“สามหาว! วันนี้เหล่ายอดฝีมือทั่วหล้ามาชุมนุมกัน จะยอมให้คนชั่วอย่างเ้ามาทำกำแหงได้อย่างไร!”
อวี๋เจิ้นเทียนคำรามลั่นด้วยโทสะ หนวดเคราและเส้นผมขยับไหวตามแรงอารมณ์ เขายื่นมือออกไปคว้ากระบี่ข้างเอวของจูฟ่าง ศิษย์เอกที่อยู่ด้านข้างมาไว้ในมือ
ร่างกายที่ดูชราภาพกลับมีเืลมสูบฉีดพล่าน ไอสีขาวระเหยออกมาจากร่าง กระบี่ยาวในมือแผ่รังสีคมกล้า ฟาดฟันเฉียงขึ้นไปเบื้องบน
จาเหล่าซานแค่นยิ้มเ็า ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขาเงื้อดาบขึ้นฟันสวนรังสีกระบี่ลงมาในแนวขวาง
แสงดาบและรังสีกระบี่เข้าปะทะกันอย่างจัง บังเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นพลังอันรุนแรงแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง จนกระเบื้องและขื่อหลังคาถูกพัดกระเด็น
ท่ามกลางลานบ้าน อวี๋เจิ้นเทียนเซถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะเป็การสลายพลังที่กระแทกมาได้ โดยมีเหล่าลูกศิษย์รีบเข้ามาประคองไว้
เสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น ขื่อใต้เท้าของจาเหล่าซานหักสะบั้นลงทันที เขาอาศัยแรงส่งถีบตัวทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ แล้วร่อนลงบนหลังคาอีกด้านหนึ่ง
“ตาแก่ ฝีมือยังไม่ถึงกับพิการไปเสียหมดนะ” แววตาของจาเหล่าซานฉายแววสังหารเย็นเยียบ
เหล่าแเื่ด้านล่างเมื่อเห็นว่าอวี๋เจิ้นเทียนมีฝีมือสูสีกับอีกฝ่าย หลายคนจึงหยุดชะงักฝีเท้าที่จะจากไปชั่วคราว
สำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋ถือเป็สำนักที่มีฝีมือเป็อันดับต้นๆ ในเมืองซุ่นอัน อวี๋เจิ้นเทียนผู้เป็เ้าสำนักชรามีชื่อเสียงโด่งดังมานานหลายสิบปี ฝีมือวรยุทธ์ของเขาเป็ที่ประจักษ์แก่ผู้คนในแถบนี้
หากเขาสามารถจัดการกับโจรผู้นี้ได้ ทุกคนก็ไม่มีความจำเป็ต้องหนี
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงแหวกอากาศอันหนักแน่นก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
เงาร่างในชุดดำปิดบังใบหน้าห้าสายทะยานเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ขึ้นไปยืนบนหลังคาทั้งสี่ทิศของคฤหาสน์ ล้อมรอบผู้คนในลานบ้านไว้ในลักษณะค่ายกลโอบล้อม
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าชาวยุทธ์ที่มาร่วมงานต่างพากันหน้าถอดสีด้วยความใ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้ที่มาถึงย่อมต้องเป็อีกห้าคนที่เหลือของเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาอย่างแน่นอน
“พี่รอง พวกท่านมาช้าไปนะ”
จาเหล่าซานกล่าวด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ชายชุดดำคนหนึ่งที่มีรอยย่นบนหน้าผากและผมขมับเริ่มหงอกขาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ไม่รีบ เรายังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วธูป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จาเหล่าซานจึงพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังเหล่าแเื่ในลานบ้านแล้วหัวเราะออกมาอย่างใจเย็น
“เวลาเหลือไม่มากแล้ว พวกเ้ายังมีเวลาอีกหกชั่วลมหายใจ!”
สิ้นคำกล่าว แเื่ในลานบ้านก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ต่างพากันวิ่งหนีออกไปข้างนอกอย่างชุลมุน
วันนี้พวกเขาเพียงแค่มาร่วมงานและมอบของขวัญ ไม่ได้มาเพื่อทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
เจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจามีชื่อเสียงในทางชั่วร้ายและน่าเกรงขาม เพียงคนเดียวก็ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าอวี๋เจิ้นเทียน สำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋ไม่มีทางต้านทานคนทั้งหกได้เลย
“ท่านเ้าสำนักอวี๋ ที่บ้านข้ามีธุระด่วน ขอตัวลาไปก่อน”
“ผู้น้อยฝีมือต่ำต้อย พี่อวี๋โปรดถนอมตัวด้วย!”
“หากวันนี้พี่อวี๋สามารถปราบอธรรมผดุงความยุติธรรมได้ เมืองซุ่นอันจะจดจำท่านไว้”
......
บุคคลที่มีหน้ามีตาในยุทธภพและในเมืองซุ่นอันบางคน รีบกล่าวคำลาตามมารยาทเพียงไม่กี่ประโยค แล้วต่างพากันรีบจากไปทีละคน
แต่ละคนต่างเกรงว่าจะเดินช้าไป แล้วจะถูกหางเลขจนต้องจบชีวิตลงที่นี่
อวี๋เจิ้นเทียนสีหน้าย่ำแย่ เขามองดูเหล่าแเื่ที่พากันหายไปอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าบึ้งตึงโดยไม่เอ่ยคำใด
เขาไม่อาจเอ่ยปากรั้งคนเหล่านี้ไว้ได้ และรู้ดีว่าไม่มีทางรั้งเอาไว้ได้เช่นกัน
อีกทั้งนับั้แ่พวกจาเหล่าเอ้อร์มาถึง พลังลมปราณภายในที่เหล่าโจรแผ่ออกมานั้นไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย ทำให้อวี๋เจิ้นเทียนตระหนักดีว่า ต่อให้พวกกลุ่มคนไร้ระเบียบเหล่านี้อยู่ต่อก็ไม่มีประโยชน์อันใดนัก
“พี่จาง อยากไปก็ไปเถอะ ไม่มีใครห้ามท่านเสียหน่อย”
หลี่มู่เซิงถูกฝูงชนที่เบียดเสียดดันไปด้านข้าง เขาหันกลับไปมองชายร่างกำยำที่กำลังทำสีหน้าลังเลใจ จางต้าจ้วงกำไม้พลองในมือแน่นแล้วก็คลาย คลายแล้วก็กำใหม่ เมื่อเห็นคนในลานบ้านน้อยลงเรื่อยๆ ในใจก็ร้อนรนแต่กลับตัดสินใจไม่ได้เสียที
“พวกเราล้วนเป็คนของสำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋ พวกคนเถื่อนพวกนี้จะยอมปล่อยพวกเราไปหรือ?” จางต้าจ้วงเอ่ยถามเสียงเบาอย่างลังเล
กลิ่นอายกดดันที่คนทั้งหกบนหลังคาแผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“ข้าว่าไม่มีปัญหานะ ท่านแซ่จาง ไม่ได้แซ่อวี๋เสียหน่อย”
หลี่มู่เซิงลูบคางพลางชำเลืองมองเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาที่ยืนถือดาบอยู่บนหลังคาแล้วยิ้มกล่าวว่า
“หากไม่แน่ใจจริงๆ ก็ลองถามพวกนั้นดูสิ ว่าจะให้ไปหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางต้าจ้วงก็ใแทบสิ้นสติ รีบคว้าตัวหลี่มู่เซิงไว้แล้วกล่าวด้วยความหวาดกลัวว่า
“เ้าเด็กนี่บ้าบิ่นจริงๆ กล้าดียังไงจะไปถามพวกโจรเหี้ยมพวกนั้น อยากตายเร็วหรืออย่างไร?”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน แเื่ในลานบ้านก็หนีไปมากกว่าครึ่งแล้ว
บางคนถึงกับแย่งกันหนีจนลนลาน ทำรองเท้า ปิ่นปักผม หยกพก หรือแม้แต่เศษเงินตกหล่นอยู่บนพื้นกระจัดกระจาย
แม้เหล่าศิษย์ ผู้ช่วยสอน และคนรับใช้ของสำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋จะยังไม่ได้หนีไป แต่ต่างก็มีความลังเลใจอย่างยิ่งเช่นกัน
ทุกคนรู้ดีว่าเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจานั้นชื่อเสียงฉาวโฉ่และโเี้ผิดมนุษย์ ไม่เคยเหลือผู้รอดชีวิตไว้ภายใต้เงื้อมมือ การอยู่ต่อจึงแทบจะมีเพียงความตายรออยู่
ทว่าอวี๋เจิ้นเทียนมักวางอำนาจจนเป็ที่ยำเกรงอยู่เป็นิจ พวกเขาจึงไม่กล้าคิดหนีไปต่อหน้าต่อตา อีกทั้งยังมีความกังวลเช่นเดียวกับจางต้าจ้วง ว่าเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาจะยอมปล่อยพวกเขาไปหรือไม่
“พี่ห่าว พวกโจรพวกนี้บังอาจทำชั่วกลางวันแสกๆ ในเมืองซุ่นอัน ช่างกำแหงเหลือเกิน วันนี้ท่านกับข้าจงร่วมมือกัน กำจัดภัยสังคมนี้ไปจากยุทธภพเสีย!”
อวี๋เจิ้นเทียนกระชับกระบี่ยาวในมือแน่น หันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลังภายในอันแข็งแกร่งทำให้เส้นผมสีเงินของเขาสะบัดพลิ้ว
ห่าวเซินที่ยังไม่จากไปปรายตามองอวี๋เจิ้นเทียนแล้วพยักหน้าช้าๆ “พี่อวี๋กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก ในฐานะที่ข้าเป็เ้าเมืองซุ่นอัน ย่อมไม่อาจปล่อยให้พวกโจรเหล่านี้มาก่อความวุ่นวายในเมืองได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋เจิ้นเทียนก็ใจชื้นขึ้นเล็กน้อย ห่าวเซินมีวรยุทธ์ล้ำลึก หากได้เขามาช่วย ความกดดันของตนก็จะเบาบางลงไปมาก
ทว่าคำพูดต่อมาของห่าวเซิน กลับทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ
“แต่ว่า เจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจามีวรยุทธ์น่าทึ่ง ลำพังเพียงเราสองคนเกรงว่าจะรับมือไม่ไหว ขอให้พี่อวี๋ช่วยต้านทานไว้สักครู่ รอให้ข้าไประดมเหล่าทหารในเมืองมา แล้วค่อยจัดการพวกโจรเหล่านี้ให้สิ้นซาก”
พูดจบ ห่าวเซินก็ใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างออกไปนอกลานบ้านอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
เจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาบนหลังคาเพียงแต่มองตามด้วยสายตาเ็า โดยไม่มีทีท่าว่าจะขัดขวางแต่อย่างใด
“พรืด!”
หลี่มู่เซิงเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา ก่อนจะหันไปกล่าวว่า “ข้าบอกแล้วว่าตาแก่อวี๋นี่ขี้เหนียวเกินไป ดูสิ พอถึงเวลาคับขันกลับไม่มีใครเต็มใจช่วยสักคน ข้าคาดว่าอีกประเดี๋ยวเขาคงต้องถูกทุกคนทอดทิ้งแน่ๆ”
จางต้าจ้วงร่างสูงใหญ่ค้ำไม้พลองในมือไว้ เมื่อเห็นสายตาของผู้คนจับจ้องมาทางนี้ เขาก็หดหัวลงโดยสัญชาตญาณพลางตบไหล่หลี่มู่เซิง
“เบาเสียงหน่อย พวกเขาได้ยินกันหมดแล้ว อีกอย่าง... ท่านเ้าสำนักก็ไม่ได้ขี้เหนียวตลอดหรอก บางทีก็มีใจกว้างบ้างเป็ครั้งคราว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋เจิ้นเทียนที่สีหน้าย่ำแย่อยู่แล้วก็หันขวับมาถลึงตาใส่หลี่มู่เซิงและจางต้าจ้วงอย่างดุดัน
ทว่าตอนนี้เขาไม่มีเวลามาใส่ใจผู้ช่วยสอนที่มีฝีมือเพี่ยงงูๆ ปลาๆ สองคนนี้ เขาหันไปมองเหล่าลูกศิษย์แล้วสั่งว่า “มัวยืนบื้อกันทำไม หยิบอาวุธขึ้นมาสู้ สำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋ไม่มีคนขี้ขลาด!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง เหล่าศิษย์ต่างขยับตัวโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นเงาร่างสามสายข้างกายอวี๋เจิ้นเทียนนิ่งสนิทไม่ไหวติง ทุกคนก็ค่อยๆ หยุดชะงักลง
ทั้งสามคนนั้นคือศิษย์ที่อวี๋เจิ้นเทียนภาคภูมิใจที่สุด และเป็ผู้ที่มีฝีมือวรยุทธ์แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก หากไม่นับอวี๋เจิ้นเทียนและบุตรชายคนโตของเขา
(จบตอน)