ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 167 มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: หลุมดำนิรันดร์

            ต้องรู้ก่อนว่าค่าต้านทานกายภาพและพลังโจมตีนั้นเดิมทีเป็นสองค่าสถานะที่สำคัญที่สุดของผู้ใช้อาชีพ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้อาชีพสายกายภาพหากค่าต้านทานกายภาพลดลง นั่นหมายความว่าจะได้รับความเสียหายมากขึ้นและหากพลังโจมตีลดลง ก็หมายความว่าจะไม่สามารถเอาชนะศัตรูได้

            ดังนั้นการลดลงอย่างต่อเนื่องของค่าสถานะทั้งสองนี้สำหรับผู้ใช้อาชีพสายกายภาพแล้ว มันคือเรื่องคอขาดบาดตายอย่างแท้จริง

            ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือสกิลนี้ของลู่เซิ่งยังจัดอยู่ในประเภท ‘เอฟเฟกต์โรคระบาด’ที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งกำจัดได้ยากกว่า ‘เอฟเฟกต์โรค’ทั่วไปเสียอีก

            นั่นหมายความว่าในช่วงเวลา 15 นาทีหลังจากนี้หากหวังเทียนอีไม่สามารถเผด็จศึกให้จบโดยเร็ว เขาก็จะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ

            โชคดีที่หวังเทียนอีเป็นจอมเวท‘ค่าต้านทานกายภาพ’ และ ‘พลังโจมตี’ จึงไม่ใช่ค่าสถานะหลักของเขาต่อให้สูญเสียไปบ้างก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขานัก

            เมื่อคิดได้ดังนี้หวังเทียนอีก็เตรียมจะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ทว่าเขายังไม่ทันจะได้ถอนหายใจออกมาจนสุด...

            ในตอนนั้นเองลู่เซิ่งก็ขยับริมฝีปากเบาๆ อีกครั้ง อีกหนึ่งสกิลถูกร่ายตามมาติดๆและกระแทกเข้าใส่ศีรษะของหวังเทียนอีอย่างจัง

            “โรคระบาดติดต่อ: ฝีหนอง”

            วูบ...

            สัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกอันน่าขนลุกปรากฏขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง

            “เอ๊ะ? ตัวอะไรน่ะ?”

            เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังเทียนอีก็ตกใจแทบสิ้นสติ เขาพยายามจะป้องกันตามสัญชาตญาณ

            แต่สกิลของออสการ์นั้นเดิมทีก็เอนเอียงไปทางสายคำสาปอยู่แล้วนอกจากจะไม่ต้องร่ายและเป็นสกิลร่ายฉับพลันทั้งหมดแล้วก่อนจะปล่อยสกิลออกมายังไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้นต่อให้คิดจะป้องกันก็ป้องกันไม่ได้

            ดังนั้นแม้หวังเทียนอีจะระวังตัวไว้ก่อนแล้ว เขาก็ยังถูกลู่เซิ่งซัดเข้าใส่อย่างเต็มเปา

            “อ๊าก ทำไมมันคันแบบนี้? คันจะตายอยู่แล้ว”

            วินาทีต่อมาความรู้สึกคันคะเยอที่แล่นเข้าแทรกถึงกระดูกจนยากจะทานทนเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากตัวหวังเทียนอีมันคันจนเขาอดไม่ได้ที่จะเกาอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดเกาจนผิวหนังฉีกขาด เลือดไหลซิบเขาก็ยังไม่รู้สึกตัว

            ไม่เพียงเท่านั้นตามร่างกายของเขายังมีฝีหนองสีเหลืองหม่นผุดขึ้นมานับไม่ถ้วนทุกครั้งที่เขาเกาฝีหนองเหล่านั้นจนแตก จะมีน้ำหนองส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ไหลซึมออกมาเมื่อไปโดนผิวหนังส่วนอื่นเข้าก็จะกระตุ้นให้เกิดโรคระบาดและเกิดฝีหนองใหม่ขึ้นมาอีก ยิ่งเกายิ่งมาก ยิ่งเกายิ่งขึ้นใหม่จนหนาแน่น

            ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก

            เพียงแค่ไม่กี่อึดใจหวังเทียนอีก็เกาตัวเองจนกลายเป็นมนุษย์โชกเลือดไปเสียแล้วสภาพของเขาทั้งตัวเรียกได้ว่าอเนจอนาถอย่างยิ่งจะเหลือเค้าความมั่นใจเต็มเปี่ยมเหมือนก่อนหน้านี้ที่ไหนกัน?

            และจนถึงตอนนี้ลู่เซิ่งยังไม่ได้ขยับฝีเท้าเลยแม้แต่ก้าวเดียว

            “เฮ้ย ดูนั่นสิ หวังเทียนอี ทำไมตามตัวถึงมีฝีหนองขึ้นเยอะขนาดนั้น?”

            “นี่... นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

            เมื่อเห็นภาพนี้ผู้คนรอบข้างต่างก็พากันขนลุกซู่ไปตามๆ กัน

            ภาพที่ปรากฏบนตัวหวังเทียนอีนั้นช่างสยดสยองเกินไปฝีหนองที่ขึ้นเรียงรายกันอย่างหนาแน่นนั้นแทบจะทำให้คนที่เป็นโรคกลัวรูช็อกตายคาที่ได้เลย

            “นี่มัน... สกิลอะไรจะน่ารังเกียจขนาดนี้”

            แม้แต่คนที่เป็นประธานผู้ตัดสินอย่างอู่เหมิงเอินเมื่อเห็นสภาพบนตัวของหวังเทียนอีแล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขยะแขยง

            โชคดีที่ในเวลานี้แม้หวังเทียนอีจะมีฝีหนองเน่าเฟะเต็มตัวและมีสภาพที่ทุลักทุเลแต่ค่าพลังชีวิตและค่ามานาของเขายังคงอยู่ในระดับที่เต็มเปี่ยมไม่ได้ได้รับความเสียหายใดๆ

            เมื่อเห็นเช่นนี้อู่เหมิงเอินจึงเบาใจลงเล็กน้อย ก่อนจะส่งข้อความส่วนตัวไปเร่งรัดอีกครั้ง“หวังเทียนอี อย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบจัดการลู่เซิ่งนั่นซะให้เรื่องมันจบๆ ไป”

            “ครับ ท่านคณบดี”

            เมื่อได้รับข้อความส่วนตัวจากอู่เหมิงเอินหวังเทียนอีก็ใจสั่นสะท้าน เขาพยายามข่มใจไม่ให้เกาต่อแล้วหันไปตรวจสอบเอฟเฟกต์ดีบัฟที่เพิ่งจะเพิ่มขึ้นมาบนตัวเขา

             [โรคระบาดติดต่อ: ฝีหนอง] 

            เอฟเฟกต์ดีบัฟโรคระบาด:ทุกๆ 15วินาที จะสูญเสียค่าต้านทานเวทมนตร์ 1% และทำให้เป้าหมายมีฝีหนองเหม็นโฉ่ผุดขึ้นตามร่างกายจนคันคะเยอเกินจะรับไหวส่งผลให้เป้าหมายไม่สามารถรวบรวมสมาธิในการร่ายเวทได้ และจะลดความแรงเวทลง 1%ทุกๆ 15 วินาที ต่อเนื่องเป็นเวลา 15 นาที!

            ...

            “อะไรนะ? ถึงกับลดค่าต้านทานเวทมนตร์และพลังโจมตีเวทได้เลยเหรอ?”

            เมื่อได้เห็นคุณสมบัติดีบัฟที่เรียกได้ว่าเกินเยียวยาของสกิล‘โรคระบาดติดต่อ: ฝีหนอง’ 

            ในที่สุดหวังเทียนอีก็ไม่อาจเก็บงำความตกตะลึงในใจได้อีกต่อไปเขาแผดเสียงคำรามใส่ลู่เซิ่งว่า “แก...แกไปเรียนสกิลวิปริตพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ”

            “เป็นไง? รสชาติไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?”

            แต่ลู่เซิ่งไม่ได้คิดจะตอบคำถามกลับหัวเราะเสียงประหลาดแล้วถามสวนกลับไป

            “แก”

            หวังเทียนถลึงตา

            แต่ในตอนนั้นเองเขาก็เริ่มตั้งสติได้

            เมื่อเห็นว่าถึงแม้สกิล‘โรคระบาดชั่วร้าย: กัดกินกระดูก’ และ‘โรคระบาดติดต่อ: ฝีหนอง’ จะดูน่ารังเกียจแต่พวกมันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายโดยตรง

            อีกทั้งความเร็วในการลดพลังเวทเพียง 1%ต่อ 15 วินาทีนั้นในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อเขามากนัก

            เมื่อคิดได้เช่นนี้หวังเทียนอีก็เริ่มใจชื้นขึ้น เขาจ้องมองลู่เซิ่งพลางแค่นยิ้มเย็นชา“เหอะ ถึงสกิลทั้งสองของแกจะน่ารังเกียจแต่ในระยะสั้นมันก็ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”

            พูดมาถึงตรงนี้เขาก็เสริมด้วยความมั่นใจอีกครั้งว่า “ส่วนฉันน่ะขอแค่สกิลเดียวก็เอาชีวิตแกได้แล้ว”

            สิ้นเสียงคำพูดหวังเทียนอีก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ราวกับได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ เขาขบกรามแน่น

            “จะให้แกได้เห็นแก่นแท้แห่งห้วงมิติระดับสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดของฉัน”

            “มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: หลุมดำนิรันดร์”

            ตู้มมม

            วินาทีต่อมาเสียงกัมปนาทราวกับฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว

            ภาพที่เห็นคือลานประลองอันกว้างใหญ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหวระดับแปดริกเตอร์แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้กำแพงปริแตกออกทีละนิด และมีเศษหินร่วงกราวลงมานับไม่ถ้วน

            แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด

            จากนั้นภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาของฝูงชนปรากฏหลุมดำขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าสิบเมตรผุดขึ้นต่อหน้าหวังเทียนอีอย่างกะทันหัน

            ใช่แล้วมันคือหลุมดำ

            ฟิ้ว...ฟิ้ว... ฟิ้ว...

            แรงดึงดูดมหาศาลขุมหนึ่งพลุ่งพล่านออกมาจากหลุมดำนั้นมันดูดเอาเศษหิน เศษกระดาษ ขวดน้ำและสิ่งของจุกจิกโดยรอบเข้าไปข้างในจนหายวับไปหมดสิ้น

            แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆที่กำลังประลองอยู่บนเวทีอื่น ต่างก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กันจนต้องหยุดการประลองลงชั่วคราวและหันมามองทางนี้

            “ฉิบหายแล้ว นั่นมันตัวอะไรวะ?”

            “ฉันรู้ นั่นมันไม้ตายก้นหีบของ ‘จอมเวทมิติ’ หวังเทียนอี ชื่อของมันคือ ‘หลุมดำนิรันดร์’”

            “อะไรนะ? หลุมดำเหรอ?”

            “ใช่ ว่ากันว่าเมื่อสกิลนี้ถูกร่ายออกมามันจะกลืนกินทุกสิ่งในรัศมีร้อยเมตร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต พรรณไม้ ก้อนหินหรือแม้แต่อากาศ ทั้งหมดจะถูกสูบหายไปจนสิ้น และยิ่งกลืนกินไปมากเท่าไหร่อานุภาพของหลุมดำก็จะยิ่งไร้เทียมทานมากขึ้นเท่านั้น ขนาดผู้เปลี่ยนอาชีพครั้งที่ห้าเห็นสกิลนี้ยังต้องล่าถอย”

            “นี่... สมกับเป็นหนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจริงๆความรุนแรงของสกิลนี้... มันเกินจริงไปแล้ว”

            “นึกไม่ถึงเลยว่าแค่ต้องสู้กับพาลาดินตัวเล็กๆหวังเทียนอีถึงกับต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้แบบนี้”

            “ดูท่าลู่เซิ่งคนนั้นคงจะบีบให้หวังเทียนอีจนตรอกจริงๆ สินะ”

            “เฮ้อ งานนี้ไม่ต้องดูต่อแล้ว ลู่เซิ่งตายแหง ต่อให้เปิดสกิล ‘ไร้เทียมทาน’ ก็ช่วยไม่ได้ยังไงก็ต้องถูกหลุมดำดูดเข้าไปจนไม่เหลือแม้แต่ซาก”

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นหวังเทียนอีใช้สกิลที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมาผู้คนในที่นั้นที่มีความรู้กว้างขวางต่างก็จดจำที่มาของสกิลนี้ได้ทันที

            ส่วนคนที่ขวัญอ่อนหน่อยถึงกับต้องเบือนหน้าหนี เพราะไม่อยากทนดูภาพโหดร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น

            “เฮ้อ... ในที่สุดก็ยอมใช้ท่านี้แล้วสินะ? ดีที่ไม่มีอะไรผิดพลาด”

            แม้แต่ตัวอู่เหมิงเอินเองเมื่อเห็นหวังเทียนอีใช้สกิลนี้ออกมา เขาก็รู้สึกเบาใจลงในที่สุด

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน