แผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของเย่เฉินเพิ่งลับสายตาไปจากเส้นทางลงเขา ทว่าความเงียบงันดุจป่าช้ายังคงปกคลุมลานประลอง เพียงชั่วอึดใจต่อมา... ฝูงชนที่กลั้นหายใจมาเนิ่นนานต่างพรูลมหายใจออกมาพร้อมกัน เสียงอื้ออึงระเบิดกึกก้องสะท้านฟ้า!
ศิษย์นับพันที่เคยเยาะเย้ย บัดนี้กลับตกตะลึงจนไร้สุ้มเสียง หลายคนเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว บางคนลอบกลืนน้ำลายเสียงดัง บางคนไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับศิษย์หอคุมกฎ
"ศิษย์สืบทอดหอคุมกฎ… พ่ายแพ้ในดาบเดียว?"
เสียงซุบซิบดังแว่วมาตามสายลม ทิ่มแทงโสตประสาทของเหล่าผู้อาวุโสบนแท่นประธานดุจเข็มพิษ ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งพึมพำเบาๆ ด้วยดวงตาสั่นระริก "ตั้งแต่ตั้งสำนักมา... หอคุมกฎไม่เคยต้องทนรับความอัปยศถึงเพียงนี้มาก่อน"
ผู้อาวุโสหลิวหยวนผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าเหี่ยวย่นดำคล้ำทะมึน มันขบกรามแน่นจนเลือดซึม รังสีสังหารหนาวเย็นแผ่ออกจากร่าง มันแทบอยากจะพุ่งทะยานตามไปสับร่างไอ้เด็กจองหองผู้นั้นให้แหลกคาเวที
ทว่าก่อนที่ปลายเท้าของคนโฉดเฒ่าจะแตะลงบนเวทีศิลา 'ผู้อาวุโสคุมกฎประลอง' พลันก้าวออกมาขวางทางขวางหน้า
"ผู้อาวุโสหลิวหยวน โปรดระงับโทสะ" เสียงของเขาดังกังวาน นัยน์ตาฉายแววเด็ดขาด "ศึกลานประลองเป็นตาย... ผู้มีชีวิตรอดคือสัจธรรม หากท่านลงมือสอดแทรก ย่อมหมายถึงการเหยียบย่ำกฎเหล็กที่หอคุมกฎเป็นผู้ตั้งขึ้นเสียเอง!"
ถ้อยคำนั้นดุจโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น รัดคอหลิวหยวนแน่นจนใบหน้ามันกระตุก!
มันถูกกฎเกณฑ์ของตนเองย้อนกลับมาพันธนาการอย่างสมบูรณ์ หากกล้าลงมือในที่แจ้ง ย่อมถูกท่านเจ้าสำนักลงทัณฑ์สถานหนัก คนโฉดเฒ่าจำต้องกลืนโลหิตที่จุกอก สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ มันสะบัดชายแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด ตวาดลั่น
"แบกร่างสวะนั่นกลับหอ! พวกเรา... ถอย!"
กลุ่มศิษย์หอคุมกฎรีบแบกร่างไร้สติและพิการของเซวี่ยอิงล่าถอยไป ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของคนทั้งสำนัก ทิ้งไว้เพียงรอยร้าวบนเวทีศิลา และรอยด่างพร้อยในประวัติศาสตร์ของหอคุมกฎที่จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน
เย่เฉินก้าวเดินลงจากยอดเขาชั้นใน ท่วงท่าของเขายังคงหนักแน่นจนกระทั่งแผ่นหลังลับสายตาผู้คนโดยสมบูรณ์ ทว่าทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่เขตป่าไผ่ตีนเขาอันไร้ผู้คน ฝีเท้าที่เคยมั่นคงพลันสะดุดกึก!
ตึง!
เข่าขวาของชายหนุ่มกระแทกลงบนพื้นดิน ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีหลุดจากบ่าร่วงลงปักพื้นหิน
"อั่ก!"
เย่เฉินกระอักโลหิตสีคล้ำก้อนใหญ่ออกมา รอยแผลที่หัวไหล่ซ้ายซึ่งเพิ่งฝืนสมานตัว ทนรับแรงกระแทกย้อนกลับจากเคล็ดวิชาดาบไม่ไหว กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นปริแตกออกซ้ำสอง เลือดสดๆ ทะลักทะลวงย้อมเสื้อผ้าจนแดงฉาน
ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจ กลิ่นคาวโลหิตจะตีตื้นย้อนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เลือดฝาดบนใบหน้าจางหายไปจนหมดสิ้น เส้นเลือดดำปูดโปนตามขมับและลำคอเต้นตุบประดุจรากไม้ที่ชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง แขนซ้ายที่เคยฟาดฟันศัตรูอย่างห้าวหาญ บัดนี้กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง นิ้วมือทั้งห้าแข็งทื่อจนมิอาจกำเข้าหากัน
ท่าทีเด็ดเดี่ยวเย่อหยิ่งบนเวทีศิลา แท้จริงแล้วคือการฝืนขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ขั้นสูงสุดเพื่อข่มขวัญศัตรู!
หยาดเหงื่อผสมหยดเลือดไหลรินเข้าตา ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น ฝืนยื่นมือซ้ายที่แทบไร้ความรู้สึกไปคว้าด้ามดาบยักษ์ เขาใช้สันดาบต่างไม้เท้า ยันพื้นดินเพื่อพยุงสังขารที่พังทลาย ลากฝีเท้าที่หนักอึ้งทีละก้าว มุ่งหน้ากลับสู่เรือนเหมันต์ท่ามกลางความสงัดของป่าไผ่ โดยไม่ปริปากเปล่งเสียงร้องโอดครวญออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ณ หอประชุมยอดเขาชั้นใน กลิ่นกำยานลอยอวลเหนือโต๊ะศิลาตัวใหญ่ ควันสีขาวลอยวนอย่างเชื่องช้า ผู้อาวุโสระดับสูงแห่งสำนักเมฆาครามนั่งล้อมวง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำพูดออกมาในทันที มีเพียงเสียงจอกชากระทบจานรองดังเป็นระยะ
ผู้อาวุโสชุดเทาผู้ดูแลยอดเขากระบี่ วางจอกชาลงบนโต๊ะ นิ้วมือเคาะแผ่นหินเป็นจังหวะ "ดาบเดียวทำลายตันเถียน... เด็กสายนอกผู้นี้ลงมือเฉียบขาดนัก หากขัดเกลาให้ดี มันจักกลายเป็นกระบี่สังหารที่คมกริบของสำนักเรา"
ปัง!
ผู้อาวุโสร่างท้วมฝั่งตรงข้ามกระแทกจอกชาลงบนโต๊ะ น้ำชาสีอำพันหกกระเซ็นเปื้อนปลายนิ้ว มันถลึงตาใส่ผู้อาวุโสชุดเทา "เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ! มันเพิ่งบดขยี้ศิษย์สืบทอดของหลิวหยวนต่อหน้าธารกำนัล! ผู้ใดรับมันเข้าสังกัด ย่อมเท่ากับชักกระบี่ประกาศศึกกับหอคุมกฎ!"
"หอคุมกฎแล้วอย่างไร!" ผู้อาวุโสชุดเทาขมวดคิ้ว "สำนักเราเชิดชูผู้แข็งแกร่ง หรือเชิดชูคนขลาดที่เกรงกลัวอำนาจหลิวหยวนกันแน่"
ผู้อาวุโสร่างท้วมสูดลมหายใจแรง ขยับปากเตรียมจะโต้เถียง ทว่า...
"พอได้แล้ว"
ถ้อยคำสั้นๆ ดังขึ้นจากชายชราผมขาวที่นั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ ผู้อาวุโสสูงสุดมิได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ใด สองมือประคองจอกชา ค่อยๆ เป่าไอความร้อนที่ลอยกรุ่น ก่อนจะจิบชาอย่างเชื่องช้า
การโต้เถียงหยุดชะงักลงทันที สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องชายชราผู้นั้น ผู้อาวุโสสูงสุดวางจอกชาลง เสียงกระเบื้องกระทบศิลาดังชัดเจนในความสงัด นัยน์ตาฝ้าฟางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ทะลุผ่านทะเลหมอก
"อย่าเพิ่งด่วนขยับหมาก..." เขาเคาะนิ้วชี้ลงบนขอบโต๊ะหนึ่งครั้ง "ดาบคมที่ไร้ฝัก แม้สังหารศัตรูได้รวดเร็ว ทว่ามักหักสะบั้นเมื่อต้องรับมือกับคมหอกที่ซ่อนอยู่ในมุมมืด"
สายตาของชายชรากวาดมองผู้อาวุโสรอบโต๊ะ "รอดูกันต่อไป... ว่าเด็กคนนี้จะรักษาศีรษะของตน ให้พ้นจากเงาแค้นของสำนัก... ได้นานเพียงใด"
ณ ห้องพักอันเงียบสงัดของเรือนเหมันต์
เปลวเทียนสั่นไหวเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ ประตูไม้หอมถูกปิดลง ร่างของเย่เฉินทรุดฮวบลงบนเตียงหยก เขานั่งขัดสมาธิ ประคองลมหายใจเพื่อเดินลมปราณรักษาบาดแผลที่ฉีกขาด
ทว่า... ความอ่อนล้าของร่างกายกลับกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่!
บริเวณท่อนแขนขวาที่พันธนาการด้วยผ้าแพรไหมฟ้า พลันกระตุกเร่าอย่างรุนแรง อักขระอสูรสีดำที่ฝังรากใต้ผิวหนังเริ่มขยับดุจปลิงกระหายเลือด! มันสูบดมกลิ่นคาวโลหิตจากบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของเขา แล้วชอนไชเตรียมทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรที่กำลังปริแตก!
ถ้อยคำอัปมงคลดังสะท้อนก้องขึ้นในโสตประสาท มันเสียดสีดุจคมมีดกรีดกระดูก...
'ฆ่า... ฆ่าพวกมันให้หมด... ปล่อยข้าออกไป... ข้าจะดื่มกินโลหิตของพวกมัน!'
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเย่เฉินกระตุกเกร็ง หยาดเหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผาก ไหลย้อยปะปนกับคราบเลือดที่มุมปาก เขาจำต้องยุติการรักษาบาดแผลที่หัวไหล่ซ้ายกะทันหัน ลมปราณที่เหลือเพียงน้อยนิดถูกกระชากกลับมา เพื่อต้านทานการรุกรานของสิ่งอัปมงคล!
ชายหนุ่มอ้าปาก กัดลงบนปลายลิ้นของตนเองอย่างหนักหน่วง!
เลือดหยดใหม่ไหลริน ความเจ็บปวดแหลมคมเรียกสติสัมปชัญญะที่กำลังเลือนรางให้ตื่นตัว เขาใช้มือซ้ายที่เกร็งแน่นจนกระดูกนิ้วปูดโปน กดทับลงบนท่อนแขนขวาจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า
"หุบปาก!"
เขาตวาดในใจด้วยจิตปณิธานอันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า! ทะเลปราณที่บอบช้ำถูกรีดเค้นจนหยดสุดท้าย กดทับความชั่วร้ายนั้นให้จมดิ่งลงไปใต้กองเลือดอีกครั้ง
การต่อสู้บนลานประลองจบลงแล้ว... แต่นรกภายในจิตใจ เพิ่งเริ่มต้น เป็นความทรมานแสนสาหัส ที่ไร้ผู้ใดล่วงรู้
ณ ห้องลับใต้ดินของหอคุมกฎ
หยดน้ำซึมผ่านผนังหินตกกระทบพื้นดังก้องเป็นจังหวะ เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหว เงาของหลิวหยวนทอดยาวบนกำแพงหิน ทาบทับร่างของเซวี่ยอิงที่นอนนิ่งดุจขอนไม้บนเตียงศิลา ทะละปราณแหลกสลาย... ไร้หนทางฟื้นฟู
กร๊อบ!
จอกชาในมือคนโฉดเฒ่าแหลกละเอียดเป็นผุยผง เลือดหยดหนึ่งไหลซึมจากง่ามนิ้วหยดลงบนพื้นหิน มันมิได้สนใจบาดแผล นัยน์ตาสาดประกายอำมหิตจ้องมองไปยังมุมมืดอันไร้แสงสว่าง
ที่นั่น... ชายชุดดำผู้หนึ่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ ไร้การเคลื่อนไหว ไร้เสียงลมหายใจ
หลิวหยวนเอ่ยคำพูดช้าๆ น้ำหนักของถ้อยคำกดทับลงบนความเงียบ "ส่งสาส์นลับลงจากเขา... ไปยัง 'หอหมื่นพิษ'"
ชายชุดดำยังคงนิ่งขึง รอรับคำสั่งประหาร
"บอกพวกมันว่า... ข้าต้องการศีรษะของไอ้เด็กแซ่เย่ ค่าจ้างคือ 'โอสถระดับปฐพี' สามเม็ด"
คนชุดดำโขกศีรษะลงบนพื้นหินหนึ่งครั้ง เสียงหน้าผากกระทบศิลาดังทึบหนัก ก่อนที่ร่างนั้นจะกลืนหายไปกับเงามืดมุมห้องอย่างไร้ร่องรอย
หลิวหยวนทอดสายตามองเปลวเทียนที่วูบไหว มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
"จงสับมันเป็นหมื่นชิ้น... ก่อนที่การทดสอบ 'แดนลับวิญญาณร่วงโรย' จะมาถึง!"
[จบตอนที่ 71]