Pioneer Era

    ตอนที่ 62 ความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย

    “นี้ข้า…”

    วิสัยทัศน์ของเฮเดสถูกแยกออกเป็นสองส่วน

    ภาพสุดท้ายที่มันจำได้ คือภาพของสัตว์ตัวเล็กสีทองที่น่ารำคาญ

    มันจำได้ว่าเจ้าตัวเล็กนั้นพุ่งเข้าใส่อย่างไม่หวั่งเกรงความตาย

    จำได้เพียงเท่านั้น... ก่อนที่สมองและใบหน้าจะถูกผ่าแยกครึ่งออกจากกัน

    สติและไฟชีวิตที่เหลืออยู่กำลังมอดดับลง

    “ข้า… กำลังจะตายหรือ? ”

    พอคิดได้เช่นนั้น น้ำตาก็เริ่มไหลนองใบหน้า

    “ข้ายังไม่อยากตาย…”

    มันกรีดเสียงร้องแหบแห้งสุดชีวิต

    พยายามที่จะเคลื่อนไหว

    พยายามที่จะยื้อชีวิตให้ยาวนานออกไป

    แต่มันทำไม่ได้

    มันเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

    “ข้ายัง… ไม่ได้เจอเทพตัวน้อยเลย…”

    อยากจะเจอ อยากจะเห็นตัวตนในตำนานที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง

    อยากเห็นเทพเจ้าตัวเล็กที่เลี้ยงดูบรรพบุรุษของพวกเราในอดีต…

    ข้า… อยากเจอ…

    …~

    วันที่ 16 เอนมูว์ทัวร์

    เดือนแห่งความเศร้าที่ใบไม้ร่วงโรย

    หนึ่งในเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่ของทวีปได้ร่วงโรยจากไปอีกหนึ่ง

    เจ้าป่าที่เคยสร้างสมดุลให้กับทวีปทั้งแปดตัว ได้ตายลงไปแล้วสามตัว

    ตัวที่หนึ่งคือจ่าฝูงของปรสิตที่สิงสู่ผืนป่าใน [หุบเขาสีชาด]

    ตัวที่สองคือจ่าฝูง สไปเดอร์-อาบอก แห่งผืนป่า [เส้นด้ายดำ]

    ตัวที่สามคือเตาไร้ขาขนาด 60 เมตร ผู้ปกครอง [ถ้ำดอกบัวเฮเดส]

    สัตว์ทั้งสามที่ตายลงไปนั้น เริ่มเป็นที่รับรู้กันของเจ้าป่าที่เหลือโดยสัญชาตญาณ

    เขตแดนที่ไร้จ่าฝูง ย่อมเป็นที่หมายตาของเจ้าป่าในเขตอื่นให้เข้ามาแย่งชิงดินแดนปกครอง

    สมดุลของทวีปกำลังจะเปลี่ยนไป

    ทวีปของพวกเขาที่เคยรู้จักกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป



    ***

    หนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์เฮเดสบุกถล่มเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์สัตว์

    วันที่ 17 เอนมูว์ทัวร์

    ข่าวลือของนักเขียนข่าวอิสระบนหน้าเว็ป [โยเยล] กำลังถูกแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างเพียงชั่วข้ามคืน

    ข่าวการล่มสลายเมืองหลวงเผ่ามนุษย์สัตว์

    ข่าวการถือกำเนิดของวีรบุรุษแห่งเทพเจ้าโนอาร์

    ข่าวลือเช่นนั้นกำลังกระจายไปทั่วเมืองทั้งหกแห่งที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของทวีป [เทวภูมิ]

    ข่าวลือเหล่านี้ได้สร้างความแตกตื่นไปทั่ว โดยเฉพาะกับเผ่ามนุษย์มดที่มีพื้นที่ปกครองถึงห้าในหกเมืองที่พวกเขามี

    เพราะข่าวที่ถูกแพร่ออกมานั้น มันมี [ภาพ] บันทึกของบุรุษสิงโตที่สามารถฟันสัตว์ยักษ์ขนาดหกสิบเมตรขาดครึ่งได้อย่างง่ายดายรวมอยู่ด้วย

    ภาพบันทึกนั้นออกจะเหนือสามัญสำนึกใดที่พวกเขารู้จัก

    มันเป็นภาพจริงที่ไม่ได้ตัดต่อ เพราะหากเป็นภาพตัดต่อ คงมีคนพิสูจน์ความจริงนั้นไปแล้ว

    ภาพการต่อสู้ที่กล้าหาญและทรงพลังของบุรุษสิงโต หากมองผ่านสายตาของเผ่ามนุษย์สัตว์ จะเห็นว่าเป็นภาพของวีรบุรุษผู้กล้า

    แต่ในทางกลับกัน หากมองผ่านสายตาของผู้รุกรานอย่างพวกเขา มันก็คือภาพของจอมปีศาจที่น่าหวาดกลัวดี ๆ นี่เอง

    ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มวิตก ว่าแผนการอพยพอาจจะไม่เป็นไปตามที่เหล่าราชินีของพวกเขาเคยให้สัญญาเอาไว้

    ทำไมเหล่าราชินีถึงไม่ขยายเมือง?

    ทำไมพวกเขาถึงต้องอพยพจากทวีปเดิมที่คับแคบ เพื่อมาเจอดินแดนใหม่ที่คับแคบเช่นเดิม?

    พวกเขาเคยตั้งคำถามให้ตัวเองเช่นนั้น แต่พอได้มาเห็นพลังของไพไรต์ พวกเขาก็เริ่มที่จะทราบคำตอบกันแล้ว

    หรือจะเป็นเพราะหวาดกลัวพลังของชายคนนี้เช่นนั้นหรือ?

    นั่นคือสิ่งที่ประชาชนของเหล่าราชินีมดคิดอยู่ภายในใจ ณ ตอนนี้



    ที่ปราสาทสีเทาของราชินีแฟตแห่งเผ่ามนุษย์มด

    ปราสาทหลังใหญ่อันเป็นความภาคภูมิใจหาใครเปรียบได้

    มันเป็นอาคารหน้าตาประหลาดคล้ายรังไหมสีน้ำตาลที่ถูกเจาะจนพรุน

    รูกว้างบนผิวเหล่านั้นถูกอุดเอาไว้ด้วยแผ่นกระจกหนา

    มันสูงเหนือผิวดินขึ้นไปสิบเมตร และจมลึกลงไปใต้ดินมากกว่าสามสิบเมตร

    มีเส้นทางแยกย่อยภายในราวเขาวงกต และสูงลาดชันอย่างผิดธรรมชาติ

    กองกำลังทหารและคนงานเผ่ามนุษย์มดจำนวนมาก ต่างเดินไต่กำแพงด้วยขาทั้งหกอย่างเป็นระเบียบโดยไม่สนใจบันไดและลิฟท์ที่สร้างเอาไว้

    เพราะว่าพวกเขากำลังเร่งรีบเข้าประจำตำแหน่งอันเนื่องจากมีประชุมด่วนเข้ามา

    การประชุมสุดยอดที่มีอนาคตของพวกเขาเป็นเดิมพัน



    “ตัวแทนเผ่ามนุษย์มด ราชินีทั้งห้าพร้อมแล้วค่ะ”

    เสียงของราชินีแฟตดังขึ้นภายในห้องปิดตายแห่งหนึ่ง

    ภายในห้องทรงโดมขนาดใหญ่ที่สูงแปดเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าสิบห้าเมตรอันหรูหรา มีราชินีจากเผ่ามนุษย์มดกับขุนศึกของพวกเธอกำลังนั่งรวมตัวกันอยู่

    ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต] กับขุนศึก [สเลบ]

    ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] ขุนศึก [สกัด]

    ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ขุนศึก [ฮอร์เนส]

    ราชินีแห่งความจู้จี้ [บอส] ขุนศึก [อลูฟ]

    ราชินีแห่งความเป็นมิตร [คอมพาเนียน] ขุนศึก [คอมมิว]

    พวกเขาทั้งสิบคนต่างกำลังสวมชุดสูทสีดำที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

    ด้วยความเนียบและรูปร่างของราชินีที่เป็นดั่งนางพญามดขนาดสี่เมตร จึงทำให้การรวมตัวนี้ดูน่าเกรงขามอย่างสุดหาคำใดจะมาบรรยายเปรียบเปรยได้



    “ประธานาธิบดีกับกลุ่มตัวแทนเผ่าพร้อมแล้วเช่นกันค่ะ”

    เสียงของสตรีอีกคนหนึ่งดังขึ้นผ่านลำโพงที่ติดอยู่ในห้อง

    บนเก้าอี้ว่างเปล่าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามราชินีทั้งห้าคน มีภาพโฮโลแกรมสีฟ้าของคนกลุ่มหนึ่งผุดขึ้นมา

    ตัวแทนเผ่ามนุษย์ [ตั๋ง] สตรีสูงอายุที่มีใบหน้าคล้ายจิ้งจอก

    ตัวแทนเผ่าภูติ [ลิลลี่] สตรีที่ถึงแม้จะมีอายุมาก แต่ยังคงความเยาว์วัยจนน่าริษยา เธอผู้มีผิวขาวนวลดั่งดอกไม้ ดูบอบบาง มีผมสีเงินยาวเป็นประกายงดงาม และมีดวงตาสีเขียวมรกตประดุจอัญมณีเลอค่า

    ตัวแทนฝ่ายมนุษย์นก [ออกเซอร์] บุรุษสูงอายุผู้มีปีกพญาอินทรีสีดำน่าเกรงขาม

    ตัวแทนฝ่ายยักษ์ [ดูเรียน] กษัตริย์แห่งยักษ์ ชายที่มีดวงตาสีดำ ผมสีฟ้าสั้นหวีเรียบเข้าทรง ผิวสีดำ และมีใบหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลา

    ผู้นำจากตัวแทนทั้งสี่เผ่านั้น กำลังร่วมประชุมผ่านทางไกลจากทวีปคริสตัลอันเป็นบ้านเกิดของพวกเขา

    ถึงจะยิงดาวเทียมไม่ได้เพราะลำแสงจากหอคอยโนอาร์ แต่ด้วยระบบเสาสัญญาณที่ติดตั้งในมหาสมุทร เลยทำให้พวกเขาสามารถสื่อสารผ่านทางไกลเช่นนี้ได้



    “ข้ามการทักทายที่น่าเบื่อแล้วรีบเข้าประเด็นหลักเลยดีกว่านะ ยัน~”

    ตัวแทนเผ่าภูติ [ลิลลี่] กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดตัดเข้าการประชุมในทันที

    “ได้ค่ะ พวกท่านได้เห็นภาพที่ส่งไปแล้วใช่ไหมคะ? ”

    “เห็นแล้วละราชินีแฟต...”

    “สามารถตัดมิติให้แยกจากกันได้? อาวุธบ้าอะไรของพวกมันกันเนี่ย? ”

    “ก็เคยสังหรณ์ใจแปลก ๆ ตั้งแต่ที่เห็นเลเซอร์ยิงไปทั่วน่านฟ้าแล้วละนะ แต่ไม่คิดว่าพวกเผ่ามนุษย์สัตว์จะทำได้ถึงขนาดนี้เลยนะเนี่ย”

    “ตกลงตัวตนที่ชื่อว่า [โนอาร์] คืออะไรกันแน่? อาวุธโบราณ? เทพเจ้า? หรือแค่หุ่นยนต์? ไม่สิ ที่สำคัญคือตกลงมันเป็นภัยกับพวกเราหรือไม่ใช่กันแน่? "

    การประชุมวันนี้มีเพื่อกำหนดทิศทางที่พวกเขาจะเลือกเดิน

    เลือกที่จะเป็นศัตรูแล้วหาทางทำลายโนอาร์ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามกับเผ่ามนุษย์สัตว์อีกครั้ง

    หรือเลือกที่จะผูกมิตรกับโนอาร์ แล้วคงรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้

    มิตรหรือศัตรู ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็จำเป็นที่จะต้องดูท่าทีของอีกฝ่ายด้วย

    ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามทำท่าจะเป็นศัตรู การเปิดฉากโจมตีหรือหาทางรีบมือก่อนย่อมเป็นการกระทำที่ฉลาดกว่า



    เรื่องราวมันคงไม่ชวนซับซ้อนปวดหัวขนาดนี้ ถ้าหากว่าทวีปนี้คือทวีปร้างไร้ผู้คน

    แต่ความจริงมันไม่ง่ายเช่นนั้น

    พวกเขาพึ่งค้นพบว่าทวีปแห่งนี้ แท้ที่จริงมีชนเผ่ามนุษย์สัตว์อาศัยอยู่ก็เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

    การเผชิญหน้ากับชนเผ่ามนุษย์สัตว์ครั้งแรกกับพวกเขาไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก

    พวกเขาทำสงครามกัน

    สงครามทำให้เกิดความแค้น ความแค้นทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่

    ความแค้น ความเกลียดชัง และความกลัวทำให้การเจรจาเป็นเรื่องที่ยากขึ้น

    เป็นโชคดีของพวกเขาที่ชนเผ่าสัตว์ด้อยทางด้านเทคโนโลยี เลยทำให้พวกเขายอมก้มหัวเชื่อฟังพวกเขาอยู่

    แต่พวกเขารู้ดีว่าการปกครองด้วยความหวาดกลัว ย่อมนำไปสู่ความวิบัติในท้ายที่สุด

    ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ หยุดขยายเมืองเพื่อหยุดการรุกรานทวีปของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ แล้วหันมาเจรจาต่อรองเป็นการจ่ายเงินเช่าที่ดินเพื่อขออยู่อาศัย รวมไปถึงการทำธุรกิจต่าง ๆ อย่างการทำเหมืองแร่ร่วมกับชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    ถ้าหากทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากการมาเยือนของพวกเรา เผ่ามนุษย์สัตว์เองก็คงยินดีกับการมาของพวกเรา

    พวกเขาคิดเช่นนั้น

    แผนการดำเนินมาอย่างราบรื่น พวกราชินีทั้งห้าพยายามควบคุมความไม่พอใจของประชาชนตัวเอง รวมไปถึงปรับเปลี่ยนนิสัยของการขยายพันธุ์ของเผ่าตัวเองอย่างสุดความสามารถ

    มีการเจรจาตั้งเหมืองแร่ การเข้าหุ้นและทำการค้ากับชนเผ่าหนูที่ชาญฉลาด

    โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนเพื่อแลกเรียกรู้วัฒนธรรมของพวกเด็ก ๆ เองก็ทำท่าจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

    พวกเขาคิดว่าอีกไม่นาน ความบาดหมางคงจะหมดลงไปเอง

    แต่ในเวลานี้กลับมีตัวละครใหม่กระโจนเข้าสู่แผนการของพวกเขาอย่างไม่คาดคิด

    นั่นคือ [โนอาร์] กับ [ไพไรต์]



    [โนอาร์] กับ [ไพไรต์] คือชื่อที่พวกเขาเหล่าผู้นำฝั่งทวีปคริสตัลได้ยินหลังจากผ่านสงครามมาได้เพียงไม่กี่วัน

    ในรายงานระบุว่าทั้งสองคนเป็นบุคคลสำคัญ เป็นเสมือนเทพเจ้าและสาวกของเทพในสายตาของเผ่ามนุษย์สัตว์

    แต่เนื่องจากคำว่า [เทพเจ้า] เป็นคำแสลงหูสำหรับผู้ใหญ่หลายคนที่เคยผ่าน [ยุคสงคราม] ในอดีตมาก่อน พวกเขาเลยไม่ค่อยให้คุณค่าในตัวตนของ [โนอาร์] กับ [ไพไรต์] เท่าไหรนัก

    แต่มาวันนี้ ตัวตนที่พวกเขาเคยละความสนใจ กลับมีพลังอันน่าเหลือเชื่อแสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์

    "จากการตรวจสอบและข้อมูลของหลายฝ่าย ตอนนี้มั่นใจได้แล้วว่า [โนอาร์] เป็นหุ่นยนต์จากอารยธรรมโบราณ ส่วน [ไพไรต์] เป็นเสมือนเจ้านายที่ใช้งานเธออีกทีค่ะ และทั้งคู่นั้นมีพลังอันน่าเหลืออย่างที่เทคโนโลยีพวกเราทาบไม่ติดค่ะ"

    รายงานของแฟตทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกเป็นกังวล

    เพราะทุกคนกำลังคิดถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือการที่พวกเผ่ามนุษย์สัตว์ใช้พลังที่ว่ามาโจมตีใส่พวกเขา

    “แฟต ในสายตาเธอ คิดว่าสองคนนั้นเป็นศัตรูหรือมิตร? ”

    ดูเรียนถามราชินีแฟตอีกครั้ง

    “จากสายข้อมูลของลูกฉันที่เข้าไปใกล้ชิดกับเขาโดยบังเอิญ ฉันมองว่าเขาพร้อมที่จะหันคมเขี้ยวมาทางพวกเราได้ทุกเวลาค่ะ”

    “ทำไมถึงคิดแบบนั้น? ”

    “ลูกของฉันบอกว่าเขาเหมือนคนที่เก็บกดบางอย่างเอาไว้ ราวกับมีบางอย่างคอยกระซิบบอกเขาว่าไม่ให้เป็นมิตรกับพวกเรามากจนเกินไปค่ะ”

    “อืม…”

    พวกผู้นำต่างเริ่มขบคิดจากข้อมูลที่แฟตรายงานให้พวกเขาฟัง

    “ช่วยไม่ได้ งั้นให้ตีความว่าเป็น [ตัวอันตราย] ไปก่อนเลย”



    การมีตัวตนของไพไรต์กับโนอาร์ ทำให้พวกเขาเริ่มประเมินเผ่ามนุษย์สัตว์สูงมากขึ้น

    ถึงระดับอารยธรรมที่เห็นจะอยู่ในยุคโบราณที่ใช้แค่ดาบกับธนู แต่พวกเขาเองก็มีซากโบราณที่ล้ำยุคซุกซ่อนเอาไว้อยู่เช่นกัน

    ถึงพวกมนุษย์สัตว์จะยังไม่รู้วิธีควบคุมพวกมัน แต่ตอนนี้กลับมีชายคนหนึ่งที่สามารถใช้งานมันได้สำเร็จปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว

    ถ้าทำตัวใจเย็นดูถูกมองว่าไร้พิษภัยต่อไป คงได้เจ็บตัวในภายหลังแน่นอน

    "พลังในระดับที่สามารถตัดมิติได้…"

    "แถมยังมีเรื่องประตูมิติที่แจ้งเข้ามาอีก"

    "ถ้าเผ่ามนุษย์สัตว์ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีพวกนี้ได้ละก็…"

    ได้เกิดสงครามอีกรอบอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน

    พวกเขาคิดเหมือนกันเช่นนั้น



    "ถามจริงเถอะ แทนที่จะมาเสียเวลาคิดรับมือสงครามที่ไม่รู้ว่าจะเกิดไม่เกิด หาทางควบคุมประชากรของเผ่ามนุษย์มดให้ได้ก่อนจะง่ายกว่าหรือเปล่า? [โอเปอร์] [บอส] และ [คอมพาเนียน] พวกเจ้าจะลดการปั้มประชากรเหมือนกับ [แฟต] หรือ [ฟรีด้า] ไม่ได้เลยหรือ? ขอพูดตามตรงว่าปัญหาของการรุกรานทุกวันนี้ มันเกิดจากเผ่าของพวกเจ้าทั้งนั้นเลยนะ"

    ทวีปคริสตัลที่พวกเขาอาศัยอยู่แต่เดิมนั้น ถูกแบ่งเขตปกครองออกเป็นห้าเผ่า โดยมีเมืองคริสตัลเป็นเมืองศูนย์กลางที่ไม่ขึ้นตรงอยู่ใต้การปกครองของเผ่าใด ๆ

    เผ่ามนุษย์ เผ่ามนุษย์มด เผ่ายักษ์ เผ่าภูติ และเผ่ามนุษย์นก

    ด้วยสัญญาที่แบ่งอย่างเท่าเทียม เลยทำให้เผ่าทั้งห้าของทวีปคริสตัลยุติความขัดแย้งกันได้

    แต่หากเทียบกับสัดส่วนประชากรแล้ว จะพบว่ามีเผ่ามนุษย์มดที่ได้ทรัพยากรต่อหัวน้อยที่สุด

    เพราะพวกเขามีจำนวนเยอะมากจนพื้นที่อาศัยไม่พอใช้

    จะให้ขอแบ่งดินแดนจากเผ่าอื่นมาใช้หรือ?

    แน่นอนว่าไม่มีใครยอม

    แต่จะให้ทำสงครามก็ใช่เรื่อง ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มโครงการออกค้นหาทวีปใหม่เพื่อการอยู่อาศัย

    ซึ่งนั่นคือทวีปที่พวกเขาเจอในทิศตะวันตก

    ทวีปที่พวกเขาเรียกมันว่า [ดรีมแลนด์] (ดินแดนแห่งฝัน) แห่งนี้



    "คุณออกเซอร์ค่ะ ปลาหยุดคลอดลูกไม่ได้ฉันใด พวกเราเองก็หยุดไม่ได้ฉันนั้นค่ะ อายุขัยเฉลี่ยของพวกเรามีเพียง 40 ปี ผิดกับเผ่าอื่นที่ยืนยาวถึง 70-90 ปี แถมปีหน้าพวกเราเองก็อายุย่างเข้า 40 กันแล้ว มันเป็นสัญชาตญาณที่ทำเพื่อการอยู่รอดของเผ่า เพราะอายุสั้น พวกเราจึงจำเป็นต้องผลิตลูกหลานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ"

    แฟตคือคนที่ตอบคำถามของบุรุษมนุษย์นก

    แฟตเป็นหนึ่งในราชินีที่รู้จักควมคุมตัณหาตัวเอง รู้จักควบคุมประชากร แต่กระนั้นตัวเธอก็ยังยอมรับว่ายากที่จะทำให้เป็นจริงได้สำเร็จ

    ถึงจะรู้ดีว่าเป็นการนำปัญหาที่ยุ่งยากมาให้ในอนาคต แต่จะให้แก้ทัศนคติที่เชื่อมโยงลึกไปถึงสัญชาตญาณเดิมของเผ่านั้น มันยากมาก

    "ต้องขอโทษที่นำปัญหายุ่งยากมาให้ พวกเรากำลังหาทางแก้ทัศนคติของการผลิตลูกหลานอยู่เช่นกันค่ะ"

    "... ข้าเข้าใจแล้ว"

    บางทีกว่าจะแก้ทัศนคตินี้ได้ คงอาจจะต้องรอให้ถึงรุ่นหลานเลยกระมั้ง?

    ออกเซอร์คิดอยู่ในใจเช่นนั้น



    "งั้นยกเลิกการอพยพแล้วถอนประชากรกลับทวีปทั้งหมดก่อน เพื่อลดความไม่พอใจของพวกเผ่ามนุษย์สัตว์ก่อนจะเป็นยังไง? ยัน~ ฉันว่าดีกว่าอยู่ที่นี่แล้วก่อความไม่พอใจมากขึ้นจนเกิดเป็นสงครามนะ ยัน~"

    คราวนี้เป็นภูติผมเงินที่เสนอความเห็นของตัวเอง

    "อยากทำอยู่ แต่ประชาชนของทางนี้ไม่ยอมฟังนะสิค่ะ"

    แฟตพูดอย่างเหนื่อยล้า

    อำนาจในตัวเธอรวมถึงราชินีคนอื่น ๆ กำลังจะหมดความสำคัญลง

    พวกเธออายุมากแล้ว ดีไม่ดีอาจจะสิ้นอายุขัยภายในปีนี้หรือไม่ก็ปีหน้า

    คนในเผ่าเองก็เริ่มมองหาคนที่จะขึ้นมาเป็นราชินีกับขุนพลรุ่นถัดไปกันแล้วด้วย

    ถึงเผ่ามนุษย์มดจะมีจุดเด่นเรื่องความสามัคคี แต่ยามที่เปลี่ยนพลัดรุ่นจะแตกแยกมากเป็นพิเศษ

    พวกเขาจะแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อเพ้นหาคนที่จะมากุมอำนาจสูงสุดของเผ่ากัน

    บางที่ถึงขั้นฆ่ากันอย่างไม่มีความปราณีในสายเลือดเดียวกันเลยก็มี

    "พวกที่พูดว่าจะยึดทวีปนี้มาเป็นของตัวเอง ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษเลยค่ะ"

    แฟตพูดด้วยน้ำเสียงราวกับคนที่กำลังกลืนยาขมลงคอ

    "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันฟะ--- ขอละแฟต... รวมถึงราชินีอย่างพวกเธอทุกคนเลย ช่วยใช้ความสามารถที่เธอเคยทำให้พวกเราทึ่งใน [ยุคสงคราม] ใช้ความฉลาดนั้นหยุดความบ้าคลั่งของคนในเผ่าจะได้หรือเปล่า? "

    คราวนี้เป็นราชาดูเรียนที่เริ่มกุมหัวของตัวเอง

    "จะพยายามด้วยอายุขัยที่เหลืออยู่นี้อย่างสุดความสามารถค่ะ… ความจริงตอนนี้ฉันพอจะเจอผู้สืบทอดที่ถูกใจอยู่บ้างแล้ว และมีแผนการจะรวมห้าอาณาจักรของเผ่ามนุษย์มดให้เป็นหนึ่งเดียวอยู่ด้วยค่ะ"

    "ช่วยหน่อยละกัน อย่าให้มันลามปามกลายเป็นสงครามในรุ่นของลูกพวกเราเลยนะ”



    สรุปได้ว่าพวกเขากำลังงานงอก

    หนึ่งคือเผ่ามนุษย์สัตว์ที่เริ่มมีศักยภาพในการต่อสู้สูงขึ้น และพวกเขารู้ดีว่าในเผ่ามนุษย์สัตว์มีพวกที่ต้องการสงครามอยู่เป็นจำนวนมาก

    สองคือเผ่ามนุษย์มดที่เริ่มมีปัญหาภายในเพราะกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนถ่ายรุ่นอำนาจ และดันมีเผ่ามนุษย์มดที่ต้องการยึดครองทวีปใหม่ด้วยอาวุธมากกว่าการเจรจาต่อรอง

    แค่คิดว่าสองเหตุการณ์นี้มาเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็พอจะเห็นได้ถึงอนาคตที่เลวร้ายแล้ว

    "อย่างแรก พวกเราต้องเพิ่มกำลังทหารเตรียมเอาไว้ก่อน อย่างที่สอง ต้องหาทางทำให้มั่นใจว่า [ไพไรต์] คนนั้นจะไม่กลายมาเป็นศัตรูของพวกเรา ถ้าจะให้ดี ดึงตัวให้มาอยู่ฝ่ายพวกเราได้จะดีมากค่ะ”

    ตัวแทนเผ่ามนุษย์ [ตั๋ง] เริ่มพูดสรุปสิ่งที่พวกเขาจะต้องเริ่มทำในหลังจากนี้

    "รับทราบค่ะ เรื่องของไพไรต์ เดียวฉันจะประสานงานกับทางโรงเรียนจัดการให้เองค่ะ"

    "ได้ค่ะคุณแฟต ส่วนเรื่องปัญหาภายในของเผ่าพวกคุณ… พวกเราจะไม่ก้าวก่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะให้ความช่วยเหลือในขอบเขตที่รับได้เท่านั้น แบบนี้โอเคหรือเปล่าคะ? "

    "เป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ"

    "งั้นจบการประชุมแต่เพียงเท่านี้ เอกสารสรุปจะถูกส่งไปที่เมล์อีกครั้งภายในเย็นนี้ค่ะ"

    ว่าแล้วภาพโฮโลแกรมก็จางหายไป

    แนวทางของพวกเขาได้ถูกกำหนดขึ้นมาแล้ว

    นั่นคือการทำยังไงก็ได้ ให้มั่นใจว่าชายที่ชื่อ [ไพไรต์] คนนั้น จะไม่กลายมาเป็นศัตรูกับพวกเขา

    ใช่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

    ซึ่งนั่นรวมไปถึงการ [ฆ่า] ทิ้งด้วยเช่นกัน



    ***ในเวลาเดียวกัน

    ณ มุมหนึ่งของชุมชนอพยพชั่วคราวเผ่ามนุษย์สัตว์ในโรงเรียนไพโอเนียร์

    ที่แห่งนี้เองก็มีการประชุมของเผ่ามนุษย์สัตว์เกิดขึ้นเช่นกัน

    แต่เป็นการประชุมลับจากคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

    กลุ่มผู้อาวุโสจากทั้งสิบชนเผ่ากำลังนั่งล้อมวงอยู่ภายในเต็นท์ขนาดเล็กกับตัวแทนกลุ่มวัยรุ่นจากฝ่ายต่อต้านผู้รุกราน

    ไม่มีผู้กล้าของชนเผ่าปรากฏให้เห็นภายในเต็นท์นี้เลยแม้แต่คนเดียว

    เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อใจผู้กล้าคนปัจจุบัน และมองว่าพวกเขาหมดไฟที่จะต่อสู้กับผู้รุกรานไปแล้ว

    ผิดกับผู้อาวุโสที่ตั้งตนเป็นกลาง ที่ไม่เข้ากับทั้งฝ่ายต่อต้าน หรือฝ่ายที่อยากผูกมิตรกับผู้รุกราน

    ดังนั้นการประชุมในครั้งนี้ที่มีฝ่ายต่อต้านเป็นหัวหอก จึงไม่มีกลุ่มของผู้กล้ารวมอยู่ด้วย

    "พวกเราอยากจะช่วย [ไพไรต์] ครับ"

    เด็กหนุ่มเผ่าหมาป่าคนหนึ่งกรีดเสียงดังต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสิบ

    "ช่วยหรือ? "

    "ใช่ครับ เมื่อวานท่านเห็นสิ่งที่ไพไรต์ทำกับเฮเดสตัวนั้นแล้วใช่ไหมครับ? "

    "เห็นชัดเต็มสองตาเลยละ"

    มีคนเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ที่ไพไรต์ตัดเฮเดสขนาด 60 เมตรเป็นสองส่วนเป็นจำนวนมาก

    เพียงแค่พริบตาเดียว ข่าวของเขาก็ถูกกระจายออกไปทั่วสังคมของชนเผ่ามนุษย์สัตว์แล้ว

    "ท่านอาจจะยังไม่รู้ แต่ไพไรต์นะเริ่มมีจิตใจโอนเอียงไปให้พวกเผ่าอสูรกายแล้วครับ เขามักจับกลุ่มคุยกับพวกเผ่าอสูรกายทุกวันเลยครับ ยิ่งมีพลังของท่านเทพโนอาร์ ก็ยิ่งน่าหวั่นใจว่าจะถูกหลอกใช้ได้นะครับ! "

    หนุ่มหมาป่าพูดเช่นนั้น

    หากพลังอำนาจที่ควรอยู่ฝ่ายตน ดันโอนเอียงเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับศัตรู เป็นใครก็คงรู้สึกไม่สบายใจ

    พวกเขาคิดว่าควรเอาพลังนั้นมาใช้เพื่อเผ่าของตัวเองมากกว่า

    "นั่นสินะ เดียวข้าคงต้องไปเตือนสติมันหน่อยแล้วละ"

    ซึ่งผู้อาวุโสทั้งสิบเองก็เห็นด้วยกับหนุ่มหมาป่า

    แต่สิ่งนี้ไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการเท่าไหรนัก



    "คิดว่ายังไง? "

    "ไม่ได้เรื่อง"

    หลังจากคุยกับพวกกลุ่มอาวุโสเสร็จ พวกคนหนุ่มเลือดร้อนก็เปิดประชุมกันเองเป็นการส่วนตัวในทันที

    "ดูแล้ว สงสัยพวกผู้อาวุโสคงไม่คิดจะเอาพลังนั้นมาใช้เองแน่"

    ปฏิกิริยาของผู้อาวุโสในสายตาของหนุ่มหมาป่า คือภาพของชายแก่ที่ยังวางตัวเป็นกลางเหมือนเดิม

    "นึกว่าพอเห็นพลังนั้นของไพไรต์แล้ว จะทำให้เริ่มมีไฟอยากยึดดินแดนกลับมา แต่คงหวังพึ่งไม่ได้แล้วละ"

    หนุ่มหมาป่าถอนหายใจอย่างผิดหวัง

    "แล้วจะทำยังไงต่อดีละ? "

    สาวกระต่ายที่ยืนข้างหนุ่มหมาป่าถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล

    “คงต้องลงมือเอง…ใช่แล้ว… ถ้ามันไม่ยอมเข้าฝ่ายต่อต้านก็ถือว่าเป็นศัตรูกับเผ่าพวกเราทั้งหมด"

    หนุ่มหมาป่าตอบเธอกลับ

    ดวงตาของเขาเริ่มคมกริบอย่างน่ากลัว

    "ถ้าผู้ถูกเลือกตายไป ท่านเทพโนอาร์คงจะต้องเลือกคนใหม่ขึ้นมาแทนแน่นอน"

    น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความเศร้า

    เป็นความเศร้าที่ต่อโลกอันไร้เหตุผล

    ทำไมต้องลงมือฆ่าคนในเผ่าเดียวกัน เพื่อปกป้องเผ่าเดียวกันด้วย?

    แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น พลังที่สมควรใช้เพื่อขับไล่ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้ซะทีนะสิ?

    เพื่อบ้านเกิด เพื่อแผ่นดินที่ถูกรุกราน เขาจำเป็นจะต้องทำมัน

    ด้วยความคิดเช่นนี้ จึงทำให้เขาได้บทสรุปออกมาว่า

    "เอาละ… พวกเรามาวางแผนฆ่าไพไรต์ด้วยกันเถอะ"