การกลับมาของวายร้ายรุ่นที่ 2

    บทที่ 44 คนดีหรือคนชั่ว แยกไม่ออก

    บทที่ 44 คนดีหรือคนชั่ว แยกไม่ออก

     

    จางเสินเอ๋อร์จับกุมตัวลู่เฉิงเหวินไปอีกครั้ง

     

    ในห้องเวรของสถานีตำรวจ ชายหนุ่มครุ่นคิดได้หลายอย่าง

     

    เขาปล่อยให้เรื่องราวเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้

     

    ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหล่านางเอกทั้งหลายดูจะแน่นแฟ้นเกินไปซะแล้ว!

     

    การขังหลงอ้าวเทียนไว้ในห้องมืดหนึ่งวัน นอกจากจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ แล้ว ตนเองยังกลายเป็นผู้ช่วยเหลือแม่ของเจี่ยงซือหาน กอบกู้ธุรกิจสองพันกว่าล้านของเหลิ่งชิงชิวไม่ให้เสียหาย จัดการกับหูซู่ฮุยและช่วยไม่ให้เฉินเมิ่งอวิ๋นต้องเสียตัว และวันทั้งวันยังต้องเจอหน้าสวีเสวี่ยเจียวไม่รู้กี่หน...

     

    ใช่แล้ว! ถูกจับกุมติดกันสองครั้งในวันเดียว

     

    มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย!

     

    บทมันไม่ควรเป็นแบบนี้เลยนี่นา!

     

    ฉันมีเรื่องกับพวกเธอไม่ได้ แต่ฉันหลบพวกเธอได้นี่?

     

    วันพรุ่งนี้ฉันจะซื้อตั๋วเครื่องบินไปประเทศหนัน ตงอู๋ ซีสู ซีเหลียง...

     

    แต่ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ ฉันก็จะพุ่งทะลุเอเชีย ออกไปสู่โลกกว้าง!

     

    ฉันจะไปยูเครน ดอนบาฟ*[1] แคชเมียร์*[2] ...ยังไงก็ต้องหนีไปได้สิ!

     

    ฉันมีเงิน จะอยู่ที่ไหนก็สามารถอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย! ฉันจะดึงดันอยู่กับพวกเธอในประเทศเป่ยต่อไปทำไมอีก? ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป สักวันฉันคงโดนหลงอ้าวเทียนเล่นงานจนตายแน่!

     

    ตกลงตามนี้แล้วกัน!

     

    นายอยากจะรวบรวมอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองเสวี่ยไม่ใช่เหรอ?

     

    ได้! ยกให้นายหมดเลย! ฉันจะไม่ไปแย่งมันกับนายหรอก ต่อไปมันก็จะเป็นของนายทั้งหมด!

     

    ...

     

    ระหว่างลู่เฉิงเหวินกับหูซู่ฮุย ความจริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นคนวางยา เรื่องนี้กลายเป็นคดีพิศวงไปซะแล้ว

     

    ตีให้ตายหูซู่ฮุยก็ไม่มีทางยอมรับ โทษสำหรับข้อหานี้ร้ายแรงมาก เขาจะรับผิดไม่ได้เป็นอันขาด และเขาไม่กล้ารับผิดด้วย! ลำพังแค่โดนตระกูลเฉินล้างแค้น เขาก็รับไม่ไหวแล้ว!

     

    ดังนั้นเขาจึงพูดหนักแน่นว่าตนเองไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เฉินเมิ่งอวิ๋นเป็นคนนัดกับตนเอง ต่อมาลู่เฉิงเหวินก็ตามมาชกต่อยถึงที่

     

    ส่วนลู่เฉิงเหวินบอกว่าหูซู่ฮุยเป็นคนทำ แต่ไม่มีหลักฐาน

     

    คำให้การของเฉินเมิ่งอวิ๋นชี้ชัดไปที่หูซู่ฮุย ทั้งยังบอกด้วยว่าลู่เฉิงเหวินเคยเตือนสติตนเองแล้ว

     

    แต่ปรากฏว่าไม่เพียงคำให้การไม่เป็นผลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหลักฐานที่มัดแน่นว่าลู่เฉิงเหวินเป็นผู้ต้องสงสัย

     

    นั่นเพราะลู่เฉิงเหวินทำนายเหตุการณ์ได้แม่นซะเหลือเกิน ...หรือว่ามีเทพองค์ไหนมาประทับร่างงั้นเหรอ?

     

    ยังไม่ทันจะได้กินข้าว แต่ก็รู้ก่อนหน้าแล้วว่าต้องโดนวางยา? ลู่เฉิงเหวิน ...นายเป็นร่างทรงงั้นเหรอ?

     

    แต่หลังจากวางยาเขาก็ไม่ได้ทำอะไรอีก ทั้งยังไปตามตัวสวีเสวี่ยเจียวมาช่วยรักษาฤทธิ์ยาในตัวเฉินเมิ่งอวิ๋น

     

    เหลิ่งชิงชิวเองก็เข้ามาให้ปากคำด้วยเช่นกัน เธอบอกว่าลู่เฉิงเหวินโทรมาหาตนเองด้วยความร้อนใจ หลังสืบจนรู้ว่าพวกเขานัดกินอาหารในโรงแรม ชายหนุ่มก็รีบไปช่วยเฉินเมิ่งอวิ๋น

     

    สรุปแล้วตอนนี้ทุกอย่างสับสนไปหมด

     

    จางเสินเอ๋อร์ไม่เชื่อสักนิดว่าลู่เฉิงเหวินจะเป็นคนดีถึงขั้นนั้น

     

    เขาเนี่ยนะคิดจะช่วยคน? เหอะ ๆ! อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย เขาต้องเป็นคนวางยาแน่ ๆ!

     

    ระหว่างนี้จะต้องเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดอะไรบางอย่างขึ้นแน่ เพราะงั้นเขาถึงได้ปรับตัวมาช่วยเหลือคนอื่น และไม่คิดทำเรื่องชั่วช้า

     

    แต่เหลิ่งชิงชิว เฉินเมิ่งอวิ๋น และสวีเสวี่ยเจียว ...ผู้หญิงสามคนเข้ามาพัวพันกับคดีนี้ ทั้งยังบอกว่าลู่เฉิงเหวินทำลงไปเพื่อช่วยคน

     

    จางเสินเอ๋อร์คิดแล้วอยากจะกระอักเลือดออกมา

     

    ความจริงแล้วลู่เฉิงเหวินใช้วิธีไหนกันแน่? ทำไมผู้หญิงจากสามตระกูลใหญ่ถึงได้พยายามปกป้องเขานัก?

     

    ผู้หญิงสามคนนี้ล้วนประสบความสำเร็จในสาขาที่แตกต่างกัน

     

    และแน่นอน ครอบครัวของพวกเธอแต่ละคนก็ร่ำรวยกันทั้งนั้น ทั้งยังได้รับการศึกษาระดับสูง โอกาสประสบความสำเร็จมีมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเธอจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน

     

    ตามหลักเหตุผลแล้ว วิสัยทัศน์ โลกทัศน์ ความนึกคิด และมันสมองของพวกเธอก็น่าจะสูงกว่าคนปกติทั่วไปด้วยเช่นกัน

     

    แต่ทำไมกลับโดนลู่เฉิงเหวินหลอกจนหัวปั่นได้ถึงขนาดนี้!?

     

    เจ็บใจจริง ๆ เลย!

     

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหลิ่งชิงชิว ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเป็นถึงไอดอลของผู้หญิงทั้งหลายในเมืองเสวี่ย

     

    และเป็น ‘ลูกที่ดี’ ที่พ่อแม่คนไหนต่างก็อยากได้

     

    เธอไม่ชอบลู่เฉิงเหวิน และยังเกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายมากจนแทบจะทนไม่ไหวไม่ใช่เหรอ? แต่วันนี้เป็นอะไรไป? ทำไมเธอก็เข้ามายุ่งวุ่นวายกับคดีนี้ด้วย อีกทั้งยังเสนอตัวเป็นพยานเพื่อให้การว่าเขาถูกปรักปรำจริง ๆ

     

    อย่างไรก็ดี สถานที่เกิดเหตุถูกทำลาย หลักฐานขาดหาย จะปิดคดีนี้ได้คงต้องใช้เวลานาน

     

    อีกทั้งไม่มีหลักฐานก็ไม่อาจเอาผิดได้ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรลู่เฉิงเหวินกับหูซู่ฮุยได้เลย

     

    ลู่เฉิงเหวินค้างในห้องขังหนึ่งคืน ผมของเขายุ่งเหยิง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ชายหนุ่มเดินออกไปโดยไม่ได้ล้างหน้าหรือล้างตา

     

    หลังออกมาเขาก็เจอเหลิ่งชิงชิว สวีเสวี่ยเจียว และเจี่ยงซือหาน

     

    เจี่ยงซือหานรีบเดินเข้ามาหาชายหนุ่ม บรรดาผู้ช่วยไปรับเสื้อนอกของลู่เฉิงเหวินมา และสวมชุดใหม่ให้

     

    หญิงสาวถามด้วยความเป็นห่วง “ประธานลู่ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”

     

    “อืม ไม่เป็นไร” ลู่เฉิงเหวินมองเหลิ่งชิงชิวกับสวีเสวี่ยเจียว “ทำไมพวกคุณถึงอยู่ตรงนี้ได้?”

     

    สวีเสวี่ยเจียวยิ้มพลางตอบ “ก็มาเป็นพยานให้พี่น่ะสิ! ไม่ได้รู้ตัวบ้างเลยว่าตัวเองเลวร้ายขนาดไหน ฉันอยากจะมาเป็นพยานบอกว่าพี่เป็นคนดี แต่กลับต้องเปลืองน้ำลายเป็นโอ่ง ๆ!”

     

    “ขอบใจมาก”

     

    ลู่เฉิงเหวินมองไปที่เหลิ่งชิงชิว “ขอโทษที ทำให้คุณต้องลำบากไปด้วยทั้งคืนเลย”

     

    “ไม่เป็นไรหรอก” เหลิ่งชิงชิวยังคงสงบนิ่งเหมือนดังที่เคยเป็น เธอมองจางเสินเอ๋อร์ “พวกเราไปกันได้แล้วใช่ไหมคะ?”

     

    จางเสินเอ๋อร์ตอบพร้อมทำหน้าบึ้งตึง “แน่นอนค่ะ แต่ว่าคุณ ...ลู่เฉิงเหวิน”

     

    “ครับ”

     

    จางเสินเอ๋อร์ชูใบควบคุมความประพฤติขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า “คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด คุณจะออกนอกเมืองเสวี่ยไม่ได้ ถ้าต้องการออกนอกพื้นที่ คุณจะต้องได้รับอนุญาตจากพวกเราก่อน และในช่วงนี้คุณต้องมารายงานตัวทุกครั้งเมื่อมีการเรียกตัว”

     

    ลู่เฉิงเหวินตะลึง

     

    ‘แบบนี้ไม่จบเห่กันพอดีหรอกเหรอ? ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปจากเมืองนี้!’

     

    ‘ให้ตายสิ! ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ต้องอยู่แต่ในเมืองเสวี่ย แย่งผู้หญิงกับหลงอ้าวเทียนงั้นเหรอ?’

     

    สวีเสวี่ยเจียวหัวเราะ

     

    เหลิ่งชิงชิวหรี่ตามอง หรือว่าสวีเสวี่ยเจียวจะได้ยินเสียงความในใจของลู่เฉิงเหวินด้วยเหมือนกัน?

     

    ส่วนจางเสินเอ๋อร์เข้าใจผิด

     

    เธอคิดว่าลู่เฉิงเหวินคือผู้ร้ายในคดีนี้ และตอนนี้ก็คิดหนีเพื่อหลบเลี่ยงลงโทษทางกฎหมาย

     

    หญิงสาวยิ้มพลางพูด “ลู่เฉิงเหวิน คุณอยากจะหนีใช่ไหม? คุณหนีไม่พ้นหรอก ฉันจะต้องหาหลักฐานมาจับคุณเข้าคุกให้ได้!”

     

    ชายหนุ่มพยักหน้า

     

    ‘สู้ ๆ หน่อยก็แล้วกันนะ ยัยผู้หญิงโง่!’

     

    ‘คนชั่ว ๆ ไม่ยอมไปจับ วัน ๆ เอาแต่คอยจับผิดฉันอยู่ได้! ...แต่ก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเธอเกลียดฉัน ฉันก็จะยิ่งปลอดภัย’

     

    จางเสินเอ๋อร์คิดในใจ คนคนนี้เป็นบ้าอะไร? ทำไมฉันเกลียดเขาแล้วเขาถึงปลอดภัยล่ะ?

     

    ยังมีอีก ...หลงอ้าวเทียนคนที่เขาพูดถึงในใจบ่อย ๆ เป็นใครกันแน่?

     

    ดูเหมือนว่าเขามั่นใจมากว่าฉันจะต้องรู้จักกับหลงอ้าวเทียน

     

    เบาะแสนี้ ฉันต้องจดบันทึกไว้ก่อน!

     

    สวีเสวี่ยเจียวยิ้มพลางพูดขึ้นมา “ไปกันเถอะค่ะพ่อคนดี ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวพี่เอง!”

     

    ลู่เฉิงเหวินยิ้มน้อย ๆ

     

    ทันใดนั้นเหลิ่งชิงชิวก็พูดขึ้นมา “ฉันยังมีธุระ ขอตัวก่อน”

     

    “ชิงชิว”

     

    ชายหนุ่มเรียกเธอ

     

    “มีอะไรอีกงั้นเหรอ?”

     

    “ขอบคุณมากนะ” เขายิ้มพลางพูด “...ขอบคุณที่เชื่อผม”

     

    เหลิ่งชิงชิวมองอีกฝ่าย “คุณติดค้างฉัน”

     

    “ใช่ ๆ ๆ ผมติดค้างคุณ วันหลังผมจะเลี้ยงข้าวคุณเอง ไม่สิ! ไม่ได้! ผมไม่เลี้ยงข้าวคุณ ผม... ผมจะให้ของขวัญคุณ คุณอยากได้อะไร? รถ? นาฬิกาทอง? หรือว่าชุดจากต่างประเทศยี่ห้อดัง ๆ?”

     

    หญิงสาวตอบ “ถ้าคุณอยากจะตอบแทนฉัน... งั้นก็หมั้นกับฉันสิ”

     

    “อ๋อ ได้สิ ผม... คุณว่าอะไรนะ!?”

     

    ลู่เฉิงเหวินตะโกนเสียงดัง

     

    [1] ดอนบาฟ คือ แอ่งถ่านหินในเขตลุ่มน้ำโดเนตสก์ ดอนบาสมีบางส่วนที่อยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของยูเครน และดอนบาสตะวันออกอยู่ในเขตจังหวัดรอสตอฟ ประเทศรัสเซีย

     

    [2] แคชเมียร์ รัฐที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศปากีสถานและที่ราบสูงทิเบต