ยามเช้ามืด ณ ที่ใดสักแห่งในทะเลทรายอาวาเลส
ท่ามกลางท้องนภาที่ยังคงมืดดำ ใกล้ถึงเวลาที่ดวงตะวันจะโผล่ลับจากเส้นขอบฟ้าในอีกไม่กี่ชั่วยาม ตรงที่แห่งนั้นได้ปรากฏค่ายนักเดินทางแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามียามเฝ้าสองคนกำลังยืนพูดคุยอย่างสนุกปาก
“เมื่อไหร่พวกท่านซีซ่าจะกลับมากันนะ ชั้นชักจะคิดถึงเมียแล้วสิ” ชายคนหนึ่งกล่าว
“นั่นสินะ ลูกชั้นก็จวนจะใกล้คลอดแล้วด้วย ถ้ากลับไปทันได้ตั้งชื่อให้ยัยหนูน้อยคงดีสิ” ชายอีกคนโต้ตอบ
ทั้งสองล้วนเป็พลพรรคกลุ่มโจรงูเห่าดำ เป็ไปดั่งที่คาดการณ์ ในขณะที่พรรคพวกส่วนใหญ่มุ่งไปบุกค่ายศัตรูตามแผนที่ได้เตรียมมาเป็อย่างดี พวกมันบางส่วนที่เหลือได้ตั้งกำลังพลเฝ้ายามอยู่ที่แหล่งกบดาน
ท่ามกลางภาพสลัวที่เห็นได้จากระยะไกล กลุ่มโจรทั้งสองนายพลันสังเกตเห็นเรือนเงาของใครบางคนกำลังมุ่งตรงเข้ามา
“เฮ้พวก นั่นอะไรวะ ?”
หนึ่งนายเพ่งมองอย่างจดจ่อ ภาพที่พวกมันมองเห็นคือบุคคลปริศนาสองคนซึ่งกำลังมุ่งตรงมาทางนี้
พวกมันมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เหล่าบุรุษปริศนาปกปิดทั่วกายด้วยผ้าคลุมสีดำ จึงมิอาจวิเคราะห์คาดเดาถึงรูปพรรณสัณฐานของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
มีเพียงสิ่งหนึ่งที่พวกมันพอจะล่วงรู้ นั่นคือส่วนสูงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนแรกร่างกายใหญ่โตพร้อมด้านหลังมีดาบเล่มใหญ่ ในขณะที่อีกคนกลับมีรูปลักษณ์แลดูธรรมดามิได้มีสิ่งใดที่โดดเด่น
“คิดว่าเป็พวกท่านซีซ่ารึเปล่า ?” ทั้งสองต่างสงสัย เพราะเมื่อเทียบเคียงร่างกายของชายร่างั์ ก็มีความเป็ไปได้ไม่น้อยที่ชายปริศนาจะเป็ซีซ่า
แต่แล้ว หนึ่งในพวกมันกลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้อย่างกะทันหันพลันพูดขึ้น
“ท่านซีซ่าไม่ได้ใช้ดาบ นั่นมันศัต-”
ยังไม่ทันได้จบถ้อยคำว่ากล่าว เรือนร่างของชายร่างั์พลันเลือนหายลับไปในชั่วพริบตา เพียงพริบตาเดียวสติของโจรทั้งสองก็ได้มืดดับลงในทันใด
ศีรษะของพวกมันขาดสะบั้นออกจากคอ เรือนร่างไร้หัวล้มลงสู่พื้นทราย
ชายร่างั์ได้กำดาบยืนนิ่งเป็สง่าอยู่เคียงข้างซากศพที่ไม่มีชีวิต สายโลหิตสีแดงสดหลั่งไหลรินจากปลายดาบลงสู่พื้นทราย สายลมพัดโชยเบา ๆ หากแต่เงียบเสียงลงมีเพียงความเหงาที่คอยอยู่เคียงข้างกาย
ชายปริศนาร่างเล็กก้าวเดินเข้ามาหา เขาเปิดเผยใบหน้าของตน นั่นคือกวี เขามองศพทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่กลับไม่พูดอะไร
ชายร่างั์เปิดเผยตัวตน มิใช่ใครอื่นหากแต่เป็โอเกอร์ แววตาเขามองแน่วไปข้างหน้าพร้อมมีอารมณ์อันนิ่งสงบ
“รอผมอยู่ตรงนี้สักครู่นะครับ” โอเกอร์กล่าว เมื่อสิ้นเสียงเขา ร่างกายนั้นพลันเลือนหายลับไปอีกครั้ง
กวีมิอาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่อยู่ในใจ ริมฝีปากของเขาแม้จะขยับแต่กลับมิได้พูดอะไรออกมา
วันเวลาได้ล่วงผ่านไปราวหนึ่งนาที จากที่ห่างไกล เสียงกรีดร้องของผู้คนมากมายได้ก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
เพียงไม่นานเกินรอ เสียงกรีดร้องทั้งหมดก็ได้หยุดลง
กวีที่เฝ้ารออยู่ราวสามนาทีนับั้แ่เริ่มต้น แววตาของเขามองตรงเข้าไปในค่าย แล้วเท้าขวาของเขาก็เริ่มต้นก้าวแรกไปข้างหน้าผ่านปากประตูทางเข้า
ดวงตะวันได้โผล่ลับขอบฟ้าเพื่อบ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เข้ามาเยือน ศพของเหล่าโจรราวยี่สิบร่างเรียงรายอยู่ตามพื้นทราย เปลวเพลิงพลันลุกโชติ่เพื่อเผาร่างกายของพวกมัน
ห่างออกมาจากกองไฟราวสิบเมตรเศษ ตรงที่แห่งนั้นได้ปรากฏรูปลักษณ์ของโอเกอร์ที่ยามนี้กำลังสวดมนตร์ภาวนาให้แก่ผู้ที่สิ้นชีพได้ไปสู่ภพภูมิอื่นด้วยความสงบ
กวีก้าวเดินเข้ามาหาแต่ไม่พูดอะไร แผ่นหลังของยอดบุรุษตรงหน้าแลดูหนักอึ้งราวกับว่าเขากำลังแบกรับหินก้อนั์เอาไว้บนบ่า
หากมิได้ยกออกไปบางส่วน ครั้งต่อไปที่หินอีกก้อนทับถมเข้ามาจะกลายเป็จุดจบของเขาอย่างแน่นอน
“ขอบคุณที่ยอมมาด้วยกันกับผมครับ”
น้ำเสียงของโอเกอร์ฟังคล้าย ๆ กับจะร้องไห้ออกมาเต็มที ทำให้กวีได้ยินแล้วเวทนาสงสารจับใจ
ไม่มีพวกพ้องคนใดที่รู้ว่าทั้งสองก้าวเดินออกจากค่าย พวกเขาได้ลักลอบออกมาโดยมิได้บอกกล่าวแก่ผู้ใด แม้กระทั่งตัวแอนนา
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลยครับ” กวีไม่ลังเลและตอบ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป คำขอแค่นี้จึงมิใช่ใหญ่เมื่อลองเทียบกับบาปของเขาในอดีต
“ผมไม่อยากให้ใครมาที่นี่ กลุ่มโจรที่เหลือจะต้องถูกจับไปทรมานอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน การจะปล่อยศัตรูให้ลอยนวลก็ไม่ใช่เื่ที่ดี หากเมื่อใดที่พวกเขารู้ถึงการตายของซีซ่า สักวันพวกเขาจะกลับมาแก้แค้นพวกเราอย่างแน่นอน วงจรอุบาทว์จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด เพื่อไม่ให้เป็แบบนั้น ผมจึง้าจบเื่นี้ด้วยตัวของผมเอง”
ใบหน้าระทมทุกข์ของโอเกอร์แลดูหดหู่และเปล่าเปลี่ยว รู้สึกโทษตัวเองระลอกหนึ่งถาโถมเข้าใส่เขาราวกับทะเลคลั่ง
ไม่มีใครผิด ทุกคนล้วนกระทำไปโดยมีเหตุผลของตนเป็ที่ตั้ง ถึงกระนั้น เพื่อให้ทุกคนอยู่รอด การตัดสินใจลงไปแม้ว่าตนจะไม่ชอบก็เป็เื่ที่มิอาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเปลวเพลิงสวดศพได้มอดดับลง ทั้งสองจึงรีบไปทำอย่างอื่น เร่งแยกย้ายกันออกไปตระเวนหาที่ซ่อนสมบัติของกลุ่มโจรงูเห่าดำ ค่ายแห่งนี้ใหญ่โตแม้จะสร้างขึ้นเพียงชั่วคราว จำต้องมีสมบัติมีค่ามากมายหลบซ่อนอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
“ท่านกวี มาทางนี้สิครับ !!”
โอเกอร์ส่งเสียงขึ้น กวีจึงเร่งฝีเท้ามุ่งไปที่พักแรมหลังหนึ่งตามเสียงที่ดังแว่ว
เมื่อมาถึง กวีมิอาจกลัดกลั้นอารมณ์ให้คงที่ แววตาของเขาเบิกกว้างตื่นตะลึงไปกับสิ่งที่เห็นในวินาทีแรก
“ระดับหนึ่งมีสิบชิ้น ระดับสองมีเจ็ดชิ้น ระดับสามมีห้าชิ้น และระดับสี่อีกสองชิ้น ถ้านำไปขายคงได้ไม่ต่ำกว่าสองล้านเซนอย่างแน่นอน !!”
ั์ตาของโอเกอร์ลุกวาวเพราะความปีติยินดี
หากลองประเมินราคาขั้นต่ำของวัตถุโบราณตามระดับขั้น ระดับหนึ่งจำนวนสิบชิ้นมีราคาหนึ่งแสนเซน ระดับสองจำนวนเจ็ดชิ้นตกอยู่ที่ราวสามแสนห้าพันเซน และระดับสามจำนวนห้าชิ้นมีราคามากถึงห้าแสนเซน ส่วนระดับสี่ทั้งสองคงมีราคาที่ประมาณหนึ่งล้านเซน
เมื่อนำราคาของสมบัติทั้งหมดมาบวกกัน มูลค่าของวัตถุโบราณเหล่านี้รวมกันแล้วอาจมีราคามากถึงสองล้านเซน!
หากลองวัดมูลค่าตามการประเมินในปัจจุบัน วัตถุโบราณแต่ละชิ้นย่อมมีราคาขึ้นและลงไม่คงที่ ก็หมายความว่า ราคาของมันสามารถพุ่งทะยานสูงขึ้นสู่ผืนนภาได้ไม่ยาก หรืออาจร่วงหล่นจากฟ้าลงสู่ดินก็มีสิทธิ์เป็ไปได้ตามระดับความ้าและกลไกของตลาด
“ท่านกวีเองก็เอาไปสักชิ้นสองชิ้นสิครับ เท่าที่ผมดู วัตถุโบราณหลายชิ้นจะยกระดับท่านให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่านี้ได้อย่างแน่นอน”
กวีไม่รอช้า เขาเร่งกวาดสายมองวัตถุโบราณแต่ละชิ้นพลางเพ่งพินิจพิจารณาอย่างบรรจง
“งั้นผมขอสองชิ้นนี้ครับ”
เขาเอื้อมมือออกไปเพื่อหยิบวัตถุโบราณทั้งสองชิ้นขึ้นมา
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: เกล็ดงูเพลิงพิษูเา อูเอนเดีย
ระดับ: 4
ประเภท: วัตถุดิบ
คำอธิบาย: เกล็ดสีแดงชาดเปล่งประกายดั่งอัญมณีสีแดงเพลิง ไม่เคยมีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าสูู่เาใต้พิภพโดยปราศจากาแ การออกจากสถานที่แห่งนั้นยิ่งทวีความยากยิ่งกว่า เพราะจ้าวแห่งหนองบึงอูเอนเดียวจะคอยปกปักรักษาสถานที่จนยากที่ผู้ใดจะกลับออกมาได้]
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: ดวงตาของเผ่าคนั์โบราณ รูกะ
ระดับ: 4
ประเภท: วัตถุดิบ
คำอธิบาย: มีความแข็งแกร่งไม่แพ้เหล็กกล้า ทว่าดวงตาของเผ่าคนั์โบราณ รูกะคือวัตถุชีวภาพ]
.
ในบรรดาวัตถุโบราณทั้งยี่สิบสี่ชิ้น กวีได้เลือกสรรเอาสมบัติที่ล้ำค่าและมีราคามากถึงหนึ่งในสองของวัตถุโบราณทั้งหมด
ทว่าตัวโอเกอร์กลับไม่คัดค้าน
“ท่านเอาไปเถอะครับ ของพวกนี้เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับห้าสิบสองชีวิตที่ท่านได้ช่วยไว้”
อย่างไรเสีย สมบัติที่เหลือก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านเซน เงินจำนวนนี้มากพอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพวกพ้องทั้งหมดได้อีกนานหลายปี
แต่แล้ว..
“เอาไปสิครับ”
กวีแทนที่จะเก็บสมบัติทั้งสองเข้าสู่กระเป๋า แต่แล้วเขากลับยื่นพวกมันให้แก่โอเกอร์พร้อมแสดงสีหน้าที่แลดูเคร่งขรึม
โอเกอร์รู้สึกฉงนไปกับการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้า เขาไม่เข้าใจว่ากวี้าจะทำอะไรกันแน่
“คุณเอาไปสิครับ ผมขอฝากคุณนำพวกมันไปขายทอดตลาด หลังจากนั้น คุณโอเกอร์ได้โปรดนำเงินทั้งหมดจากการขายไปมอบให้แก่เหล่าผู้ที่ยากไร้ในเมืองเจริโน่ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ยารักษาโรค อย่างน้อยก็พวกปัจจัยสี่ ให้พวกเขาเ่าั้ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักนิดก็ยังดี ผมขอฝากคุณจะได้หรือไม่ครับ”
ถ้อยคำของเขาหนักแน่นและเด็ดขาด ไร้ซึ่งความลังเล กวีสามารถโยนเงินจำนวนที่มากพอจะทำให้เขาสุขสบายให้แก่ผู้คนที่แม้เพียงใบหน้าก็ไม่เคยเห็น
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะทำตามที่ท่านร้องขอ ท่านกวีช่างเป็คนดีจริงๆ”
โอเกอร์แสดงออกถึงความตื้นตันจากใต้ก้นบึ้ง คำพูดนั้นช่างมีอานุภาพสั่นคลอนจิตใจได้จริงๆ
เพียงแต่ว่า กวีกลับรู้สึกกระดากอายในถ้อยคำเชิดชูที่ตนได้รับมา
“ไม่เลยครับ ผมไม่ได้.. เป็คนดีอย่างที่คุณคิดหรอกครับ”
มนุษย์ทุกคนล้วนเปรียบได้ดังเหรียญสองด้าน ไม่มีใครดีเลิศเป็พ่อพระ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีผู้ใดเช่นกันที่จะเลวร้ายโดยต้นกำเนิดหากไม่มีความจำเป็
ทุกสิ่งก็เพื่อการไถ่บาป เขามิได้ทำไปด้วยจิตใจอันกว้างใหญ่ดุจดังแม่น้ำ เขาแค่เพียงรู้สึกผิด สิ่งที่ทำไปก็เพื่อทำให้จิตใจรู้สึกผ่อนปรนต่อบาปให้น้อยลงก็เท่านั้น
ห้วงเวลาได้ล่วงผ่านไปต่อ เพียงไม่นานทั้งสองก็ได้กลับคืนสู่ค่ายนักเดินทาง
ณ ที่พักแรมของแอนนา
ยามนี้แววตาของกวีกลับแลดูลุกลี้ลุกลน เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้แววตาจ้องไปข้างหน้าแสดงท่าทีประหม่าเคอะเขินราวกับผู้หญิง
.
< สถานการณ์ในตอนนี้มันหมายความว่ายังไง ? >
.
กวีทำตัวไม่เป็ตัวของตัวเอง สถานการณ์ในยามนี้ราวกับเดจาวู ในขณะที่เขานั่งอยู่ ณ เก้าอี้ริมสุดของที่พักแรม เบื้องหน้าของเขาปรากฏเรือนร่างอันเย้ายวนขององค์หญิงแอนนาที่ยามนี้กำลังก้มหยิบบางสิ่งจากใต้เตียงเฉกเช่นครั้งก่อน
ยกเว้นเพียงหนึ่งอย่างที่แตกต่างออกไป นั่นคือเขามิได้นั่งมองอยู่เพียงลำพัง เพราะข้างกายเขายังมียอดบุรุษผู้มีนามว่าโอเกอร์อีกหนึ่งคน
“ท่านกวีเป็อะไรไปครับ ?”
โอเกอร์ที่เห็นท่าทีอันแปลกประหลาดของกวีจึงเอ่ยขึ้น อาจเป็เพราะเขาเปรียบแอนนาเป็ดั่งลูกสาว ท่าทีใด ๆ ของเธอจึงไม่เป็ผล เพียงแต่สำหรับกวีนั้นมิใช่ เขาเป็เพียงชายหนุ่มเวอร์จิ้น มิได้มีประสบการณ์ด้านเพศตรงข้ามอย่างโชกโชนเฉกเช่นชายหนุ่มทั่วไป
แอนนาได้ก้าวเดินมาหาพร้อมมีบางสิ่งในมือ เธอเร่งยื่นสองมือให้แก่เขาและจึงพูดขึ้น
“ในมือซ้ายของชั้นคือหนังสือคู่มือสำหรับการเอาตัวรอดบนทะเลทรายอาวาเลส ส่วนในมือขวาคือจดหมายเชิญสำหรับเข้าสู่ห้องสมุดราตรี ความจริงก็อยากจะมอบสิ่งของที่มีค่ากว่าให้ท่านกวีเหมือนกัน แต่ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก เพราะสมบัติที่ได้มาจากพวกซีซ่าจะเป็ของส่วนกลางทั้งหมด ส่วนสมบัติส่วนตัวของชั้นก็ถูกไอ้ซิลเวอร์ขโมยไปจนหมดสิ้น..”
แอนนาหยุดชะงักและเงียบเสียงไปอย่างกะทันหัน แววตาของเธอเปล่งประกายออกมาเป็ความแค้นอันล้ำลึก มากเสียจนอยากจะฆ่าใครสักคนให้ตายไปจากโลกใบนี้
“อาจจะยุ่งไม่เข้าเื่ไปสักหน่อย แต่เ้าซิลเวอร์มันไปทำอะไรให้พวกคุณแค้นเคืองกันแน่ครับ ?”
เมื่อนั้นกวีจึงรีบเอ่ย ความฉงนสงสัยในหัวเพิ่มพูนทวีจนยามนี้ได้ถึงขีดสุด
แต่แล้วแอนนากลับหลบเลี่ยงสายตาราวกับไม่้าจะเอ่ยถึงมัน เมื่อนั้นจึงเป็ฝ่ายโอเกอร์ที่เริ่มกล่าวอธิบาย
“หากท่านแอนนาไม่้ากล่าวถึงมัน ผมเองก็ไม่อาจบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มากนัก แต่อย่างหนึ่งที่สามารถบอกได้ก็คือ ซิลเวอร์มันกล้าชี้ดาบและจู่โจมท่านแอนนาอย่างกะทันหัน ก่อนที่มันจะหนีกลับมายังค่ายและหอบเอาสมบัติทั้งหมดหนีหายไปด้วย”
แววตาของแอนนาผสมผสานหลากหลายอารมณ์ หนึ่งคือความโกรธ และสองก็อาจเป็ความลนลาน
กวีเห็นแล้วแต่มิได้ทักท้วง เขาเหลียวมองไปหาโอเกอร์และจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
“งั้นผมขอเปลี่ยนคำถาม ในตอนที่ซ่อนตัวและรอคอยโอกาส ผมบังเอิญได้ยินที่ซีซ่ามันพูดในระหว่างที่พวกคุณกำลังสู้กัน ทำไมพวกมันถึงรู้จักซิลเวอร์ แล้วทั้งสองฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกันยังไงกันแน่ครับ ?”
ได้ยินคำถามของกวี ริมฝีปากของโอเกอร์จึงขยับยกและพูดขึ้น
“เท่าที่ผมรู้ตอนนี้ ดูเหมือนว่าซิลเวอร์จะนำข้อมูลของเราไปขายให้แก่กลุ่มของซีซ่า เพราะงั้นถึงมีข่าวลือเกี่ยวกับการปรากฏตัวของซิลเวอร์ในละแวกทะเลทรายอาวาเลส แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว การจะระบุตำแหน่งของซิลเวอร์คงเป็ไปไม่ได้”
เพราะเหตุนี้นี่เอง ค่ายพักแรมของแอนนาจึงถูกบุกโจมตี ทั้ง ๆ ที่พวกเธอสามารถอยู่รอดได้ตลอด่เวลาสองปีที่ผ่านมา
“พวกคุณจะทำยังไงต่อกับหัวของซีซ่าครับ ?” กวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดขึ้น สถานการณ์ ณ ปัจจุบันยังไม่ปลอดภัย ไม่แน่ว่าอาจมีอีกหลายสิบกลุ่มที่ล่วงรู้ถึงตำแหน่งของพวกเขา
“ก็คงนำไปขึ้นเงินครับ ซีซ่าเป็ผู้มีหมายจับที่ฝ่ายความมั่นคง้าตัว เงินค่าหัวของมันคงจะเป็ประโยชน์ต่อค่าเสบียงของพวกเราในภายหลังอย่างแน่นอน”
โอเกอร์เอ่ยขยายความกระจ่างให้ทุกคนเข้าใจอย่างชัดถ้อยชัดคำ
พลันสิ้นเสียงของเขา กวีจึงลุกขึ้นยืนและพูดด้วยเสียงดัง
“ไม่ได้ครับ!”
น้ำเสียงนั้นแฝงความจริงจังและหมายมั่นจนผู้ฟังทั้งสองต่างรู้สึกตื่นตัว
กวีล่วงรู้ดีว่าตนล้ำเส้นจนเกินไป เขาเริ่มสงบสติพลางนั่งลงที่เดิมและจึงเอ่ยเสียงพูดอีกครั้ง
“ลองคิดดูให้ดีสิครับ หากมองจากข้อเท็จจริงที่เรามี ซิลเวอร์มันไม่ใช่คนโง่ การที่มันยังไม่นำข่าวไปขายจนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงหนึ่งปี ก็แสดงว่ามันเองก็กำลังมองหาคู่ค้าที่ไว้ใจได้อยู่เช่นกัน ตราบใดที่นายจ้างยังไม่ตาย โอกาสที่มันจะเงียบปากไปก็มีความเป็ไปได้สูง เพราะฉะนั้น ทางที่ดีเราควรปิดเื่การตายของซีซ่าให้เงียบ หากกำชับเื่นี้กับคนอื่น ๆ ได้คงจะดีไม่น้อยครับ”
สิ้นเสียงของกวี แอนนาและโอเกอร์จึงเริ่มขบคิดตาม
“ก็.. จริงของท่านครับ..” โอเกอร์เห็นด้วย และแอนนาเองก็พยักหน้าตอบรับว่าเธอเห็นพ้องต้องกันกับพวกเขาทั้งสอง
ปัญหาทั้งหมดยังคงมีอยู่ เพียงแต่ว่า กวีเองก็ครุ่นคิด ว่าตัวเขาควรอยู่เคียงข้างกับแอนนาต่อไปจะดีหรือไม่ เ้าเฒ่าฮูโม่จะล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของเขาเมื่อใดก็ไม่มีใครล่วงรู้
ฉะนั้นเขาจึงต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิด ไม่ช้าก็เร็วพวกมันจะต้องรู้อย่างแน่นอน
.
< เราเองก็.. ต้องออกเดินทางแล้วเช่นกัน >
.
กวีครุ่นคิดอยู่ในใจ หากว่าเขายังคงรบกวนแอนนาอยู่ต่อไป สักวันพวกเธอคงไม่วายมาเกี่ยวข้องกับปัญหาของเขาอย่างแน่นอน และเมื่อเวลานั้นมาถึง ตัวกวีก็อาจเลือกทรยศพวกเธอเพื่อเอาตัวรอดอีกครั้งก็เป็ได้
“ผมจะออกเดินทางในวันนี้ครับ”
เขาลุกขึ้นยืนและกล่าวออกมา น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาดรวมถึงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของเขาได้เผยขึ้นในสายตาของทั้งสองคน
พลันได้ยินถ้อยคำจากปากกวี สีหน้าของแอนนาพลางแสดงออกถึงความตกตะลึงเพียงเล็กน้อย แต่แล้วเพียงไม่นาน แววตาของเธอกลับแปรเปลี่ยนไป สีหน้าแลดูสดใสขึ้นพลางเผยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“ได้สิคะ”
แอนนาไม่ลังเลที่จะพูดออกไป ทว่าลึก ๆ ในใจกลับมีความรู้สึกซับซ้อนยากเกินจะพรรณนาออกมาด้วยถ้อยคำที่ยามนี้ได้หลบซ่อนอยู่ภายใน
และแล้ววันเวลาก็เดินหน้าไปต่อ
ดวงตะวันลอยเด่นอยู่กลางศีรษะ บ่งบอกว่ายามนี้ใกล้เข้าสู่่เวลาบ่ายของวัน
แอนนาและโอเกอร์ได้ยืนส่งกวีอยู่ ณ ประตูทิศเหนือ การจากลาได้เข้ามาถึง เมื่อนั้นโอเกอร์จึงยื่นเอาเสื้อคลุมให้แก่กวีพลางพูดขึ้นมา
“เดินทางไปทางทิศตะวันออกราวครึ่งค่อนวันจะพบกับป่า และผ่านป่าไปอีกสักครู่จะพบกับถนนไปยังเมืองใหญ่ ขอโทษที่พวกเราให้ท่านได้แค่เท่านี้ ยังไงก็ขอให้โชคดีครับ”
กวีรับเอาเสื้อคลุมพลางกล่าวขอบคุณและเดินจากไป เขาไม่ยอมหันหลังกลับมามอง เพราะหากทำเช่นนั้น บางทีความตั้งใจในตอนนี้อาจแปรเปลี่ยนไปกลายเป็อีกแบบก็เป็ได้
ในขณะที่เรือนร่างของกวีค่อย ๆ ห่างออกไป สายตาของแอนนากลับเฝ้ามองแผ่นหลังของเขาด้วยความละห้อยไห้ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่อัดอั้นอยู่ภายในใจจนมิอาจกักเก็บเอาไว้ได้อีกพลันปะทุออกมา
“ท่านจะอยู่กับพวกเราต่อไม่ได้หรือคะ !!”
องค์หญิงแอนนาะโออกไปจนสุดเสียง เมื่อได้ยินถ้อยคำของเธอ ฝีเท้าของกวีที่กำลังเดินจากไปพลันหยุดชะงักลงในฉับพลัน
เขาเดินกลับมาหา แววตาจ้องมองเธอด้วยรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน พร้อมมือขวาได้ยื่นออกมาพลางลูบหัวของเธออย่างบางเบาราวกับการโอบอุ้มเด็กทารก
“พวกเราเป็ผู้ใหญ่แล้วครับ ท่านเองก็มีสิ่งที่ต้องทำ ผมเองก็เช่นกัน แต่ไม่ต้องเป็ห่วง สักวันพวกเราจะได้พบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน”
เสียงทุ้มพูดเสียงเบาแฝงความรู้สึกอันหนักแน่น เขา้าให้เธอยิ้มแย้ม เมื่อนั้นรอยยิ้มจึงแต้มแต่งอยู่บนใบหน้าของเธอ หากแต่ว่าในขณะเดียวกันกลับมีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาอาบสองแก้ม พร้อมรอยยิ้มที่เบ่งบานงดงามราวกับดวงตะวันเมื่อยามรุ่งสางในเช้าวันใหม่ของวสันตฤดู
“ถ้าชั้นมีปัญหา ท่านจะกลับมาช่วยชั้นใช่ไหม ?”
แอนนากล่าวออกไป เสียงใสของเธอแฝงร่องรอยความอัดอั้น ทำให้ในอกเธอเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างอธิบายไม่ได้
ได้ยินเช่นนั้น กวีพลันรู้สึกทุกข์ใจพร้อมภาพที่ตนเคยหักหลังพวกเธอได้หวนย้อนกลับมา
แววตาของเขาจดจ้องเข้าไปภายในั์ตาของเธอ ดวงหน้าแสดงออกถึงความจริงจังทว่าในขณะเดียวกันกลับแฝงเอาไว้ด้วยความสัตย์จริง
“ผมขอสัญญา”
ชายหนุ่มได้คำสัตย์สาบาน เมื่อนั้นรอยยิ้มของทั้งสองพลันปรากฏขึ้นมาเพื่อมอบให้แก่กัน
เมื่อสิ้นเสียงกวีจึงลาจากไป หากแต่ว่าในครั้งนี้กลับไม่มีถ้อยคำของใครจะฉุดรั้งเขาเอาไว้อีกเป็ครั้งที่สอง
แอนนาและโอเกอร์ยืนส่งเขาจนกระทั่งรูปลักษณ์ของกวีเลือนหายไปจากสายตา ทว่าแววตาของเธอกลับแฝงเอาไว้ด้วยหลากหลายอารมณ์ซึ่งสามารถสื่อได้หลายความหมาย
“ถึงจะพูดเอาแต่ได้ไปขนาดนั้น แต่ชั้นกลับไม่ได้บอกสิ่งสำคัญที่สุดให้แก่ท่านกวี”
แอนนาระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ข่มกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ พร้อมความรู้สึกอ้างว้างอันน่าประหลาดได้จู่โจมเข้ามาในใจของเธอในทันที
สีหน้าของแอนนาในยามนี้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แลดูทุกข์ใจจนยากเกินจะพรรณนาออกมาเป็คำพูด รู้สึกผิดบาปราวกับว่าเธอได้กระทำบางสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การถูกให้อภัย
“นั่นสินะครับ แต่ถึงอย่างนั้น สักวันท่านกวีก็ต้องรู้อยู่ดี” โอเกอร์กล่าวราวกับว่าเขากำลังแฝงนัยสำคัญเอาไว้ในถ้อยคำของตัวเอง
แล้วเสียงของแอนนาก็พลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ของเธอค้างอยู่สักพัก แล้วค่อยหันหลังกลับและเดินจากไป
.
“ใช่แล้ว..”
.
“เพราะคนที่ฝังลูกะุเข้าไปในศีรษะของท่านกวีในวันนั้น..”
.
“ก็คือชั้นเอง”