เมื่อทานข้าวเช้าเสร็จทั้งสามได้หยิบของทั้งหมดไว้กับตัวโดยแบ่งสันปันส่วนให้กับทุกคน เฉียวซงเป็พี่ใหญ่จึงแบกของมากที่สุด
เมื่อถึงในเมือง พวกเขานำเห็ดเยื่อไผ่ ถั่วเหลืองและปลาไปที่จวี้เซียนโหลวก่อนเพราะค้าขายกันหลายครั้ง เสี่ยวเอ้อร์ที่จวี้เซียนโหลวจึงจำสามพี่น้องตระกูลเฉียวได้เมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วเขาก็ได้พาทั้งสามไปที่หลังร้าน
“ท่านอาหยาง วันนี้ข้านำของใหม่มาด้วย ท่านอยากจะดูก่อนไหม”เฉียวซีหยิบปลาและถั่วงอกหัวโตออกมา
“แม่หนู เหตุใดเ้าจึงเอาปลามาเล่าของแบบนี้มันทำเป็อาหารไม่ได้หรอกนะ...”เถ้าแก่หยางมองปลาสองตัวนั้นแล้วเอ่ยออกมาอย่างปลงตก
แม้แต่พ่อครัวที่มีความสามารถที่สุดในจวี้เซียนโหลวยังไม่มีความสามารถมากพอจะปรุงปลาออกมาได้ดีทุกครั้งด้วยเหตุนี้ ผู้ที่สั่งปลามารับประทานจึงน้อยมาก
“ท่านอา ข้าเคยทำมาก่อน ไม่ได้กินยากเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังอร่อยอีกด้วยนะ”มีหนทางอยู่ในใจของเฉียวซีตื่นเต้นเป็อย่างมากแต่กลับไม่แสดงออกมาผ่านใบหน้าของนาง
“จริงหรือแม่หนู” แม้แต่พ่อครัวใหญ่ของพวกเขายังทำไม่ได้เลยแต่นางซึ่งเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ กลับสามารถทำได้ ต้องล้อเล่นเป็แน่
“จริงแท้แน่นอน ข้าจะโกหกท่านไปทำไมกัน” นาง้าเงินจะโกหกไปทำไมนางเป็เพียงเด็กสาวชาวไร่ตัวเล็กๆ จะไปโกหกจวี้เซียนโหลวได้อย่างไร เช่นนั้นไม่ใช่การรนหาที่ตายหรอกหรือนางยังใช้ชีวิตไม่พอเลย!
“ท่านอาหยาง น้องของข้าไม่ได้โกหกท่าน พวกข้าเคยกินมาแล้วหากไม่เชื่อให้น้องของข้าทำให้ท่านดูได้เลย”หลังจากเฉียวซงได้รับสัญญาณจากสายตาของน้องสาว เขาก็ประสานมือคารวะเถ้าแก่หยาง
เถ้าแก่หยางมองพวกเขาสลับไปมา พวกเขาดูไม่เหมือนคนชอบพูดจาโอ้อวดบางทีอาจจะทำได้จริงๆ ก็เป็ได้อย่างไรเสียก็แค่เสียเครื่องปรุงไปเล็กน้อยเท่านั้น
ผักในฤดูหนาวทั้งหมดนางล้วนเป็ผู้ปลูกหากนางจะปรุงปลาได้ก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้ “ตกลง ถ้าอย่างนั้นเ้าไปทำเถิด”
“ซูเฉิง พาพวกแม่นางเฉียวไปที่ห้องครัว” เถ้าแก่สั่งเสี่ยวเอ้อร์
“ขอบคุณท่านอาหยาง” เฉียวซีเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ที่ชื่อซูเฉิงไปที่ห้องครัวของจวี้เซียนโหลว
เฉียวซงและน้องสามก็ไม่ยอมรั้งท้าย เดินตามพวกเขาเข้าไปในห้องครัว
เวลานี้ในห้องครัวของจวี้เซียนโหลวเริ่มวุ่นแล้วชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปีคนหนึ่งกำลังหั่นผักบนเขียง
ซูเฉิงพาสามพี่น้องเฉียวเข้ามาก่อนจะทักทายชายวัยกลางคนคนนั้น “ท่านอาหวังแม่นางเฉียวผู้นี้จะใช้ครัวสักครู่”
เฉียวซีเดินเข้าไปในห้องครัวก่อนจะมองไปยังชายวัยกลางคน นางเดาว่าคนคนนี้คือพ่อครัวของจวี้เซียนโหลวไม่อย่างนั้นซูเฉิงคงไม่ทักเขาทันทีที่เข้าครัวมาหรอก
“สวัสดีท่านอาหวัง ข้าเฉียวซี ขออภัยที่ต้องรบกวนท่าน”เฉียวซีกล่าวทักทายชายวัยกลางคนตามซูเฉิงด้วยความเกรงใจ
หวังต้าฟาวางมีดหั่นผักในมือลง เขาหันไปมองสามพี่น้องตระกูลเฉียวด้วยความสงสัยเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตาและถามซูเฉิง“เถ้าแก่ปล่อยให้ผู้หญิงเข้ามาได้อย่างไร”ห้องครัวเป็สถานที่สำคัญที่เกี่ยวกับความเป็ความตายของร้านอาหารเชียวนะเหตุใดจึงปล่อยให้คนเข้ามาตามใจชอบเช่นนี้เล่า เถ้าแก่คิดอะไรอยู่ เื่ง่ายๆ แค่นี้เขาไม่เข้าใจหรืออย่างไร
“แม่นางเฉียวผู้นี้บอกว่านางสามารถปรุงปลาให้เป็อาหารอันโอชะได้”เขาทำงานที่จวี้เซียนโหลวมาหลายปี แม้แต่ปลาที่อาหวังทำยังแค่พอถูๆ ไถๆ ไปได้ไม่สามารถบอกได้ว่ามันอร่อยมากถึงเพียงนั้น เมื่อสักครู่เขาได้ยินนางบอกว่านาง้าปรุงปลาและยังบอกอีกว่าทำได้อร่อยมากเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็มีคลื่นลูกใหญ่โหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของเขา
“หึ~~” หวังต้าฟายิ้มดูถูกอายุยังน้อยย่อมไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำปลาตัวนี้มันทำง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แม้แต่เขายังไม่กล้าคุยโวเลยนางกล้าโอ้อวดอย่างไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ในฐานะที่หวังต้าฟาเป็พ่อครัวของจวี้เซียนโหลว เขามีสิทธิ์ที่จะดูถูกนาง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ต้าเฉวียนหรืออยู่ที่เทียนเฉาคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อครัวและพ่อครัวชื่อดังบางคนต่างก็ถือตัวทั้งนั้น!
เฉียวซีเม้มปากเล็กน้อย มุมปากทั้งสองข้างค่อยๆ ยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆนางไม่รู้สึกเสียใจกับคำดูถูกของหวังต้าฟาเลยมิหนำซ้ำนางยังไม่เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อยเพราะนางรู้ว่าหลังจากที่นางปรุงปลาเสร็จพวกเขาจะรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของนางการใช้ฝีมือในการทำให้คนยอมรับ สามารถโน้มน้าวใจคนได้มากกว่าการใช้ฝีปาก!
“ท่านอาหวัง ข้าขอยืมพื้นที่ของท่านสักเล็กน้อย”การพูดการจาของนางยังคงสุภาพ ท่าทีไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งแต่ก็ไม่อ่อนน้อมเกินควรจนดูต้อยต่ำ
หวังต้าฟามองเข้าไปในตาที่สดใสของเฉียวซี หางตาที่เหมือนกับดวงจันทร์ดวงใหญ่ราวกับซ่อนความเฉลียวฉลาดไม่ให้ใครเห็นสาวน้อยคนนี้ดูเหมือนจะมีอะไรน่าสนใจ!
เด็กถึงเพียงนี้ แม้อยู่ตรงหน้าเขาผู้เป็พ่อครัวใหญ่ยังสามารถนิ่งสงบได้ทั้งยังแผ่รัศมีเจิดจรัสออกมาจากร่างกายอีกด้วยช่างยากที่จะจับคู่กับเสื้อผ้าที่นางสวมอยู่ นางไม่เหมือนคนที่เกิดในครอบครัวชาวนาเลยแม้แต่น้อย
“ตามสบายเถิดแม่นางเฉียว” หวังต้าฟาเริ่มสงสัยใคร่รู้ในฝีมือของนางเขาไม่คิดเล็กคิดน้อยเื่ที่นาง้าใช้ห้องครัวแล้ว!
“ขอบคุณมากนะเ้าคะ” เฉียวซีเอ่ยออกมาง่ายๆ เพียงสองสามคำจากนั้นหยิบมีดทำอาหาร วางปลาลงบนเขียงแล้วใช้ด้ามมีดทุบหัวปลาปลาที่เคยดิ้นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ตายแค่สลบจากนั้นนางขูดเกล็ดปลาออกอย่างคล่องแคล่วและเปิดท้องเอาลำไส้กับถุงน้ำดีที่กินไม่ได้ออก
จากนั้นจึงล้างปลาให้สะอาดก่อนจะวางไว้ในจานสะอาดจากนั้นจึงเตรียมวัตถุดิบบางอย่างในการปรุงรสปลาเช่น ขิง ซีอิ๊วเป็ต้นตอนที่เตรียมวัตถุดิบนางไม่ลืมที่จะสั่งให้พี่ชายล้างถั่วงอกหัวโตเตรียมไว้ด้วย
เฉียวไป่นั่งที่หน้าเตาก่อนจะเริ่มงาน เฉียวซีใช้มือแตะขอบกระทะเมื่อรู้สึกร้อนแล้วก็เทน้ำมันลงกระทะ เมื่อมีควันเล็กน้อยจึงใส่ขิงที่ฝานแล้วลงไปจากนั้นใส่ปลาลงกลางกระทะและทอดทั้งสองด้านจนสุกเป็สีเหลืองทองจากนั้นเทซีอิ๊วขาว ใส่กระเทียม ซีอิ๊วและน้ำ เริ่มปรุงด้วยไฟแรงและจบด้วยการใช้ไฟอ่อนเพื่อเก็บน้ำ ในขณะที่รอปลาให้สุขด้วยไฟแรงเฉียวซีก็ผัดถั่วงอกหัวโตในกระทะใบข้างๆ ไปพร้อมกัน
เมื่อผัดถั่วงอกหัวโตเสร็จปลาก็ใกล้จะเสร็จแล้วทันทีที่เปิดฝากระทะออกกลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งทันใดนั้นห้องครัวก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม!
ตักจากกระทะลงจาน “เรียบร้อยแล้ว” เฉียวซีกล่าวเสียงใส
เมื่อได้ยินนางพูด หวังต้าฟา ซูเฉิงและคนอื่นๆ ในห้องครัวจึงได้สติกลับมา
ซูเฉิงจ้องเฉียวซีตาไม่กระพริบ คุณพระช่วย สิ่งที่เขาเห็นเป็ความจริงจริงๆหรือ แม่นางเฉียวที่อยู่ตรงหน้าอายุแปดปีจริงหรือเหตุใดจึงสามารถทำอาหารได้เก่งถึงเพียงนี้ ดูท่าทางท่างเชี่ยวชาญยิ่งนักไม่ด้อยไปกว่าอาหวังเลย! ไหนจะปลาตัวนั้นที่เขาไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่นิดเดียวมีเพียงกลิ่นหอมที่ทำให้เขาน้ำลายไหลไม่แปลกใจที่นางกล้าพูดต่อหน้าเถ้าแก่อย่างหนักแน่น นางเก่งจริงๆ!
“เฮ้ย ยืนบื้ออะไร เถ้าแก่รออยู่นะ เอาไปให้เถ้าแก่เร็วๆ เข้า”หวังต้าฟาะโสั่งซูเฉิงเสียงดัง
“ขอรับ~~” ซูเฉิงไม่ได้รำคาญแต่อย่างใดเขาตอบส่งๆ ก่อนจะยกจานออกไปเสิร์ฟ
ถ้าวันหนึ่งอาหวังไม่ะโใส่เขาเขาคงจะรู้สึกอึดอัด
“เฮ้ อย่ามองข้าแปลกๆ แบบนั้นสิไอ้หมอนั่นถ้าไม่คอยจับตาดูไว้จะชอบทำอะไรเลอะเทอะ”หวังต้าฟาบอกเฉียวซีพร้อมรอยยิ้ม
ณ ห้องโถงของร้านจวี้เซียนโหลว เถ้าแก่มองปลาจนตาใกล้จะหลุดออกจากเบ้า นาง…นาง...นางทำมันออกมาได้จริงๆยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่อาหารวางอยู่บนโต๊ะเขาก็ต้องตกตะลึงที่ไม่ได้กลิ่นคาวปลาออกมาเลยเื่นี้จะไม่ทำให้เขาใจนต้องอ้าปากค้างได้อย่างไร
“ท่านอาหยาง ปลาต้องกินตอนร้อนนะ ถ้าเย็นแล้วมันจะคาว จะไม่อร่อย”เมื่อเห็นเถ้าแก่หยางไม่หยิบตะเกียบเฉียวซีจึงเอ่ยเตือน
“เ้าทำเองจริงๆ เหรอแม่หนู” หยางก่วงไม่คิดว่าจะเป็ไปได้หวังต้าฟาทำงานในห้องครัวมาครึ่งชีวิตยังไม่สามารถหาวิธีที่จะกำจัดกลิ่นคาวออกจากปลาได้เลยแม่หนูนี่อายุเท่าไรกันถึงสามารถทำเื่ที่คนอื่นใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจจะไม่สามารถทำได้ออกมาได้
“เหตุใดท่านถึงพูดมากเช่นนี้ ไม่ได้ยินที่แม่หนูพูดหรือถ้าเย็นแล้วจะไม่อร่อย หากอยากพูดอะไรรอให้กินให้เสร็จก่อนค่อยพูดเถิด”หวังต้าฟามองดูท่าทางเอื่อยเฉื่อยของหยางก่วงจนหมดความอดทนตอนที่ได้กลิ่นหอมในครัวเขาก็อยากชิมจะแย่อยู่แล้ว ทำไมไม่กินก่อนค่อยถามเล่าเร็วเข้าสิ
“ตาแก่นี่ ทำไมข้าจะถามไม่ได้เล่า”หยางก่วงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อปลาเข้าปาก
ทันทีที่เนื้อปลาเข้าปากเขาก็ััถึงความนุ่มที่กระทบกับฟันและปากกลิ่นความสดจางๆ ที่ปลายลิ้นทำให้น้ำลายไหลออกมากระตุ้นความอยากอาหารให้มากขึ้นไปอีก
หลังจากทานเนื้อปลาหลายคำ หยางก่วงวางตะเกียบลงก่อนจะสนใจอาหารอีกจาน
เขาคีบถั่วงอกหัวโตขึ้นมา เขายังไม่ได้ใส่เข้าปากทันทีแต่จ้องมองมันสักพักก่อนจะเอ่ยถาม “นี่คือผักอะไร”
“ถั่วงอกหัวโตเ้าค่ะ”
หยางก่วงขมวดคิ้วก่อนจะคีบเข้าปาก ทั้งหอม ทั้งกรอบ และยังมีความหวานเล็กน้อยช่างอร่อยและสดชื่นเหลือเกิน
หลังจากทานอาหารทั้งสองจานหยางก่วงคลี่ยิ้มออกมา เผยให้เห็นร่องลึกบนใบหน้า
เขาหันไปมองเฉียวซีอย่างพินิจพิเคราะห์ แม่หนูคนนี้ไม่ธรรมดา โชคดีที่ได้พบกับนางไม่อย่างนั้นร้านจวี้เซียนโหลวจะสูญเสียครั้งใหญ่แน่
แม้ร้านจวี้เซียนโหลวจะเปิดในพื้นที่ห่างไกลแต่ก็ยังสามารถหาเงินได้แต่มันก็เทียบกับเมืองหลวงที่เจริญแล้วไม่ได้สักนิด ระดับการบริโภคคนละระดับกันเลยหาก้ายกระดับร้านจำเป็จะต้องมีสูตรอาหารใหม่ๆั้แ่ที่นางเริ่มนำผักกาดกวางตุ้งมาขายก็ทำให้ธุรกิจของเขาดีขึ้นกว่าฤดูหนาวปีก่อนๆเกือบสามเท่า
“เถ้าแก่ อย่ามัวแต่ยิ้มสิ มีอะไรอยากถามไหม” หวังต้าฟาผู้อยู่ข้างๆ ร้อนรนเป็อย่างมาก
“จะให้ข้าถามอะไร เ้าไม่มาลองเองดูล่ะ” ตาแก่คนนี้มัวแต่พูดทำไมกัน
หลังจากเถ้าแก่หยางพูดจบหวังต้าฟารีบหยิบตะเกียบคีบอาหารขึ้นมาชิมทันที
เขาชิมไปพลางพยักหน้าไปพลางภายในปากของเขาถูกเติมเต็มราวกับไม่เคยกินมาก่อน
หลังจากชิมเสร็จท่าทางที่เขาแสดงออกมาก็เหมือนกับเถ้าแก่หยางเขายิ้มจนมองไม่เห็นตาเชียว
สามพี่น้องตระกูลเฉียวยิ้มให้กัน พวกเขาต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน
“เอาล่ะ เอาล่ะข้าหวังต้าฟาคุยโวโอ้อวดเื่ฝีมือการทำอาหารของตนมากเกินไปแต่กลับเทียบแม่นางไม่ได้เลย ช่างน่าละอายเสียจริง”แม้ว่าหวังต้าฟาผู้นี้จะถือตัวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักปรับตัวตอนนี้เขาได้พบกับเฉียวซีโดยบังเอิญ นางไม่ได้โจมตีถึงเขาแต่นางกลับทำให้เขาตื่นเต้นและตั้งใจที่จะศึกษาสูตรอาหารมากขึ้นนับจากนี้ไป
“ท่านอาหยาง อาหารสองจานนี้น่าจะใช้ได้ใช่หรือไม่”หลังจากที่มองทั้งสองคนจัดการอาหารจนเกลี้ยงเฉียวซีจึงเอ่ยออกมาอย่างสบายใจ