“พี่สาว ท่านมองข้าเช่นนี้ ที่หน้าข้ามีอะไรติดอยู่อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?” จงหลิงเห็นอีกฝ่ายจับจ้องใบหน้าของตนอยู่เนิ่นนานจึงอดไม่ได้ที่จะลูบใบหน้าของตนเอง พลางเอ่ยถามด้วยแววตาสงสัย
“แค่ก แค่ก แค่ก” มู่เชียนจิ่วได้สติกลับมาในทันใด นางแสร้งทำเป็นไอออกมาเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่น่ะ”
จงหลิงเชื่อว่าที่มู่เชียนจิ่วตกใจเพราะเหตุผลนี้ จึงรู้สึกภูมิใจในตัวเอง “จริงสิเจ้าคะ ข้ายังไม่รู้จักนามของท่านเลย”
มู่เชียนจิ่วเลิกคิ้วขึ้น…ชื่อจริงของนางตอนนี้ยังบอกใครไม่ได้ และถึงแม้ตอนนี้นางอยู่ในร่างของสตรี ทว่าชื่อซูจิ่วก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน
อา! ช่างยุ่งยากจริง ๆ เลย!
มู่เชียนจิ่วขี้เกียจตั้งชื่อใหม่ จึงใช้ชื่อในชาติก่อนของตนแทน “เจ้าเรียกข้าว่าเสียวจิ่วก็แล้วกัน”
“พี่เสียวจิ่ว~” จงหลิงเอ่ยชื่ออีกฝ่ายเสียงหวาน
“เด็กดี~” มู่เชียนจิ่วลูบศีรษะของจงหลิง พลางมองด้วยสายตามีนัย
หากเด็กคนนี้รู้เรื่องที่นางทำกับสำนักกระบี่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เกรงว่าต่อไปเด็กคนนี้คงไม่กล้าเชื่อใจใครอีกแล้วกระมัง
“พี่เสียวจิ่วเจ้าคะ ท่านจะไปที่ไหนหรือเจ้าคะ พวกเราเดินทางไปพร้อมกันดีหรือไม่เจ้าคะ?” จงหลิงมองพี่สาวคนใหม่ด้วยสายตาคาดหวัง
“เดินทางไปพร้อมกันอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วนิ่งงันไปเล็กน้อย “เอ่อ...”
จงหลิงจึงรีบเอ่ยออกมาด้วยท่าทางเศร้าสร้อย “พี่เสียวจิ่วเจ้าคะ ท่านเองก็รังเกียจที่ข้าเป็นตัวถ่วง จึงไม่อยากพาข้าไปด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“เอ่อ...” มู่เชียนจิ่วสบตากับจงหลิงครู่หนึ่ง “เอาละ หากเจ้าอยากตามข้าไป ก็ตามใจเจ้าเถอะ”
“จริงหรือเจ้าคะ!” จงหลิงดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที น้ำตาที่เอ่อคลอพลันหายวับ การที่นางสามารถเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็วนั้น มู่เชียนจิ่วเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
“...อื้ม!” มู่เชียนจิ่วรับปากส่ง ๆ จากนั้นก็ลูบท้องของตัวเอง “กินอิ่มแล้วพวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ”
ซู่เหยโผล่หัวออกมาจากแขนเสื้อของนายหญิง “ลูกพี่ ท่านจะพานางไปด้วยจริงหรือขอรับ?”
“ก็นะ ใครใช้ให้ข้าเป็นคนมีเมตตากันล่ะ” มู่เชียนจิ่วชมตัวเองหน้าตาย แต่เรื่องที่นางเคยขุดสุสานบรรพชนของสำนักกระบี่ ต้องให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด!
ศิษย์ของสำนักกระบี่ล้วนมีแต่คนบ้าระห่ำ ยามต่อสู้ก็ราวกับไม่คิดชีวิต โชคดีที่ศิษย์ของสำนักกระบี่ต่างก็คิดว่านางดับสูญไปแล้ว
อีกอย่าง เด็กคนนี้ก็มีฐานะในสำนักกระบี่ที่ไม่ธรรมดา หากนางทำดีต่อเด็กคนนี้ให้มาก ๆ วันหน้าต้องได้ใช้ประโยชน์จากเด็กคนนี้เป็นแน่
ที่สำคัญก็คือ นางรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ จะทิ้งอีกฝ่ายไว้ที่ส่วนลึกของแดนลับคนเดียว คนดี ๆ อย่างนางก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้จริง ๆ!
ซู่เหยมองผู้เป็นนายด้วยสายตาเคลือบแคลง
หลังจากติดตามลูกพี่มาได้สักระยะ มันไม่คิดว่า คำว่า ‘มีเมตตา’ จะใกล้เคียงกับนิสัยของลูกพี่มันเลยสักนิด
ขณะที่มู่เชียนจิ่วพาจงหลิงมุ่งหน้าไปทางถ้ำของผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋านั้น
----------
อีกด้านหนึ่ง
มู่เทียนเซี่ยและเซียวฉีก็มาถึงบริเวณใกล้ ๆ ถ้ำแห่งนั้นแล้วเช่นกัน
“ศิษย์พี่เซียว ท่านส่งข้าเท่านี้ก็พอเจ้าค่ะ” จู่ ๆ มู่เทียนเซี่ยก็หยุดฝีเท้าลงและเอ่ยออกมา
เซียวฉีไม่ได้คิดอะไรมาก “ศิษย์น้องมู่ บริเวณนี้ทุกที่เต็มไปด้วยสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง เจ้าเข้าไปคนเดียวอันตรายมากนะ”
มู่เทียนเซี่ยได้ยินดังนั้นก็มีท่าทางลังเล
นั่นเป็นถ้ำที่ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าทิ้งเอาไว้ มันสำคัญต่อนางมาก!
ต่อให้นางจะรู้สึกดีกับเซียวฉี แต่ระหว่างของวิเศษกับบุรุษ นางย่อมต้องเลือกอย่างแรกอยู่แล้ว!
ขอเพียงพลังของนางแข็งแกร่งมากพอ ภายภาคหน้านางต้องได้พบบุรุษที่เพียบพร้อมกว่านี้อีกอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่เซียว”
“วางใจเถอะ หลังจากที่เห็นเจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าจะกลับทันที” เซียวฉีส่งยิ้มอบอุ่นให้หญิงสาว เขาเองก็ไม่คิดเลยว่าตนจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับสตรีตรงหน้าผู้นี้
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับสตรีคนไหนมาก่อน ทว่ายังมีอีกเรื่องที่ทำให้เขาตะขิดตะขวงใจ นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักกระบี่กับสำนักชิงอวิ๋นความจริงแล้วไม่สู้ดีเท่าไรนัก
ส่วนเหตุผลนั้น เขาเองก็ได้ยินคนเล่าต่อ ๆ กันมาอีกที
ว่ากันว่าเป็นความขัดแย้งที่มาจากผู้อาวุโสท่านหนึ่งของสำนักชิงอวิ๋น แต่แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน
อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องต้องห้ามของสำนักกระบี่อีกด้วย!
หากศิษย์หรือผู้อาวุโสคนใดของสำนักกระบี่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก
ดังนั้นนานวันเข้า จึงไม่มีผู้ใดสืบถามถึงความจริงของเรื่องนี้อีก
ต่อให้คนที่รู้จะอยากเล่าแค่ไหนก็ไม่กล้าพูดออกมาอยู่ดี ไม่เช่นนั้นโทษสถานเบาสุดที่จะได้รับก็คือการถูกขับไล่ออกจากสำนัก ส่วนแรงสุดอาจถูกทำลายตบะบารมี กลายเป็นแรงงานชั้นต่ำ!
นี่เป็นราคาที่ไม่ว่าใครก็จ่ายไม่ไหว
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” แววตาของมู่เทียนเซี่ยแฝงความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ยอมแต่โดยดี
ดวงตาของเซียวฉีฉายประกายยินดีออกมา “เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันต่อเถอะ บางทีอาจได้พบกับศิษย์จากสำนักของเจ้าก็ได้”
รอยยิ้มของมู่เทียนเซี่ยดูฝืดเฝื่อนเล็กน้อย นางมาที่นี่เพื่อรวมตัวกับพวกอารอง อีกทั้งตลอดทางที่ผ่านมา นางก็ไม่พบร่องรอยของซูจิ่วแต่อย่างใด
สิ่งนี้ทำให้นางหงุดหงิดอย่างมาก หากออกไปจากแดนลับ การจะหาโอกาสสังหารซูจิ่ว เกรงว่าคงไม่ง่ายอีกแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าเศร้าหมองของสตรีที่ตนพึงใจ เซียวฉีก็เอ่ยถามด้วยความกังวล “ศิษย์น้องมู่ เจ้ามีเรื่องอะไรในใจหรือไม่?”
“อ๊ะ!” มู่เทียนเซี่ยได้สติกลับมา “ไม่มีเจ้าค่ะ แค่คิดถึงอะไรบางอย่างเท่านั้นเจ้าค่ะ”
เซียวฉีมองเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวตรงหน้าอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่ซักไซ้ต่ออีก
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป มู่เทียนเซี่ยก็มาถึงปากทางเข้าถ้ำแล้ว แต่เมื่อนางกวาดสายตาสำรวจดูรอบ ๆ กลับไม่พบร่องรอยว่ามีคนมาที่นี่แต่อย่างใด
หรือว่านางจะมาถึงเร็วไป?
คิ้วเรียวของคุณหนูใหญ่มู่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย …อารองรักนางมาก ถึงขนาดเอาใจนางยิ่งกว่าบิดาของนางเสียอีก เรื่องที่รับปากนางเอาไว้ เขาไม่มีทางผิดคำพูดเด็ดขาด
ส่วนเรื่องเวลา เขาควรจะมาถึงที่นี่ตั้งนานแล้วนี่นา…หรือระหว่างทางจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับอารอง?
“ศิษย์น้องมู่ ศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าเหมือนจะไม่ได้มาที่นี่นะ” เซียวฉีส่งกระแสจิตออกไปสำรวจโดยรอบ ทันใดนั้นก็หันไปมองทางด้านหนึ่ง “ทางนั้นเหมือนจะมีไอพลังสั่นไหวอยู่ พวกเราไปดูกันเถอะ”
มู่เทียนเซี่ยใจเต้นรัว ดวงตาที่มองไปยังเซียวฉีฉายประกายไอสังหารออกมา ทว่าไม่นานก็ถูกนางซ่อนเอาไว้จนมิด
ด้วยตบะบารมีของนางในตอนนี้ ต่อให้มีเป็นสิบร่างก็ไม่อาจเอาชนะเซียวฉีได้!
เพราะพลังของนางกับเซียวฉีแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ต่อให้นางมีของวิเศษขั้นสูง ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดี
“ศิษย์น้องมู่?” เซียวฉีหันมาเรียกสตรีร่างบางเบา ๆ
“อ๊ะ เจ้าค่ะ พวกเราไปดูกันเถอะเจ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยยกยิ้มให้อีกฝ่าย ทันใดนั้นนางก็เริ่มนึกเสียใจที่พาเซียวฉีมาที่นี่ด้วย
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ตอนนี้ต่อให้เสียใจก็สายไปเสียแล้ว
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป ม่านพลังบางอย่างก็ขวางหน้าคนทั้งคู่เอาไว้
“ค่ายกลหุนหยวนไร้ขีดจำกัด!” เซียวฉีมีสีหน้ายินดี “ศิษย์น้องมู่ ดูท่าพวกเราจะเจอโชคใหญ่เข้าแล้ว!”
มู่เทียนเซี่ยมุมปากกระตุกเล็กน้อย …โชคดีบ้าบออะไรกัน การที่นางพาเขามาด้วยนับว่าเป็นความโชคร้ายต่างหากล่ะ!
“ศิษย์น้องมู่ เจ้าถอยไปก่อน” เซียวฉีเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ข้าจะลองดูว่าจะสามารถทำลายม่านพลังนี้ได้หรือไม่”
เมื่อเห็นเซียวฉีวาดค่ายกลลงบนพื้น มู่เทียนเซี่ยก็มีสีหน้าประหลาดใจทันที “ศิษย์พี่เซียว ท่านบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ เหตุใดจึงมีความรู้เรื่องค่ายกลถึงเพียงนี้ล่ะ?”
“ข้าขอบอกตามตรงอย่างไม่อายว่าความจริงแล้ว ก่อนที่ข้าจะบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ ข้าอยากเป็นนักสร้างค่ายกลมาก่อน” เมื่อหวนคะนึงหาอดีต เซียวฉีก็เผยรอยยิ้มแห้ง ๆ ออกมา
เหตุผลที่ชายหนุ่มละทิ้งการเป็นนักสร้างค่ายกล และหันมาบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่นั้น เรื่องนี้อาจดูเกินจริงไปสักหน่อย พูดแล้วน้ำตาก็พานจะไหลออกมา
มู่เทียนเซี่ยค่อย ๆ เดินมาหยุดที่ด้านหลังของบุรุษหนุ่ม มือข้างหนึ่งกำหมัดแน่น
“ศิษย์พี่เซียว ท่านมั่นใจหรือไม่เจ้าคะ ว่าจะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้?” มู่เทียนเซี่ยเอามือไพล่หลัง และถือมีดสั้นเล่มหนึ่งเอาไว้แน่น!
“ค่ายกลนี้ข้าเคยศึกษามาบ้าง น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แค่ต้องใช้เวลานิดหน่อย” เซียวฉีไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าด้านหลังของเขาตอนนี้มีภัยเงียบรออยู่ สำหรับเขาแล้วการทำลายค่ายกลหุนหยวนไร้ขีดจำกัด น่าดึงดูดกว่าสมบัติที่อยู่ภายในเสียอีก!
หากไม่ใช่เพราะชอบศึกษาค่ายกล ความแตกฉานวิถีกระบี่ของเขาคงสูงส่งกว่าตอนนี้มากทีเดียว
.
.
.