เล่มที่ 1 บทที่ 13 ยอดเขาที่หก
เสียงพูดของชายหนุ่มไม่เบา จึงดึงดูดความสนใจของคนทั้งหมดที่อยู่รอบๆไว้ได้ทันที ส่วนเจียงอวิ๋นเองก็หยุดฝีเท้าลงอีกครั้งก่อนจะหันกลับมาถาม“ยังมีเื่อันใดอีกหรือ?”
แม้ว่าตอนนี้เจียงอวิ๋นจะยังไม่รู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่ายทว่าอีกฝ่ายกลับค่อนข้างเป็มิตรต่อเขาไม่น้อยดังนั้นหากเขาเมินเฉยก็คงไม่ดีเท่าใดนัก
กระนั้นเจียงอวิ๋นกลับไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าเมื่อคนผู้นี้เอ่ยปาก เหล่าลูกศิษย์ของนิกายแสวงมรรครวมไปถึงเซียวอี้ซูด้วยทั้งหมดต่างก็เผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมา
ชายหนุ่มแย้มยิ้มเล็กน้อย หันกลับไปมองทางเซียวอี้ซูยกสองมือขึ้นทำท่าคารวะ “ศิษย์น้องเซียวทางฝั่งข้ากำลังขาดคนช่วยงานจิปาถะอยู่คนหนึ่งพอดีให้เด็กหนุ่มคนนี้ไปอยู่กับฝั่งข้าแทนก็แล้วกัน!”
คำพูดนี้ทำให้ฝูงชนตะลึงจนเบิกตาโตอ้าปากค้างแม้จะไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็ใครแต่มั่นใจว่าต้องเป็คนของนิกายแสวงมรรคแน่นอน และบัดนี้เขากำลังเอ่ยปากว่าจะรับเจียงอวิ๋นไปเป็ศิษย์จิปาถะเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเขาได้มอบโอกาสอันใหญ่หลวงให้กับเจียงอวิ๋นให้เจียงอวิ๋นได้เข้าร่วมกับนิกายแสวงมรรค!
เซียวอี้ซูชะงักไปเช่นกัน จากนั้นจึงขมวดคิ้วกล่าว“ศิษย์พี่ตงฟาง เช่นนี้คงไม่เหมาะสมกระมัง!”
“ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก!” ชายหนุ่มยิ้มกล่าว“ทว่า ศิษย์น้องเซียวเองก็รู้ เดิมทีฝั่งของข้าก็ขาดคนอยู่แล้วหากมีคนมาช่วยงานจิปาถะเพิ่มสักคน คงจะทำให้ข้าสบายขึ้นได้เล็กน้อยจึงหวังว่าศิษย์น้องเซียวจะยอมผ่อนผัน”
“นี่...”
เซียวอี้ซูยังคิดอยากปฏิเสธทว่าข้างหูเขาพลันมีเสียงพูดหนึ่งดังขึ้นมา “ตกลงไปเถอะ!”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ เซียวอี้ซูก็โล่งใจทันทีกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อศิษย์พี่ตงฟางกล่าวเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นศิษย์พี่ก็พาตัวเด็กหนุ่มคนนี้ไปเถอะ! ทว่าขอกล่าวคำพูดไม่น่าฟังไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อเป็เช่นนี้ก็ถือว่าเขาได้เข้าร่วมกับนิกายแสวงมรรคเราแล้วเช่นกันจึงจำเป็ต้องรักษากฎของนิกายเราด้วย โดยเฉพาะการทดสอบซ้ำในอีกครึ่งปีหากเขาไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ เขาก็จะต้องถูกขับไล่ออกเช่นเดิม!”
“แน่นอนอยู่แล้ว! เช่นนั้นข้าขอขอบคุณศิษย์น้องเซียวก่อนแล้วกัน!” ชายหนุ่มกล่าวจบก็กวักมือไปทางเจียงอวิ๋น“สหายน้อย ยังไม่ขอบคุณศิษย์พี่เซียวอีก!”
เจียงอวิ๋นไม่ค่อยกล้าเชื่อสิ่งที่ได้ยินเท่าใดนักเขาไม่สามารถผ่านการทดสอบทั้งสามด่านได้ ทว่าบัดนี้กลับได้กลายเป็ศิษย์จิปาถะของนิกายแสวงมรรคแล้วทำให้หลังจากเขาดึงสติกลับมาได้ ก็รีบยกมือขึ้นคารวะไปทางเซียวอี้ซูก่อนต่อจากนั้นก็หันไปค้อมตัวลงสุดให้กับชายหนุ่มผู้นั้น “ขอบพระคุณ!”
“หลังจากนี้พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้วไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้ ตามข้ามาเถอะ!”
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นเดินตามหลังชายหนุ่มไปไกลแล้วบนใบหน้าของทุกคนล้วนแสดงสีหน้าไม่เหมือนกันออกมา บ้างก็อิจฉา บ้างก็เหยียดหยามบ้างก็ไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอะไรมาก
โดยเฉพาะฮั่วหย่วน เขาแอบกัดฟันกล่าวอย่างลับๆ “จะดวงดีอะไรปานนั้นเช่นนี้ก็ได้เข้าร่วมนิกายแสวงมรรคด้วย! แต่ก็ดีเหมือนกันขอเพียงเ้าอยู่ในนิกาย ข้าก็มีโอกาสจัดการเ้าถมไป!”
เซียวอี้ซูกระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าว “เอาละการรับศิษย์ของนิกายเราในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้วข้าจะประกาศผลการทดสอบสักเล็กน้อย”
ผลลัพธ์เป็อย่างไรบ้าง เจียงอวิ๋นไม่ได้ยินแล้วและไม่มีกะจิตกะใจจะไปฟังด้วย
บัดนี้เขาราวกับกำลังฝันอยู่ก็ไม่ปานเดินตามชายหนุ่มผู้นั้นไปในนิกายแสวงมรรค เลี้ยวซ้ายทีขวาทีทำให้เขาไม่ทันได้สังเกตว่า ระหว่างที่ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้ออยู่ข้างๆ นั้นได้มีลวดลายประหลาดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจมลงไปในพื้นใต้เท้าของเขาด้วยทำให้ทุกย่างก้าวของเขาล้วนข้ามผ่านระยะทางไปไกลหลายสิบเมตร
หลังจากเดินไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มก็หยุดเท้าลงมองดูยอดเขาขนาดเล็กตรงหน้าที่สูงเพียงร้อยจ้างแล้วกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า“สหายน้อย ูเาลูกนี้คือยอดเขาที่หกแห่งนิกายแสวงมรรค หรือก็คือูเาของพวกเรา!”
ยอดเขาที่หกแห่งนิกายแสวงมรรค!
เมื่อได้ยินคำนี้แล้ว เจียงอวิ๋นก็ตื่นใจนตัวกระตุกครั้นตั้งสติได้จึงหันกลับไปมอง พบว่ามียอดเขาสูงห้าลูกตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังที่แท้เขาได้ถูกชายหนุ่มพาอ้อมูเาทั้งห้าลูกมาโดยไม่รู้ตัวแล้วนั่นเอง
แต่เขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าภายในนิกายแสวงมรรค นอกจากยอดเขาทั้งห้าแล้ว ยังมียอดเขาเล็กๆ เช่นนี้อยู่ด้วยอีกลูกจึงกล่าวพึมพำขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ที่แท้นิกายแสวงมรรคยังมียอดเขาที่หกอยู่ด้วยซึ่งยอดเขาที่หกก็ซ่อนอยู่หลังยอดเขาทั้งห้านี่เอง!”
ยอดเขาที่หกนั้นไม่สะดุดตาเลยจริงๆแทนที่จะเรียกว่าเป็ยอด เรียกว่าเป็เนินเขาเล็กๆลูกหนึ่งดูจะเข้ากับรูปลักษณ์มากกว่าเสียอีก ทั้งยังถูกห้ายอดเขาบดบังเสียมิดหากมิใช่เพราะเดินมาถึงใกล้ๆ คงไม่มีทางมองเห็นจากด้านนอกอย่างแน่นอน
“สหายน้อยร้ายกาจ!” ชายหนุ่มพลันตาเป็ประกาย“ูเาลูกนี้มีนามว่ายอดเขาซ่อนอย่างที่เ้าว่าจริงๆ ไม่คิดเลยว่าสหายน้อยจะสามารถบรรยายได้อย่างถูกต้องในประโยคเดียว! ดูท่าเ้ากับยอดเขาลูกนี้จะมีพรหมลิขิตต่อกันนะ! จริงสิ ข้ายังมิได้ถามไถ่นามอันสูงส่งของสหายน้อยเลย?”
เจียงอวิ๋นชะงักงันไปกับคำชมของอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า“ข้าชื่อเจียงอวิ๋น!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ข้าชื่อตงฟางโป๋ เป็ศิษย์เอกของประมุขยอดเขาซ่อนแม้เ้าจะยังไม่ถูกอาจารย์รับเป็ศิษย์ แต่เ้าเรียกขานข้าว่าศิษย์พี่ใหญ่ก็ได้ข้าจะเรียกเ้าว่าน้องชายแล้วกัน ไปเถอะ พวกเราขึ้นเขากัน หากมีอะไรสงสัยไว้ขึ้นเขาไปแล้วค่อยว่ากัน!”
ด้วยเหตุนี้เอง เจียงอวิ๋นจึงเดินตามตงฟางโป๋ขึ้นไปบนยอดเขาที่หกของนิกายแสวงมรรคอันมีนามว่ายอดเขาซ่อนแห่งนี้!
แม้เทียบกับอีกห้ายอดเขาแล้วยอดเขาซ่อนจะมีความสูงและขนาดเล็กกว่าอย่างเทียบไม่ได้ทว่าทิวทัศน์กลับค่อนข้างงดงาม
ทั่วทั้งยอดเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ารายล้อมท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าที่ปกคลุมจนทึบ สามารถมองเห็นกระท่อมไม้ที่ตั้งโดดๆอยู่หลายหลังตามจุดต่างๆ มีลำธารเล็กๆสายหนึ่งไหลริน บนจุดสูงสุดของยอดเขามีน้ำตกสายหนึ่งเทลงมารวมตัวกันเป็บ่อน้ำอันใสสะอาดที่ตีนเขา
ตงฟางโป๋ดูจะเป็คนช่างพูดอย่างเห็นได้ชัดระหว่างทางเดินขึ้นยอดเขา ปากของเขาพร่ำบอกเล่าสถานการณ์คร่าวๆภายในนิกายให้เจียงอวิ๋นฟังอย่างต่อเนื่องไม่หยุดไม่หย่อน
“ห้ายอดเขาแสวงมรรค แม้โลกภายนอกนอกจะเล่าลือว่าแต่ละยอดเขาล้วนเป็ตัวแทนของมรรคหนึ่งชนิดเป็ตัวแทนของวิชาบำเพ็ญหนึ่งวิชา แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่!”
“มหามรรคมีเป็พันหมื่นประการแม้จะมีสำนักนิกายไม่น้อยที่เจาะจงบำเพ็ญมรรคเพียงหนึ่งชนิดทว่าในนิกายแสวงมรรคมิได้มีมรรคเพียงห้าชนิดแต่อย่างใด บอกได้เพียงว่านอกจากยอดเขาซ่อนเราแล้ว อีกห้ายอดเขาที่เหลือต่างก็มีมรรคที่เชี่ยวชาญเป็ของตน”
“ในห้ายอดเขา ยอดเขาที่เตี้ยที่สุดราวกับนิ้วโป้งลูกนั้นมีนามว่ายอดเขาร้อยสิงสา เชี่ยวชาญวิถี (มรรค) แห่งการฝึกสัตว์ยอดเขาที่เหมือนนิ้วชี้ลูกนั้น มีนามว่ายอดเขายันต์์ เน้นวิถีแห่งยันต์เป็หลักยอดเขาตรงกลางลูกนั้นคือยอดเขาหลักของนิกายเรา ยอดเขาวิถีกระบี่ ความหมายดั่งนามเน้นวิถีแห่งกระบี่เป็หลัก ยอดเขานิ้วนางคือยอดเขาโลกีย์ในนั้นมีแต่สตรีเพศเท่านั้น เน้นวิถีแห่งดนตรีเป็หลักส่วนยอดเขาสุดท้ายมีนามว่ายอดเขาเบญจธาตุ เน้นวิถีแห่งวิชาอาคมเป็หลัก!”
สิ่งที่ตงฟางโป๋กล่าวมาทั้งหมดสำหรับเจียงอวิ๋นแล้วล้วนถือเป็เื่แปลกใหม่ยิ่งนัก เขาจึงตั้งใจจดจำให้ขึ้นใจ ครั้นเมื่อฟังคำอธิบายเกี่ยวกับห้ายอดเขาจบก็เอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เช่นนั้นยอดเขาซ่อนเชี่ยวชาญมรรคชนิดใด?”
แต่คาดไม่ถึงว่าตงฟางโป๋กลับอมพะนำยิ้มกล่าวอย่างลับๆ ล่อๆ “มรรคที่ยอดเขาซ่อนเราเชี่ยวชาญ เ้าต้องค่อยๆ ค้นหาด้วยตัวเอง!”
เจียงอวิ๋นจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับไม่กล้าถามอันใดอีก
ตงฟางโป๋กล่าวต่อว่า “แม้ในนิกายแสวงมรรคจะมีชีพจรพลังซ่อนไว้ทำให้ที่นี่มีพลังปราณเต็มเปี่ยม ทว่าลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างทำให้ความเข้มข้นของพลังปราณแตกต่างไปด้วย ยิ่งอยู่ในพื้นที่สูงพลังปราณจะยิ่งเข้มข้น”
“ตามกฎของนิกายแล้วศิษย์จิปาถะจะอาศัยได้แค่บริเวณตีนเขาที่มีพลังปราณเบาบางที่สุดลูกศิษย์สายนอกจะอาศัยอยู่ใต้ไหล่เขาได้ มีเพียงลูกศิษย์สายในที่จะมีสิทธิ์ได้อยู่เหนือไหล่เขาขึ้นไป!”
“การจะเป็ลูกศิษย์สายในได้นั้นเป็เื่ยากสุดขีดเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดคือต้องมีระดับธรณีมงคลขึ้นไป แน่นอนหากเ้ามีพร์โดดเด่นเหนือใคร อย่างเช่นสาวน้อยที่มีกายามรรคเบิกคู่ผู้นั้นก็น่าจะถูกรับเป็ศิษย์สายในไปโดยตรง ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือการฝ่าห้ายอด!”
เจียงอวิ๋นเอ่ยถามอย่างฉงน “ฝ่าห้ายอด?”
“ใช่ ฝ่าห้ายอด!” ตงฟางโป๋พยักหน้ารับทว่าไม่ได้อธิบายรายละเอียดใดๆ “แน่นอนว่าการฝ่าห้ายอดที่ว่านั้นเป็เื่ยากทั้งยังอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย ทว่านี่เป็ทางลัดทางหนึ่ง ในทุกๆปีจึงมีลูกศิษย์ไม่น้อยที่จะไปลองฝ่าดูทว่าสุดท้ายแล้วกลับมีเพียงไม่ถึงหนึ่งในพันที่ฝ่าได้สำเร็จ!”
“กล่าวโดยสรุปคือนิกายแสงมรรคเราแม้มีศิษย์เกินหมื่น ทว่ามีศิษย์สายนอกเพียงพัน ส่วนศิษย์สายในกลับมีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น”
เจียงอวิ๋นแอบรู้สึกทึ่งอย่างอดไม่ได้ไม่คิดเลยว่านิกายแสวงมรรคจะมีศิษย์มากถึงหลักหมื่นทว่าเงื่อนไขในการเป็ศิษย์สายในกลับเข้มงวดเหลือเกินซึ่งก็ทำให้เขานึกถึงเฟิงอู๋จี้ขึ้นมา อีกฝ่ายเพียงระดับเบิกปราณขั้นห้าเท่านั้นกลับถูกนิกายสังสารวัฏรับเป็ศิษย์สายในแล้วเกรงว่าคงจะมีคุณสมบัติพร์สูงล้ำเหนือใครเลยทีเดียว!
“แต่น้องเจียงวางใจเถอะยอดเขาซ่อนเรามิได้มีกฎเหล่านี้ บนยอดเขาซ่อนเราเ้าสามารถเลือกที่อยู่อาศัยได้ตามที่เ้า้า”
“ขอบพระคุณศิษย์พี่ใหญ่มาก!” เจียงอวิ๋นตอบกลับก่อนจะเอ่ยถามต่อ“ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วยอดเขาซ่อนมีศิษย์ทั้งหมดกี่คนหรือ?”
“อืม หากนับรวมเ้าแล้วละก็ ทั้งหมดห้าคน!” ตงฟางโป๋พลันออกแรงตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า“เกือบลืมเลย ในเมื่อเ้ากราบไหว้เข้าเป็ศิษย์นิกายเราแล้ว เ้าจะได้รับของรางวัลด้วยเล็กน้อยเช่นนี้แล้วกัน ข้าจะไปรับรางวัลให้เ้า ส่วนเ้าก็เดินเล่นแถวนี้ไปก่อน แถวๆยอดสุดของูเามีเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง หากน้องเจียงไม่รังเกียจละก็เ้าไปพักที่นั่นเถอะ!”