นายน้อยตระกูลเบลลาทอร์จ้องมองพ่อบ้านรอยอยู่เนิ่นนาน
ความผูกพันที่ฝังลึกในความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม ค่อย ๆ ซึมซาบเข้ามาในใจของนิโคลัสโดยไม่อาจต้านทาน
“ท่านทำเอาข้าเกือบเสียน้ำตาเลย ท่านตา...ไม่ว่าข้าในอดีตหรือปัจจุบัน ต่างก็รู้สึกขอบคุณท่านจากใจจริง ถ้าไม่มีท่าน พวกเราคงมาไม่ถึงจุดนี้แน่นอน”
แม้รอยยิ้มของเด็กหนุ่มยังคงใสซื่อดังเดิม แต่บุคลิกกลับแปรเปลี่ยนไป
ท่าทีของผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ทำให้พ่อบ้านที่เลี้ยงดูเขาตั้งแต่ยังแบเบาะรู้สึกไม่คุ้นเคย
แม้จะเข้าใจถึงเหตุผลของการอัญเชิญวิญญาณใหม่มาสถิตร่าง... แต่ในใจลึก ๆ เขายังคงคิดถึงนายน้อยคนเก่าอยู่เสมอ
เด็กชายผู้ไม่ต่างจากลูกชายอีกคน
เด็กชายที่เขาต้องคอยเลี้ยงดูทุกครั้งที่หัวหน้าตระกูลและภรรยาออกไปปฏิบัติภารกิจ
“เอาล่ะ ตั้งใจฝึกฝนให้ดี หากมีอะไรสงสัยก็ถามพวกเขาได้ อีรินอาจไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่คำแนะนำในระดับนักเวทฝึกหัดก็ไม่ยากเกินไปนัก”
จอมเวทรอยเตรียมตัวจะออกจากโรงฝึก แต่ถูกเสียงของนายน้อยรั้งไว้ก่อน
“ข้ามีเรื่องสงสัยเกี่ยวกับวงแหวนมานาน่ะขอรับ...ในหนึ่งวงแหวน จะมีเพียงคลังมานาย่อยแค่หนึ่งเท่านั้นหรือ?”
นิโคลัสเก็บความสงสัยข้อนี้ไว้ในใจตั้งแต่ได้ฟังคำอธิบายครั้งแรก
ชายชราหยุดเท้า หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
“อย่างที่ข้าเคยบอกไปแล้ว นักเวทส่วนใหญ่ฝึกเพียงสองหรือสามธาตุ ธาตุที่สี่ก็ใส่ใจเพียงเล็กน้อย วงแหวนมานาที่สร้างได้ก็แค่สี่วงเพื่อเลื่อนเทียร์ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องแยกคลังมานาย่อยให้มากมาย”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“แต่... สำหรับคำถามของเจ้า ข้าตอบได้ว่า เหล่าอาร์คาโนแมนเซอร์หลายคน มีคลังมานาย่อยมากกว่าหนึ่ง”
“แล้วท่านเคยทดลองสร้างคลังย่อยเพิ่มเองบ้างไหมขอรับ?”
สายตาของนิโคลัสเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้
เขารู้ดีว่าจอมเวทรอยคืออดีตผู้ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการของสถาบันวาลเดียลา
คนธรรมดาอาจไม่กล้าทดลองอะไรแบบนี้ แต่เขาไม่ใช่คนธรรมดา อีกทั้งยังมีความรู้ลึกซึ้งเรื่องอาร์คาโนแมนเซอร์
คำถามนี้จึงหลุดจากปากไปโดยไม่ลังเล
“สร้างวงแหวนวงแรกให้ได้ก่อนเถอะ ก่อนเปิดเรียน”
ชายชราตอบห้วน ๆ แต่แววตาแฝงความท้าทาย
“ถามไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ หากเจ้ายังทำไม่ได้แม้แต่วงเดียว... ก็อย่าหวังให้ข้าเสียเวลาสอนอีกเลย”
ว่าจบ เขาก็เดินออกจากโรงฝึก ทิ้งให้นายน้อยยืนหน้ามุ่ยอยู่เพียงลำพัง
“ไม่น่าถามเลย... กลายเป็นเงื่อนไขเพิ่มมาอีก”
เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง
“จะเคี่ยวกันไปถึงไหนนะ... ท่านตา”
มื้อเย็นดำเนินไปอย่างเรียบง่าย นิโคลัส พ่อบ้านรอย และเหล่าองครักษ์นั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกันตามปกติ
ระหว่างบทสนทนาเรื่อยเปื่อย เสียงของชายชราก็ดังขึ้นอย่างจริงจัง
“วิคเตอร์ พรุ่งนี้เจ้าไปที่สมาคมฮันเตอร์ที ลองดูว่ามีภารกิจอะไรผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับปีศาจบ้าง จะในเมืองหรือนอกเมืองก็ได้ ข้ารู้สึกไม่สบายใจ... เมื่อใดที่ปีศาจเริ่มปรากฏ ความตายก็มักตามมาเสมอ ไม่ว่ากับคนหรือสัตว์ก็ตาม เจ้าช่วยไปสืบให้ทีนะ”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
วิคเตอร์ขานรับแน่นหนัก ดวงตาทอแสงแห่งความมุ่งมั่น
เหล่าองครักษ์ที่เหลือพลันยืดหลังขึ้นราวกับได้ยินสัญญาณปลุกใจ
พวกเขาต่างรู้สึกเบื่อหน่ายกับการอยู่เฉย คอยควบคุมงานก่อสร้างร้านอาหารให้นายน้อย แม้จะไม่ละเลยการฝึก แต่ก็ไม่เหมือนการออกทำภารกิจจริง
อีรินและอารินยังมีหน้าที่ดูแลครัว
แต่พวกเขา... ถูกทิ้งให้ว่างเกินไป
แม้สลับกันออกไปสืบข่าวในเมือง แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับนักรบแห่งเบลลาทอร์ที่คุ้นชินกับการต่อสู้กับสัตว์อสูร
เมื่อได้ยินคำสั่งของจอมเวทรอย แววตาทุกคนก็เปล่งประกายทันที
“แบ่งคนออกไปทำภารกิจ นำแจ็ค อังเดร และนิโคไลติดไปด้วย ส่วนอีริน อาริน และเจคอบให้อยู่ดูแลนายน้อย คนอื่นที่เหลือ เจ้านำไปจัดแบ่งตามเหมาะสม”
“ฮูเร่!”
เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้นพร้อมกัน ความกระตือรือร้นถูกปลุกขึ้นในทันที
รอยยื่นถุงเงินให้ลูกชาย
“หาซื้ออาวุธ ชุดเกราะใหม่ และของจำเป็นให้พอสำหรับห้าวัน”
สายตาชายชรากวาดมองทุกคนอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“รู้สึกว่า... พลังของพวกเจ้าดูจะเพิ่มขึ้นกว่าตอนมาถึงใหม่ ๆ ไปทำอะไรกันมา?”
บอริสรีบเป็นตัวแทนตอบด้วยท่าทีมั่นใจ
“เราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ ‘โยคะ’ ที่นายน้อยสอนช่วงอยู่ในป่าขอรับ พอกลับมาถึงที่นี่ แม้นายน้อยจะต้องเตรียมตัวสอบ แต่พวกเราก็ยังฝึกกันทุกวัน ช่วงที่ผ่านมา ร่างกายยืดหยุ่นขึ้นมาก ทำให้เวลาฝึกท่าต่าง ๆ คล่องตัวกว่าก่อนมากขอรับ”
รอยเหลือบมองนิโคลัสแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางฝาแฝด
“อีริน อีริค พวกเจ้าฝึก ‘ไท่จี๋ฉวน’ ที่นายน้อยสอนต่อเนื่องหรือไม่?”
“ฝึกขอรับ” / “ข้าฝึกทุกวัน ท่านพ่อ”
เสียงตอบดังขึ้นพร้อมกัน
“มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม? อีริค เจ้าเริ่มก่อน”
นักเวทหนุ่มเทียร์สามขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วตอบ
“ข้ารู้สึกว่ารับรู้มานาไฟในอากาศได้ชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้เตาไฟ และยังดูดซับมานาได้ลื่นไหลกว่าก่อนมากขอรับ”
อีรินได้ยินดังนั้นจึงรีบเสริมทันที
“ข้าก็เช่นกัน ตอนหนาวจัด ข้าสามารถดูดซับมานาน้ำแข็งได้รวดเร็วขึ้น แม้ตอนนี้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ยามเช้าอากาศยังเย็น ข้าก็ยังสัมผัสธาตุน้ำแข็งได้บ้าง ต่างจากเมื่อก่อนที่มีแต่ ‘มานาทั่วไป’ เท่านั้น”
จอมเวทรอยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ฝึกต่อไปเถอะ ข้าว่ามันคงมีส่วนช่วย หากเป็นไปได้... ทุกคนควรฝึกทั้งโยคะและไท่จี๋ฉวนควบคู่กัน แม้จะไม่ได้เพิ่มพลังโดยตรงมากนัก แต่มันช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้พักฟื้นอย่างดี”
เหล่าองครักษ์พยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียงด้วยความเคารพและวินัย
ยามค่ำคืน แสงจันทร์ถูกเมฆหนาบดบัง ป่ารอบเมืองวาลเดียลาเงียบงัน
กลางความมืดสลัว ห่างจากกำแพงเมืองราวสิบกิโลเมตร
ดวงไฟสีเขียวลอยนิ่งอยู่เหนือพื้น ส่องแสงอ่อนรอบบริเวณ
เบื้องหน้าชายในชุดคลุมดำ สวมฮู้ดและหน้ากากปกปิดใบหน้า มีร่างหนึ่งคุกเข่าอยู่ในท่าหวาดกลัว
เสียงแหบพร่าดังขึ้น ราวกับมีดครูดผ่านแผ่นเหล็ก
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี… แค่งานง่าย ๆ สองอย่างยังทำพลาด ล้มเหลวไปหมด!”
ไอเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างสูงโปร่ง ทำให้ชายที่คุกเข่าต้องสั่นสะท้านจากแรงกดดัน
“นายท่าน... โปรดประทานอภัย ข้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมจึงล้มเหลว ทั้งที่วางแผนไว้อย่างรอบคอบแล้—”
ผัวะ!
ฝ่ามือลึกลับฟาดกระหน่ำ ร่างนั้นปลิวกระแทกต้นไม้ใหญ่จนเลือดพุ่งออกจากปาก
ยังไม่ทันได้ลุก เงามือขนาดใหญ่ก็พุ่งมาคว้าตัวเขาเหวี่ยงกลับที่เดิมอย่างแรง
“ข้าไม่ต้องการข้อแก้ตัว… รายงานมา ว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งสองครั้ง”
ผู้คุกเข่าลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วเริ่มเล่าทุกอย่าง
เมื่อฟังจบเสียงนั้นก็แผดกร้าวยิ่งขึ้น
“เจ้าไม่รู้อะไรเลย แผนเราพินาศแต่เจ้าไม่รู้อะไรเลยงั้นหรือ!”
“แผนปั่นป่วนย่านการค้าโดยใช้ปีศาจซินวาร์กก็แทบไร้ผล เพราะมีใครบางคนร่ายเวทเปลี่ยนพื้นให้กลายเป็นน้ำแข็ง แล้วเพียงแค่เด็กหนุ่มเทียร์สองคนเดียวก็ขวางทางพวกมันไว้ได้?”
ผัวะ!
ร่างนั้นถูกฝ่ามือฟาดอีกครั้ง คราวนี้กระเด็นไปคนละทิศกับคราวก่อน
“หากข้ามีบริวารเยอะกว่านี้ เจ้าคงกลายเป็นทาสปีศาจตัวต่อไปแล้ว!”
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วป่า
“เร่งพิธีอัญเชิญ ‘ชาโดร์เมียร์’ ออกมาให้เร็วขึ้น ใช้วิญญาณสัตว์ป่ารอบนี้ก่อน ถ้ายังไม่พอ ไปเอาสัตว์เลี้ยงชาวบ้านและหากจำเป็นจริง ๆ... ก็ใช้วิญญาณของชาวบ้าน แต่ระวังอย่าให้เป็นที่สังเกตของทางการ”
เขาเหยียดสายตาคมดุใส่ผู้คุกเข่า
“ถ้าเจ้าพลาดอีกครั้ง... ข้าจะใช้ร่างเจ้าทำเป็นทาสปีศาจด้วยมือตัวเอง”
เสียงตอบรับเบาแผ่ว
“ขอ... รับ... นายท่าน”
“โดมินิก แล้วเรื่องกลุ่ม ‘ซินเดรสเทรล’ ของเจ้าไปถึงไหนแล้ว?”
ทันทีที่กล่าวถึงธุรกิจ ใบหน้าของโดมินิกก็เงยขึ้นด้วยความมั่นใจ
“ซินเดรสเทรลยึดครองตลาดในฮาเวนดอร์ได้มากกว่าร้อยละแปดสิบแล้วขอรับ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะกดดันเจ้าโง่แม็กนัสที่สนใจเพียงแค่จะก่อสงครามกับโซลมาได้ ขอเพียงเรากระตุ้นให้เขาบีบอีไลอัสเพิ่มอีกนิด ทุกอย่างก็จะเข้าที่”
“ไม่มีใครสงสัยว่าเจ้าเป็นผู้นำกลุ่มใช่หรือไม่?”
“ข้าน้อยวางตัวเป็นเพียงผู้ริเริ่ม โดยไม่ได้เป็นผู้นำ เพื่อไม่ให้เตะตาใครขอรับ”
“ดี... ว่ากันว่าไม่มีใครเทียบตระกูลเจ้าด้านการค้า สมแล้วที่พวกข้าชุบเลี้ยงไว้หลายร้อยปี”
“ข้าน้อยน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณจากเทพอาบีสและท่านอัครสาวก ข้าจะรับใช้พวกท่านด้วยชีวิต”
โดมินิกก้มกราบอย่างแน่นิ่ง
หากจอมเวทรอยได้เห็นชายผู้นี้ เขาจะจำได้ทันทีว่าเป็นหนึ่งในสองอัครสาวกผู้หลบหนีจากการล่าปีศาจเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน...ศพของเขาไม่เคยถูกพบ
“เอานี่ไป”
ชายในชุดคลุมยื่นขวดแก้วบรรจุน้ำสีเขียวเรืองแสงสวยงามออกมา
“น้ำยานี้ใช้เพิ่มพลังไม่มีส่วนใดเกี่ยวช้องกับปีศาจ และเจ้าอย่าได้ใช้สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับปีศาจเด็ดขาด เจ้าเป็นสายข่าวระดับสูงของข้า ถ้ามีพลังปีศาจติดตัวเมื่อเข้าใกล้พวกเทียร์สูง เจ้าจะถูกจับได้ทันที เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ... ข้าจะระวัง”
“แล้ว ‘ทาสปีศาจ’ ที่ข้าให้ไว้ ยังทำงานได้ดีอยู่ใช่ไหม?”
“ดีมากขอรับ พวกมันกลมกลืนจนแยกไม่ออก หากไม่ใช่ผู้มีระดับเทียร์สี่ ไม่มีทางตรวจจับได้”
“หวังว่าคราวนี้จะไม่พลาด ไม่เช่นนั้นเจ้าจะได้เป็นเหมือนพวกมัน...”
เสียงนั้นแผ่วลง ก่อนร่างเขาจะสลายกลายเป็นหมอกดำ
แสงเขียววูบไหวก่อนดับลง... และความมืดก็กลืนทุกอย่างหายไป
โดมินิกลุกขึ้นอย่างสงบก้มศีรษะอีกครั้ง แล้วหันหลังกลับมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
รุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง ทั่วทั้งคฤหาสน์กลับมาคึกคักตามวิถีของผู้มีหน้าที่
ทุกคนในกลุ่มเขี้ยวอัสดงต่างกระจายกันไปทำหน้าที่ของตน
วิคเตอร์นำทีมองครักษ์ออกไปยังสมาคมฮันเตอร์ เพื่อสืบหาภารกิจที่น่าสงสัย
อีรินและอารินดูแลการฝึกอบรมแม่ครัว พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับร้านอาหาร
เจคอบคุมงานก่อสร้างอย่างใกล้ชิด
ส่วนนิโคลัส มุ่งหน้าไปยังโรงงานของกลุ่มเหรียญทอง เพื่อแนะนำขั้นตอนการประกอบช่วงล่างของรถม้า หลังจากที่ชิ้นส่วนทุกชิ้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว
และคนสุดท้าย... จอมเวทรอย ยังคงออกจากโรงแรมในช่วงสายเหมือนทุกวันโดยไม่บอกกล่าวใคร โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามว่าเขาไปที่ใด
สี่วันต่อมา
“วิคเตอร์… พวกเราเดินล่ากันมาสองวันแล้ว เจอสัตว์กึ่งเวทแค่สองตัวเอง ข้าว่ามันผิดปกตินะ”
บอริสเอ่ยขึ้นขณะตรวจสอบรอยเท้าบนผืนดินภายในป่าลึก ห่างจากกำแพงเมืองราวสิบกิโลเมตร
“ใช่หัวหน้า”
แจ็คเสริมขึ้นจากแถวหน้า
“ฮอร์คก็แทบไม่พบสัตว์เลย ทั้งที่จากข้อมูลก่อนหน้า ป่าลึกแถบนี้ควรจะมีสัตว์กึ่งเวทชุกชุม”
พวกเขารับภารกิจ ‘รวบรวมวัตถุดิบสัตว์เทียร์สามจากป่าลึก’ ภายใต้ภารกิจลับ คือการสืบข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้บูชาปีศาจ ด้วยความที่สมาชิกทั้งสิบล้วนเป็นนักรบเทียร์สาม การรับภารกิจจากสมาคมฮันเตอร์จึงดูไม่ผิดสังเกตนัก
“ส่งฮอร์คให้บินลาดตระเวนเป็นวงกว้างขึ้น เผื่อจะเห็นอะไรผิดปกติ”
เมื่อวิคเตอร์สั่งการ แจ็คก็ส่งสัญญาณมือและเสียงให้ฮอร์คที่บินอยู่เหนือยอดไม้ทันที
ผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็พบร่องรอยการต่อสู้อีกจุด เป็นครั้งที่สามในรอบวัน
คราวนี้ร่องรอยยิ่งชัดเจน และน่าสงสัยยิ่งขึ้น
“ข้ารู้สึกไม่ดีเลย ลักษณะการล่าพวกนี้ไม่เจาะจง มั่วไปหมด ทั้งสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ทั้งแบบเท้าเป็นกีบหรือกรงเล็บ”
เลวานกล่าว พลางลูบรอยดาบขนาดใหญ่กลางต้นไม้
“หากเป็นนักล่าทั่วไป ก็คงมีรอยอาวุธหลากหลายกว่านี้ แต่ดูสิ มีรอยดาบแบบเดียวทั่วทั้งพื้นที่”
“ดูจากลักษณะรอยเท้า น่าจะมีสี่คน... สามคนที่ลงมืออยู่ในระดับเทียร์สามแน่นอน”
แฮร์รี่ที่กำลังตรวจสอบรอยเท้ามนุษย์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด
“แต่ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกในรอยเท้าพวกนี้... บอกไม่ถูกว่าแปลกยังไง”
ทุกคนก้มสำรวจรอยเท้าตามพื้นร่วมกัน เงียบงันยาวนานกว่าสิบนาที
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า 'ความผิดปกติ' คืออะไร
“แจ็ค วาดรอยเท้าไว้ทั้งหมด เอาไปให้ท่านพ่อดูทีหลัง”
วิคเตอร์ตัดสินใจ
แจ็คที่มีทักษะด้านวาดภาพชำนาญ หยิบกระดาษกับดินสอขึ้นมา ร่างภาพโดยตัดรอยเท้าของกลุ่มเขี้ยวอัสดงออก เหลือเพียงรอยของกลุ่มล่าสัตว์ลึกลับ
“ข้ารู้แล้วว่ามันแปลกตรงไหน!”
ปีเตอร์ที่เฝ้ามองภาพร่างมาตลอด พลันร้องขึ้น
สายตาทุกคู่หันไปมองเขาทันที
“ดูสิ รอยเท้าเดินที่เข้ามาจากสี่คู่ หยุดอยู่ตรงนี้ ก่อนที่สามคนจะออกไปล่าสัตว์”
เขาชี้ตามภาพ
“แต่... ตอนที่กลับมา พวกเขายืนบนจุดเดิมเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่ฝ่าเท้าเดียว!”
ทุกคนเบิกตากว้างทันที
“ไม่มีใครทำแบบนั้นหรอก ต่อให้เป็นองครักษ์ฝึกมาดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางเหยียบรอยเดิมแบบพอดีเป๊ะ มันเหมือนพวกนักแสดงบนเวที ที่จำตำแหน่งยืนได้แม่นยำจนผิดธรรมชาติ”
“เรากลับเถอะ”
วิคเตอร์เอ่ยเสียงต่ำ
“บ่ายมากแล้ว กลับไปปรึกษาท่านพ่อก่อน พรุ่งนี้ค่อยออกมาใหม่”
ไม่มีใครคัดค้านเพราะหากสิ่งที่พวกเขาคิดถูก และคนที่สร้างรอยเท้าเหล่านั้น ‘ไม่ใช่คนธรรมดา’ เรื่องนี้ก็อาจเกินขีดจำกัดของทีมสิบคนนี้จะรับมือไหว
ระหว่างทางกลับ พวกเขาเลือกเดินเส้นทางใหม่ และพบร่องรอยการต่อสู้ที่เหมือนเดิมอีกถึงสองจุด ไม่ว่าจะเป็น รอยเท้า รูปแบบ ตำแหน่ง ทั้งหมด ‘เหมือนกันทุกประการ’
เมื่อกลับถึงโรงแรม เหล่าองครักษ์มุ่งหน้าไปยังห้องอาหารทันที
โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงสนทนา แต่เมื่อวิคเตอร์เดินมาถึง เขากลับวางภาพร่างลงตรงหน้าจอมเวทรอย
“ท่านพ่อ ช่วยดูรอยเท้าพวกนี้หน่อย เราพบร่องรอยการต่อสู้ที่น่าสงสัย รอยเท้าเหล่านั้น กลับมายืนตำแหน่งเดิมทุกครั้ง ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว ข้ารู้สึกว่ามัน ‘แปลก’ จึงตัดสินใจกลับมาก่อน”
จอมเวทชรารับภาพมาเงียบ ๆจ้องมองอยู่นาน... สีหน้าเขาเปลี่ยนไปช้า ๆ กลายเป็นเคร่งขรึมกว่าที่เคย
ในที่สุด เขาก็เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“ทาสปีศาจ... เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
ทุกคนเงียบงัน
“พวกมันฆ่าเพื่อสะสมวิญญาณและซากศพ คือขั้นตอนแรกในการอัญเชิญปีศาจชั้นสูง พื้นที่แถบนั้นอยู่ในอันตรายเต็มขั้น”
เขาพับภาพร่างอย่างระวัง แล้วลุกขึ้นพร้อมเสียงคำสั่งชัดถ้อยชัดคำ
“เตรียมพร้อมรบเต็มกำลัง ออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า”
จบคำ เขาก็เดินออกจากโรงแรม พร้อมพกพาภาพร่างนั้นติดตัวไปด้วย...