เป็ไปตามที่เสวี่ยฮุ่ยคาดไว้ วันนี้คนในครอบครัวไม่มีใครคิดจะไปตลาด แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปจับปลา เสวี่ยจื้อหยง้าจัดเก็บอุปกรณ์การเกษตร ส่วนโจวเสี่ยวเม่ยตั้งใจจะพาลูกชายทั้งสองขึ้นเขาไปเก็บผักป่าเพิ่ม และวันนี้ยังประจวบเหมาะกับเป็วันหยุดของเสวี่ยเจี้ยนเวิ่นพอดี
"ข้าจะอยู่ห่อเกี๊ยวต้มที่บ้านกับฮุ่ยฮุ่ย พวกเ้ากลับมาให้เร็วหน่อยนะตอนเที่ยง!"
เสวี่ยเจี้ยนหลินไม่เพียงแต่ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังะโตัวลอยด้วยความดีใจ ในบ้านมีเ้าตัวเล็กที่เห็นแก่กินเช่นนี้ ผู้ใหญ่หลายคนถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เติ้งอาเหลียนอยากใช้หัวไชเท้าหรือผักกาดขาวทำไส้ แล้วสับเนื้อใส่ลงไปเล็กน้อย แต่เสวี่ยฮุ่ยยืนกรานจะใช้ผักป่าที่เก็บมาเมื่อวาน สุดท้ายเติ้งอาเหลียนจึงต้องยอมจำนนต่อหลานสาวอย่างไร้เงื่อนไข
เนื่องจากเสวี่ยฮุ่ยยังเล็กเกินไป เติ้งอาเหลียนจึงรับหน้าที่สับไส้ ส่วนเสวี่ยฮุ่ยให้ท่านย่าช่วยจุดไฟใต้เตาเล็ก นางตักน้ำมันหมูมาครึ่งช้อน ใส่ต้นหอมซอยลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอมแล้วจึงตักต้นหอมออก
หลังจากเตรียมผักป่าลวกและเนื้อสับไว้เรียบร้อย เติ้งอาเหลียนก็ไปนวดแป้ง เสวี่ยฮุ่ยใช้ตะเกียบคลุกเคล้าเนื้อและผักให้เข้ากัน จากนั้นโรยเกลือ ใส่ต้นหอม และน้ำมันหมูที่ยังอุ่นอยู่ พร้อมกับหยดน้ำมันงาลงไปเล็กน้อยและใส่เครื่องปรุงรส
"ไส้เกี๊ยวต้มวันนี้กลิ่นหอมสดชื่นจริง ๆ วันหลังถ้าบ้านเราจะห่อเกี๊ยวต้มหรือซาลาเปา ให้เ้าเป็คนปรุงไส้นะ"
"ท่านย่า ปกติข้าช่วยท่านทำอาหารได้นะเ้าคะ! อย่าเห็นว่าข้าตัวเล็ก ข้าทำอะไรได้หลายอย่างเลย ลงนาตามท่านพ่อท่านแม่ก็ได้เ้าค่ะ!"
คนตระกูลเสวี่ยไม่เคยหวังให้เสวี่ยฮุ่ยลงไปทำงานในนา ขอเพียงนางบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ไม่ถูกใครจ้องจะเอาตัวไป คนในครอบครัวก็พอใจแล้ว
หากเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน จะรู้ได้อย่างไรว่าในตัวอำเภอมีธุรกิจอะไรที่ทำง่าย หรือขนมชนิดไหนที่ทำแล้วได้เงิน เสวี่ยฮุ่ยจึงฝันอยากจะเข้าไปเดินเที่ยวในตัวอำเภอใจจะขาด
ตอนนี้คนในครอบครัวเริ่มค่อย ๆ ยอมรับเื่ที่นางทำอาหารเป็ หากหาโอกาสที่เหมาะสมได้ บางทีอาจจะเริ่มทำธุรกิจได้
สิ่งที่ทำให้เติ้งอาเหลียนรู้สึกประหลาดใจคือ หลานสาวไม่เพียงแต่ปรุงไส้เกี๊ยวต้มจนหอมฉุย แต่ยังห่อเกี๊ยวต้มได้อย่างคล่องแคล่วไม่ช้าไปกว่านางเลย แถมบางครั้งยังปั้นเกี๊ยวต้มแบบมีจีบสวยงาม ท่าทางชำนาญและรวดเร็วมาก
ราวกับว่า... เคยทำเื่แบบนี้บ่อย ๆ มาก่อน
"พี่สะใภ้ใหญ่ เสี่ยวเม่ย ฮุ่ยฮุ่ย พวกเ้าอยู่บ้านกันหรือไม่?" มีเสียงะโเรียกจากหน้าประตูใหญ่
เติ้งอาเหลียนถอดผ้ากันเปื้อนออก เช็ดมือกับผ้าแห้ง แล้วเดินออกไปเปิดประตู "สะใภ้ป๋อหยาง เ้ามาแล้วหรือ! เดินมาหรือเปล่า? ทางไกลขนาดนี้คงเหนื่อยแย่เลย รีบเข้ามาพักผ่อนเถอะ! ตงซูสูงขึ้นนะ ดูเป็สาวขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว รีบเข้าบ้านมา ฮุ่ยฮุ่ยเอ๋ย ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับลูกพี่ลูกน้องของเ้ามาแล้ว รีบออกมาต้อนรับเร็ว!"
เสวี่ยฮุ่ยเห็นคนสองคนเดินเข้ามาตั้งนานแล้ว แต่นางไม่รู้ว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับตระกูลเสวี่ย จึงไม่กล้าบุ่มบ่ามออกไป เมื่อท่านย่าบอกความสัมพันธ์ของแขกให้นางทราบ เสวี่ยฮุ่ยจึงรีบวิ่งออกไปเรียกด้วยน้ำเสียงหวานใส
"ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พี่หญิง!"
"ฮุ่ยฮุ่ย แผลที่หัวหายหรือยัง ท่านยายกับท่านตาของเ้าเป็ห่วงตลอด จึงให้ข้ากับพี่หญิงของเ้ามาดูเ้าในวันนี้!" ป้าสะใภ้ใหญ่ของเสวี่ยฮุ่ยชื่อซุนเซียง ส่วนเด็กสาวข้างกายคือลูกพี่ลูกน้องของเสวี่ยฮุ่ย ชื่อโจวตงซู
"ขอบพระคุณท่านตา ท่านยาย และท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับพี่หญิงที่เมตตาเ้าค่ะ แผลที่หัวของข้าหายดีแล้ว สะเก็ดแผลก็หลุดออกหมดแล้วเ้าค่ะ!" เสวี่ยฮุ่ยเลิกผมตรงหน้าผากให้ทั้งสองดู
แผลลึกขนาดนั้น ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ก็หายแล้ว! ซุนเซียงและโจวตงซูพิจารณาอย่างละเอียด นอกจากรอยแผลเป็ที่สีเข้มกว่าิัเล็กน้อยแล้ว ก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย
ซุนเซียงพนมมือ "อมิตาภพ ์คุ้มครอง ฮุ่ยฮุ่ยของพวกเราเป็เด็กที่มีวาสนาในภายหน้าจริง ๆ !"
"ฮุ่ยฮุ่ยดีจังเลย พวกเราจะได้เล่นด้วยกันอีกแล้ว เ้ารู้ไหม? ท่านอาเล็กใกล้จะกลับมาแล้ว ครั้งนี้จะได้อยู่ที่บ้านถึงหนึ่งเดือนเลยนะ กว่าจะจากไปอีกครั้งต้องรอจนกว่าจะสอบขุนนางรอบที่สองเสร็จและกลับมา
ข้าอยากเห็นท่านอาเล็กขี่ม้าตัวสูงสง่าแห่รอบเมืองจริง ๆ ต้องทำให้ผู้หญิงหลงเสน่ห์ได้เป็จำนวนมากแน่ ๆ !" คนที่โจวตงซูชื่นชมที่สุดคือท่านอาเล็ก เพราะหน้าตาหล่อเหลาและมีความรู้ดีเยี่ยม!
เสวี่ยฮุ่ยตอบกลับพี่หญิงด้วยรอยยิ้ม นางไม่รู้เื่ราวทางบ้านท่านยายมากนัก จึงไม่กล้าสอดแทรก และนางก็รู้สึกสงสัยในตัวท่านอาเล็กที่ทุกคนต่างชื่นชม จึงอยากจะพบเขาเช่นกัน
ซุนเซียงและลูกสาวนำแม่ไก่แก่หนึ่งตัว ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่หนึ่งตัว ขาหมูสองขา และน้ำตาลแดงสองห่อมาด้วย ของเหล่านี้คงมีมูลค่าไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าคนทางบ้านท่านยายดีต่อเสวี่ยฮุ่ยผู้เป็หลานสาวคนนี้จริง ๆ
ไม่นึกเลยว่าพอข้ามภพมาจะกลายเป็ที่รักของทุกคน เสวี่ยฮุ่ยรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พี่หญิง เดินทางมาไกลขนาดนี้ พวกท่านต้องกระหายน้ำแน่ ๆ ข้าจะตักน้ำให้ดื่มเ้าค่ะ!"
"ฮุ่ยฮุ่ย เ้าพักผ่อนเถอะ ข้ารู้ว่าโอ่งน้ำอยู่ที่ไหน เดี๋ยวข้าไปตักเอง!" โจวตงซูลุกขึ้นวิ่งตรงไปยังห้องครัว
"พวกท่านเป็แขก ส่วนข้าเป็เ้าบ้านตัวน้อย ควรจะต้อนรับแขกให้ดี พี่หญิงนั่งพักผ่อนเถอะเ้าค่ะ!" ชาติก่อนเสวี่ยฮุ่ยเป็ลูกสาวคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ตอนมาถึงบ้านตระกูลเสวี่ยใหม่ ๆ จึงไม่ค่อยชิน แต่ผ่านไปไม่กี่วัน นางก็พบเคล็ดลับในการเข้ากับครอบครัวใหญ่แห่งนี้แล้ว
ตอนที่ยกกระบวยน้ำออกมา เสวี่ยฮุ่ยได้หยดน้ำพุวิเศษลงไปสองสามหยด หวังว่าจะช่วยให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่และพี่หญิงหายจากความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทาง
ซุนเซียงยกกระบวยน้ำขึ้นดื่มสองอึก จุ๊ปากแล้วก้มหน้าดื่มต่อ โจวตงซูถามมารดาว่าน้ำที่น้องสาวตักมานั้นหวานเป็พิเศษหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเหตุใดจึงดื่มไม่ยอมหยุดเช่นนี้
"เ้าอย่าพูดไป น้ำที่ฮุ่ยฮุ่ยตักมาหวานกว่าที่เ้าตักจริง ๆ !" ซุนเซียงดื่มอีกอึกแล้วส่งกระบวยน้ำให้ลูกสาว
น้ำเย็นจะหวานได้แค่ไหนกัน โจวตงซูอยากลองดื่มดูสักอึกเพื่อจะล้อเลียนมารดา แต่ไม่นึกว่า "อึก อึก" จะเผลอดื่มน้ำครึ่งกระบวยที่เหลือจนหมด
"ยังมีหน้ามาว่าข้า เ้าก็เหมือนกันนั่นแหละ!" ซุนเซียงหันไปถามเสวี่ยฮุ่ยว่าอยากไปพักที่บ้านท่านยายสักสองสามวันหรือไม่
โจวตงซูพลิกกระบวยน้ำดูไปมาหลายรอบ เหตุใดจึงเป็เช่นนี้? ทำไมน้ำที่น้องสาวตักถึงหวานเป็พิเศษ! นางถือกระบวยน้ำเข้าไปตักน้ำในครัวเอง ลองชิมดูแล้วออกมาบอกทุกคนว่า
"น้ำที่ข้าตักไม่หวานเท่าที่น้องสาวตักจริง ๆ หน้าตาข้าสู้ไม่ได้ก็ช่างเถอะ แต่น้ำยังจะมารังแกข้าอีก!"
เื่นี้เสวี่ยฮุ่ยไม่มีทางโต้แย้งได้ และไม่สามารถบอกความจริงได้ ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม คนที่ออกไปทำงานก็กลับมา เติ้งอาเหลียนจึงเข้าไปในครัวเพื่อต้มเกี๊ยวต้ม
"เกี๊ยวต้มวันนี้กินได้ตามใจชอบเลยใช่ไหมขอรับ?" เสวี่ยเจี้ยนหลินถามขณะมองดูเกี๊ยวต้มในจาน
เนื่องจากตอนแรกไม่รู้ว่าจะมีแขกมา เติ้งอาเหลียนและเสวี่ยฮุ่ยจึงห่อเกี๊ยวต้มตามปริมาณการกินของคนในครอบครัว โดยเติ้งอาเหลียนคิดจะเผื่อให้หลานสาวอีกหนึ่งจาน เผื่อเด็กน้อยหิวตอนกลางคืนหรือไว้กินพรุ่งนี้เช้า
ตอนนี้มีคนเพิ่มมาสองคน หากแบ่งกันกินให้พออิ่มก็นับว่าดีแล้ว จะให้กินอย่างเต็มคราบนั้นไม่ได้!
เสวี่ยฮุ่ยดึงแขนเสื้อพี่ชายรองใต้โต๊ะ มีคำกล่าวว่าเด็กชายวัยกำลังโตจะกินจนพ่อแม่ยากจน หากปล่อยให้เขาได้กินจนอิ่มหนำ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่และพี่หญิงคงไม่กล้ายื่นตะเกียบมากิน
เสวี่ยเจี้ยนเวิ่นโตกว่าหลายปี เขาจึงใช้เท้าสะกิดน้องชายเบา ๆ "ข้ากับเสี่ยวหลินไปย่างไข่ไก่ป่ากินบนเขามา ไม่ค่อยหิวแล้ว!"
พวกเขาไปกินไข่ไก่ป่ากันตอนไหน! ยังไม่ทันที่เสวี่ยเจี้ยนหลินจะได้พูด เติ้งอาเหลียนก็แนะนำซุนเซียงว่า
"รีบชิมดูเถิด ไส้เกี๊ยวต้มนี้ฮุ่ยฮุ่ยเป็คนปรุง ตอนปรุงกลิ่นหอมฟุ้งเลย รสชาติน่าจะดีทีเดียว"
หากรู้ว่าป้าสะใภ้จากบ้านเดิมมา คงจะสับผักเพิ่มอีกสักหน่อย ตอนนี้ทำได้เพียงแบ่งกันกินเท่านั้น