ตอนที่ 17 :ลมหายใจแรกหลังพายุ
เสียงฆ้องเรียกคนลงงานดังขึ้นก่อนแสงเช้าจะพ้นแนวเขา
หนึ่งครั้งยาว ตามด้วยเสียงสั้นอีกสามครั้ง
ประตูบ้านหลายหลังเปิดออกแทบพร้อมกันผู้ชายสะพายจอบเดินไปทางแปลงมันฝรั่งผู้หญิงกับกลุ่มเยาวชนมุ่งหน้าไปยังลานตากธัญพืชส่วนคนมีเกวียนนำเชือกกับกระสอบไปตรวจที่คลัง
หลินซูเหยานั่งอยู่บนคั่งฟังเสียงฝีเท้าผ่านหน้ากระท่อมไปทีละกลุ่ม
ไม่มีใครมาเรียกเธอ
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเสียงฆ้องเคยเป็สิ่งที่ต้องรีบลุกตาม ต่อให้มีไข้หรือเจ็บข้อมือหากไปช้าก็อาจถูกหักคะแนนแรงงานครึ่งวัน
หลังอาการป่วยหนักขึ้นหลินต้าจวงเป็คนไปแจ้งหน่วยผลิตว่าเธอทำงานไม่ไหวและรับธัญพืชส่วนพื้นฐานของครัวเรือนแทน
คะแนนแรงงานของเธอจึงหยุดอยู่ตรงนั้น
เสบียงยังมีคนลงชื่อรับ
แต่ข้าวกลับมาไม่ถึงกระท่อมครบตามจำนวน
หลินซูเหยามองปลายนิ้วซึ่งแผลเริ่มสมาน
ก่อนหน้านี้เธอต้องรอดก่อน
จากนี้เธอต้องกลับไปมีชื่ออยู่ในทุกส่วนของชีวิตตนเองไม่ใช่เฉพาะบนคำร้องทวงบ้าน
เธอหลับตาและก้าวเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า
แสงไฟสีขาวสว่างขึ้นเหนือศีรษะกลิ่นสะอาดของพื้นกระเบื้องแทนที่กลิ่นควันกับดินชื้นในกระท่อม
วันนี้เธอไม่ได้เดินไปยังชั้นเอกสาร ไม่คิดถึงบัญชีและไม่ทบทวนคำให้การของใคร
เธอเดินตรงไปยังห้องอาบน้ำ
น้ำอุ่นไหลผ่านเส้นผมและแผ่นหลังล้างความตึงเครียดซึ่งเกาะอยู่ในร่างกายมาหลายวันออกไปทีละน้อย
หลังอาบน้ำ เธอกินโจ๊กอุ่นครึ่งถ้วยกับไข่นึ่งเนื้อนุ่ม
อาหารไม่ได้หรูหรา
แต่ความอุ่นซึ่งไหลลงสู่ท้องทำให้เธอตระหนักว่าหลายวันที่ผ่านมาเธอเอาแต่คิดว่าจะรอดอย่างไร ต้องตอบโต้แบบไหนและควรหาหลักฐานชิ้นใด
เธอแทบลืมไปแล้วว่า การมีชีวิตอยู่ไม่ได้มีเพียงการต่อสู้
หลินซูเหยาไม่ได้นำอาหารที่เหลือออกจากห้าง
เธอดื่มน้ำอุ่นอีกแก้ว เปลี่ยนผ้าพันแผลให้สะอาดแล้วกลับสู่กระท่อมพร้อมสีหน้าที่มีเืฝาดขึ้นเพียงเล็กน้อย
มากพอให้ร่างกายดีขึ้น
แต่น้อยพอไม่ให้ใครสงสัย
เมื่อเปิดประตู ตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งวางอยู่ใต้ชายคา
ข้างในมีฟืนแห้งหกท่อน มันเทศหัวเล็กสามหัว และไข่ไก่หนึ่งฟอง
ไม่มีชื่อผู้ให้
มีเพียงกิ่งดอกเหมยป่าซึ่งยังไม่ผลิ วางพาดอยู่้า
หลินซูเหยามองตรอกว่างเปล่า
ม่านหน้าต่างบ้านหลังหนึ่งขยับแล้วหยุด
เธอไม่ได้ะโถาม เพียงยกตะกร้าเข้ามาในกระท่อมจากนั้นหยิบสมุนไพรแห้งสองกำซึ่งเก็บไว้ั้แ่วันก่อนใส่ตะกร้าของตน
เมื่อเดินผ่านบ้านป้าเจิ้ง เธอวางสมุนไพรไว้บนม้านั่งหน้าบ้าน
เมื่อผ่านบ้านยายโจวเธอวางมันเทศหัวหนึ่งกับฟืนสองท่อนไว้ข้างประตู
ของทุกอย่างยังน้อย
น้อยเสียจนไม่มีใครเรียกมันว่าการค้าขายได้
แต่ในหมู่บ้านซึ่งคนส่วนใหญ่เคยปิดประตูใส่เด็กกำพร้าการแลกของเล็ก ๆ โดยไม่เอ่ยชื่อกลับมีค่ามากกว่าเงิน
มันหมายความว่า คนบางคนเริ่มเชื่อว่าเธออาจยืนหยัดอยู่ได้จริง
และเมื่อเธอยืนได้การยื่นมือเข้ามาหาก็อาจไม่น่ากลัวเหมือนเดิม
หลินซูเหยาเดินต่อไปยังลานตากธัญพืช
ฝักข้าวโพดกองสูงอยู่ใต้หลังคาเพิงผู้หญิงหลายคนกำลังคัดฝักชื้นออกจากของแห้งกลุ่มเยาวชนช่วยพลิกเมล็ดซึ่งตากอยู่บนเสื่อขณะที่คนจดคะแนนแรงงานนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวเล็ก
หัวหน้าหน่วยผลิตเห็นเธอจึงขมวดคิ้ว
“พรุ่งนี้ต้องเปิดบัญชี วันนี้ยังมีแรงมาเดินดูคนทำงานอีกหรือ”
“ฉันไม่ได้มารบกวนค่ะ”
หลินซูเหยาหยุดอยู่นอกลาน ไม่ก้าวเข้าไปปะปนกับกองธัญพืช
“ฉันอยากแจ้งไว้ว่าหลังตรวจบัญชีเสร็จและหมอรับรองว่าร่างกายไหว ฉันจะกลับมาลงงานขอให้แยกคะแนนของฉันออกจากครัวเรือนลุงต้าจวงด้วยค่ะ”
มือของคนจดคะแนนหยุดอยู่เหนือหน้ากระดาษ
หัวหน้าหน่วยผลิตมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
“งานหนักคงยังไม่ไหว”
“ฉันเริ่มจากงานเบาได้ค่ะ”
“ลานตาก้าคนคัดของชื้นกับซ่อมกระสอบคิดคะแนนตามแรงงานเยาวชน ไม่เท่าคนทำงานเต็มแรง”
“ขอเพียงจดตามงานที่ฉันทำจริงก็พอค่ะ”
คำตอบไม่ได้เรียกร้องคะแนนมากกว่าคนอื่น
แต่ย้ำชัดว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครรับคะแนนหรือเสบียงแทนเธอโดยไม่ให้เธอรู้
หัวหน้าหน่วยผลิตพยักหน้า
“หลังเื่บ้านจบ ไปให้หมอเฉินตรวจ แล้วค่อยมารับงาน”
หลินซูเหยารับคำ ก่อนหันออกจากลาน
ตรงท้ายกลุ่มเยาวชนเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งกำลังช่วยแม่คัดฝักข้าวโพด เด็กคนนี้มักเดินอยู่ใกล้ยายโจวและเคยยืนมองเธอในลานประชุมหลายครั้ง
เมื่อสายตาของทั้งสองพบกัน เด็กหญิงรีบก้มหน้า
แต่ไม่นานหลังหลินซูเหยาแวะเก็บสมุนไพรตามคันนา เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ตามมาอยู่ด้านหลัง
เธอหันกลับ
เด็กหญิงคนนั้นหยุดทันที
“มีอะไรหรือคะ”
อีกฝ่ายกำชายเสื้อแน่น
“แม่บอกว่าต้นที่พี่เก็บเอาไปต้มแก้ไอได้”
“บางต้นได้ บางต้นไม่ได้ค่ะ”
หลินซูเหยานั่งยองลงชี้พืชใบคล้ายกันสองชนิดซึ่งขึ้นอยู่ข้างคันนา
“ต้นนี้เก็บได้ ส่วนต้นนี้อย่าแตะ น้ำยางทำให้คัน”
เด็กหญิงก้มดูใกล้จนเกือบเอาปลายจมูกแตะใบไม้
“ต่างกันตรงไหนคะ”
“ดูด้านหลังใบ ต้นที่ใช้ได้มีขนอ่อนน้อยกว่า และก้านไม่แดง”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างตั้งใจ
“ถ้าจำไม่ได้ อย่าเก็บเอง เรียกผู้ใหญ่ก่อน เข้าใจไหมคะ”
“เข้าใจค่ะ”
เด็กหญิงยิ้ม ก่อนวิ่งกลับไปหาเพื่อนอีกสองคน
ไม่นาน เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นกลางทุ่ง
หลินซูเหยาก้มเก็บสมุนไพรต่อ ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว
ความรู้จากห้างและชีวิตเดิมอาจช่วยให้เธอหาเงินได้ในอนาคต
แต่วันนี้ความรู้เพียงเล็กน้อยทำให้เด็กคนหนึ่งไม่เด็ดต้นไม้ผิดชนิด
เท่านี้ก็มากพอสำหรับเช้าที่เธอไม่้าเอาชนะใคร
ตอนเดินกลับกระท่อม ตะกร้าในมือข้างหนึ่งเต็มไปด้วยสมุนไพรส่วนแขนอีกข้างกอดฟืนแห้งซึ่งเก็บได้ตามแนวป่า
กองฟืนสูงจนบังทางข้างหน้าไปครึ่งหนึ่ง
เสียงรถยนต์ดังมาจากถนนดิน
หลินซูเหยาหลบเข้าข้างทาง แต่ฟืนท่อนหนึ่งกลับไหลลงจากกอง
มือใหญ่ยื่นมารับไว้ก่อนตกถึงพื้น
เธอเงยหน้า
ลู่ชิงเหอยืนอยู่ตรงหน้า
วันนี้เขาไม่ได้สวมหมวกทหารไว้บนศีรษะ แต่หนีบอยู่ใต้แขนเสื้อเครื่องแบบยังเรียบตรงเหมือนเดิม มีฝุ่นจากถนนเกาะอยู่ตรงปลายรองเท้า
รถทหารจอดรออยู่ไม่ไกล
“ผู้พันลู่”
“คุณจำผมได้แล้ว”
“คนทั้งหมู่บ้านพูดถึงคุณค่ะ”
“ผมหวังว่าพวกเขาจะพูดเื่งานมากกว่าเื่อื่น”
หลินซูเหยานึกถึงเสียงซุบซิบในหมู่บ้าน แล้วเลือกไม่ตอบ
ลู่ชิงเหอมองกองฟืนในอ้อมแขนเธอ
“คุณจะถือทั้งหมดกลับไปเองหรือ”
“ไหวค่ะ”
ฟืนอีกท่อนเลื่อนลงมา
ชายหนุ่มรับไว้ได้อีกครั้ง
เขาไม่ได้ถามซ้ำ เพียงยกฟืนครึ่งกองไปไว้ในแขนตนเอง
“ผู้พันไม่ต้องช่วยฉันทุกเื่ค่ะ”
“ผมไม่ได้ช่วยทุกเื่”
เขาออกเดินไปทางกระท่อม
“ผมแค่ไม่อยากให้คนยื่นคำร้องป่วยก่อนถึงวันเปิดบัญชี”
หลินซูเหยามองแผ่นหลังกว้างซึ่งเดินนำไปสองก้าว ก่อนตามไป
“ฉันเพิ่งไปขอกลับเข้าทำงานของหน่วยผลิตค่ะ”
ฝีเท้าของลู่ชิงเหอช้าลงเล็กน้อย
“หมออนุญาตแล้วหรือ”
“ยังค่ะ หลังเปิดบัญชีพรุ่งนี้ ฉันจะไปตรวจ”
“ถ้าหมอบอกให้ทำงานเบา ก็อย่ารับงานหนักเพราะอยากพิสูจน์อะไร”
“ฉันไม่คิดใช้ร่างกายแลกคำชมค่ะ”
“ดี”
เขาตอบสั้น ๆ
แต่ยังกระชับฟืนทั้งหมดไว้กับแขนตนเองไม่ได้คืนให้เธอแม้แต่ท่อนเดียว
“คุณมาที่หมู่บ้านเพราะเื่บัญชีหรือคะ”
“ผมมาตรวจเส้นทางส่งเสบียง”
“อย่างนั้นเมื่อวานก็เป็เื่บังเอิญ”
“ครึ่งหนึ่ง”
ลู่ชิงเหอตอบโดยไม่หันกลับ
“อีกครึ่งหนึ่ง ผมอยากรู้ว่าคนที่ทำให้ทั้งลานประชุมเงียบได้จะทำอย่างไรเมื่อเจอประตูล็อก”
“แล้วคุณเห็นอะไรคะ”
“เห็นคนเอากระดาษสองแผ่นไปสู้กับแม่กุญแจหนึ่งตัว”
หลินซูเหยาหลุดหัวเราะเบา ๆ
เสียงนั้นสั้นมาก แต่ทำให้คนเดินนำชะลอฝีเท้าลงอีกนิด
เมื่อถึงหน้ากระท่อมลู่ชิงเหอวางฟืนไว้ใต้ชายคาอย่างเป็ระเบียบ
“พรุ่งนี้ ตัวแทนจากคอมมูนจะมาตามวันที่ในคำร้อง”
“คุณบอกฉันได้หรือคะ”
“วันที่ประทับอยู่บนกระดาษของคุณ เื่นี้ไม่ใช่ความลับ”
เขามองเธอนิ่ง
“แต่ผมบอกไว้ก่อน ผมทำได้เพียงให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามขั้นตอนผลตัดสินขึ้นอยู่กับหลักฐาน”
“ฉันไม่ได้้าให้คุณตัดสินแทนค่ะ”
“ผมรู้”
คำตอบมาเร็วเกินกว่าที่เธอคาด
“ถ้าคุณ้าคนช่วยชนะคุณคงไม่เตรียมกระดาษสองฉบับไปั้แ่แรก”
ลมพัดกิ่งดอกเหมยป่าในตะกร้าหน้าประตูให้สั่นไหว
หลินซูเหยาสบตาเขา
“ฉันยังไม่รู้ชื่อเต็มของคุณเลยค่ะ”
ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบ
“ลู่ชิงเหอ”
“หลินซูเหยา”
“ผมรู้”
คราวนี้เธอเป็ฝ่ายเงียบ
เสียงทหารจากรถเรียกผู้บังคับบัญชาอยู่ไกล ๆลู่ชิงเหอจึงสวมหมวกกลับ
ก่อนจากไป เขามองบานประตูกระท่อมซึ่งเอียงจนปิดไม่สนิท
“คืนนี้ลงกลอนให้ดี”
“ฉันทำทุกคืนค่ะ”
“ดี”
เขาเดินกลับไปขึ้นรถโดยไม่กล่าวอะไรอีก
หลินซูเหยายืนอยู่ใต้ชายคาจนรถเลี้ยวพ้นแนวบ้าน
จากนั้นจึงก้มมองกองฟืนซึ่งถูกวางเรียงไว้เรียบร้อยเกินฝีมือของเธอ
หัวใจไม่ได้เต้นแรง
ไม่มีความรู้สึกหวือหวาเหมือนเื่รักที่เธอเคยเห็นในภาพยนตร์
มีเพียงความอุ่นบางอย่าง คล้ายได้รู้ว่า ในวันที่เธอต้องสู้เองยังมีคนหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเธอไม่ได้ขอให้ใครมาสู้แทน
บ่ายวันนั้น เสียงฆ้องดังขึ้นจากลานหมู่บ้านอีกครั้ง
หัวหน้าหน่วยผลิตประกาศว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะเปิดบัญชีเก่าต่อหน้าตัวแทนจากคอมมูนและห้ามคู่กรณีเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านอิฐจนกว่าการตรวจจะเสร็จสิ้น
คนทั้งหมู่บ้านได้ยินชัดเจน
หลินซูเหยาเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งปลอดเมฆ
พายุยังไม่ผ่านไปทั้งหมด
แต่เป็ครั้งแรกที่เธอมีเวลาหายใจก่อนต้องเดินเข้าไปกลางฝนอีกครั้ง
คืนนั้น หมู่บ้านดับตะเกียงเร็วกว่าปกติ
หลินซูเหยากำลังจะหลับเสียงเคาะเบาและรวดเร็วก็ดังขึ้นตรงประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ใครคะ”
“ฉันเองค่ะ”
เสียงเด็กหญิงซึ่งตามเธอไปดูสมุนไพรตอบอย่างหอบเหนื่อย
“พี่ซูเหยา บ้านลุงต้าจวงกำลังขนของออกค่ะ”