ในป่าห่างไกลตัวเมือง
"อือ อือ"เสียงครางเบาๆดังมาจากเด็กหนุ่มที่พึ่งจะเริ่มได้สติ
ช่วงแรกเขาค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆก่อนที่เบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกเพราะตอนนี้เขาขยับตัวไม่ได้กระดิกอะไรไม่ได้เลย
พอพยายามมองไปรอบๆก็พบเพื่อนเขาอีกสองคนที่โดนจับมาพร้อมๆกัน
“อื้อๆๆๆ”ทั้งสองพยายามส่งเสียงออกมาแต่ทำไม่ได้เพราะปากก็โดนปิดสนิท แถมไม่ได้เป็นการปิดแบบโง่ๆเหมือนในละครแต่ปิดแน่นจนแทบขยับปากไม่ได้
จากที่เขาเห็น เพื่อนทั้งสองคนโดนมัดเป็นมัมมี่ทิ้งไว้ที่พื้น เหลือแต่ตาที่ยังคงมองเห็นอยู่ เดาได้เลยว่าเขาก็คงเป็นแบบเดียวกัน
พอเขาพยายามมองไปรอบๆเท่าที่ทำได้ก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่า
สมองเริ่มประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นเขาโดนเด็กผู้หญิงหลอกพาไปในที่เปลี่ยวๆแล้วก็มีคนพุ่งมาจับเขาล็อคไว้
รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
เกิดบ้าอะไรขึ้น
ใครจับเรามา
ต้องการอะไร
พอถึงตรงนี้เขาก็เริ่มจะตื่นตระหนกก่อนจะพยายามดิ้นสุดแรงจนร่างกายที่โดนมัดเป็นมัมมี่ดิ้นไปมา
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่หลุด
มือเท้าโดนมัดแน่นจนแทบกระดิกไม่ได้
มันอึดอัดจนแทบบ้า
นี่มันไม่ใช่การแกล้งกันเล่นๆแล้ว
หัวใจเริ่มเต้นแรงเหมือนจะระเบิดออกมา ความกลัวแล่นไปทั่วร่าง น้ำตาเริ่มไหล อยากจะตะโกนร้องขอให้คนช่วยก็ยังทำไม่ได้
เขากับเพื่อน3คนโดนปล่อยทิ้งในป่าจริงๆหรือ
ใครทำกัน
ไม่สิ
แบบนี้เขาจะต้องตายในป่าในสภาพที่อึดอัดแบบนี้หรอ แล้วเขาจะตายเพราะอะไร
งูกัด
โดนเสือกิน
หรือแย่กว่าคือจะต้องอยู่สภาพที่โดนมัดขยับไม่ได้ไปอีกหลายวันจนอดตาย
ความคิดเลวร้ายไหลเข้ามาเรื่อยๆ
อากาศเย็นๆของช่วงเย็นในภาคเหนือพัดมากระทบร่างที่โดนพันจนแทบมิด แต่ทั้งๆอย่างนั้นเหงื่อกลับไหลไม่หยุด ลมหายใจเริ่มแรงขึ้นจากความตื่นตระหนก ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้มาก่อน
เวลาผ่านไปช้าๆจนถึงช่วงค่ำ
บรรยากาศวังเวงขึ้นเรื่อยๆเพราะเป็นช่วงค่ำในหน้าหนาวทำให้ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ
ตอนนี้ทั้ง3คนเริ่มรู้สึกหมดหวัง ในใจเริ่มคิดถึงเรื่องแย่ๆที่เคยทำไว้
แต่เสียใจตอนนี้มันอาจจะไม่ทันแล้ว
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเหยียบใบไม้ในป่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่าเป็นสัตว์ทำให้น้ำตาเริ่มไหลออกมา แต่แล้วร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างใหญ่ในชุดดำ ใบหน้านิ่ง ดวงตาจ้องมองมาที่เขาด้วยความเย็นชา
เด็กหนุ่มทั้งสามจำชายคนนี้ไม่ได้ว่าเป็นพ่อของเด็กผู้หญิงที่เขาเข้าไปข่มขู่ในวันนี้
ร่างนั้นค่อยๆก้มลงแล้วค่อยๆดึงผ้าที่มัดปากของเด็กหนุ่มออกมาแต่เนื่องจากมันแน่นมากๆเขาเลยต้องใช้แรงและเวลาพอสมควร
“ลุงจับผมมาทำไม ปล่อยผมไปเหอะ ผมกลัวแล้ว”เด็กหนุ่มรีบร้องออกมาทั้งน้ำตา
แต่ชายร่างใหญ่ไม่ตอบเขาค่อยๆเดินไปดึงผ้าที่มัดปากเพื่อนของเด็กหนุ่มอีก2คนออก
“ผมขอโทษๆๆ ผมไม่รู้ว่าไปทำอะไรลุงแต่จะไม่ทำอีกแล้ว”
“ฮืออ”
ทันทีปากเป็นอิสระคนนึงก็ร้องขออภัยโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปทำอะไรให้ชายคนนี้
ส่วนอีกคนก็เอาแต่ร้องไห้เพราะความกลัว
“กลัวงั้นหรอ”ชายร่างใหญ่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ทั้ง3คนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“เวลาพวกแกซ้อมคนอื่นเขาก็กลัว ไหนจะเด็กผู้หญิงวันนี้ที่พวกแกไปล้อมเธออีก เธอก็คงกลัวเหมือนกัน”ชายร่างใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม
เด็กหนุ่มที่ได้ฟังก็นิ่งไปพักนึง โดยทั่วไปเวลาเขาไปทำอะไรใครอย่างมากที่สุดคนพวกนั้นก็จะแจ้งความหรือไม่ก็ไปเอาเรื่องกับโรงเรียนแต่ว่า ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยกลัวอะไรเพราะรู้ว่ากฏหมายทำอะไรพวกเขาไม่ได้แถมการที่มีเพื่อนเป็นลูกชายของผู้กำกับอีกยิ่งทำให้พวกเขากร่างไปทั่ว
แต่ไม่คิดเลยว่าชายตรงหน้าจะไม่ทำแบบนั้น ไม่แจ้งความ ไม่ไปเอาเรื่องที่โรงเรียน
แต่จับพวกเขามัดแล้วมาโยนไว้ในป่าแทน พวกเขามองหน้ากัน ไม่รู้เลยว่าชายคนนี้เป็นญาติของใคร เพราะทั้ง3คนมีเรื่องกับคนอื่นไม่น้อย
“ลุงเราจะไม่ทำอีกแล้ว ขอหละปล่อยเราไปเหอะ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งรองขอร้องดูอีกครั้ง
“ทำไม…ไม่สนุกเหมือนตอนหาเรื่องคนอื่นรึไง หึ”
“แกฟังให้ดี ฉันไม่ใช่คนใจดี ถ้ายังไม่เลิกทำอะไรโง่ๆ ครั้งต่อไป ที่นี่ ในป่าที่ห่างไกลผู้คนจะกลายเป็นที่ฝังศพพวกแก เข้าใจนะ”พอพูดจบชายคนนั้นก็ค่อยเหยียดยิ้มขึ้น
เด็กหนุ่มทั้งสามได้แต่พยักหน้าตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว นอกจากพยักหน้าพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะถ้าชายคนนี้ไม่พอใจบางทีเขาอาจจะทิ้งให้ทั้ง3คนให้ตายอยู่ในป่าจริงๆ
…
“เฮ้ออ พวกเธอไม่น่าให้ฉันทำเลย ฉันไม่ถนัดทำอะไรแบบนี้เลยจริงๆ”นายศิวกรที่เดินกลับออกมาจากป่าพูดบ่นเล็กน้อยเมื่อเดินออกมาถึงจุดที่พวกออสยืนรอกันอยู่
ตรงจุดนี้มีรถอยู่3คันคือรถของนายศิวกรที่ขับมาเองที่หลังเนื่องจากหลังจากทิ้ง3คนนี้เอาไว้แล้วเขากลับไปรอเวลาที่บ้านก่อนจะมารวมกับพวกออสใหม่
อีก2คันคือรถตู้กับรถหุ้มเกราะที่พวกออสนั่งมา
ออสกับจูนได้ฟังก็กรอกตาพวกเขาได้ยินทุกอย่างผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ติดอยู่กับนายศิวกร
นี่ขนาดไม่ถนัดนะ ถ้าถนัดพวกนั้นคงหัวใจวายตายคาป่าแล้วแหละ
“ก็บอกไปแล้วว่าไม่ต้องมาด้วยก็ได้ แต่คุณพ่อจะมาเองนะ งั้นก็ต้องช่วยกันบ้างสิแค่เก็กหน้าเข้มๆเข้าไปขู่มันเอง ยังไงนี่ก็ทำเพื่อช่วยให้พวกมันไม่กล้าไปยุ่งกับครอบครัวคุณพ่ออีกไม่ไช่หรอ”จูนพูดกับนายศิวกร
ที่เธอให้เขาทำเองส่วนหนึ่งก็เพราะอยากให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนปกป้องลูก
อีกส่วนคือถ้าเขามีส่วนร่วมจะได้ไม่มามองว่าออสกับเธอเป็นคนน่ากลัวที่หลังเพราะตัวเองก็มีส่วนในเรื่องนี้
“อ่า รู้แล้วๆ"
"แล้วนี่ยังไงต่อหละ”นายศิวกรถาม
“กลับบ้านเถอะค่ะเดี๋ยวเราเอาพวกนี้ไปส่งบ้านแล้วก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”จูนตอบ
“แล้วถ้ามันไปแจ้งความหลังจากที่เราปล่อยไปหละ”
จูนกับออสยิ้ม
ดูเหมือนว่าถึงแม้จะรู้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับฐานะของพวกเขาแต่นายศิวกรก็ยังกังวลอยู่ดี
“ไม่กล้าแจ้งหรอกเชื่อเถอะค่ะหรือต่อให้แจ้งจริงๆก็ไม่เป็นอะไร ก่อนหน้านี้ที่ฉันพยายามกันไม่ให้พวกพ่อแม่ไปแจ้งก็เพราะว่าไม่อยากวุ่นวายเท่านั้นเองเพราะเมืองนี้มันมีคนของเราน้อย”
“แต่ต่อให้แจ้งจริงๆเราก็จัดการได้ กระบวนการปกติมันทำอะไรพวกเราไม่ได้อยู่แล้วยกเว้นทำให้รำคาญได้นิดหน่อย”จูนพูดเพื่อให้นายศิวกรเลิกกังวลโดยไม่จำเป็น
แต่มีอยู่อีกอย่างที่เธอบอกกับนายศิวกรไม่หมด ที่เธอพยายามกันพ่อกับแม่ของเด็กพวกนี้ไม่ให้แจ้งความหรือตามหามันยังมีอีกเหตุผล
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมั่นใจว่า3คนนี้ไม่กล้าไปแจ้งความแน่นอน
“งั้นกลับกันเถอะ”นายศิวกรพูดขณะหันไปมองข้างหลัง
ตอนนี้เด็ก3คนโดนลูกน้องของอีฟลากออกมาแล้วจับโยนขึ้นรถตู้ไป
พอเห็นแบบนั้นนายศิวกรก็ถอนหายใจออกมาแล้วเดินขึ้นรถก่อนจะขับออกไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าเด็ก3คนนั้นกว่าจะกลับถึงบ้านคืออีก7วันให้หลัง
…
ในบ้านหลังหนึ่ง
เด็ก3คนถูกโยนเข้าไปในห้องโล่งๆ
“นี่มันอะไรไม่ใช่จะปล่อยเราไปหรอ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งร้องโวยวาย
“จะรีบกลับไปไหนหละ”เสียงเล็กของเด็กสาวดังตามเข้ามาในห้อง
พอมองไปก็พบร่างเล็กของสาวผมแดงเดินเข้ามา
“เมื่อกี้ที่แกเจอคือพ่อที่แค่อยากจะปกป้องลูกๆจากไอ้สารเลวอย่างพวกแก”จูนพูดด้วยรอยยิ้ม
แต่เพียงชั่วครู่รอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆหุบลง
“แต่ต่อจากนี้แกจะต้องเจอกับการฝึกของอิกดราซิลที่จะทำให้แกเป็นทาสของเราไปตลอดชีวิตที่เหลือ ไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะเป็นห่วงหละ พวกเขาคิดว่าพวกแกโดนจับไปเข้าโปรแกรมดัดสันดานของรัฐต้องขอบใจนะที่พวกแกชอบก่อเรื่องซะจนพ่อแม่แกเชื่อเอาง่ายๆเลย เพราะงั้นเรามีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนาน”
โดยปกติแล้วอิดราซิลจะยื่นข้อเสนอให้ทางนั้นทำตามและเข้าร่วมด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้วิธีบังคับไม่ได้
“ฝากด้วยนะริกกี้”
“ครับ”