อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 67

    เมื่อเนตรนภาออกไปจากห้องอาหาร แม่บ้านมุกนวลก็เก็บจานชามเข้าไปในห้องครัวแล้วก็ลงมือล้างด้วยตนเองแต่ขณะที่แม่บ้านมุกนวลกำลังล้างถ้วยชามอยู่นั้น พลัน..!!ก็เกิดมีแสงสีน้ำเงินพุ่งปร๊าบทะลุถ้วยในมือของแม่บ้านออกมาอย่างรวดเร็วแม่บ้านมุกนวลถึงกับตกใจทำถ้วยในมือตกแตกเสียงดังจนเด็กรับใช้คนอื่นที่กำลังทำความสะอาดห้องอาหารซึ่งอยู่ติดกันรีบเดินมาดู

                    “คุณแม่บ้านเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”ภาพที่เด็กรับใช้เห็นคือแม่บ้านมุกนวลกำลังนั่งหันหลังให้เหมือนว่ากำลังก้มเก็บถ้วยที่ตกแตกเมื่อสักครู่

                    “ไม่ ไม่ได้เป็นอะไรไปทำงานกันเถอะทางนี้ฉันจัดการเอง” แม่บ้านมุกนวลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะแม่บ้านมุกนวลมักทำตัวอ่อนโยนกับทุกคนอยู่แล้วแต่ถ้าหากมีใครเดินอ้อมไปมองทางด้านหน้าของแม่บ้านมุกนวลที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นก็จะพบว่าแม่บ้านมุกนวลไม่ได้กำลังเก็บเศษแก้วอยู่ แต่มือของเธอนั้นกำลังมีรอยลุกไหม้และลามขึ้นเกือบจะถึงข้อศอกด้วยซ้ำ

                    และตอนนี้ดวงตาของแม่บ้านมุกนวลแดงก่ำปากแสยะแยกเขี้ยวคล้ายผีปอบกำลังหิวเลือด นี่คือสิ่งที่แม่บ้านมุกนวลเก็บงำตลอดมาคนในบ้านยกเว้นปลายนภาไม่มีใครรู้ว่าธาตุแท้ของแม่บ้านผู้แสนเรียบร้อยและอ่อนโยนเป็นเช่นไรขณะที่แม่บ้านมุกนวลกำลังนั่งพึมพำคาถาเพื่อจะสยบไฟร้ายที่มอดไหม้แขนของเธออยู่นั้น

                    ฉับพลัน.. กลุ่มควันสีน้ำเงินกลุ่มใหญ่ที่หุ้มกลุ่มควันสีดำไว้อีกชั้นก็ลอยดิ่งตรงมาทางแม่บ้านมุกนวลอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งชนปึงเข้าให้ที่กำแพงห้องครัวข้างๆบริเวณที่แม่บ้านนั่งอยู่ เมื่อก้อนควันสีน้ำเงินพุ่งชนกำแพงมันก็ค่อยๆสลายหายไปกลายเป็นกลุ่มควันสีดำ แล้วสักพักกลุ่มควันสีดำนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นร่างของผีนางรำที่นอนหมอบหมดแรงอยู่ที่พื้น

                    แม่บ้านมุกนวลเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเพราะผีนางรำตนนี้คือวิญญาณที่ตนเลี้ยงเอาไว้และคอยให้มันช่วยหาอาหารให้เธอยามที่เธอต้องการซึ่งอาหารของแม่บ้านมุกนวลคือไอวิญญาณของสัมภเวสีผีเร่ร่อนนั่นเอง!

                    และผีนางรำตนนี้แม่บ้านมุกนวลได้ส่งให้ไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวลูกน้องของอลินตาแล้วนำความคืบหน้ามาเล่าให้เธอฟังแต่กระนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยเพราะอลินตาฉลาดพอที่จะไม่ทิ้งรายละเอียดใดๆไว้กับลูกน้องของเธอสักนิดเดียว

                    เมื่องานไม่คืบหน้าแม่บ้านมุกนวลก็ไม่คิดเก็บหมิงกับเป๋าเอาไว้ดังนั้นคำสั่งต่อมาก็คือหลอกให้ลูกน้องของอลินตากลัวจนเป็นบ้าแล้วฆ่าเพื่อเอาไอวิญญาณกลับมาให้เธอกิน!!

                    และภาพที่แม่บ้านมุกนวลเห็นผีนางรำมานอนหมอบหมดแรงตรงหน้าก็ทำเอาคุณแม่บ้านผู้อ่อนโยนตกใจยิ่งนักทำไมถึงโดนจับได้หรือว่าแม่ผีนางรำนี่ทำเกินคำสั่งอะไรตนไปจึงทำให้โดนจับได้เช่นนี้ แม่บ้านมุกนวลกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจแต่แล้วขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นแม่บ้านมุกนวลก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงของเด็กรับใช้ในบ้านจู่ๆ ก็ถามขึ้น

     

                    “เคยได้ยินวลีนี้มะอุปสรรคมีไว้พุ่งชน!!” เด็กรับใช้ที่เอ่ยถามไม่ได้เดินออกไปจากประตูห้องครัวตั้งแต่แรกแต่ปักหลักยืนนิ่งมองแม่บ้านมุกนวลด้วยแววตาพิจารณาอยู่นานแล้ว แม่บ้านมุกนวลหันขวับไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็วเบื้องหน้าที่เห็นก็เป็นเด็กสาวรับใช้คนเดิมแต่เพิ่มเติมคือดวงตาที่มีสีน้ำเงินระเรื่อเด็กรับใช้คนดังกล่าวเขี่ยใบหูเล่นไปมาก่อนจะพูดขึ้น

                    “วันนี้ฉันแค่เอาของของเธอมาส่งคืนให้ส่วนพุธหน้าเจอกัน” ที่แท้แล้วอลินตาได้แฝงรอยกายทิพย์มากับควันสีน้ำเงินของเธอเพื่อตามมาดูกระแสวิญญาณของผีนางรำว่าเป็นของใคร? มาจากไหน? แต่เมื่อรู้ว่าวิญญาณนางรำตนนี้เป็นของแม่บ้านมุกนวลอลินตาก็ไม่ได้แปลกใจมากนักเพราะเธอก็พอจะรู้มาบ้างว่าแม่บ้านมุกนวลเป็นคนเล่นของ มีวิชาอยู่พอตัวและที่สำคัญแม่บ้านมุกนวลยังเป็นคนโปรดของน้าปลายนภาจอมแสบของเธอด้วย

                    อลินตาพูดจบกระแสกายทิพย์ของเธอก็หายวับไปในทันทีทิ้งให้เด็กรับใช้ในบ้านนอนหมดสติอยู่ตรงประตูครัว เด็กรับใช้คนอื่นๆได้ยินเสียงปึงปังก็รีบเข้ามาดูเห็นว่าเพื่อนของตนนอนหมดสติอยู่ก็พากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นปรากฏว่าแม่บ้านมุกนวลเดินเข้ามาแต่สองมือไพร่หลังเอาไว้เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตแม่บ้านมุกนวลบอกกับทุกคน

                    “สงสัยจะเป็นลมไม่สบายหรือเปล่าก็ไม่รู้รีบพาไปปฐมพยาบาลเร็วเข้า”ทุกคนรับคำสั่งและทำตามที่แม่บ้านมุกนวลบอก โดยไม่ได้เอะใจเลยว่าภายในห้องครัวนั้นวิญญาณผีนางรำได้หายไปแล้วและเมื่อเหล่าเด็กรับใช้ออกไปกันหมดแม่บ้านมุกนวลก็ยืนเคี้ยวอะไรบางอย่างในปากด้วยความเอร็ดอร่อย พลางแบมือออกมาแล้วมองกำไรที่ผีนางรำตนนั้นใส่เป็นประจำในกำมือแม่บ้านมุกนวลยิ้มเหี้ยม เหี้ยมยิ่งกว่ารอยยิ้มของอลินตาเสียอีกเมื่อเคี้ยวอะไรหยับๆในปากสักพัก แม่บ้านมุกนวลก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งราวกับไม่ใช่เสียงของเธอ

                    “ขอโทษด้วยแม่นางรำผู้ภักดีแต่ฉันจำเป็นต้องดูแลธาตุขันธ์ของตัวเองให้อยู่ยงคงกระพันที่สุด!” คุณพระ!!ที่แท้แล้วแม่บ้านมุกนวลได้กินดวงวิญญาณของผีนางรำตนนั้นเข้าไปจนกระทั่งวิญญาณของนางแตกสลายกลายเป็นกระแสวิญญาณเข้าไปรวมกับจิตวิญญาณอันมืดบอดของแม่บ้านมุกนวล

                    นั่นก็หมายความว่าผีนางรำจะไม่ได้เกิดอีกตราบนานเท่านานทั้งที่ผ่านมาผีนางรำตนนี้คอยรับใช้อย่างจงรักภักดีช่วยเหลือแม่บ้านมุกนวลมาโดยตลอดช่วยแม้กระทั่งฆ่าสามีและเมียน้อยของปลายนภาให้ตายตกไปตามกัน!แต่ความภักดีเหล่านั้นก็มิอาจทำให้มุกนวลเห็น และไว้ชีวิตดวงจิตของเธอ...

                    แม่บ้านมุกนวลลูบคลำที่แขนตนเองอีกครั้งมันเริ่มหายเป็นปกติแม่บ้านมุกนวลยิ้มกับตัวเองพลางถือกำไลในมือไว้ก่อนจะเดินหายเข้าไปในความมืดบริเวณสวนหลังคฤหาสน์โหราตระกูลโดยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ากำไลนั้นมันส่งแสงสีแดงวับขึ้นมาครู่หนึ่งราวกับมันกำลังพยายามทิ้งร่องรอยเอาไว้ไม่นานแสงสีแดงนั้นก็จางหายไปแล้วกลับเป็นปกติดังเดิมอลินตาที่ยืนอยู่ในห้องพระของตัวเอง หลับตาลงด้วยความปลดปลงก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับพูดลอยๆ

                    “เวรกรรมแท้ๆหลงจงรักภักดีเป็นวรรคเป็นเวร สุดท้ายโดนทรยศหักหลังอย่างไม่น่าให้อภัย” หมิงยืนอยู่ข้างๆ เป๋าหน้าห้องพระ ทั้งสองดูยืนดูเหตุการณ์จนกระทั่งทุกอยางกลับเข้าสู่ความเป็นปกติหมิงแอบกระซิบกับเป๋า

                    “คุณอลินเขาบ่นคาถาอะไรอีกวะไอ้เป๋า”เป๋าที่ยังกลัวผีอยู่ รีบตอบ

     

                    “แกถามฉัน ฉันคงจะรู้หรอกนะไอ้หมิงเวลาแกถามอะไรเนี่ยช่วยส่งคำถามผ่านรอยหยักสมองให้ประมวลผลก่อนถามได้มะ” อลินตาหันกลับมามองสองลูกน้องของตนเองด้วยสายตาใคร่ครวญอะไรบางอย่าง

                    “เอาล่ะ หมิงเต๋อเป๋าตุง ไปที่ห้องรับแขกชงกาแฟดำเข้มๆ มาแจกกันเลยวันนี้มีเรื่องคุยกันยาวหน่อย”พูดจบอลินตาก็เดินออกไปเจ้านายเดินออกจากห้องไปแล้วเหลือแต่ความมืดมิดภายในห้องพระที่เพิ่งผ่านสมรภูมิรบแห่งผีหลอกวิญญาณหลอนมาเมื่อสักครู่แล้วมีหรือที่สองเพื่อนรักจะปักหลักยืนเป็นหุ่นอยู่ที่เดิม ใครจะไปรู้ล่ะเผื่อแม่คุณรุนช่องจะพากันเหิมเกริมโผล่ขึ้นมาทักทายอีกทั้งสองเพื่อนรักจึงรีบรุดพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงตามอลินตาผู้เป็นเจ้านายไปอย่างเร่งด่วน

                    ขณะเดียวกันที่คุ้มหลวงแห่งเมืองเชียงภูแสน ดึกมากแล้วสำหรับภพอดีตของที่นี่ชัยยันต์และอวยชัยเดินมาส่งเจ้าภูแสนนายของตนถึงหน้าตำหนักเมื่อเดินมาถึงเจ้าภูแสนก็เอ่ยขึ้นกับองครักษ์ทั้งสอง

                    “ถึงตำหนักข้าแล้วพวกเจ้าก็กลับไปได้แล้วอันที่จริงข้าดูแลตัวเองได้ ได้ดีกว่าที่พวกเจ้าคิดด้วยซ้ำ”เจ้าภูแสนพูดอย่างมีความนัย องครักษ์ทั้งสองค้อมรับคำสั่งไม่พูดอะไรขณะที่เจ้าภูแสนกำลังจะเดินเข้าตำหนักของตน แต่แล้วอยู่ๆ เจ้าภูแสนก็ชะงักเท้าแล้วหันมามองทางสององครักษ์ด้วยสายตาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...