“นี้ข้า…”
วิสัยทัศน์ของเฮเดสถูกแยกออกเป็นสองส่วน
ภาพสุดท้ายที่มันจำได้ คือภาพของสัตว์ตัวเล็กสีทองที่น่ารำคาญ
มันจำได้ว่าเจ้าตัวเล็กนั้นพุ่งเข้าใส่อย่างไม่หวั่งเกรงความตาย
จำได้เพียงเท่านั้น... ก่อนที่สมองและใบหน้าจะถูกผ่าแยกครึ่งออกจากกัน
สติและไฟชีวิตที่เหลืออยู่กำลังมอดดับลง
“ข้า… กำลังจะตายหรือ? ”
พอคิดได้เช่นนั้น น้ำตาก็เริ่มไหลนองใบหน้า
“ข้ายังไม่อยากตาย…”
มันกรีดเสียงร้องแหบแห้งสุดชีวิต
พยายามที่จะเคลื่อนไหว
พยายามที่จะยื้อชีวิตให้ยาวนานออกไป
แต่มันทำไม่ได้
มันเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ข้ายัง… ไม่ได้เจอเทพตัวน้อยเลย…”
อยากจะเจอ อยากจะเห็นตัวตนในตำนานที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง
อยากเห็นเทพเจ้าตัวเล็กที่เลี้ยงดูบรรพบุรุษของพวกเราในอดีต…
ข้า… อยากเจอ…
…~
วันที่ 16 เอนมูว์ทัวร์
เดือนแห่งความเศร้าที่ใบไม้ร่วงโรย
หนึ่งในเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่ของทวีปได้ร่วงโรยจากไปอีกหนึ่ง
เจ้าป่าที่เคยสร้างสมดุลให้กับทวีปทั้งแปดตัว ได้ตายลงไปแล้วสามตัว
ตัวที่หนึ่งคือจ่าฝูงของปรสิตที่สิงสู่ผืนป่าใน [หุบเขาสีชาด]
ตัวที่สองคือจ่าฝูง สไปเดอร์-อาบอก แห่งผืนป่า [เส้นด้ายดำ]
ตัวที่สามคือเตาไร้ขาขนาด 60 เมตร ผู้ปกครอง [ถ้ำดอกบัวเฮเดส]
สัตว์ทั้งสามที่ตายลงไปนั้น เริ่มเป็นที่รับรู้กันของเจ้าป่าที่เหลือโดยสัญชาตญาณ
เขตแดนที่ไร้จ่าฝูง ย่อมเป็นที่หมายตาของเจ้าป่าในเขตอื่นให้เข้ามาแย่งชิงดินแดนปกครอง
สมดุลของทวีปกำลังจะเปลี่ยนไป
ทวีปของพวกเขาที่เคยรู้จักกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
***
หนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์เฮเดสบุกถล่มเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์สัตว์
วันที่ 17 เอนมูว์ทัวร์
ข่าวลือของนักเขียนข่าวอิสระบนหน้าเว็ป [โยเยล] กำลังถูกแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างเพียงชั่วข้ามคืน
ข่าวการล่มสลายเมืองหลวงเผ่ามนุษย์สัตว์
ข่าวการถือกำเนิดของวีรบุรุษแห่งเทพเจ้าโนอาร์
ข่าวลือเช่นนั้นกำลังกระจายไปทั่วเมืองทั้งหกแห่งที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของทวีป [เทวภูมิ]
ข่าวลือเหล่านี้ได้สร้างความแตกตื่นไปทั่ว โดยเฉพาะกับเผ่ามนุษย์มดที่มีพื้นที่ปกครองถึงห้าในหกเมืองที่พวกเขามี
เพราะข่าวที่ถูกแพร่ออกมานั้น มันมี [ภาพ] บันทึกของบุรุษสิงโตที่สามารถฟันสัตว์ยักษ์ขนาดหกสิบเมตรขาดครึ่งได้อย่างง่ายดายรวมอยู่ด้วย
ภาพบันทึกนั้นออกจะเหนือสามัญสำนึกใดที่พวกเขารู้จัก
มันเป็นภาพจริงที่ไม่ได้ตัดต่อ เพราะหากเป็นภาพตัดต่อ คงมีคนพิสูจน์ความจริงนั้นไปแล้ว
ภาพการต่อสู้ที่กล้าหาญและทรงพลังของบุรุษสิงโต หากมองผ่านสายตาของเผ่ามนุษย์สัตว์ จะเห็นว่าเป็นภาพของวีรบุรุษผู้กล้า
แต่ในทางกลับกัน หากมองผ่านสายตาของผู้รุกรานอย่างพวกเขา มันก็คือภาพของจอมปีศาจที่น่าหวาดกลัวดี ๆ นี่เอง
ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มวิตก ว่าแผนการอพยพอาจจะไม่เป็นไปตามที่เหล่าราชินีของพวกเขาเคยให้สัญญาเอาไว้
ทำไมเหล่าราชินีถึงไม่ขยายเมือง?
ทำไมพวกเขาถึงต้องอพยพจากทวีปเดิมที่คับแคบ เพื่อมาเจอดินแดนใหม่ที่คับแคบเช่นเดิม?
พวกเขาเคยตั้งคำถามให้ตัวเองเช่นนั้น แต่พอได้มาเห็นพลังของไพไรต์ พวกเขาก็เริ่มที่จะทราบคำตอบกันแล้ว
หรือจะเป็นเพราะหวาดกลัวพลังของชายคนนี้เช่นนั้นหรือ?
นั่นคือสิ่งที่ประชาชนของเหล่าราชินีมดคิดอยู่ภายในใจ ณ ตอนนี้
ที่ปราสาทสีเทาของราชินีแฟตแห่งเผ่ามนุษย์มด
ปราสาทหลังใหญ่อันเป็นความภาคภูมิใจหาใครเปรียบได้
มันเป็นอาคารหน้าตาประหลาดคล้ายรังไหมสีน้ำตาลที่ถูกเจาะจนพรุน
รูกว้างบนผิวเหล่านั้นถูกอุดเอาไว้ด้วยแผ่นกระจกหนา
มันสูงเหนือผิวดินขึ้นไปสิบเมตร และจมลึกลงไปใต้ดินมากกว่าสามสิบเมตร
มีเส้นทางแยกย่อยภายในราวเขาวงกต และสูงลาดชันอย่างผิดธรรมชาติ
กองกำลังทหารและคนงานเผ่ามนุษย์มดจำนวนมาก ต่างเดินไต่กำแพงด้วยขาทั้งหกอย่างเป็นระเบียบโดยไม่สนใจบันไดและลิฟท์ที่สร้างเอาไว้
เพราะว่าพวกเขากำลังเร่งรีบเข้าประจำตำแหน่งอันเนื่องจากมีประชุมด่วนเข้ามา
การประชุมสุดยอดที่มีอนาคตของพวกเขาเป็นเดิมพัน
“ตัวแทนเผ่ามนุษย์มด ราชินีทั้งห้าพร้อมแล้วค่ะ”
เสียงของราชินีแฟตดังขึ้นภายในห้องปิดตายแห่งหนึ่ง
ภายในห้องทรงโดมขนาดใหญ่ที่สูงแปดเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าสิบห้าเมตรอันหรูหรา มีราชินีจากเผ่ามนุษย์มดกับขุนศึกของพวกเธอกำลังนั่งรวมตัวกันอยู่
ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต] กับขุนศึก [สเลบ]
ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] ขุนศึก [สกัด]
ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ขุนศึก [ฮอร์เนส]
ราชินีแห่งความจู้จี้ [บอส] ขุนศึก [อลูฟ]
ราชินีแห่งความเป็นมิตร [คอมพาเนียน] ขุนศึก [คอมมิว]
พวกเขาทั้งสิบคนต่างกำลังสวมชุดสูทสีดำที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
ด้วยความเนียบและรูปร่างของราชินีที่เป็นดั่งนางพญามดขนาดสี่เมตร จึงทำให้การรวมตัวนี้ดูน่าเกรงขามอย่างสุดหาคำใดจะมาบรรยายเปรียบเปรยได้
“ประธานาธิบดีกับกลุ่มตัวแทนเผ่าพร้อมแล้วเช่นกันค่ะ”
เสียงของสตรีอีกคนหนึ่งดังขึ้นผ่านลำโพงที่ติดอยู่ในห้อง
บนเก้าอี้ว่างเปล่าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามราชินีทั้งห้าคน มีภาพโฮโลแกรมสีฟ้าของคนกลุ่มหนึ่งผุดขึ้นมา
ตัวแทนเผ่ามนุษย์ [ตั๋ง] สตรีสูงอายุที่มีใบหน้าคล้ายจิ้งจอก
ตัวแทนเผ่าภูติ [ลิลลี่] สตรีที่ถึงแม้จะมีอายุมาก แต่ยังคงความเยาว์วัยจนน่าริษยา เธอผู้มีผิวขาวนวลดั่งดอกไม้ ดูบอบบาง มีผมสีเงินยาวเป็นประกายงดงาม และมีดวงตาสีเขียวมรกตประดุจอัญมณีเลอค่า
ตัวแทนฝ่ายมนุษย์นก [ออกเซอร์] บุรุษสูงอายุผู้มีปีกพญาอินทรีสีดำน่าเกรงขาม
ตัวแทนฝ่ายยักษ์ [ดูเรียน] กษัตริย์แห่งยักษ์ ชายที่มีดวงตาสีดำ ผมสีฟ้าสั้นหวีเรียบเข้าทรง ผิวสีดำ และมีใบหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลา
ผู้นำจากตัวแทนทั้งสี่เผ่านั้น กำลังร่วมประชุมผ่านทางไกลจากทวีปคริสตัลอันเป็นบ้านเกิดของพวกเขา
ถึงจะยิงดาวเทียมไม่ได้เพราะลำแสงจากหอคอยโนอาร์ แต่ด้วยระบบเสาสัญญาณที่ติดตั้งในมหาสมุทร เลยทำให้พวกเขาสามารถสื่อสารผ่านทางไกลเช่นนี้ได้
“ข้ามการทักทายที่น่าเบื่อแล้วรีบเข้าประเด็นหลักเลยดีกว่านะ ยัน~”
ตัวแทนเผ่าภูติ [ลิลลี่] กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดตัดเข้าการประชุมในทันที
“ได้ค่ะ พวกท่านได้เห็นภาพที่ส่งไปแล้วใช่ไหมคะ? ”
“เห็นแล้วละราชินีแฟต...”
“สามารถตัดมิติให้แยกจากกันได้? อาวุธบ้าอะไรของพวกมันกันเนี่ย? ”
“ก็เคยสังหรณ์ใจแปลก ๆ ตั้งแต่ที่เห็นเลเซอร์ยิงไปทั่วน่านฟ้าแล้วละนะ แต่ไม่คิดว่าพวกเผ่ามนุษย์สัตว์จะทำได้ถึงขนาดนี้เลยนะเนี่ย”
“ตกลงตัวตนที่ชื่อว่า [โนอาร์] คืออะไรกันแน่? อาวุธโบราณ? เทพเจ้า? หรือแค่หุ่นยนต์? ไม่สิ ที่สำคัญคือตกลงมันเป็นภัยกับพวกเราหรือไม่ใช่กันแน่? "
การประชุมวันนี้มีเพื่อกำหนดทิศทางที่พวกเขาจะเลือกเดิน
เลือกที่จะเป็นศัตรูแล้วหาทางทำลายโนอาร์ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามกับเผ่ามนุษย์สัตว์อีกครั้ง
หรือเลือกที่จะผูกมิตรกับโนอาร์ แล้วคงรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้
มิตรหรือศัตรู ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็จำเป็นที่จะต้องดูท่าทีของอีกฝ่ายด้วย
ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามทำท่าจะเป็นศัตรู การเปิดฉากโจมตีหรือหาทางรีบมือก่อนย่อมเป็นการกระทำที่ฉลาดกว่า
เรื่องราวมันคงไม่ชวนซับซ้อนปวดหัวขนาดนี้ ถ้าหากว่าทวีปนี้คือทวีปร้างไร้ผู้คน
แต่ความจริงมันไม่ง่ายเช่นนั้น
พวกเขาพึ่งค้นพบว่าทวีปแห่งนี้ แท้ที่จริงมีชนเผ่ามนุษย์สัตว์อาศัยอยู่ก็เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
การเผชิญหน้ากับชนเผ่ามนุษย์สัตว์ครั้งแรกกับพวกเขาไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก
พวกเขาทำสงครามกัน
สงครามทำให้เกิดความแค้น ความแค้นทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่
ความแค้น ความเกลียดชัง และความกลัวทำให้การเจรจาเป็นเรื่องที่ยากขึ้น
เป็นโชคดีของพวกเขาที่ชนเผ่าสัตว์ด้อยทางด้านเทคโนโลยี เลยทำให้พวกเขายอมก้มหัวเชื่อฟังพวกเขาอยู่
แต่พวกเขารู้ดีว่าการปกครองด้วยความหวาดกลัว ย่อมนำไปสู่ความวิบัติในท้ายที่สุด
ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ หยุดขยายเมืองเพื่อหยุดการรุกรานทวีปของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ แล้วหันมาเจรจาต่อรองเป็นการจ่ายเงินเช่าที่ดินเพื่อขออยู่อาศัย รวมไปถึงการทำธุรกิจต่าง ๆ อย่างการทำเหมืองแร่ร่วมกับชนเผ่ามนุษย์สัตว์
ถ้าหากทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากการมาเยือนของพวกเรา เผ่ามนุษย์สัตว์เองก็คงยินดีกับการมาของพวกเรา
พวกเขาคิดเช่นนั้น
แผนการดำเนินมาอย่างราบรื่น พวกราชินีทั้งห้าพยายามควบคุมความไม่พอใจของประชาชนตัวเอง รวมไปถึงปรับเปลี่ยนนิสัยของการขยายพันธุ์ของเผ่าตัวเองอย่างสุดความสามารถ
มีการเจรจาตั้งเหมืองแร่ การเข้าหุ้นและทำการค้ากับชนเผ่าหนูที่ชาญฉลาด
โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนเพื่อแลกเรียกรู้วัฒนธรรมของพวกเด็ก ๆ เองก็ทำท่าจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
พวกเขาคิดว่าอีกไม่นาน ความบาดหมางคงจะหมดลงไปเอง
แต่ในเวลานี้กลับมีตัวละครใหม่กระโจนเข้าสู่แผนการของพวกเขาอย่างไม่คาดคิด
นั่นคือ [โนอาร์] กับ [ไพไรต์]
[โนอาร์] กับ [ไพไรต์] คือชื่อที่พวกเขาเหล่าผู้นำฝั่งทวีปคริสตัลได้ยินหลังจากผ่านสงครามมาได้เพียงไม่กี่วัน
ในรายงานระบุว่าทั้งสองคนเป็นบุคคลสำคัญ เป็นเสมือนเทพเจ้าและสาวกของเทพในสายตาของเผ่ามนุษย์สัตว์
แต่เนื่องจากคำว่า [เทพเจ้า] เป็นคำแสลงหูสำหรับผู้ใหญ่หลายคนที่เคยผ่าน [ยุคสงคราม] ในอดีตมาก่อน พวกเขาเลยไม่ค่อยให้คุณค่าในตัวตนของ [โนอาร์] กับ [ไพไรต์] เท่าไหรนัก
แต่มาวันนี้ ตัวตนที่พวกเขาเคยละความสนใจ กลับมีพลังอันน่าเหลือเชื่อแสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์
"จากการตรวจสอบและข้อมูลของหลายฝ่าย ตอนนี้มั่นใจได้แล้วว่า [โนอาร์] เป็นหุ่นยนต์จากอารยธรรมโบราณ ส่วน [ไพไรต์] เป็นเสมือนเจ้านายที่ใช้งานเธออีกทีค่ะ และทั้งคู่นั้นมีพลังอันน่าเหลืออย่างที่เทคโนโลยีพวกเราทาบไม่ติดค่ะ"
รายงานของแฟตทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกเป็นกังวล
เพราะทุกคนกำลังคิดถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือการที่พวกเผ่ามนุษย์สัตว์ใช้พลังที่ว่ามาโจมตีใส่พวกเขา
“แฟต ในสายตาเธอ คิดว่าสองคนนั้นเป็นศัตรูหรือมิตร? ”
ดูเรียนถามราชินีแฟตอีกครั้ง
“จากสายข้อมูลของลูกฉันที่เข้าไปใกล้ชิดกับเขาโดยบังเอิญ ฉันมองว่าเขาพร้อมที่จะหันคมเขี้ยวมาทางพวกเราได้ทุกเวลาค่ะ”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น? ”
“ลูกของฉันบอกว่าเขาเหมือนคนที่เก็บกดบางอย่างเอาไว้ ราวกับมีบางอย่างคอยกระซิบบอกเขาว่าไม่ให้เป็นมิตรกับพวกเรามากจนเกินไปค่ะ”
“อืม…”
พวกผู้นำต่างเริ่มขบคิดจากข้อมูลที่แฟตรายงานให้พวกเขาฟัง
“ช่วยไม่ได้ งั้นให้ตีความว่าเป็น [ตัวอันตราย] ไปก่อนเลย”
การมีตัวตนของไพไรต์กับโนอาร์ ทำให้พวกเขาเริ่มประเมินเผ่ามนุษย์สัตว์สูงมากขึ้น
ถึงระดับอารยธรรมที่เห็นจะอยู่ในยุคโบราณที่ใช้แค่ดาบกับธนู แต่พวกเขาเองก็มีซากโบราณที่ล้ำยุคซุกซ่อนเอาไว้อยู่เช่นกัน
ถึงพวกมนุษย์สัตว์จะยังไม่รู้วิธีควบคุมพวกมัน แต่ตอนนี้กลับมีชายคนหนึ่งที่สามารถใช้งานมันได้สำเร็จปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว
ถ้าทำตัวใจเย็นดูถูกมองว่าไร้พิษภัยต่อไป คงได้เจ็บตัวในภายหลังแน่นอน
"พลังในระดับที่สามารถตัดมิติได้…"
"แถมยังมีเรื่องประตูมิติที่แจ้งเข้ามาอีก"
"ถ้าเผ่ามนุษย์สัตว์ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีพวกนี้ได้ละก็…"
ได้เกิดสงครามอีกรอบอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน
พวกเขาคิดเหมือนกันเช่นนั้น
"ถามจริงเถอะ แทนที่จะมาเสียเวลาคิดรับมือสงครามที่ไม่รู้ว่าจะเกิดไม่เกิด หาทางควบคุมประชากรของเผ่ามนุษย์มดให้ได้ก่อนจะง่ายกว่าหรือเปล่า? [โอเปอร์] [บอส] และ [คอมพาเนียน] พวกเจ้าจะลดการปั้มประชากรเหมือนกับ [แฟต] หรือ [ฟรีด้า] ไม่ได้เลยหรือ? ขอพูดตามตรงว่าปัญหาของการรุกรานทุกวันนี้ มันเกิดจากเผ่าของพวกเจ้าทั้งนั้นเลยนะ"
ทวีปคริสตัลที่พวกเขาอาศัยอยู่แต่เดิมนั้น ถูกแบ่งเขตปกครองออกเป็นห้าเผ่า โดยมีเมืองคริสตัลเป็นเมืองศูนย์กลางที่ไม่ขึ้นตรงอยู่ใต้การปกครองของเผ่าใด ๆ
เผ่ามนุษย์ เผ่ามนุษย์มด เผ่ายักษ์ เผ่าภูติ และเผ่ามนุษย์นก
ด้วยสัญญาที่แบ่งอย่างเท่าเทียม เลยทำให้เผ่าทั้งห้าของทวีปคริสตัลยุติความขัดแย้งกันได้
แต่หากเทียบกับสัดส่วนประชากรแล้ว จะพบว่ามีเผ่ามนุษย์มดที่ได้ทรัพยากรต่อหัวน้อยที่สุด
เพราะพวกเขามีจำนวนเยอะมากจนพื้นที่อาศัยไม่พอใช้
จะให้ขอแบ่งดินแดนจากเผ่าอื่นมาใช้หรือ?
แน่นอนว่าไม่มีใครยอม
แต่จะให้ทำสงครามก็ใช่เรื่อง ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มโครงการออกค้นหาทวีปใหม่เพื่อการอยู่อาศัย
ซึ่งนั่นคือทวีปที่พวกเขาเจอในทิศตะวันตก
ทวีปที่พวกเขาเรียกมันว่า [ดรีมแลนด์] (ดินแดนแห่งฝัน) แห่งนี้
"คุณออกเซอร์ค่ะ ปลาหยุดคลอดลูกไม่ได้ฉันใด พวกเราเองก็หยุดไม่ได้ฉันนั้นค่ะ อายุขัยเฉลี่ยของพวกเรามีเพียง 40 ปี ผิดกับเผ่าอื่นที่ยืนยาวถึง 70-90 ปี แถมปีหน้าพวกเราเองก็อายุย่างเข้า 40 กันแล้ว มันเป็นสัญชาตญาณที่ทำเพื่อการอยู่รอดของเผ่า เพราะอายุสั้น พวกเราจึงจำเป็นต้องผลิตลูกหลานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ"
แฟตคือคนที่ตอบคำถามของบุรุษมนุษย์นก
แฟตเป็นหนึ่งในราชินีที่รู้จักควมคุมตัณหาตัวเอง รู้จักควบคุมประชากร แต่กระนั้นตัวเธอก็ยังยอมรับว่ายากที่จะทำให้เป็นจริงได้สำเร็จ
ถึงจะรู้ดีว่าเป็นการนำปัญหาที่ยุ่งยากมาให้ในอนาคต แต่จะให้แก้ทัศนคติที่เชื่อมโยงลึกไปถึงสัญชาตญาณเดิมของเผ่านั้น มันยากมาก
"ต้องขอโทษที่นำปัญหายุ่งยากมาให้ พวกเรากำลังหาทางแก้ทัศนคติของการผลิตลูกหลานอยู่เช่นกันค่ะ"
"... ข้าเข้าใจแล้ว"
บางทีกว่าจะแก้ทัศนคตินี้ได้ คงอาจจะต้องรอให้ถึงรุ่นหลานเลยกระมั้ง?
ออกเซอร์คิดอยู่ในใจเช่นนั้น
"งั้นยกเลิกการอพยพแล้วถอนประชากรกลับทวีปทั้งหมดก่อน เพื่อลดความไม่พอใจของพวกเผ่ามนุษย์สัตว์ก่อนจะเป็นยังไง? ยัน~ ฉันว่าดีกว่าอยู่ที่นี่แล้วก่อความไม่พอใจมากขึ้นจนเกิดเป็นสงครามนะ ยัน~"
คราวนี้เป็นภูติผมเงินที่เสนอความเห็นของตัวเอง
"อยากทำอยู่ แต่ประชาชนของทางนี้ไม่ยอมฟังนะสิค่ะ"
แฟตพูดอย่างเหนื่อยล้า
อำนาจในตัวเธอรวมถึงราชินีคนอื่น ๆ กำลังจะหมดความสำคัญลง
พวกเธออายุมากแล้ว ดีไม่ดีอาจจะสิ้นอายุขัยภายในปีนี้หรือไม่ก็ปีหน้า
คนในเผ่าเองก็เริ่มมองหาคนที่จะขึ้นมาเป็นราชินีกับขุนพลรุ่นถัดไปกันแล้วด้วย
ถึงเผ่ามนุษย์มดจะมีจุดเด่นเรื่องความสามัคคี แต่ยามที่เปลี่ยนพลัดรุ่นจะแตกแยกมากเป็นพิเศษ
พวกเขาจะแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อเพ้นหาคนที่จะมากุมอำนาจสูงสุดของเผ่ากัน
บางที่ถึงขั้นฆ่ากันอย่างไม่มีความปราณีในสายเลือดเดียวกันเลยก็มี
"พวกที่พูดว่าจะยึดทวีปนี้มาเป็นของตัวเอง ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษเลยค่ะ"
แฟตพูดด้วยน้ำเสียงราวกับคนที่กำลังกลืนยาขมลงคอ
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันฟะ--- ขอละแฟต... รวมถึงราชินีอย่างพวกเธอทุกคนเลย ช่วยใช้ความสามารถที่เธอเคยทำให้พวกเราทึ่งใน [ยุคสงคราม] ใช้ความฉลาดนั้นหยุดความบ้าคลั่งของคนในเผ่าจะได้หรือเปล่า? "
คราวนี้เป็นราชาดูเรียนที่เริ่มกุมหัวของตัวเอง
"จะพยายามด้วยอายุขัยที่เหลืออยู่นี้อย่างสุดความสามารถค่ะ… ความจริงตอนนี้ฉันพอจะเจอผู้สืบทอดที่ถูกใจอยู่บ้างแล้ว และมีแผนการจะรวมห้าอาณาจักรของเผ่ามนุษย์มดให้เป็นหนึ่งเดียวอยู่ด้วยค่ะ"
"ช่วยหน่อยละกัน อย่าให้มันลามปามกลายเป็นสงครามในรุ่นของลูกพวกเราเลยนะ”
สรุปได้ว่าพวกเขากำลังงานงอก
หนึ่งคือเผ่ามนุษย์สัตว์ที่เริ่มมีศักยภาพในการต่อสู้สูงขึ้น และพวกเขารู้ดีว่าในเผ่ามนุษย์สัตว์มีพวกที่ต้องการสงครามอยู่เป็นจำนวนมาก
สองคือเผ่ามนุษย์มดที่เริ่มมีปัญหาภายในเพราะกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนถ่ายรุ่นอำนาจ และดันมีเผ่ามนุษย์มดที่ต้องการยึดครองทวีปใหม่ด้วยอาวุธมากกว่าการเจรจาต่อรอง
แค่คิดว่าสองเหตุการณ์นี้มาเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็พอจะเห็นได้ถึงอนาคตที่เลวร้ายแล้ว
"อย่างแรก พวกเราต้องเพิ่มกำลังทหารเตรียมเอาไว้ก่อน อย่างที่สอง ต้องหาทางทำให้มั่นใจว่า [ไพไรต์] คนนั้นจะไม่กลายมาเป็นศัตรูของพวกเรา ถ้าจะให้ดี ดึงตัวให้มาอยู่ฝ่ายพวกเราได้จะดีมากค่ะ”
ตัวแทนเผ่ามนุษย์ [ตั๋ง] เริ่มพูดสรุปสิ่งที่พวกเขาจะต้องเริ่มทำในหลังจากนี้
"รับทราบค่ะ เรื่องของไพไรต์ เดียวฉันจะประสานงานกับทางโรงเรียนจัดการให้เองค่ะ"
"ได้ค่ะคุณแฟต ส่วนเรื่องปัญหาภายในของเผ่าพวกคุณ… พวกเราจะไม่ก้าวก่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะให้ความช่วยเหลือในขอบเขตที่รับได้เท่านั้น แบบนี้โอเคหรือเปล่าคะ? "
"เป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ"
"งั้นจบการประชุมแต่เพียงเท่านี้ เอกสารสรุปจะถูกส่งไปที่เมล์อีกครั้งภายในเย็นนี้ค่ะ"
ว่าแล้วภาพโฮโลแกรมก็จางหายไป
แนวทางของพวกเขาได้ถูกกำหนดขึ้นมาแล้ว
นั่นคือการทำยังไงก็ได้ ให้มั่นใจว่าชายที่ชื่อ [ไพไรต์] คนนั้น จะไม่กลายมาเป็นศัตรูกับพวกเขา
ใช่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ซึ่งนั่นรวมไปถึงการ [ฆ่า] ทิ้งด้วยเช่นกัน
***ในเวลาเดียวกัน
ณ มุมหนึ่งของชุมชนอพยพชั่วคราวเผ่ามนุษย์สัตว์ในโรงเรียนไพโอเนียร์
ที่แห่งนี้เองก็มีการประชุมของเผ่ามนุษย์สัตว์เกิดขึ้นเช่นกัน
แต่เป็นการประชุมลับจากคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น
กลุ่มผู้อาวุโสจากทั้งสิบชนเผ่ากำลังนั่งล้อมวงอยู่ภายในเต็นท์ขนาดเล็กกับตัวแทนกลุ่มวัยรุ่นจากฝ่ายต่อต้านผู้รุกราน
ไม่มีผู้กล้าของชนเผ่าปรากฏให้เห็นภายในเต็นท์นี้เลยแม้แต่คนเดียว
เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อใจผู้กล้าคนปัจจุบัน และมองว่าพวกเขาหมดไฟที่จะต่อสู้กับผู้รุกรานไปแล้ว
ผิดกับผู้อาวุโสที่ตั้งตนเป็นกลาง ที่ไม่เข้ากับทั้งฝ่ายต่อต้าน หรือฝ่ายที่อยากผูกมิตรกับผู้รุกราน
ดังนั้นการประชุมในครั้งนี้ที่มีฝ่ายต่อต้านเป็นหัวหอก จึงไม่มีกลุ่มของผู้กล้ารวมอยู่ด้วย
"พวกเราอยากจะช่วย [ไพไรต์] ครับ"
เด็กหนุ่มเผ่าหมาป่าคนหนึ่งกรีดเสียงดังต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสิบ
"ช่วยหรือ? "
"ใช่ครับ เมื่อวานท่านเห็นสิ่งที่ไพไรต์ทำกับเฮเดสตัวนั้นแล้วใช่ไหมครับ? "
"เห็นชัดเต็มสองตาเลยละ"
มีคนเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ที่ไพไรต์ตัดเฮเดสขนาด 60 เมตรเป็นสองส่วนเป็นจำนวนมาก
เพียงแค่พริบตาเดียว ข่าวของเขาก็ถูกกระจายออกไปทั่วสังคมของชนเผ่ามนุษย์สัตว์แล้ว
"ท่านอาจจะยังไม่รู้ แต่ไพไรต์นะเริ่มมีจิตใจโอนเอียงไปให้พวกเผ่าอสูรกายแล้วครับ เขามักจับกลุ่มคุยกับพวกเผ่าอสูรกายทุกวันเลยครับ ยิ่งมีพลังของท่านเทพโนอาร์ ก็ยิ่งน่าหวั่นใจว่าจะถูกหลอกใช้ได้นะครับ! "
หนุ่มหมาป่าพูดเช่นนั้น
หากพลังอำนาจที่ควรอยู่ฝ่ายตน ดันโอนเอียงเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับศัตรู เป็นใครก็คงรู้สึกไม่สบายใจ
พวกเขาคิดว่าควรเอาพลังนั้นมาใช้เพื่อเผ่าของตัวเองมากกว่า
"นั่นสินะ เดียวข้าคงต้องไปเตือนสติมันหน่อยแล้วละ"
ซึ่งผู้อาวุโสทั้งสิบเองก็เห็นด้วยกับหนุ่มหมาป่า
แต่สิ่งนี้ไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการเท่าไหรนัก
"คิดว่ายังไง? "
"ไม่ได้เรื่อง"
หลังจากคุยกับพวกกลุ่มอาวุโสเสร็จ พวกคนหนุ่มเลือดร้อนก็เปิดประชุมกันเองเป็นการส่วนตัวในทันที
"ดูแล้ว สงสัยพวกผู้อาวุโสคงไม่คิดจะเอาพลังนั้นมาใช้เองแน่"
ปฏิกิริยาของผู้อาวุโสในสายตาของหนุ่มหมาป่า คือภาพของชายแก่ที่ยังวางตัวเป็นกลางเหมือนเดิม
"นึกว่าพอเห็นพลังนั้นของไพไรต์แล้ว จะทำให้เริ่มมีไฟอยากยึดดินแดนกลับมา แต่คงหวังพึ่งไม่ได้แล้วละ"
หนุ่มหมาป่าถอนหายใจอย่างผิดหวัง
"แล้วจะทำยังไงต่อดีละ? "
สาวกระต่ายที่ยืนข้างหนุ่มหมาป่าถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
“คงต้องลงมือเอง…ใช่แล้ว… ถ้ามันไม่ยอมเข้าฝ่ายต่อต้านก็ถือว่าเป็นศัตรูกับเผ่าพวกเราทั้งหมด"
หนุ่มหมาป่าตอบเธอกลับ
ดวงตาของเขาเริ่มคมกริบอย่างน่ากลัว
"ถ้าผู้ถูกเลือกตายไป ท่านเทพโนอาร์คงจะต้องเลือกคนใหม่ขึ้นมาแทนแน่นอน"
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความเศร้า
เป็นความเศร้าที่ต่อโลกอันไร้เหตุผล
ทำไมต้องลงมือฆ่าคนในเผ่าเดียวกัน เพื่อปกป้องเผ่าเดียวกันด้วย?
แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น พลังที่สมควรใช้เพื่อขับไล่ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้ซะทีนะสิ?
เพื่อบ้านเกิด เพื่อแผ่นดินที่ถูกรุกราน เขาจำเป็นจะต้องทำมัน
ด้วยความคิดเช่นนี้ จึงทำให้เขาได้บทสรุปออกมาว่า
"เอาละ… พวกเรามาวางแผนฆ่าไพไรต์ด้วยกันเถอะ"