เมื่อเห็นสีหน้าของเซียวจวิ้นอันมิได้เป็นไปตามที่คาดไว้ท่านหมอเฉียนก็บังเกิดความสงสัย หันไปมองเขาด้วยความฉงน“ท่านอ๋อง หากสามารถสร้างอาวุธจากวัสดุเช่นนี้ได้พลานุภาพแห่งกองทัพของท่าน ย่อมต้องเหนือกว่าองค์รัชทายาทอย่างมากขอรับ!”
พอพูดถึงเรื่องนี้น้ำเสียงของเขาก็พลันตื่นเต้นจนแทบควบคุมไม่ได้ “ถึงเวลานั้นโอกาสแห่งชัยชนะของท่านจะยิ่งทวีคูณแคว้นเยว่ของเราก็จะไม่ต้องหวาดหวั่นต่อแคว้นใดอีกต่อไป...”
เขาอาจจะมิเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้มากนักแต่ก็เข้าใจดีว่าอาวุธที่ดี จะส่งผลต่อการยกระดับแสนยานุภาพได้อย่างไร
“ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า แต่ว่า…” เซียวจวิ้นอันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย“เรื่องนี้ เกรงว่าคงมิได้ง่ายดายอย่างที่เจ้าว่าเจ้ามิต้องเข้าไปก้าวก่าย ข้าจะหาทางหยั่งเชิงดูเอง”
ครอบครัวตระกูลซูมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์เพียงใดแม้แต่เขายังอดหวั่นไหวมิได้ นับประสาอะไรกับคนนอก
ครอบครัวตระกูลซูในยามนี้มิใช่ง่ายที่จะหลอกลวงย่อมต้องกุมความลับไว้แน่นหนา ผู้อื่นยากที่จะสืบเสาะ
ความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัวตระกูลซูถึงแม้ในยามนี้จะดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งยังบรรลุข้อตกลงความร่วมมือแต่ตัวเขาเองก็สัมผัสได้ว่า ครอบครัวตระกูลซูยังมิได้วางใจในตัวเขาอย่างแท้จริงโดยเฉพาะซูอี้หว่าน
ดังนั้นเรื่องราวของวัตถุชนิดนี้จึงมิอาจเร่งรัดได้
ท่านหมอเฉียนมิเข้าใจความหมายของเขาหากแต่ก็เข้าใจว่าเซียวจวิ้นอันเป็นผู้ที่มีความสุขุมรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไรจึงมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงพยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ”
“อืม” เซียวจวิ้นอันพยักหน้าอย่างแผ่วเบาแล้วพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากถาม “จริงสิยามนี้แม่ทัพซูอยู่ที่ไหน? เจ้าติดต่อเขาได้หรือยัง?”
เครือข่ายข่าวกรองของเขาถึงแม้จะยังมิถูกทำลายจนสิ้น ทว่าในยามนี้เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวเขาจึงมิกล้าใช้สุ่มสี่สุ่มห้า เพราะเกรงว่าจะนำมาซึ่งความสงสัยดังนั้นเรื่องราวบางอย่าง มอบให้ท่านหมอเฉียนจัดการจึงจะเหมาะสมกว่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้นท่านหมอเฉียนก็พยักหน้า “แม่ทัพซูในยามนี้อยู่ที่ชายแดนหากจะเดินทางกลับมายังเมืองอวิ๋นเฉิง เกรงว่าต้องใช้เวลาอีกหลายวันทว่าข้าได้ติดต่อกับเขาแล้วขอรับ”
หลังจากครุ่นคิดแล้วท่านหมอเฉียนจึงกล่าวเสริมอีกประโยค “ข้าเพียงกล่าวว่าท่านอ๋องทรงพระสำราญดีมิได้กล่าวถึงว่าท่านประทับอยู่ที่ใดทั้งยังกำชับเขาว่ามิอาจกล่าวกับผู้อื่นโดยเด็ดขาดขอรับ”
“อืม” เซียวจวิ้นอันพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีแล้วข้าเกรงว่าแม่ทัพซูจะเป็นกังวลจนเกินไป”
สำหรับแม่ทัพซูผู้นี้เขายังคงวางใจอยู่ หากแต่คนข้างกายเขาจะสามารถวางใจได้ทั้งหมดหรือไม่
ประการต่อมาเขามิได้ปรารถนาให้เรื่องราวเป็นเช่นนี้ จนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับแม่ทัพซูมิฉะนั้นแล้ว ในภายภาคหน้า เขาจะทรงอำนาจเหนือแคว้นเยว่ได้อย่างไร?
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด แล้วจงหลีกเลี่ยงมิให้ผู้อื่นสงสัยด้วย”
ทว่าเขาครุ่นคิดแล้วจึงกล่าวอีกว่า “ท่านกลับไปก่อนเดี๋ยวข้าก็จะไปดูที่สถานพยาบาลเช่นกัน”
ในเมื่อวันนี้เป็นวันเปิดทำการวันแรกของสถานพยาบาลเขาไปดูสถานการณ์ก็เป็นเรื่องปกติคงคิดว่าซูอี้หว่านคงมิมีเหตุอันใดให้ต้องเคลือบแคลงใจ
อีกทั้งซูอี้หว่านแต่เดิมก็ทราบดีว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับท่านหมอเฉียนเขาจึงไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีหลีกเลี่ยงต่อหน้านาง
สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างแท้จริงคือบุคคลอื่น
เมืองอวิ๋นเฉิงในยามนี้ถึงแม้ภายนอกจะดูสงบสุข แต่ทุกคนต่างทราบดีว่า ภายใต้ความสงบนี้ย่อมซ่อนไว้ซึ่งคลื่นใต้น้ำอันปั่นป่วน
แม้ดูเผินๆการตรวจค้นจะหย่อนยานลงมาก แต่สายลับที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังนั้นย่อมไม่อาจละเลย ถึงแม้บัดนี้จะมีป้ายประจำตัว มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายก็ยังไม่อาจวางใจว่าจะไม่ถูกเปิดโปงโดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานะหมอหลวงเฉียนเป็นที่รู้กันทั่ว เขาจึงต้องระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น
รอจนกระทั่งท่านหมอเฉียนจากไปได้ครู่หนึ่งเซียวจวิ้นอันจึงค่อยๆ เดินออกไปอย่างไม่รีบร้อน มุ่งหน้าไปยังสถานพยาบาล
ยามนี้ผู้คนบนท้องถนนมิใช่น้อยแต่เมื่อล่วงเข้าเขตถนนสถานพยาบาล ความครึกครื้นกลับดูเบาบางลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าสถานพยาบาล กลับเงียบสงัดวังเวงมิได้มีเค้าลางของร้านเปิดใหม่แม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งนี้ก็มิได้แปลกอันใดท้ายที่สุดพวกเขาก็เปิดสถานพยาบาล มิใช่ร้านค้าอื่นๆ คนทั่วไปหากมิได้เจ็บป่วยก็มิได้มุ่งหน้าไปยังสถานพยาบาลอยู่แล้ว
เมื่อเข้ามาในสถานพยาบาลเซียวจวิ้นอันก็เริ่มสังเกตการจัดวางภายในเห็นได้ว่าแม้แต่ตู้ยาที่เก็บสมุนไพรก็ยังแตกต่างจากสถานพยาบาลอื่นๆมีความพิถีพิถันยิ่งกว่า เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจฝีมือของซูอี้โจวนั้นยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง
เขาอดมิได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวของอาวุธที่ท่านหมอเฉียนกล่าวถึงก่อนหน้านี้หากใช้วัสดุโลหะเช่นนั้น โดยซูอี้โจวเป็นผู้สร้างสรรค์คาดว่าจะสามารถสร้างสรรค์อาวุธวิเศษที่ไม่ธรรมดาได้อย่างแน่นอนถึงตอนนั้นแสนยานุภาพของแคว้นเยว่ ย่อมต้องเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
เมื่อคิดถึงตรงนี้แม้แต่เขายังไม่อาจระงับความตื่นเต้นในใจได้
เพียงแต่เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบไม่อาจเร่งรีบได้
ซูอี้หว่านกำลังตั้งใจอ่านตำราแพทย์พลันได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาที่หน้าประตู จึงเงยหน้ามองไปยังต้นเสียงเมื่อเห็นว่าเป็นเซียวจวิ้นอันมาเยือน ในดวงตาพลันฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยเพียงครู่เดียวนางก็ลุกขึ้นเดินไปหาเขา พลางยิ้มถามว่า"เจ้ามาได้อย่างไร?"
เซียวจวิ้นอันก็ยิ้มให้นางเช่นกัน“สถานพยาบาลเปิดทำการในวันนี้ ข้าก็ต้องมาดูสักหน่อยเพียงแต่ในยามนี้ข้าก็มิมีของขวัญอันใดจะมอบให้ คำโคลงคู่ [1] นี้ข้าเขียนขึ้นด้วยตนเอง เจ้าอย่าได้รังเกียจ”
กล่าวพลางก็หยิบคำโคลงคู่ที่เขียนบนกระดาษสีแดงออกมาจากสาบเสื้ออย่างน่าอัศจรรย์
ซูอี้หว่านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยไม่คาดคิดว่าเขายังใส่ใจถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าคำโคลงคู่นี้เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อใด
นางยื่นมือออกไปรับค่อยๆ คลี่ออก เห็นเพียงบนนั้นเขียนว่า ‘สมุนไพรเข็มเงินขจัดโรคภัยด้วยใจเมตตาหัตถ์วิเศษคุ้มภัย’
‘หัตถ์วิเศษใจเมตตา?’ ซูอี้หว่านยิ้มพลางมองไปยังเขา“ดูเหมือนว่าท่านจะให้เกียรติข้าสูงยิ่ง”
ถึงแม้ว่านางจะมั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของตนเองเป็นอย่างมากแต่การนำคำกลอนเช่นนี้ไปติดไว้ เกรงว่าผู้อื่นจะคิดว่านางหลงตัวเองเกินไปหรือไม่?
แม้ในใจจะกังวลถึงข้อครหาซูอี้หว่านก็มิได้ขัดขวางเซียวจวิ้นอัน นำป้ายคำโคลงคู่นี้ไปประดับไว้ที่หน้าประตู
เดิมทีเซียวจวิ้นอันหมายมาพิจารณาชายที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งหมอเฉียนได้กล่าวไว้มิแน่ว่าชายผู้นี้อาจเป็นคนขององค์รัชทายาทเขาอดคิดไม่ได้ว่าชายผู้นี้อาจมีส่วนพัวพันกับเรื่องราวของเขาจึงรีบรุดมาด้วยความร้อนใจ
ทว่าในยามนี้คนผู้นั้นกลับมิอยู่
สายตาหยุดอยู่ที่ม่านที่ห้อยลงมาเซียวจวิ้นอันก็เข้าใจในทันทีว่า คนต้องอยู่ในห้องด้านใน
เขาครุ่นคิดแล้วชี้ไปยังม่าน“ด้านในคือสิ่งใด ข้าขอเข้าไปดูได้หรือไม่?”
“ด้านใน?”
ซูอี้หว่านคลี่ยิ้มบางสายตาของนางเหลือบมองไปยังท่านหมอเฉียนก็พลันกระจ่างแจ้ง แล้วจึงพยักหน้ารับ“ในเมื่อเจ้ามาแล้ว แน่นอนว่าได้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดา
ก็ไม่แปลกใจที่ท่านหมอเฉียนออกไปแล้วกลับมาไม่นานเซียวจวิ้นอันก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าท่านหมอเฉียนที่ออกไปก่อนหน้านี้คงไปกระซิบกระซาบบอกข่าวให้เซียวจวิ้นอันเป็นแน่
ซูอี้หว่านตระหนักดีจึงมิได้ถือโทษโกรธเคือง นางเพียงแค่อยากรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของจวิ้นอันคือผู้ใดทำไมท่านหมอเฉียนถึงได้ให้ความเคารพนับถือเขาเป็นพิเศษถึงเพียงนั้น?
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของนางที่จับจ้องเซียวจวิ้นอันยังคงสีหน้าเรียบเฉย ส่งยิ้มบางๆ ให้นางแล้วจึงหันกายเดินไปยังม่านผืนนั้น
เมื่อยกมือขึ้นเปิดม่านภาพบนเตียงปรากฏแก่สายตาของเซียวจวิ้นอัน สีหน้าของเขาก็พลันแข็งทื่อไป
เชิงอรรถ
[1]คำโคลงคู่ คือ บทกลอนมงคลสั้นๆ สองบท มีความยาวเท่ากันและมีความหมายสัมพันธ์หรือขัดแย้งกันมักเขียนบนกระดาษสีแดงและติดไว้ที่ประตูหรือเสา