถึงท่านอ๋องมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ชาวเมืองอดเป็นห่วงไม่ได้นั่นก็คือเมื่อพระองค์ได้จากอย่างไม่มีวันกลับเช่นนี้แล้วอนาคตของแคว้นเหอฉีจะเป็นเช่นไร
จากวีรกรรมอันเด็ดเดี่ยวของคุณชายชิงอวิ้นในครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าคุณชายชิงอวิ้นแม้จะมีความมุทะลุไปบ้าง แต่ความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญยอมเสี่ยงชีวิตของตัวเอง เพื่อไปแย่งชิงศพท่านอ๋องกลับคืนมาได้ผลงานในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าคุณชายชิงอวิ้นสามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของแคว้นเหอฉีคนต่อไปได้อย่างเหมาะสมทุกประการ
แม้สถานะของแคว้นเหอฉีต่อจากนี้จะตกอยู่ในความไม่แน่นอนตำแหน่งผู้นำของพวกเขาคงจะเป็น อ๋อง ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เช่นนั้นคุณชายชิงอวิ้นจึงปรารถนาให้ทุกคนเรียกว่า คุณชายเพียงสั้นๆ เท่านั้นเพื่อให้ทุกคนได้ระลึกว่า ท่านอ๋องยังอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา และแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เพียรพยายามทำมาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เพราะต้องการเป็นใหญ่เป็นโตหรือมักใหญ่ใฝ่สูงแต่ประการใด แต่ทุกสิ่งที่คุณชายชิงอวิ้นทำลงไปก็เพื่อประโยชน์สุขของชาวแคว้นเหอฉีทุกคน
หลายวันผ่านไปความโศกเศร้าที่มีอยู่ในใจของประชาชนก็ค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงไปประชาชนทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั่นก็คือ บัดนี้แคว้นเหอฉีได้ถูกโดดเดี่ยวจากเมืองอื่นๆ ทั้งหมดพวกเขาไม่สามารถทำมาค้าขายกับเมืองอื่นๆ ได้อีกต่อไป ที่สำคัญก็คือ ได้มีการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนที่เข้มงวดตลอดเวลาเพื่อป้องกันการโจมตีจากศัตรูที่ตอนนี้มีมากมายจนไม่อาจจะระบุได้ว่าเป็นใครกันบ้าง
การประชุมราชกิจเช้านี้เป็นไปอย่างเงียบเหงาหัวข้อส่วนใหญ่มีเพียงความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นาน คงประสบภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักแน่นอนเมื่อเห็นว่าขุนนางทุกคนต่างก็วิตกกับปัญหานี้ การแก้ปัญหาของคุณชายชิงอวิ้นก็คือปิดประชุม พร้อมกับไล่ให้ขุนนางทุกคนออกไปจากท้องพระโรงคงเหลือเพียงคุณชายและหลี่ซือเท่านั้น ที่ยังคงไม่ได้ออกไป
“หลายปีที่ข้าเฝ้ามองเสด็จพ่อออกว่าราชกิจบันเก้าอี้ตัวนี้ ข้าคิดอยู่ตลอดว่าเมื่อถึงเวลาที่ข้าได้นั่งบัลลังก์นี้จริงๆ ข้าจะรู้สึกเช่นไร”คุณชายชิงอวิ้นเอ่ยพลางเอามือลูบบัลลังก์ที่ประทับพร้อมกับมองมันอย่างมีความสุข “แต่เมื่อถึงเวลาที่ข้าได้มันมาจริงๆข้ากลับไม่ได้รู้สึกชื่นชมเลยแม้แต่นิดเดียว”
“นั่นเป็นเพราะเราทั้งสองต่างก็เป็นผู้สูญเสีย” หลีซื่อพยายามปลอบประโลม
“ใช่ เพราะเราสูญเสีย” คุณชายชิงอวิ้นตอบกับหลีซือโดยที่มือยังคงลูบไล้ไปที่บัลลังก์ “ข้าจึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมาอำนาจที่ข้ามีมันไม่ใช่อำนาจของข้าเลย แต่เป็นอำนาจของเสด็จพ่อต่างหาก ที่ทำให้ข้านั่งบนนี้ได้อย่างมั่นคงแต่บัดนี้ เมื่อไม่มีเสด็จพ่อแล้ว ข้ากลับทำอะไรไม่ได้เลย ผู้คนรอบตัวข้าเต็มไปด้วยคนไม่เอาไหนจะหาที่ปรึกษาสักคนก็ไม่ได้ ตอนนี้ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป”
“หากท่านพี่อยากจะเป็นใหญ่บางทีท่านพี่ก็ต้องยอมอ่อนให้คนอื่นบ้าง” มีเสียงพูดดังมาจากประตู
“อี้เจ๋อ”คุณชายชิงอวิ้นเอ่ยออกมาเบาๆ เขาไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนอย่างอี้เจ๋อจะออกมาในเวลาเช่นนี้ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เจ้าน่าจะพักผ่อนอยู่ในตำหนักของเจ้า”
“ข้าพักผ่อนมาเพียงพอแล้ว” คุณชายอี้เจ๋อตอบกลับมาพลางเดินเข้ามาหาคนทั้งสอง “ข้ามองดูพวกท่านมานานแล้ว นานจนเห็นได้ว่าพวกท่านทำทุกอย่างผิดพลาดไปหมด”
“คุณชายพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”หลีซื่อไม่พอใจนักที่คุณชายอี้เจ๋อออกมาพูดเช่นนี้
“เพราะข้ามีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเช่นเจ้าเจ้าจึงมองว่าข้าไม่มีสมองเหมือนเจ้าเช่นนั้นหรือ”คุณชายอี้เจ๋อสวนกลับหลีซื่อทันที ทำเอาอีกฝ่ายเก็บอาการไม่อยู่จนคุณชายชิงอวิ้นต้องยกมือห้าม ก่อนที่จะปล่อยให้คุณชายอี้เจ๋อได้อธิบายต่อไป
“ท่านพี่ต้องไม่ลืมว่าตัวข้านั้นสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่กำเนิดข้าถูกปล่อยปละละเลยให้อยู่แต่เพียงลำพัง ไร้ซึ่งคนดูแลเอาใจใส่ ข้าจึงใช้เวลาทั้งหมดที่มีหมดไปกับการอ่านตำรับตำราเพราะข้าเชื่อเสมอว่า ต่อให้ร่างกายข้าไม่สมบูรณ์ แต่สมองของข้ายังสมบูรณ์ดีกว่าใครๆ เวลาที่เสด็จพ่อมีเรียกใครเข้าพบเป็นการส่วนตัวข้าก็จะแอบฟังอยู่เสมอ ข้าจึงเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมาข้าไม่เคยไปวุ่นวายกับกิจการของพวกท่านเพราะข้ารู้ดีว่าเวลาของข้ายังมาไม่ถึง แต่บัดนี้ ข้าเชื่อเหลือเกินว่าข้าสามารถช่วยเหลือท่านพี่ได้แล้ว เพียงแต่ว่า ข้าเสียดายเหลือเกินที่พวกท่านขับไล่ใต้เท้าตงหยางกับอี้เฉินไปหากมีพวกเขาอยู่ ข้าเชื่อว่าเรื่องราวคงไม่จบลงเช่นนี้แต่นั่นไม่เท่ากับที่พวกท่านทำกับพี่เขย หากพวกเรายังมีท่านพี่หวังหย่งแน่นอนเขาย่อมสามารถนำพาพวกเราผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างแน่นอน”
“นี่เจ้า...” หลีซื่อไม่พอใจยิ่งนักที่คุณชายอี้เจ๋อพูดออกมาเช่นนี้
“เพราะท่านพี่เชื่อฟังคนผู้นี้มากเกินไป เขาหาได้มีความสามารถใดๆ ไม่กี่ครั้งแล้วที่เขาทำให้ท่านพี่ผิดหวัง แต่ท่านกับไม่เคยใส่ใจ เพราะคิดแต่เพียงว่าเขาคือสหายร่วมชีวิตของท่าน แต่ท่านพี่คงลืมไปแล้วว่าชีวิตท่านพี่ตอนนี้มีผู้คนนับหมื่นรอให้ท่านพี่คอยปกป้องดูแลไม่ใช่ตัวคนเดียวเฉกเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว ถ้าท่านพี่ยังฟังคำคนเช่นนี้ต่อไปข้าเกรงว่า หายนะจะมาเยือนพวกเราอีกครั้ง”
“หยุดวาจาสามหาวของเจ้าเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นข้าจะ....” หลีซื่อทำทีขู่คุณชายอี้เจ๋อ
“เพราะข้าไม่เคยออกมาอยู่ตรงนี้กับพวกเจ้าทำให้เจ้าลืมไปแล้วสินะว่าข้าเป็นใคร เจ้านั่นแหละหยุดวาจาสามหาวกับข้าก่อนที่ข้าจะสั่งให้ทหารของข้าจับเจ้าไปลงโทษ”
“เอาละ เอาละ พอกันได้แล้วทั้งสองคน เวลาเช่นนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเอง”คุณชายชิงอวิ้นยกมือขึ้นปรามคนทั้งสองก่อนที่จะบานปลายไปกันใหญ่ “อี้เจ๋อ เจ้ามีสิ่งใดจะบอกกับข้าก็จงบอกมาเถอะ หากจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ข้าก็ยินดีจะรับฟังสิ่งที่เจ้าเสนอ”
จากนั้นคุณชายอี้เจ๋อก็เริ่มอธิบายแผนการของเขาให้กับคุณชายชิงอวิ้นฟังอย่างละเอียด
...............................................
“องค์หญิง เสวยหน่อยเถอะเพค่ะองค์หญิงไม่เสวยอะไรมาหลายวันแล้วนะ” เหมยลี่พยายามคะยั้นคะยอให้องค์หญิงหนิงอันที่เอาแต่นั่งร้องไห้ไม่ยอมหยุด
หลายวันมาแล้วที่องค์หญิงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ การสูญเสียท่านอ๋องถือเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้องค์หญิงเศร้าใจอย่างหาที่สุดมิได้ยิ่งเมื่อได้รับรู้ถึงสาเหตุแล้ว ทำให้องค์หญิงยิ่งตกอยู่ในสภาวะบอบช้ำทางจิตใจอย่างที่สุด
องค์หญิงแทบไม่อยากจะเชื่อว่าหวังหย่งที่อยู่กินกันมาหลายปี จะเป็นสายลับให้กับเมืองหลวง ต่อให้เขาเป็นเช่นนั้นจริงๆเขาก็ไม่ควรที่ล่อลวงเสด็จพ่อออกไปสังหารเช่นนี้ แม้จะมีหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่องค์หญิงก็เชื่อว่า หวังหย่งย่อมไม่ใช่คนเช่นนั้นแน่แต่ทำไม ทหารทุกนายจึงพูดเป็นเสียงเดียวกัน จนดูเหมือนกับว่าเขาจะเป็นคนร้ายไปจริงๆ หาไม่แล้ว ก็ต้องมีใครสักคนที่สร้างเรื่องให้เขาเป็นแพะรับบาปอย่างแน่นอน
“เจ้าคิดว่าท่านพี่เป็นคนเช่นนั้นจริงๆเหรอ” องค์หญิงสะอื้นถามเหมยลี่
“องค์หญิงถามหม่อมฉันเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วนะเพคะหม่อมฉันก็จะตอบเช่นเดิมว่า คุณชายหวังหย่งไม่ใช่คนเช่นนั้นแน่ๆ” เหมยลี่ตอบอย่างมั่นใจ
“มีแต่ข้ากับเจ้าที่เชื่อเช่นนั้น แต่จะมีอะไรมาพิสูจน์ให้คนอื่นได้เชื่อเช่นเราได้ละ”
“เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรหรอกเพค่ะขอแค่เราเชื่อเช่นนั้นก็พอ คนอื่นจะคิดอย่างไรก็ช่างเค้า”
“เราจะคิดเช่นนั้นไม่ได้หรอกท่านพี่คือสามีของข้า ไม่วันใดก็วันหนึ่งท่านพี่จะต้องกลับมาอยู่กับข้าหากผู้คนคิดกับเขาเช่นนี้แล้ว เจ้าคิดหรือว่าเขาจะสามารถกลับมาอยู่กับข้าที่นี่ได้อีก”
“ถึงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้พวกท่านก็มีที่อันกว้างใหญ่ในแผ่นดินนี้ให้อาศัยอยู่ คนเช่นพวกท่านสองไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรักถึงอย่างไรหม่อมฉันเชื่อว่าสักวันความจริงจะปรากฏ เมื่อถึงตอนนั้นท่านทั้งสองจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขแน่เพค่ะ”
“เจ้าจะให้ข้านั่งรอนอนอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก หากเนิ่นนานไป ข้าเกรงว่า เวลาที่เหลือของเราทั้งสองที่จะอยู่ด้วยกันก็จะยิ่งน้อยลงไปอีกข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าจะต้องสืบหาความจริงให้ได้”
“องค์หญิงจะไปสืบจากไหนละเพค่ะ”
องค์หญิงเรียกเหมยลี่ให้หล่อนเข้ามาใกล้ๆก่อนจะกระซิบบางอย่างให้เหลยลี่ฟัง
“องค์หญิงจะทำเช่นนั้นไม่ได้นะเพค่ะ” เหมยลี่ตกใจกับสิ่งที่องค์หญิงบอกมา
“ทำไมจะไม่ได้ละนี่ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อยที่เราทำกันแบบนี้”
“ที่ผ่านมาเราแค่หนีออกไปทางช่องลับที่สร้างขึ้นมาเพื่อไปเดินเล่นสนุกๆ ในเมืองเท่านั้นแต่ครั้งนี้องค์หญิงจะหนีออกไปตามหาคุณชายหวังหย่งในเมืองหลวงเนี่ยนะ”
“ใช่ๆ” องค์หญิงพยักหน้าอย่างมีความสุขพร้อมกับหยิบอาหารมาเสวยอย่างเอร็ดอร่อย “ข้าต้องรีบทานให้เยอะๆจะได้มีแรงตามหาท่านพี่ รอข้าหน่อยนะ ในเมื่อท่านมาหาข้าไม่ได้ข้าก็จะไปหาท่านเอง” องค์หญิงอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างเห็นชัด