เมื่อลองทบทวนความทรงจำของเหวินจื่อห่าวคนเดิม ศิษย์สายนอกทุกคนจะต้องฝึกอาวุธตอนรุ่งสางของทุกๆ วัน
สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ศิษย์ทุกคนฝึกกระบวนท่าพื้นฐานหลายสิบท่า เหวินจื่อห่าวปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามความจำของกล้ามเนื้อ แล้วะโเข้าสู่ท่วงท่าที่ศิษย์รอบตัวกำลังทำอยู่
กระบี่ของเ้าของร่างเดิมเป็เพียงกระบี่คมเดี่ยวธรรมดาๆ ไม่มีลวดลายประดับตกแต่งใดๆ มันมีชื่อทื่อๆ ว่า ‘กระบี่เงิน’ และไม่ใช่กระบี่ประเภทที่ผู้คนดูถูกแต่จริงๆ แล้วเทพหรอกนะ แต่มันน่ะกระจอกของแท้เลยล่ะ
หากไม่มีเงิน ศิษย์ก็ไม่สามารถหาซื้ออาวุธใหม่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเ้าของร่างเดิมก็ยากจนข้นแค้น หากไม่มีฝีมือ สำนักก็จะไม่มอบอาวุธระดับสูงกว่านี้ให้ อีกอย่างพร์ของเ้าของร่างเดิมก็นับว่าธรรมดาสามัญสิ้นดี ร่างเดิมทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก แต่กลับไม่มีพร์เลยแม้แต่น้อย ความเป็จริงในโลกที่มีผู้บำเพ็ญเพียรนับร้อยนับพันแห่งนี้คือ แค่ความพยายามอย่างเดียวน่ะมันไม่พอแม้แต่น้อย
ตอนแรกเหวินจื่อห่าวก็แอบหลอกตัวเองให้รู้สึกสนุกกับการกวัดแกว่งกระบี่ไปพร้อมๆ กับการโคจรลมปราณอยู่หรอก แต่พอการฝึกดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กระบี่กลับเริ่มรู้สึกหนักขึ้น หนักขึ้น ก่อนที่ความไม่สนุก น่าเบื่อจะถาโถมเข้ามาอย่างหนัก
”ทำไมเ้าคนเดิมถึงไม่เลือกอาวุธที่เบากว่านี้ อย่างพวกพัดนะ? ทำไมหมอนี่ถึงต้องดึงดันจะฝึกกระบี่ที่ตัวเองไม่มีพร์เลยสักนิดด้วย? ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจจริง ๆ”
พอหมดกำลังใจ กระบวนท่าของเหวินจื่อห่าวก็เริ่มย้วย และดูผิดเพี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งใน่ท้ายของการฝึกพื้นฐาน ยิ่งดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ผิดกับท่วงท่าที่เฉียบคม สะอาดตาของศิษย์คนอื่นๆ เป็อย่างมาก จนเมื่อจางอู่ประกาศเข้าสู่่การฝึกขั้นต่อไป เหวินจื่อห่าวก็เก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความโล่งอก
”ในขั้นต่อไป ศิษย์สามารถจับคู่ประลองกันเองหรือจะฝึกซ้อมคนเดียวต่อก็ได้!!” สิ้นคำของจางอู่ทั่วทั้งลานจัตุรัส เหล่าศิษย์ต่างพากันเคลื่อนไหว บางคนก็ะโท้าประลองกัน
”เหวินจื่อห่าว! จงมาประลองกับข้าเดี๋ยวนี้”
…อะไรอีกฟะเนี่ย?
เขาหันไปตามเสียง ก่อนจะพบ ‘หวังลี่เวย’ และพรรคพวกเดินอาดๆ เข้ามาหา
ในตอนนี้ที่หวังลี่เวยได้เปลี่ยนจากชุดคลุมสีเหลืองหม่นมาเป็ชุดคลุมสีทองแล้ว เขาดูโดดเด่นออกมาจากกลุ่มเพื่อนพ้องอย่างเห็นได้ชัด มีอีกคนในกลุ่มที่ใส่ชุดคลุมสีทองเหมือนกัน แต่หวังลี่เวยมีเครื่องประดับ กับไอเทมเวทมนตร์ที่หรูหรากว่า แถมยังมีกระบี่ที่ดูฉูดฉาดหรูหราสุด ๆ ทว่า....ตามหลักการ ตอนนี้หวังลี่เวยกลายเป็ศิษย์สายในแล้ว เขาไม่จำเป็ต้องมาอยู่ที่ลานฝึกนี้ด้วยซ้ำ แต่ที่มาก็เพราะมีจุดประสงค์อื่นเป็แน่
”เหวินจื่อห่าว” หวังลี่เวยเรียกซ้ำ พลางวางท่าเอามือจับด้ามกระบี่
“มาสายั้แ่วันแรกเลยนะ ความพ่ายแพ้ครั้งก่อนมันทำให้เ้าขวัญเสียขนาดนั้นเลยรึ เ้ากำลังจะกลายเป็หนึ่งในศิษย์สายนอกที่แก่ที่สุดแล้วรู้ตัวหรือไม่…”
นั่นจริงทีเดียว เมื่อศิษย์สายนอกอายุมากขึ้น และไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในได้ หลายคนก็จะตัดสินใจย้ายไปอยู่สำนักที่เล็กกว่า หรือไม่ก็ไปอยู่สำนักสาขา แทนที่จะดึงดันอยู่ต่อในนี้ด้วยเบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิด กับสิทธิพิเศษอันจำกัดจำเขี่ย
แต่ในมุมมองของเหวินจื่อห่าว การอยู่ที่นี่แหละอยู่สบายสุดๆ แล้วเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่พบเจอ เขาไม่สนหรอกนะถ้าจะต้องเป็ศิษย์สายนอกแก่ๆ คนหนึ่ง ต่อไป
”ดูมันทำหน้าเข้าสิ ทำเหมือนข้าไม่อยู่ในสายตาชัด ๆ “ หวังลี่เวยกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความโมโห
“เอาเถอะมาสู้กัน มาดูกันซิว่าวันนี้จะเป็วันโชคดีของเ้าหรือไม่ ว่าแต่ว่าเ้าแพ้ข้ามากี่ครั้งแล้วนะ”
”มากกว่ายี่สิบ?”
”มากกว่าร้อย?”
”หรือมากกว่าสามร้อยรอบแล้ว...”
เช้ง! หวังลี่เวยชักกระบี่ออกจากฝัก “เช่นนั้นก็จงแพ้เป็ครั้งที่สามร้อยหนึ่งเสียเถิด!!” หวังลี่เวยเอยปากออกมาพร้อมสีหน้าแววที่ดูฮึกเหิมมั่นใจสุด ๆ ทว่า...เหวินจื่อห่าวกลับหาวหวอด พร้อมทำหน้าเบื่อโลกใส่
“โทษที...แต่ข้าไม่สนใจการประลองเพื่อรวบรวมสถิติปัญญาอ่อนอะไรของเ้าหรอกนะ”
รอบข้างถึงกับเงียบกริบ ศิษย์อ้าปากค้างกันเป็แถว
”เขา… เขาสบถล่ะ!”
”เขาถึงขีดจำกัดแล้วหรือ?”
“หรือเขาแพ้ศิษย์พี่ลี่มากจนธาตุไฟเข้าแทรก และกำลังจะกลายเป็ผู้บำเพ็ญสายมารแล้วใช่หรือไม่?”
มุมปากของหวังลี่เวยกระตุกเป็รอยยิ้มเยาะ
“เ้ากลัวจะแพ้ข้าจนต้องขายขี้หน้าคนอื่นอีกครั้งสินะ...”
เหวินจื่อห่าวะพริบตาปริบ ๆ มองเด็กวัยรุ่นตรงหน้าอย่างเนิบช้าก่อนทอดถอดหายใจยาว
“เฮ้ออออ เออ ๆ เ้าเก่งกว่าข้า พอใจยัง เ้ามีฝีมือสูงส่งสุด ๆ ข้ามันฝีมือเท่าหางอึ่งเทียบเ้าไม่ได้สักนิด สู้ไปข้าก็แพ้อยู่ดี...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนต่อด้วยเสียงพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ตอนนี้หิวข้าวชะมัด อ้อ นึกออกละ ข้ารับปากท่านป้าแม่ครัวไว้ว่าจะไปช่วยงานนี่นา!! จากนั้นเหวินจื่อห่าวพยักหน้าให้คนกลุ่มนั้นอย่างสุภาพ
“งั้นข้าไปล่ะท่านหวังลี่เว่ยผู้มีฝีมือสูงส่งไร้เทียมทาน แล้วเจอกัน อ้อ ข้าขอให้ท่านมีความสุขกับการนอนกอดไอ้สถิติชนะสามร้อยครั้งอะไรนั้นด้วยนะ” พูดจบ เหวินจื่อห่าวก็เดินสะบัดก้นออกจากลานฝึกไปอย่างสบายอารมณ์
หวังลี่เวยถึงกับอึ้งกิมกี่ ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของเหวินจื่อห่าวที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความโกรธ
“มะ...เมื่อกี้มันพูดว่าอะไรนะ!! มันกล้าเมินข้างั้นรึ ช่างบังอาจนัก ไอ้… ไอ้เหวินจื่อห่าวคนนั้น!!!!”
พรรคพวกของหวังลี่เวยรีบผสมโรงทันที
“เ้ากล้าดียังไงถึงพูดจาแบบนี้กับศิษย์พี่ลี่”
”หยาบคายที่สุด!!”
ทุกคำตวาด ทุกคำด่าทอเหวินจื่อห่าวได้ยินหมด แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับมามองเลยสักนิด
ไม่ใช่แค่กลุ่มนี้ที่สังเกตเห็นการเดินหนีไปของเหวินจื่อห่าว เส้นเืบนหน้าผากของจางอู่กระตุกยิกๆ ด้วยความโกรธในความี้เีตัวเป็ขนของคนผู้นี้
ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของลานฝึก ‘ซุนฝูอวี่’ ผู้แอบมองเหวินจื่อห่าวอยู่นาน ก็อยากจะเดินตามออกไปใจจะขาด เขาอยากรู้ว่าศิษย์พี่เหวินกำลังวางแผนจะทำอะไรกันแน่ แต่ซุนฝูอวี้ก็มิอาจปลีกตัวไปได้ ตราบใดที่ ‘อู๋ชิงชิง’ ยังคงตวัดกระบี่อันคมกริบเข้าใส่เขาไม่หยุดแบบนี้!
จบตอน