บรรยากาศเงียบสงัด
สีหน้าของเซลฟิสได้แปรเปลี่ยนสี “ต้องขอโทษจริงๆ พวกเราพลาดท่าให้แก่ก็อปลินนักล่า จอสต่อสู้อย่างสุดชีวิตและสิ้นชีพอย่างสมเกียรติ แต่พวกเราก็ไม่นึกเช่นกัน ว่าอสูรระดับสามจะอยู่ภายในดันเจี้ยนระดับหนึ่งเช่นนี้” ตีหน้าเศร้าและกล่าวราวกับกำลังสำนึกผิด
การสูญเสียมากล้นเกินจะแบกรับไหว แววตาของทุกคนเริ่มต้นเปลี่ยนสี บรรยากาศรอบกายเพิ่มทวีความอึดอัด เสียงหัวเราะและความเบิกบานสิ้นสุดลง พร้อมความเศร้าโศกได้เข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ
“ทำไมกันจอส แล้วลูกสาวของนายที่นอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลจะทำยังไง” กามูกล่าวพลางรู้สึกถึงความสิ้นหวัง
ทุกสิ่งที่จอสลงทุนลงแรงมาทั้งหมดกำลังจะสูญเปล่า เมื่อปราศจากตัวเขา ลูกสาวที่ยามนี้เฝ้ารอเงินสำหรับค่ารักษา อีกไม่นานถอดสายที่ระโยงระยางอยู่ตามร่างกายคงถูกปลดเปลื้องออกไปจากพันธนาการ
“ไม่ต้องห่วงค่ะ !!” แมรี่เริ่มกล่าว เสียงของเธอเริ่มดังก้องกังวานจนทุกคนให้ความสนใจ “ชั้นเองก็พึ่งรู้เรื่องของหนูเวนดี้เมื่อไม่นานนัก แต่ชั้นขอสัญญา ตราบใดที่ชั้นยังอยู่ ชั้นจะช่วยเธอให้ได้อย่างแน่นอน”
ทันใดนั้น เซลฟิสได้ลุกขึ้นยืน พร้อมทุบมือขวาลงไปบนอกข้างซ้ายซึ่งเป็นที่อยู่ของหัวใจ “ผมขอสาบานด้วยความสัตย์จริง ผมจะไม่ปล่อยให้พวกพ้องที่สูญสิ้นไปในสนามรบอย่างกล้าหาญต้องตายอย่างสูญเปล่า ด้วยเกียรติของนักบุกเบิก ผมขอให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าพวกคุณและวิญญาณของพวกเขา พวกเราจะเดินหน้าต่อ และในท้ายที่สุด พวกเราจะพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ให้จงได้ !!”
คำกล่าวของเซลฟิสสร้างแรงฮึกเหิมได้อย่างมากล้น ความโศกเศร้าพลันสูญสลายมลายสิ้น แรงใจฮึดสู้ได้เพิ่มพูนทวีขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล พร้อมเสียงคำรามเริ่มต้นดังกู่ก้องอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งสัตว์ป่า
ยกเว้นเพียงหนึ่งคน
“เดี๋ยวสิ ทำไมคนที่ตายถึงแค่มีคนที่ร่วมทางไปกับเซลฟิสและบารากะกันล่ะ ?”
แม้จะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ทว่ากวีกลับจดจำใบหน้าของทุกคนได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มของเซลฟิสได้แบ่งออกเป็นกลุ่มละห้า กลุ่มแรกประกอบไปด้วยบารากะและเซลฟิส กลุ่มที่สองแบ่งคละตามตำแหน่งพลซุ่มยิงและพลจู่โจม ถึงกระนั้น เมื่อรวมจอสเข้าไปด้วยแล้ว ทั้งสามคนที่เสียชีวิตกลับร่วมทางไปกับกลุ่มแรกแทบทั้งสิ้น
กวีเร่งใช้สมอง หากลองคิดดูให้ดี กลุ่มของกวีและเซลฟิส ทั้งสองกลุ่มล้วนได้เผชิญหน้ากับอสูรระดับสาม ก็อปลินนักล่า เช่นนั้นแล้ว ความเป็นไปได้ที่กลุ่มสุดท้ายจะประสบพบเจอกับก็อปลินนักล่าก็สูงลิ่ว เพียงแต่ว่า กลุ่มนี้กลับยังคงอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชีวิต ในขณะที่กลุ่มแรก ซึ่งมีพลโล่ชั้นเลิศเยี่ยงเซลฟิส ผนวกเข้ากับสุดยอดนักดาบอย่างบารากะ กลับต้องประสบพบเจอกับความสูญเสีย ช่างไม่สมเหตุสมผล จะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
“จ๊อกกก~”
การครุ่นคิดยังไม่ทันได้รับคำตอบ เสียงร้องคร่ำครวญได้ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณมาจากท้องของแมรี่
จะโทษเพียงแต่เธอคงมิได้ ด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งล่องลอยและแผ่ขยายแม้เนื้อเสียบไม้สัมผัสกับความร้อน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต่อมใต้สมองซึ่งเรียกว่าไฮโปทาลามัสจะถูกกระตุ้น
“เกรงว่าท่านพี่คงจะหิวมากพอจะกลืนช้างลงไปได้ทั้งตัวเลยกระมังคะ” เรเชลพูดพลางติดตลก ส่งผลให้ใบหน้าของแมรี่จึงแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะความเขินอาย “พี่ขอร้องล่ะ หยุดพูดสักทีเถอะ” เธอส่ายหัวกระนั้นกลับมิอาจปฏิเสธความจริง ทุกคนจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาพลางเฝ้าเอ็นดูความไร้เดียงสาของเธอ
ยกเว้นเพียงผู้เดียว
เมื่อนั้นกวีจึงเหลียวมองไปที่เรเชล “ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น เธอไม่เสียใจเรื่องคุณจอสรึไง ?” เขากล่าวคำถาม
แต่มิใช่เลย เพราะเรเชลย่อมโศกเศร้าเช่นเดียวกับแมรี่และกามูเป็นเรื่องธรรมดา
เธอแปรเปลี่ยนสีหน้าไป รอยยิ้มที่เผยขึ้นกลับแฝงอารมณ์อันแสนหดหู่ “ชั้นเข้าใจว่านายต้องการจะพูดอะไร” เธอเริ่มต้นเปิดใจให้แก่เขา “ตั้งแต่ที่ชั้นลืมตาดูโลก ไม่มีใครสักคนที่ต้องการชั้น จนกระทั่งท่านพี่ได้ยื่นมือมาให้ในวันนั้น” ในขณะที่กล่าว เรเชลได้หลับตาลงครู่หนึ่ง ในความมืดมิดมีเพียงเด็กสาวตัวน้อยกำลังนั่งกอดเข่าพลางร้องไห้ แต่แล้วกลับมีแสงสว่างปรากฏขึ้น ปัดเป่าทุกสิ่งและสรรค์สร้างทิวทัศน์อันงดงามพร้อมใครสักคนได้ยื่นมือมาให้เธอ “เธอเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของชั้น ความโศกเศร้ามันช่างไม่เหมาะกับเธอเอาซะเลย”
กวีมิได้เอ่ยตอบกลับไปเมื่อเห็นเรเชลเผยยิ้มออกมา ทุกคำพูดล้วนแฝงความซื่อสัตย์อย่างถึงที่สุด ไร้ซึ่งการเสแสร้ง มีเพียงความสัตย์จริงที่มีต่อกัน
“นั่นสินะ ชั้นเองก็อาจจะคิดมากไปเองก็ได้”
พลันได้ยินถ้อยคำของกวี เมื่อนั้นเรเชลจึงสงสัยใคร่รู้อย่างถึงที่สุด
“นายหมายความว่ายังไง ?”
“ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน ในหัวของชั้นมีข้อสันนิษฐานอยู่หนึ่งหรือสองข้อ แต่ยังมีข้อเท็จจริงไม่พอ ไม่ต้องห่วง ชั้นจะกระซิบบอกเธอเป็นคนแรกหากได้ข้อสรุป”
ในขณะที่ทั้งสองเอื้อนเอ่ยบทสนทนา ตัวแมรี่กลับมิอาจต้านทานความหิวโหยได้อีกต่อไป เธอเริ่มต้นย่างก้าวของตน ไปยังเซลฟิสที่ยามนี้ยื่นเนื้อเสียบไม้ซึ่งสุกได้ที่มาให้พร้อมทั้งรอยยิ้ม
ท่ามกลางทุกรอยยิ้มที่เผยขึ้นของบรรดานักเดินทาง กลับมีหนึ่งรอยยิ้มที่แฝงความอันตรายอย่างถึงที่สุด มันส่งตรงมาให้กวี กระนั้นกลับแฝงความเกรี้ยวกราดคล้ายจิตสังหารของผู้ประสงค์ร้าย
“หยุดก่อนครับ !!” เสียงของกวีดังก้องกังวานทำให้แมรี่หยุดฝีเท้าตน
บารากะไม่พอใจ เขาลุกขึ้นยืนประหนึ่งว่ากำลังจะมีเรื่อง
เซลฟิสจึงไม่รอช้า เขาเร่งลุกขึ้นและยื่นมือเข้ายับยั้งในสิ่งที่บารากะกำลังจะลงมือในทันที
กระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมิอาจหวนคืนกลับสู่ที่เก่า คำพูดเมื่อครู่ของกวีก็เปรียบดังการประกาศตนไม่เป็นกลาง ซึ่งเซลฟิสเองย่อมล่วงรู้เป็นอย่างดี
“ก่อนที่พวกเราจะร่วมโต๊ะอาหารกับพวกคุณ ผมมีคำถามที่อยากให้คุณตอบสักสี่หรือห้าข้อ” กวีเริ่มกล่าว “ข้อแรก ห้องโถงนี่มันคืออะไรกันแน่ มันกว้างมาก คล้ายกับเป็นสถานที่สำหรับการต่อกรกับผู้พิทักษ์ดันเจี้ยน หรือพวกคุณจะโค่นล้มมันลงได้ก่อนพวกเราจะมาถึงกันแน่ ?”
แมรี่และพวกพ้องเห็นด้วยกับถ้อยคำของกวี จากข้อมูลที่เสาะหามา ผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนมักปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่โล่งกว้าง และห้องโถงแห่งนี้ก็ใหญ่โตมากพอจะเรียกว่าห้องผู้พิทักษ์แห่งดันเจี้ยน
“ไม่ใช่เลยครับ มันถูกเรียกว่าเขตพักแรม เป็นสถานที่เพียงหนึ่งเดียวสำหรับการพักผ่อนก่อนจะเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์” เซลฟิสบอกเล่าถึงข้อเท็จจริง กระนั้นแล้ว แทนที่คำอธิบายจะชี้แจงคำถาม กลับสร้างความสงสัยให้แก่แมรี่และกลุ่มยิ่งขึ้นไปอีก
“มันมีสถานที่แบบนั้นอยู่ด้วยหรือคะ ?” แมรี่เอ่ยถามกามู กระนั้นทั้งเขาและเรเชลกลับส่ายหัวเพื่อบอกเล่าถึงความไม่รู้ของตน
“ไม่เห็นจะแปลก” บารากะเริ่มต้นเอ่ยเพื่อขัด ทำให้ทุกคนจึงมุ่งความสนใจให้แก่เขาอีกครั้ง “พวกนายไม่ใช่พระเจ้าสักหน่อย ใครจะไปรู้ความจริงทั้งหมดกันล่ะ อย่าเป็นเหมือนไอ้โง่นั่นสิ สงสัยนู่นนี่นั่นไปทั่ว คิดว่าตัวเองฉลาดนักรึไง แต่ไม่เลย สุดท้ายมันก็แค่ไอ้บ้านนอกคนหนึ่ง” บารากะกล่าวพลางจ้องมาที่กวี ทุกคำพูดล้วนบ่งบอกว่าตนกำลังพูดถึงใครอย่างชัดเจน
“ไสหัวไปซะ” บารากะเริ่มปริปากอีกครั้ง “แกมันก็แค่ไอ้โง่ โง่ก็อยู่ส่วนโง่ อย่าทำเป็นอวดฉลาด”
แม้จะถูกด่าทอหรือว่าร้ายอย่างไม่ไยดี กระนั้นกวีกลับคงอารมณ์ของตนให้คงที่ประหนึ่งสายน้ำ คำพูดของบารากะจึงเปรียบได้เพียงเสียงแว่วเรไร ที่ครู่หนึ่งมาก่อนจะจากไปอย่างไร้ตัวตน
บารากะรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เขานั้นเกลียดชังการถูกเมินเฉยเป็นที่สุด จึงเร่งเมินหน้าหนีด้วยความโกรธแค้นพร้อมเสียงฮึขึ้นคอ
แต่แล้ว รอยยิ้มที่แฝงความประสงค์ร้ายกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาหลังจากนั้นไม่นานนัก
.
< ช่างเถอะๆ เพราะเดี๋ยวแกก็.. >
.
< ไม่ได้อยู่ให้รกลูกตาชั้นอีกแล้ว >
.
บารากะครุ่นคิดพลางส่งเสียงหัวเราะเล็ก ๆ อยู่ในมุมของตน ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเขากำลังจินตนาการถึงสิ่งใด
“งั้นก็คำถามต่อไป” กวีเริ่มต้นเอ่ยถามอีกครั้ง “คุณบอกว่าที่นี่คือจุดพักแรม แล้วทำไมผมถึงรู้สึกถึงกลิ่นแปลก ๆ ที่ตลบอบอวลอยู่รอบ ๆ กันล่ะ ?”
พลันได้ยินคำถาม บารากะจึงเปล่งเสียงหัวเราะและกล่าวว่า “กลิ่นเนี่ยนะ แกคิดว่าตัวเองเป็นสุนัขรึไง ฮ่าๆๆ!!” ท่าทางของเขาราวกับกำลังเย้าหยอกฝ่ายตรงข้าม มันเป็นเรื่องน่าขัน
“ผมคิดว่ามันไม่แปลกหรอกนะ ที่นี่คือดันเจี้ยน กลิ่นของพวกอสูรย่อมตลบอบอวลอยู่ทั่วทุกหนแห่ง” เซลฟิสกล่าวพลางบอกเล่าถึงข้อชี้แจงของตน
กวีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบ “งั้นก็คำถามที่สาม” เขาเริ่มกล่าวอีกครั้ง “พวกคุณพึงพอใจกับมื้ออาหารรึเปล่า ?”
บางสิ่งที่น่าตกใจได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อเซลฟิสเลือกที่จะนิ่งเงียบ
ในบรรดาคำถามทั้งหมด เซลฟิสล้วนเอ่ยตอบได้อย่างฉะฉานเสียงดังฟังชัด กระนั้นเมื่อคำถามได้มาถึงเรื่องของมื้ออาหาร เขากลับตัดสินใจเมินเฉยแทนที่จะตอบคำถาม
“ผมรู้ว่าผมถามแปลกๆ แต่ได้โปรดฟังผมสักครู่ก็ยังดี” กวีเริ่มต้นบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งเหตุผลคือเพื่อชี้แจงแถลงไขถึงข้อสงสัยให้แก่แมรี่และพวกพ้องของเธอ
“จากที่ผมได้รู้มา การเข้าสู่ดันเจี้ยนจำเป็นต้องใช้เวลา เรื่องพลังงานและอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อาหารที่ควรนำเข้ามาในขณะที่กำลังท้าทายดันเจี้ยนควรเป็นอาหารสำเร็จรูป คงไม่มีใครบ้าเอาหอบเนื้อเข้ามาและตั้งวงทำบาร์บีคิวแบบนี้อย่างแน่นอน” กวีเริ่มต้นอภิปรายถึงข้อสันนิษฐานของตน
บารากะกำลังจะเอ่ยปากเพื่อขัด ทว่ากลับถูกเซลฟิสยื่นมือเข้ามาขวางและห้ามปรามได้อย่างทันท่วงที “พูดต่อสิ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม อารมณ์ยังนิ่งสงบเฉกเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน
“ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง นั่นคือเนื้อเหล่านี้มาจากอสูรที่ล่ามาได้ แต่มันไม่ใช่ ผมยังคงจดจำกลิ่นเลือดของพวกก็อปลินได้ดี นี่ไม่ใช่เนื้อของพวกมัน” กวีบอกเล่าถึงข้อเท็จจริงเป็นนัยๆ ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างต่างนานา
“อย่าบอกนะว่า..” แมรี่เป็นคนแรกที่เริ่มนึกได้ เธอกล่าวพลางไม่เชื่อหูของตนและจดจ้องไปที่กวี
เขาเริ่มพูดอีกครั้ง
“จงตอบคำถามผมมาซะ พวกคุณกำลังกินเนื้ออะไร ไม่สิ พวกคุณ..”
‘กำลังกินเนื้อของใครกันแน่ ?’
ใบหน้าของเซลฟิสแปรเปลี่ยนสีพลันสิ้นสุดคำถาม ครู่ต่อมากลับเผยยิ้มออกมาอีกครั้งทว่ากลับแฝงความชั่วร้ายอย่างมากล้น
“ชั้นล่ะเกลียดเด็กขี้สงสัยอย่างเธอจริงๆ” ถ้อยคำนี้อัลเบิร์ตเคยกล่าวมาแล้วคราหนึ่ง กระนั้นครั้งนี้กลับน่ารังเกียจยิ่งกว่า เมื่อสิ้นเสียงของเซลฟิส รูปลักษณ์ของชายนับร้อยได้ปรากฏขึ้นมาจากในเงามืด พร้อมล้อมรอบทั้งกลุ่มของกวีและเซลฟิสจนไร้ซึ่งหนทางหลีกหนี