หมาป่าและเหยื่อ
ฮั่วเฉิงโจวไม่ค่อยชอบวิสกี้เพราะแรงเกินไป เขาจึงสั่งค็อกเทลมาแทน
บาร์เทนเดอร์เทวิสกี้ห้าสิบมิลลิลิตรลงในแก้วจากนั้นก็เติมน้ำมะนาวคั้นพร้อมมะนาวฝาน เติมน้ำผึ้งลงไปหนึ่งช้อนสุดท้ายก็เติมน้ำเปล่าและใส่น้ำแข็งก้อนลงไป
“ฉันว่านะ” ฉินเซ่อกลอกตาและอดไม่ได้ที่จะบ่น “มันก็แค่เครื่องดื่มนายจำเป็ต้องพิถีพิถันขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ทำไงได้ ก็ดื่มเหล้าแรงๆ แล้วฉันเมาง่ายนี่”
ฮั่วเฉิงโจวกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆท่าทางของเขาเ็าและสูงส่งราวกับหิมะสีขาวบนูเาสูง
บาร์เทนเดอร์ยื่นแก้วเครื่องดื่มให้ เขายื่นมือออกไปรับกระดูกนิ้วที่จับแก้วนั้นเรียวชัดได้รูป ข้อมือของเขาขาวซีด
ฉินเซ่ออดไม่ได้ที่จะกระตุกแค่นเสียง
ฮั่วเฉิงโจวเงยหน้าจิบเครื่องดื่มเผยให้เห็นสันกรามคมชัดที่ทำให้เขาดูมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นไปอีก
เมื่อวางแก้วเหล้าลง หางตาเขาก็เหลือบไปมองโต๊ะข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ
สายตาของเขาจับจ้องบริเวณนั้นอย่างไม่ขยับไปไหนอยู่สักพัก
“เฉิงโจว?” ฉินเซ่อเห็นเขานิ่งงันจึงยกมือโบกตรงหน้า“มองอะไรเหรอ?”
ฮั่วเฉิงโจวที่กำลังล่องลอยก็ได้สติกลับมาเขายกมือลูบระหว่างคิ้วและพูดอย่างเกียจคร้าน “ไม่มีอะไร ฉันเห็นแล้ว”
“เห็นอะไรล่ะ?”
ความอยากรู้อยากเห็นของฉินเซ่อนั้นรุนแรงเสมอเมื่อได้ยินฮั่วเฉิงโจวพูดมาแค่ครึ่งเดียวก็คิดอยากจะเตะเขาจริงๆ สักครั้ง
“ไม่มีอะไร” ฮั่วเฉิงโจวยกยิ้มบางเบา คิ้วและดวงตาไร้การแยแสปราศจากอารมณ์ร่วมใดๆ “ผีเสื้อตัวหนึ่ง”
เขาคิดว่าผีเสื้อนั้นสื่อถึงความอ่อนช้อย งดงามเช่นเดียวกับความประทับใจแรกที่เขามอบให้เธอ
งามไร้สิ่งใดเปรียบ
“ผีเสื้อ?” ฉินเซ่อเริ่มสนใจและยืดคอมองตามสายตาของเขา“ผีเสื้ออยู่ไหน?”
ฮั่วเฉิงโจวไม่สนใจและพูดว่า “นายดื่มไปนะ ฉันมีธุระนิดหน่อยขอตัวก่อน”
“เฮ้อ! ไม่น่าชวนนายมาเลย” ฉินเซ่อแสดงความรำคาญอย่างมาก“เพิ่งมาได้เท่าไรเอง? นายยังดื่มไม่หมดแก้วเลยด้วยซ้ำ”
ฮั่วเฉิงโจวตบไหล่เขาเบาๆ “ครั้งหน้าฉันเลี้ยงนายเอง”
...
เสิ่นอันอันดื่มเหล้าไปหนึ่งขวด ตอนออกจากบาร์เธอก็เริ่มรู้สึกปวดหัวหนักเท้า
ดื่มไปขนาดนั้นคงขับรถกลับเองไม่ได้แน่ เธอจึงจะโทรศัพท์ให้คนขับรถมารับแต่พอหยิบโทรศัพท์ออกมาก็พบว่าแบตเตอรี่หมด
เธอลูบขมับด้วยความรู้สึกแย่จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์และยืนอยู่ข้างถนนรอรถแท็กซี่
ผ่านไปห้านาทีก็ยังไม่มีแท็กซี่สักคันแต่กลับมีรถเบนท์ลีย์มาจอดเทียบตรงหน้าเธออย่างสง่างาม
เลขทะเบียนรถคันนี้มงคลมาก เป็เลขหกติดกัน
เมื่อกระจกรถถูกลดลง เสิ่นอันอันก็มองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ข้างใน
เขานั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ ดั้งจมูกตั้งรับกับแว่นตาขอบทองใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนโยนและสูงส่ง หางตายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายเจือด้วยรอยยิ้ม
เธอไม่เคยเห็นความสง่างามสูงส่งเช่นนี้จากใครมาก่อนราวกับเขาได้ละทิ้งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา[1] ไม่เปื้อนฝุ่นใดของธุลีแดง[2]อีกแล้ว
หลังจากสบตามองหน้ากันไม่กี่วินาที ชายหนุ่มก็ค่อยๆ เปิดปาก“คุณหนูเสิ่น”
ความโกลาหลที่วิ่งวุ่นในหัวของเสิ่นอันอันหายไปทันทีในที่สุดเธอก็คิดออกว่าคนตรงหน้านี้คือใคร
“ฮั่ว...” เธอลิ้นพันเล็กน้อยจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ “ศาสตราจารย์ฮั่ว?”
ฮั่วเฉิงโจวประคองพวงมาลัยรถด้วยมือข้างเดียว พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม“คุณหนูเสิ่นกำลังเรียกแท็กซี่เหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ ฉันดื่มมาเลยขับรถไม่ได้”
“ตอนนี้ดึกแล้ว ผู้หญิงนั่งแท็กซี่คนเดียวอันตรายเดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”
.................................................................................................................................................
ปอกกล้วยเข้าปาก
ตอนแรกเสิ่นอันอันอยากปฏิเสธเพราะกลางดึกแบบนี้เธอไม่ควรนั่งรถของเพศตรงข้ามสักเท่าไร
แต่เสียงที่อ่อนโยนนั้นเหมือนมีพลังวิเศษ ในที่สุดเธอก็เปิดประตูรถด้วยความงุนงง
กลางดึกของต้นฤดูใบไม้ร่วงมีอากาศหนาวเย็นเล็กน้อยฮั่วเฉิงโจวเห็นเธอสวมเสื้อผ้าเนื้อบางจึงเปิดฮีตเตอร์ให้
เขามองไปข้างหน้าและถามอย่างเฉื่อยชา “บ้านคุณหนูเสิ่นอยู่ที่ไหนครับ?”
“บ้าน?” เสิ่นอันอันขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากครุ่นคิดอยู่นานเธอก็ส่ายศีรษะและพูดว่า “ฉันไม่มีบ้านแล้วค่ะ”
เธอเคยคิดว่าเรือนหอเป็บ้านของเธอจนกระทั่งเจียงอี้เฉินพาผู้หญิงคนอื่นเข้ามา
เมื่อเห็นว่าเธอไม่สามารถบอกที่อยู่ได้เดิมทีฮั่วเฉิงโจวคิดจะส่งเธอไปโรงแรม แต่เขาก็เปลี่ยนความคิด “งั้นคุณพักที่บ้านผมก่อนสักคืนไหมครับ?”
“ไม่...ไม่ได้นะคะ” แม้เสิ่นอันอันจะพูดอย่างตะกุกตะกักแต่ท่าทีปฏิเสธของเธอนั้นชัดเจนมาก “ฉันแต่งงานแล้วค่ะจะไป...ไปนอนบ้านคนอื่นไม่ได้”
รอยยิ้มในดวงตาของฮั่วเฉิงโจวแข็งกร้าวขึ้น
เธอเมาขนาดนี้ ต่อให้เขาพาเธอกลับบ้านจริงๆก็ง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
แต่การฉวยประโยชน์จากผู้ทุกข์ยากเป็พฤติกรรมของคนชั่วและเขาไม่ใช่คนเช่นนั้น
เขาจับพวงมาลัยด้วยมือซ้าย แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า“งั้นผมจะไปส่งที่โรงแรมนะครับ”
ผ่านไปสักพัก สารถีก็ยังไม่ได้คำตอบจากผู้ร่วมเดินทาง
เมื่อเขาหันไปมองด้านข้างก็พบว่าเธอหลับพิงกระจกรถไปเสียแล้ว
ทางข้างหน้าคือแยกไฟจราจร ฮั่วเฉิงโจวเหยียบเบรกช้าๆแล้วจับจ้องใบหน้าของเธอ
เนื่องจากเธอพิงอยู่กับกระจก ใบหน้าเล็กๆ ครึ่งหนึ่งจึงตกลงไปในเงามืดถ้ามองจากตำแหน่งของเขา ใบหน้าของเธอก็มืดครึ่งสว่างครึ่ง
ผู้อำนวยการชมเธอว่าเป็เด็กสาวอัจฉริยะเป็ผู้หญิงที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้ชาย
เขาคิดว่าผู้หญิงที่บริหารห้างสรรพสินค้าอาจพูดไม่ได้ว่ามีนิสัยแข็งกระด้าง แต่อย่างน้อยก็คงไม่อ่อนโยนเช่นนี้
เสิ่นอันอันช่างเหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ
ฮั่วเฉิงโจวจอดรถตรงทางเข้าโรงแรมห้าดาวที่หรูที่สุดในเมืองอวิ๋นเฉิงเขาไม่ได้ปลุกเธอตอนลงจากรถ และเดินเข้าข้างในพร้อมกับเธอที่อยู่ในอ้อมแขน
เขามีห้องเช่าระยะยาวที่นี่ จึงไม่ต้องลงทะเบียนที่แผนกต้อนรับ
ในห้องของเขาจุดเครื่องหอมไว้อยู่ตลอดกลิ่นไม้จันทน์ทำให้บรรยากาศสงบและสดชื่น
ฮั่วเฉิงโจววางเสิ่นอันอันลงบนเตียงเบาๆผ้าปูที่นอนสีเข้มตัดกับผิวขาวราวหิมะของเธอ
เขายืนอยู่ข้างเตียง สายตาจับจ้องร่างบาง กระโปรงยาวที่โอบรัดเอวคอดและหน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
ขาเรียวยาวคู่นั้น ถ้ามาพาดอยู่ที่เอว...
ดวงตาของฮั่วเฉิงโจวมืดลงความคิดชั่วร้ายกำลังพุ่งออกมาอย่างอัตโนมัติ
เมื่อความคิดเกิดขึ้นมา ร่างกายของเขาก็มีการตอบสนองเช่นกันเขาก้มมองที่ระหว่างขาของตัวเอง
มันแข็งแล้ว...
เขายื่นมือออกไปค้างอยู่กลางอากาศ ถ้ามันตกลงมาก็คือหน้าอกของเธอ
แต่สุดท้ายเขาก็ควบคุมความคิดชั่วร้ายในใจของตัวเองได้และััใบหน้าเล็กๆ ของเธออย่างอ่อนโยนจากนั้นก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง ...
เช้าวันถัดมาเสิ่นอันอันบอกไม่ถูกว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเห็นสภาพแวดล้อมแปลกๆเธอจำได้เพียงว่าเธอรีบหนีไปอย่างลุกลี้ลุกลน
แค่ดื่มไปไม่กี่แก้วก็จำอะไรไม่ได้แล้วยังจะมานอนโรงแรมแบบไม่รู้เื่อะไรอีก
ไม่ว่าจะพยายามมากเท่าไรเธอก็นึกเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ออกโชคดีที่เสื้อผ้าของเธอยังอยู่ครบและไม่ได้รู้สึกแปลกๆ กับร่างกายมีเพียงอาการเมื่อยล้าเล็กน้อยเท่านั้น
บางทีอาจมีคนเจตนาดีพาเธอมาส่งที่โรงแรมก็ได้?
เธอนั่งแท็กซี่กลับไปที่บาร์ แล้วขับรถตรงไปที่สำนักกิจการพลเรือน
ทว่า เธอรอจนสิบโมงก็ยังไม่มีวี่แววของเจียงอี้เฉิน
-----------------------------
[1] เจ็ดอารมณ์ได้แก่ ยินดี โกรธ เศร้า กลัว รัก เกลียด และใคร่ ส่วนหกปรารถนา ได้แก่ ความปรารถนาทางตาหู จมูก ลิ้น กาย และใจ
[2] โลก