" ที่ผมคิดว่าคุณนทีคือผู้ได้รับพร ก็เป็นเพราะว่าเหล่าผู้ได้รับพรนั้นจะได้รับสารจากเทพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับมอนสเตอร์สุดแข็งแกร่งหรือการช่วยเหลือผู้คนก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น ผมเลยคิดว่าการที่คุณนทีสามารถรับรู้เรื่องราวของเหล่ามอนสเตอร์ได้นั้น อาจเป็นเพราะการได้รับสารจากพระเจ้าให้มาช่วยเหลือนั่นเอง แล้วผมก็คิดถูกจริง ๆ " ลูคัสตอบกลับพร้อมยืดอกอย่างภูมิใจ
เมื่อนทีได้ฟังดังนั้นเขาก็เข้าใจได้ในทันที การที่เขาบอกลูคัสในเรื่องของมอนสเตอร์ เป็นการยืนยันไปโดยปริยายว่าเขาได้รับข้อมูลนี้มาจากที่ใดสักที่ และการที่เขาเสนอตัวปกป้องเมืองนั้นเป็นการทำให้ลูคัสนั้นแน่ใจว่าเขาจะต้องได้รับสารจากพระเจ้ามาอย่างแน่นอน
' บางทีระบบของเราอาจจะเป็นพระเจ้าจริง ๆ ก็ได้ ' นทีคิดพลางหัวเราะเบา ๆ
" คุณนที...ผมมีเรื่องสำคัญจะบอกครับ " ลูคัสกล่าวอย่างนอบน้อม
แต่ก่อนที่ลูคัสจะได้บอกนทีนั้น จู่ ๆ สีหน้าของนทีก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเขาจ้องมองไปในอากาศที่ว่างเปล่า ทำให้ลูคัสนั้นแตกตื่นเป็นอย่างมาก เพราะเขาคิดว่าบางทีนทีอาจจะได้รับสารจากเทพเจ้าว่ามอนสเตอร์นั้นได้บุกมายังเมืองแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย แต่เขาก็โล่งใจขึ้นเมื่อเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของนที บางทีสถานการณ์อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ลูคัสคาดไว้ ผ่านไปสักพักหนึ่งนทีก็เลิกจ้องมองไปยังอากาศแล้วหันมาหาลูคัสอีกครั้ง
" คุณนที เหล่าเทพเจ้าว่าอย่างไรบ้างครับ ? ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายใช่ไหมครับ " ลูคัสถามในทันที
" ฮ่า ๆ มันจะเลวร้ายได้ยังไงกันครับในเมื่อผมอยู่ที่นี่แล้ว ว่าแต่เมื่อกี้คุณลูคัสจะพูดอะไรนะครับ " นทีตอบทีจริงทีเล่น
" จริงด้วยครับ หากมีผู้ได้รับพรอย่างคุณนทีแล้ว ต่อให้มีหมาป่าแดงอีกพัน ๆ ตัวก็ไม่คณามือคุณนทีอย่างแน่นอนครับ " ลูคัสเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นก็ทำให้คิ้วของนทีนั้นกระตุกในทันที
" เรื่องที่ผมจะบอกก็คือ ผมได้นำเรื่องมอนสเตอร์ไปแจ้งกับท่านเซอเซียแล้วแต่ท่านกลับบอกว่าผมนั้นพูดจาเรื่อยเปื่อยแล้วไล่ผมออกมา ถ้าหากคุณนทีที่เป็นผู้ได้รับพรเป็นคนไปบอกเรื่องนี้ล่ะก็ บางทีท่านเซอเซียอาจจะยอมรับฟังแล้วเริ่มวางแผนป้องกันเมืองก็ได้นะครับ " ลูคัสโน้มนาว
นทีพยักหน้ารับรู้ เขาเห็นด้วยกับลูคัสในว่าบางทีเซอเซียที่เป็นเจ้าเมืองนั้นอาจจะยอมฟังเขาในฐานะผู้ได้รับพรก็เป็นได้
" ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ผมคงต้องไปคุยกับท่านเซอเซียด้วยตัวเอง แต่ก่อนอื่นเดี๋ยวจะมีสหายของผมอีกสองคนมาที่นี่ คนนึงเป็นผู้หญิงตัวสูงผิวแทนกับอีกคนเป็นสาวน้อยตัวเล็ก รบกวนคุณลูคัสพาพวกเธอขึ้นมาหาผมได้ไหมครับ ? " นทีกล่าว
ก่อนหน้านี้ที่นทีจ้องความว่างเปล่าหรือเปิดโฮโลแกรมนั้น เขาไม่ได้พูดคุยกับเทพองค์ใด หากแต่เขาคุยกับกันยาและพิมชนก พวกเขาบอกว่าเสร็จสิ้นภารกิจในการรวบรวมข้อมูลแล้ว นทีจึงส่งตำแหน่งที่เขาอยู่ไปแล้วบอกให้พวกเธอมารวมตัวกับเขาที่ร้านรังมังกรแห่งนี้
" ไม่มีปัญหาครับ กระผมจะไปคอยสหายของคุณนทีทั้งสองอยู่ที่หน้าร้านแล้วจะพามาส่งอย่างปลอดภัย ขอตัวนะครับ " ลูคัสโค้งคำนับแล้วเดินจากไป
' หวังว่าพวกเธอจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์กลับมาเช่นกัน ' นทีคิด
เขาถือว่าตัวเองนั้นประสบความสำเร็จในการรวบรวมข้อมูลในขั้นต้นแล้ว นั่นก็คือจำนวนและความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ แถมเขายังสามารถยกระดับตัวเองไปเป็นผู้ได้รับพรในสายตาของลูคัสที่เป็นถึงเจ้าของร้านรังมังกร ศูนย์รวมข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเดอร์ล็อคอีกด้วย เพียงแค่เขากลายเป็นตัวตนนี้ ลูคัสก็บอกข้อมูลสำคัญในเรื่องของเซอเซียที่เป็นเจ้าเมืองในทันที
' เจ้าเมืองที่ไม่ฟังคำเตือนของประชาชนของตัวเอง ? บางทีเขาอาจจะรู้อะไรมากกว่านั้น หรือไม่ก็...'
นทีครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ จากข้อมูลเหล่านี้ ในสายตาของนทีนั้นที่เมืองเดอร์ล็อคสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเป็นเพราะทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมหาศาลและแม่น้ำที่พาดผ่าน ต่อให้เอาเจ้าเมืองที่ไม่เอาไหนมาเป็นคนบริหารสุดท้ายแล้วเมืองก็จะพัฒนาได้ด้วยตัวของมันเองอยู่ดีเพราะจุดแข็งเหล่านี้ เขากำลังคิดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดนั่นก็คือเจ้าเมืองเดอร์ล็อคคนนี้เป็นคนที่ขี้ขลาด เขาอาจจะละทิ้งเมืองไปในทันทีที่มีมอนสเตอร์มาเคาะประตูก็เป็นได้
' ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ นี่มันเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้มาก '
สำหรับนทีแล้วกองกำลังของเมืองนั้นสำคัญเป็นอย่างมากในการป้องกันการรุกรานของมอนสเตอร์และคนที่มีสิทธิ์ออกคำสั่งคนเหล่านี้คือเจ้าเมืองเท่านั้น แต่ถ้าหากเจ้าเมืองเป็นคนที่ไม่เอาไหน กองกำลังป้องกันเมืองเหล่านั้นก็เปรียบดั่งม้าศึกที่ไร้ขุนพล
แปะ !
" โอ้...! วิธีที่ไลล่าทำให้ดูใช้ได้ผลจริง ๆ ด้วยแฮะ ว่าไงพ่อหนุ่มนักคิด กลับมาสู่โลกความเป็นจริงรึยัง ? " เสียงอันทุ้มลึกเอ่ยขึ้น
" คุณนทีจะเป็นแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ได้นะคะ ถ้าเกิดไม่ระวังตัวล่ะก็อาจจะมีคนมาลอบทำร้ายล่ะก็คุณจะบาดเจ็บเอาได้ง่าย ๆ เลยนะคะ ถึงฉันจะสามารถรักษาคุณได้ก็เถอะ แต่ถ้าใช้งานฉันหนักไปล่ะก็ฉันจะฟ้องกรมแรงงานค่ะ! " เสียงอันอ่อนโยนเอ่ยตามมา
เมื่อนทีรู้สึกตัวหลังจากที่หน้าผากของเขาปวดแสบปวดร้อนนั้น เขาก็พบเข้ากับกันยาและพิมที่มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว และเขาก็ต้องยอมรับว่าเวลาที่เขาจมอยู่ในความคิดนั้นเขาแทบจะหลุดไปอีกมิติหนึ่ง ถ้ามีใครมาโจมตีในช่วงเวลานั้นล่ะก็เขาก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายอย่างที่พิมว่าไว้จริง ๆ
" ฮ่า ๆ ขอบคุณนะ บางทีผมอาจต้องคิดให้น้อยลงแล้วล่ะ ว่าแต่ลูคัสไปไหนแล้วล่ะ? " นทีถาม
" ถ้านายหมายถึงบริกรที่มาส่งเราล่ะก็ เห็นเขาบอกว่าจะไปเตรียมห้องให้พวกเราน่ะ ว่าแต่ทำไมเขาถึงยอมให้เราพักที่นี่ล่ะ แล้วก็ทำไมไลล่าถึงตกอยู่ในสภาพนั้น " กันยาตอบพร้อมเอ่ยถามถึงไลล่าที่นอนสลบไสลอยู่
" คือเรื่องมันเป็นแบบนี้น่ะ "
นทีเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ที่เขาก้าวเท้าเข้ามายังร้านรังมังกรแห่งนี้ นทีสามารถอ่านสีหน้าของสองสาวได้อย่างง่ายดายเมื่อเขาเล่าถึงตอนที่ไลล่าถูกมอมเหล้า ราวกับว่าพวกเธอพร้อมที่จะซัดลูคัสให้ลงไปนอนหมอบกับพื้นและเมื่อนทีเล่าถึงข้อมูลของเหล่ามอนสเตอร์ที่พวกเขาต้องเผชิญหน้านั้น คิ้วของกันยาก็ขมวดเป็นปมและพิมที่ปกติแล้วจะดูสบาย ๆ นั้นก็ยื่นมือไปจับกับกันยาโดยที่แม้แต่เธอก็ไม่รู้ตัว
" นายแน่ใจนะว่ามีพวกมันเป็นร้อยตัว ? " กันยาถามซ้ำ เธอไม่อาจทำใจเชื่อกับจำนวนมอนสเตอร์ที่พวกเขาต้องเผชิญได้
" ผมก็อยากจะบอกพวกคุณเหมือนกันว่าพวกเขาคงตาฝาด เราคงไม่ต้องเผชิญกับมอนสเตอร์มากมายขนาดนั้น แต่ถ้าข้อมูลที่ได้รับมาไม่ผิดพลาดล่ะก็ ใช่ เราต้องเผชิญกับหมาป่าแดงกว่าร้อยตัว " นทีตอบเสียงเรียบ
' และบางทีอาจจะมากกว่านั้น ' นทีคิดแต่ไม่ได้บอกให้สองสาวได้รับรู้
" งั้นแค่เพียงกองกำลังทหารที่เมืองนี้มีคงไม่เพียงพอแน่ เพราะจำนวนทหารเท่าที่พวกฉันเห็นนั้นมีไม่ถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำ " กันยาเอ่ยถึงข้อมูลที่เธอและพิมนั้นไปตรวจสอบมา
พวกเธอไปยังที่พักของเจ้าเมืองเป็นอันดับแรกแต่ก็โดนไล่ตะเพิดโดยทหารยามในทันที แม้พวกเธอจะแจ้งว่ามีเรื่องสำคัญจะบอกพวกเขาก็เอาแต่บอกว่าเจ้าเมืองติดธุระสำคัญไม่พร้อมให้ใครพบทั้งนั้น พวกเธอจึงยอมแพ้แล้วไปยังสถานที่ที่เป็นค่ายฝึกของพวกทหารในเมืองนี้ ซึ่งจากที่พวกเธอประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ แล้วนั้นพวกเขามีประมาณ 30-40 คน ถ้าหากรวมถึงทหารที่รักษาการตามประตูเมืองหรือบริเวณรอบ ๆ เมืองแล้วล่ะก็ พวกเธอคิดว่าจำนวนกำลังรบของเมืองนี้มีแค่ประมาณ 50 คนเท่านั้น
" หมายความว่าพวกทหารของเมืองสามารถรับมือกับมอนสเตอร์ได้เพียงแค่ยี่สิบห้าตัวเท่านั้น ?! นี่มันเมืองเฮงซวยอะไรกันเนี่ย " นทีกล่าวอย่างเดือดดาล
" สาเหตุก็เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วนั้นผู้คนมักจะไปเป็นทหารรับจ้างหรือไม่ก็นักผจญภัยมากกว่าเป็นทหารน่ะครับคุณนที เพราะค่าตอบแทนของการเป็นทหารของเมืองนั้นต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับการทำภารกิจ " ลูคัสตอบคำถามของนทีในขณะที่เขาเดินกลับมาแล้วยื่นกุญแจห้องนอนให้กับสองสาว
' จริงสิ! เราลืมคิดถึงกิลด์นักผจญภัยไปได้ยังไงกัน เราอยู่ในโลกแฟนตาซีนะ! ' นทีตบหน้าผากตัวเองที่ลืมรายละเอียดอันสำคัญขนาดนี้ไปได้
" ถ้าหากคุณนทีเป็นคนไปบอกเรื่องฝูงมอนสเตอร์แล้วล่ะก็ คุณเมิร์ฟต้องออกคำสั่งให้นักผจญภัยทุกคนเตรียมรับมืออย่างแน่นอนเลยล่ะครับ เพราะคุณเมิร์ฟนั้นชื่นชอบเหล่าผู้ได้รับพรเป็นอย่างมาก " ลูคัสกล่าวต่อ
นทีพยักหน้าตอบรับกับคำพูดของลูคัส เขาคิดว่าคนที่ชื่อเมิร์ฟนั้นต้องเป็นหัวหน้ากิลด์อย่างแน่นอน ถ้าหากเขาใช้ชื่อเสียงของผู้ได้รับพรล่ะก็ นักผจญภัยจำนวนมากจะต้องเข้าร่วมในสงครามป้องกันเมืองอย่างแน่นอน
แต่ก่อนที่นทีจะได้พูดอะไรต่อไปนั้น ไหล่ของเขาก็ถูกมือคู่น้อยอันบอบบางวางไว้ที่ไหล่ซ้าย และมือเรียวยาวสีแทนวางไว้บนไหล่ขวา นทีเงยหน้าไปยังเจ้าของมือเหล่านั้นและเขาก็พบกับเครื่องหมายคำถามที่แปะอยู่บนหน้าของทั้งสองสาว นทีจึงลืมไปว่าเขายังไม่ได้เล่าเรื่องของผู้ได้รับพรให้ทั้งสองสาวนั้นฟัง
" เดี๋ยวผมขอปรึกษากับสหายของผมก่อนนะครับคุณลูคัสว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แต่ผมรบกวนคุณลูคัสแจ้งกับคุณเมิร์ฟได้เลยนะครับ ยิ่งเขารับรู้เรื่องนี้ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี " นทีเอ่ยคำขอของเขาออกไป
" รับทราบครับคุณนที ผมจะส่งลูกน้องไปแจ้งข่าวเรื่องที่มีผู้ได้รับพรมายังเมืองแห่งนี้และข้อมูลของเหล่ามอนสเตอร์ แบบนี้ได้ใช่ไหมครับ ? "
" ดีเลยครับ ขอบคุณ คุณลูคัสมากเลยนะครับ " นทีกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
" จริง ๆ มันคือความรับผิดชอบของผมอยู่แล้วในการปกป้องร้านและเมืองของผม กระผมต่างที่ต้องขอบคุณคุณนทีที่เข้ามาให้ช่วยเหลือเมืองเดอร์ล็อคแห่งนี้ " ลูคัสกล่าวจบก็โค้งคำนับแล้วเดินออกจากห้องไป
เมื่อลูคัสออกไปแล้วนั้นนทีก็หันกลับมาสบตากับสองสาวที่จ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
" อะไรคือผู้ได้รับพร?! " ทั้งสองสาวเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
แต่ก่อนที่นทีจะตอบคำถามของสองสาวนั้นเขาก็ใช้มือตบเตียงทั้งสองข้างเพื่อให้สองสาวนั้นมานั่งข้าง ๆ เขา ทั้งสองสาวมองหน้านทีอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ พิมชนกจะมานั่งข้างซ้ายของนทีและกันยานั่งลงที่ข้างขวาของเขา โดยที่ทั้งสามคนนั้นนั่งหันหลังให้ไลล่า จากนั้นเขาก็ยื่นหน้าเข้าไปหาพิมแล้วกระซิบอะไรบางอย่างแล้วเขาก็ทำแบบเดียวกันกับกันยา
เมื่อนทีกระซิบกระซาบกับสองสาวเสร็จแล้วนั้นเขาก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้สองสาว ทั้งสามคนยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย
" นที..เป็นความจริงงั้นเหรอ ?! " พิมเอ่ยถามนทีด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
" เรื่องที่นายบอกมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใช่มั้ย ? " กันยาเอ่ยพร้อมเสียงเศร้าสลด
" จริงสิ ลูคัสยืนยันกับผมเอง เรื่องนี้ผมผิดเองเต็ม ๆ ที่ประมาท ผมไม่น่าใจอ่อนให้เธอดื่มค็อกเทลแก้วนั้นเลย " นทีกล่าวอย่างรู้สึกผิด
ทั้งสองสาวหันไปมองไลล่าที่นอนอยู่พร้อมทำท่าทางเศร้าโศก
" เธอ..เธอแค่อยากดื่มแอลกอฮอล์เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่มันกลับทำให้เธอต้องเป็นโสดไปตลอดชีวิต! ไม่นะ ไลล่าน้อย " พิมเอ่ยพลางน้ำตาเริ่มเอ่อล้น
" ถึงมันยากจะเชื่อก็เถอะว่าแค่การดื่มค็อกเทลจะทำให้หญิงสาวคนหนึ่งต้องไม่มีคู่ครอง แต่จากเรื่องราวทั้งหมดที่เราเผชิญมา ถ้าจะบอกว่าพรุ่งนี้ฉันจะสามารถทำลายภูเขาได้ด้วยการชกครั้งเดียวฉันก็ไม่แปลกใจเหมือนกัน ก็เราอยู่ในโลกแฟนตาซีนี่นะ " กันยาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
" ถึงเธอจะไม่มีแฟนไปตลอดชีวิตแต่ก็ยังดีที่เธอยังมีพี่สาว แต่ถ้าเมื่อไรที่พี่สาวของเธอกับผมย้ายไปอยู่ด้วยกันล่ะก็.. "
ก่อนที่นทีจะเอ่ยประโยคเด็ดที่เตรียมไว้ออกมานั้นเอง
" อ๊าาาาาาาาาาาาาา!!! พวกเธอหมายความว่าไงน่ะที่ฉันจะโสดไปตลอดชีวิต! แล้วก็นาย!! ฉันไม่อนุญาตให้พี่ลอเรน่าไปอยู่กับนายเด็ดขาด ไม่มีวันหรอกนะ!! "
ไลล่าเด้งตัวขึ้นมาแล้วพุ่งไปหาเรื่องนทีในทันที แต่นทีนั้นเตรียมตัวรับมือไว้แล้วเขาใช้คทาเวทดักขาเธอไว้ จนเธอสะดุดล้มหน้าเกือบคะมำแต่นทีก็คว้าเธอเอาไว้ในอ้อมกอดได้ทัน
" นาย..นายโกหกใช่มั้ย ฉัน...คงไม่เป็นโสดไปทั้งชีวิตหรอกใช่มั้ย " ไลล่าเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาของเธอเริ่มที่จะคลอเบ้า
แต่ก่อนที่เธอจะได้ร้องไห้นั้น ทั้งนที พิมชนกและกันยาก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ทำให้เธอนั้นรู้ตัวว่าเธอถูกกลั่นแกล้งเข้าให้แล้ว
" นาย....พวกเธอ...พวกคนนิสัยไม่ดี!! นายคอยดูเลยนะ ฉันฟ้องพี่ลอเรน่าแน่! ส่วนพวกเธอ..ทำไมถึงรุมกลั่นแกล้งฉันกับหมอนี่ล่ะ ไม่ยุติธรรมเลย ฮึ " ไลล่าผลักนทีออกไปแล้วสะบัดหน้าไปทางอื่น
" ก็ใครใช้ให้เธอแอบฟังกันล่ะ ตื่นแล้วก็น่าจะเรียกกันสิ เราจะได้มาคุยกันว่าจะเอายังไงต่อ " นทีกล่าว
นทีนั้นสังเกตเห็นไลล่าได้สติมาสักพักหนึ่งแล้วแต่เธอก็ทำเป็นหลับ ถึงนทีจะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเธอต้องแกล้งหลับแต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าเธอนั้นต้องกำลังอับอายกับการดื่มค็อกเทลเพียงแค่จิบเดียวก็สลบเหมือดไปแล้ว
" ฮึ ไม่รู้ล่ะ! ฉันงอนนายและพวกเธอก็ด้วย " ไลล่าทำแก้มป่อง
พิมชนกลุกขึ้นมาง้อไลล่าโดยการพยายามจักจี้เธอและมันก็ส่งผล เพียงแค่แปปเดียวไลล่าก็หัวเราะราวกับคนที่เพิ่งดูหนังตลกไปสามเรื่อง
จากนั้นพวกเขาก็ประชุมกันถึงแผนการและขั้นตอนต่อไปในการที่จะทำภารกิจปกป้องเมืองแห่งนี้ให้สำเร็จ โดยที่พวกเขานั้นไม่รู้เลยว่า มีดวงตาอันแหลมคมนับร้อยกว่าคู่จ้องมองมายังเมืองเดอร์ล็อคจากเนินเขา พวกมันพร้อมแล้วที่จะเปิดฉากจู่โจมสถานที่แห่งนี้