ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 44 ต้นเหตุของหายนะ

    บทที่ 44ต้นเหตุของหายนะ

    “เธอเคยอยู่เคียงข้างในวันที่ฉันร้องไห้แต่วันนี้ฉันไม่เหลือใคร เพราะคนที่ทำให้ฉันร้องไห้... คือเธอ”

     

            

            ดวงจันทร์กลมมนส่องแสงสว่างจ้าอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่ไร้เมฆลำแสงนวลส่องกระทบร่างของเด็กสาวที่นั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างศีรษะวางพาดอยู่บนท่อนแขน มือข้างหนึ่งหมุนดอกไม้สีขาวไปมานัยน์ตาสีม่วงอ่อนล่องลอยจับจ้องอยู่ที่มันดอกไม้สีขาวดอกเล็กที่เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของใครบางคนคนนั้นคนที่มอบมันให้แก่เธอในคืนที่เธอสลบไปเพราะพิษไข้ก่อนจะฟื้นสติคืนมาอีกครั้งและพบว่ามันถูกวางอยู่บนฝ่ามือที่เปียกชื้นของเธอแล้ว

             

            

            ดอกมารีโก้พวกนี้น่ะมันมีความหมายในภาษาดอกไม้ว่า ‘ความหวัง’ อย่างน้อยฉันก็คิดว่ามันน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่าดอกไม้แห่งความเศร้าที่มีสีเดียวกับแก้วตาของเธอเยอะเลย

             

            

            เจ้าของดอกไม้เคยบอกกับเธอว่าอย่างนั้นแต่เธอไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ตอนที่พูดเรื่องพวกนี้ออกมา

            

            เด็กสาวผ่อนระบายลมหายใจหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าและปล่อยให้ดอกไม้ดอกเล็กปลิดปลิวไปกับสายลม

            

            ความทรงจำเมื่อครั้งอดีตหลั่งไหลเข้ามาในตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะรู้สึกตัวอีกที เจ้าชายที่เธอเคยพบเมื่อในตอนนั้นกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ทิ้งเธอไว้ในห้องนอนเล็กๆแคบๆอย่างเดียวดายไปเสียแล้ว

            

            เขา...จะจำได้หรือเปล่านะว่าเคยบอกอะไรกับเธอไว้

            

            เด็กสาวนึกก่อนจะลืมตาขึ้นมองดอกไม้ที่ปลิวหายไปกับความมืด

            

            สำหรับเขาแล้วการได้พบกับเธอในวันนั้นคงเป็นความทรงจำที่ไม่น่าจดจำเท่าไหร่ล่ะสินะ

            

            เด็กสาวนึกถึงวันแรกที่ได้พบกับเขาในสวนดอกไม้ต้องห้ามแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ก่อนที่ไม่นานหลังจากนั้น ช่อดอกไม้สีขาวดอกเล็กช่อหนึ่งจะถูกส่งมาให้เธอที่วังในช่อดอกไม้นั้นแนบการ์ดเล็กๆแทนบัตรเชิญมาให้ข้อความภายในการ์ดถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆเป็นการเชื้อเชิญให้เธอเข้าร่วมงานเทศกาลดอกไม้บานแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์หากเธอว่างนั่นราวกับแผ่นภาพประชาสัมพันธ์ที่แจ้งให้ทราบแต่ไม่ได้คาดหวังการตอบรับเด็กสาวซ่อนความน้อยใจเอาไว้ในช่อดอกไม้นั้น แต่ก็ไม่อาจจะโยนมันทิ้งลงไปได้เธอจึงทำได้เพียงเก็บช่อดอกไม้นั้นไว้ในแจกันข้างหัวนอน และเฝ้ามองมันทุกครั้งที่เหม่อมองท้องฟ้าและเผลอนึกถึงเขาขึ้นมา

            

            ล้อเล่นกับความรู้สึกของเธออยู่ล่ะสินะ...

            

            เด็กสาวคิดอย่างประชดประชันและเพื่อเป็นการตอกกลับเขาให้รู้สำนึกเสียบ้างว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาจะใช้ช่อดอกไม้ซื้อใจได้โดยง่ายเธอจึงไปเข้าร่วมงานเทศกาลเพียงเพื่อประกาศตัวให้เขารู้ว่าเธอมาตามมารยาทก็เท่านั้น

            

            นั่นล่ะ...เขาเองก็เชิญเธอตามมารยาทเช่นกัน

            

            เพราะเจ้าของงานดูจะไม่ได้ใส่ใจเธอเลยแม้แต่น้อยเขาทักทายเธอราวกับว่าเธอเป็นเพียงแค่แขกคนหนึ่งในงานที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับเขาเขาต้อนรับเธอพอเป็นพิธี และใช้เวลาสนทนาส่วนใหญ่อยู่ในวงผู้พิทักษ์กลุ่มที่เขาสนิทสนมเด็กสาวโกรธเขา ทั้งที่รู้ว่าความผิดพลาดนั้นมาจากการที่ตัวเองกระโจนเข้าหาคำเชิญของเขาและทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเองแท้ๆความคิดที่ว่าบางทีเธอคงจะมีความสำคัญมากพอที่เขาจะส่งดอกไม้เชิญด้วยตัวเองให้กลายเป็นความคาดหวังลมๆแล้งๆเธอสำคัญตัวผิดไป เพราะในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด ไม่เลยแท้ๆ

            

            เด็กสาวยิ้มขันให้กับความเขลาในความเยาว์วัยของตัวเอง

            

            เธอไม่ใช่ดอกไม้สีขาวที่พบได้ทั่วไปในเอิร์ธฟลาวเวอร์หรอกเธอเป็นดอกไม้พิเศษดอกเดียวนั่นต่างหากล่ะ ดอกไม้ต้องสาปที่เคยมีใครบางคนมอบให้เธอเขาคนนั้นรู้จักเธอมากกว่าเด็กหนุ่มที่เธอคาดหวังจะรู้จักเขาบางทีอดีตคู่หมั้นของเธออาจจะคิดถูกแล้วเด็กสาวอย่างเธอน่ะเหมาะกับดอกไม้ต้องสาปนั่นมากกว่าดอกไม้สีขาวในสวนของเขาเป็นไหนๆ

            

            เด็กสาวนึกถึงอดีตคู่หมั้นของตัวเองการคิดถึงเขาทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวด มันทรมานเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าเธอสามารถใช้ชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้ยังไงโดยที่ไม่มีเขาความรู้สึกที่มีต่อเขาเป็นความคิดคำนึงที่รุนแรงยิ่งตอนที่เธอคิดถึงดอกไม้สีขาวดอกเล็กนั่น ความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจของเธออยู่ก็ราวกับจะคลุ้งคลั่งและมันดูจะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆเมื่อคิดว่ามันจะดีแค่ไหนกันนะหากคู่หมั้นคนนั้นของเธอยังคงอยู่เคียงข้างเธอหากคู่หมั้นของเธอยังคงมีชีวิตอยู่ บางทีเธอคงจะไม่ได้พบกับเจ้าของดอกไม้นั่นและคงไม่ต้องเจ็บปวดเพราะเขา

            

            ถ้าหากเพียงแต่เบลยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็...บางทีเขาอาจปกป้องเธอได้ และเธอคงไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดเพราะผู้ชายอีกคนที่เข้าหาเธออย่างไม่จริงใจคนนั้นหรอก!

     

     



    -เอิร์ธมูน,สิบเอ็ดปีก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘มานี่สิ... เบริล พ่อจะแนะนำให้รู้จักคู่หมั้นของลูก’

            

            ‘ทำไมต้องมีคู่หมั้น ไม่มีได้ไหมคะ ลูกมีแค่ท่านพ่อคนเดียวก็พอแล้ว’

            

            ‘พ่ออยู่กับลูกตลอดไปไม่ได้หรอกนะ... เบริลสักวันลูกเองก็จะต้องเติบใหญ่และมีอนาคตที่ดีข้างหน้าร่วมกับใครสักคนและพ่อคิดว่านี่คือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูก’

            

            ‘ท่านพ่อจะทิ้งลูกไปอย่างนั้นหรือคะ ท่านพ่อไม่รักลูกแล้วใช่ไหม?’

            

            เด็กสาวตัดพ้อทั้งๆที่คิดว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปแท้ๆ แต่ทำไมท่านพ่อกลับคิดจะส่งเธอไปให้คนอื่นทำไม... ทั้งๆที่เธอมีเพียงแต่ท่านพ่อคนเดียวเท่านั้น

            

            ‘นี่เบลโต้ ครอส แห่งเอิร์ธสตาร์ คนที่จะมาเป็นคู่หมั้นของลูก’

            

            มือใหญ่ของคนเป็นพ่อพาร่างของเธอออกมาเผชิญหน้ากับคู่หมั้นโดยที่ไม่ยอมตอบคำถามของเธอเลยด้วยซ้ำ  ท่านพ่อไม่รักลูกแล้วใช่ไหม...

            

            ‘ยินดีที่ได้พบ ฉันคือเบลโต้แห่งเอิร์ธสตาร์’

            

            คนตรงหน้าตอบกลับมานัยน์ตาสีม่วงใสเช่นเดียวกับเธอทอแสงอ่อนดูอบอุ่นแต่ไม่อ่อนโยนเพราะมันแฝงไปด้วยความรู้สึกหลายหลากที่ซ่อนอยู่ภายในเด็กหนุ่มร่างเล็กในชุดประจำราชวงศ์สีดำสลับน้ำเงินเข้มก้มตัวลงทำความเคารพเรือนผมสีเงินยวงที่มัดรวบยาวถึงกลางหลังพลิ้วตกลงมาระบ่าก่อนที่เจ้าตัวจะยืดตัวขึ้นและยื่นมือมาให้เธอ

            

            ‘เบริล เวลด์พีช แห่งเอิร์ธมูน’เธอบอกก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสอย่างพอเป็นมารยาท ‘ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าคนอย่างนายไม่มีวันจะแทนที่ท่านพ่อได้’

            

            ‘ฮื่อ!’ เด็กหนุ่มตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม ‘ฉันเองก็ไม่คิดจะเป็นพ่อให้เธอเหมือนกัน’

            

            นั่นคือการพบกันครั้งแรกของเธอกับเจ้าชายประหลาดแห่งเอิร์ธสตาร์คนที่ใครๆต่างก็ชมนักชมหนาว่าเป็นคนที่มีทั้งพรสวรรค์และความสามารถอีกไม่นานคงได้ขึ้นเป็นผู้พิทักษ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้พิทักษ์ประจำดาวดวงไหนๆเป็นแน่แต่ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น เป็นบุคคลที่ถูกคาดหวังจากใครต่อใครแต่เธอกลับไม่เคยเห็นความดีใจฉายบนใบหน้าเรียบนิ่งนั้นเลย

     




    -เอิร์ธมูน,สิบปีก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘ผู้พิทักษ์งั้นเหรอ? อย่างฉันน่ะไม่เหมาะหรอก’

            

            เด็กหนุ่มบอกกับเธอในบ่ายวันหนึ่งที่อากาศดีเขาและเธออยู่ในสวนหลังปราสาท ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือกิจกรรมที่เด็กหนุ่มมักจะทำเป็นประจำทุกครั้งที่หนีออกมาเที่ยวที่นี่ได้

            

            เบริลมองหน้าเขา‘ทำไมล่ะ? นายน่ะดูมีความสามารถดีออกจะตายต่อไปคงได้เป็นผู้พิทักษ์ที่ดีได้แน่ๆ ฉันเองก็อยากเป็นเหมือนกันนะท่านพ่อบอกว่าถ้าโตขึ้นล่ะก็บางทีฉันอาจจะได้เป็นผู้พิทักษ์แบบท่านแม่ก็ได้’

            

            นัยน์ตาสีม่วงใสแบบเดียวกับเธอเบือนมาสบก่อนรอยยิ้มจะปรากฏขึ้นตรงริมมุมปากรอยยิ้มที่เหมือนจะซ่อนความจริงเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั่น... เธอเกลียดจริงๆ

            

            เด็กหนุ่มเอาสันหนังสือเคาะหัวเธอเบาๆ

            

            ‘ทั้งเธอและฉัน... ไม่มีวันเป็นจริงหรอก’

            

            ‘หา...?’

            

            เด็กสาวลากเสียงยาวแต่เสียงหนึ่งดังขัดขึ้นมากลบเสียงร้องของเธอเสียก่อน

            

            เสียงระฆัง...เสียงที่ดังก้องกังวานใสมาจากที่ที่ไกลแสนไกลเรียกความสนใจของพวกเธอไปเบลโต้ปิดหนังสือลงก่อนจะหันไปมองหาต้นเสียง มันมาจากยอดหอคอยทางทิศตะวันตกเด็กหนุ่มหลับตาพริ้มเงี่ยหูฟังเสียง ปล่อยให้สายลมยามบ่ายแก่ๆไหลผ่านร่างเรือนผมสีเงินยวงที่มัดรวบพลิ้วไหวไปตามแรงลม เบริลเดินมายืนขนาบข้างเขารับฟังเสียงที่ดังไพเราะราวกับเสียงจากสวรรค์นั่นด้วยกัน

            

            ‘เด็กคนนั้นอีกแล้วสินะ’

            

            เจ้าของสถานที่เอ่ยก่อนจะยิ้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนนัยน์ตาสีม่วงใสทอแสงอ่อนลงยามเอ่ยถึงใครอีกคนที่เป็นเจ้าของหอคอยทางทิศตะวันตก

            

            ‘พูดถึงใครน่ะ?’

            

            คนข้างตัวเธอพึมพำในลำคอเสียงแปลกใจนัยน์ตาสีเดียวกับเธอนั่นฉายแววฉงน

            

            เบริลยิ้ม‘เบริลน่า... น้องสาวฉันเอง’

            

            เบลโต้จ้องเธอมีแววประหลาดใจฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น แต่แล้วเด็กหนุ่มก็หลับตาลงอย่างใช้ความคิดก่อนจะสลัดความสงสัยให้ออกไปจากหัว

            

            ‘ดูไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่’ เด็กหนุ่มว่า

            

            ‘เป็นความต้องการของพวกผู้ใหญ่’ เธอตอบเขาเสียงหม่น ‘ที่ต้องการจะแยกเราออกจากกัน ฉันกับน้องนานๆครั้งจะได้พบกันทีส่วนใหญ่เธอจะอยู่กับท่านแม่’

            

            ‘อย่างนี้เองสินะ เธอถึงได้ดูติดพ่อมากกว่าแม่’เบลโต้เปรย วางหนังสือลงบนโต๊ะไม้ในสวนหลังปราสาท หมดความพยายามที่จะอ่านต่อไปเพราะเสียงระฆังนั่นแท้ๆเลยที่ทำให้เขาไม่มีสมาธิ

            

            ‘งานวันเกิดเธอเดือนหน้าฉันคงมาไม่ได้ ขอโทษด้วยนะเบริลแต่เดี๋ยวจะส่งแอลมาแทนละกัน’

            

            ‘แอล?’

            

            ‘น้องชายฉันเอง แอลโด้ ครอส’ เบลโต้บอกเธอ ‘ถ้าเธอได้เจอหมอนั่นแล้วจะรู้เองว่ามีคนที่เหมาะจะเป็นผู้พิทักษ์มากกว่าฉันอยู่’

            

            เบลโต้ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นแล้วก็จากเธอไปทำไมตอนนั้นเธอถึงไม่ทันสังเกตนะว่าแผ่นหลังของเขานั้นมันช่างดูเลือนรางเหลือเกิน

            

            สองสามอาทิตย์ต่อจากนั้นทั้งปราสาทก็ตกอยู่ภายใต้ความวุ่นวายเนื่องจากเข้าใกล้งานฉลองวันเกิดครบรอบเก้าปีของเธอเข้าไปทุกทีทั้งๆที่เป็นอย่างนั้นแต่เบลโต้กลับหายหน้าหายตาไปซะเฉยๆทั้งที่เมื่อก่อนออกจะชอบมาหาเธออยู่บ่อยครั้งแท้ๆ(แม้ส่วนใหญ่เธอจะเป็นคนลากหมอนั่นให้ออกมาหาก็เถอะ)นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะเปิดตัวสู่โลกภายนอกตามราชประเพณีแต่อีตานั่นกลับหายหัวไปไหนซะได้ มันน่าโมโหจริงๆ

            

            ผ่านไปอีกวันท่ามกลางความกระวนกระวายใจของเธอเบริลมองไม่เห็นหนทางใดที่จะดีไปกว่าการไปลากหมอนั่นออกมาจากเซนส์ลูเซียเมืองหลวงของเอิร์ธสตาร์ ถ้าจะถามหาเหตุผลที่ลากเจ้าชายรัชทายาทออกมาจากยอดหอคอยปราสาทล่ะก็ไม่มีหรอก...แต่คู่หมั้นที่ดีก็ควรจะอยู่เคียงข้างกันในวันที่เธอต้องการใครสักคนไม่ใช่เหรอ...

            

            นั่นสินะ...เพราะหมอนั่นคนเดียวแท้ๆที่ทำให้นิสัยติดพ่อของเธอหายไปปลิดทิ้งเพราะหมอนั่นคนเดียวเลย

            

            ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้าจนถึงตอนนี้ก็ใกล้จะครบปีแล้วพอดีไม่น่าเชื่อว่าคนที่ทำให้เธอเหม็นขี้หน้าตั้งแต่วันแรกที่พบเห็นวันหนึ่งจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเธอไปได้(ถึงเธอจะอ่อนกว่าหมอนั่นสองปีแต่ไม่มีทางหรอกที่จะเรียกอีตาเจ้าชายขี้เก๊กนั่นว่าพี่ได้) เธอเคยคิดเล่นๆว่าบางทีนี่อาจะเป็นความผูกพันเบลโต้กับท่านพ่อของเธอนั้นคล้ายกันอย่างมากอาจจะเพราะว่าเป็นเชื้อสายของเอิร์ธสตาร์ ใช่... มันอาจจะเป็นแบบนั้นเพราะท่านพ่อเองก็เป็นคนของเอิร์ธสตาร์เหมือนกับหมอนั่นบางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยกับหมอนั่นมากกว่าใครๆก็ได้ทั้งๆที่ผ่านมาเธอเคยคิดว่าผู้ชายในชีวิตของเธอนั้นมีแต่ท่านพ่อคนเดียวเท่านั้นแท้ๆ

            

            เพราะหมอนั่นคนเดียวเลย…

            

            ถ้าได้อยู่ด้วยกันตลอดไปก็คงจะดี

            

            ถึงจะมาแทนที่ท่านพ่อไม่ได้แต่เบลคงจะอยู่เคียงข้างเธอได้

            

            เบริลคิดพร้อมกับยิ้มขำนี่เธอสนใจอีตาเจ้าชายบ้านั่นไปได้ตั้งแต่เมื่อไหร่อาจจะเพราะว่าช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาเธออยู่กับหมอนั่นบ่อยเกินไปก็ได้จนบางครั้งก็รู้สึกได้ถึงความคิดของหมอนั่น

            

            ความคิดที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันสั่นคลอน

            

            ‘เจ้าหญิงเบริล จะเสด็จไปไหนหรือพะย่ะค่ะ?’

            

            ราชองครักษ์นายหนึ่งวิ่งมาหาเธอเมื่อตอนที่เห็นร่างเธอยืนอยู่หน้าประตูแห่งดวงดาวทางเชื่อมต่อดวงดาวทั้งสิบสาม

            

            ‘ฉันจะไปเอิร์ธสตาร์ ไปตามหาคู่หมั้นฉันเสียหน่อยมะรืนนี้ก็จะถึงวันเกิดฉันแล้วแต่ไม่รู้ว่าเจ้าชายเบลโต้หายไปไหน’

            

            ‘เอริ์ธสตาร์ส่งข่าวมาบอกว่าระยะนี้จะปิดดาวพะย่ะค่ะ’

            

            ‘ก็ปิดทุกทีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?’ เด็กสาวทวนคำอย่างประหลาดใจไม่แปลกสักนิดถ้าเอิร์ธสตาร์จะปิดดาวอยู่บ่อยๆ ก็ดาวของพวกเขา สตาร์ มูน วอเทอร์ได้รับอิทธิพลจากสงครามเมื่อหลายร้อยปีก่อน อาจจะตั้งแต่ตอนที่กำเนิดผู้พิทักษ์แล้วก็ได้ท่านพ่อเล่าให้ฟังว่าเพราะสงครามครั้งนั้นทำให้ดาวทั้งสิบสามต้องคำสาปมีสิบดวงที่แก้คำสาปนั้นไปได้ คงเหลือแค่พวกเขาเท่านั้นที่ยังไม่สามารถจัดการกับผลกระทบของสงครามครั้งก่อนได้และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คำสาปนั่นจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาอีกครั้งด้วยเหตุนั้นเอิร์ธสตาร์จึงปิดประเทศมานานนับห้าร้อยปีเอิร์ธวอเทอร์เองก็ทำให้ดาวของตัวเองเต็มไปด้วยน้ำเพื่อป้องกันการบุกรุกของแขกที่ไม่ได้รับเชิญจากดาวดวงอื่นคงเหลือเพียงเอิร์ธมูนดวงเดียวเท่านั้นที่ยังทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คำสาปนั่นจะเริ่มทำงานอีกครั้ง

            

            เมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้าง...

            

            นี่คือคำสาปที่หลับใหลอย่างยาวนานอยู่ที่ไหนสักแห่งภายในดาวดวงนี้

     

            



            เกิดอะไรขึ้นกันแน่...

            

            เบริลเฝ้าถามตัวเองในใจเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเยือนเอิร์ธสตาร์ แถมยังดูท่าว่าจะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในหอคอยทิศตะวันออกเสียด้วยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่านะ ท่านพ่อเองก็ดูรีบร้อนแถมยังกระวนกระวายใจท่านแม่ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน ทั้งที่อีกไม่นานก็จะถึงวันเกิดของเธอแล้ว

            

            กลัว...

            

            กังวลใจ...เกิดอะไรขึ้นกับเอิร์ธสตาร์กันแน่

            

            สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างบางที่ยืนอยู่ริมระเบียงของหอคอยเรือนผมสีน้ำตาลทองยาวระไปด้านหลัง พลิ้วไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่านรอบด้านตัวเธอมืดสนิทมีเพียงแสงของเอิร์ธสตาร์ที่ส่องให้เห็นอยู่เลือนรางท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงบของบรรยากาศโดยรอบเท่านั้น

            

            เบริลสูดลมหายใจช้าๆจวนจะได้เวลาแล้วสินะ

            

            ทั้งๆที่ในเวลาแบบนี้ฉันอยากจะให้นายมาอยู่ข้างฉันแท้ๆ

            

            ตาบ้าเอ๊ย!

            

            …

            

            9…8… 7… 6… 5… 4… 3… 2…

            

            …

            

            1…

            

            เสียงขลุ่ยดังแหวกความเงียบในยามดึกสายลมที่พัดอยู่รอบตัวหยุดนิ่งเสียงระฆังจากหอคอยทางทิศตะวันตกดังบอกเวลาแห่งเช้าวันใหม่

            

            ‘สุขสันต์วันเกิด เบริล’

            

            เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังเสียงที่เธอไม่ได้ยินมานานนับอาทิตย์ ร่างบางของเด็กสาวสั่นสะท้านด้วยความดีใจเธอกำลังจะหันหลังกลับไปหาที่มาของเสียงแต่ไออุ่นของร่างสูงกว่าที่จู่ๆก็เข้ามาประชิดแผ่นหลังทำให้เธอหยุดค้างไม่กล้าหันกลับไปมอง 

            

            กลัว...เธอกลัวแววตาคู่นั้นกลัวว่ามันจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของเธอ

            

            ‘เบล…’

            

            เด็กสาวเรียกชื่อเขาเสียงแผ่วเสียงของเด็กหนุ่มยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังคงจำได้ 

            

            เสียงสุดท้าย...

            

            สุขสันต์วันเกิดนะเจ้าหญิงของฉัน...

            

            แล้วร่างบางของเด็กสาวก็ร่วงลงสู่อ้อมแขนของเด็กหนุ่มที่ยกขึ้นมารองรับเธอหมดสติไปแล้ว เบลโต้พาร่างบางนั้นกลับไปยังเตียงใหญ่ใจกลางห้องผ้าห่มสีขาวนวลถูกดึงขึ้นมาปิดบังร่างจนถึงช่วงคอนัยน์ตาสีม่วงเช่นเดียวกับเขาพริ้มหลับมือใหญ่เอื้อมมือไปกุมมือสองข้างของเด็กสาวก่อนจะวางมันลงเบาๆใบหน้าเคร่งของเด็กหนุ่มโน้มลงต่ำประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากนวลก่อนจะถอยตัวออกห่าง ใช้ฝ่ามือข้างที่ว่างร่ายเวทเรียกดอกไม้สีม่วงใสเป็นประกายเหลื่อมมุกออกมาก่อนจะวางลงบนฝ่ามือของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา

            

            ลาก่อน...

     

            

            อย่าทิ้งฉันไป...

     

            



            ‘รัชทายาทแห่งเอิร์ธสตาร์หายตัวไปได้สี่วันแล้วหรือเพคะ?ถ้าเช่นนั้นแล้วเบริล?’

            

            ‘เอิร์ธสตาร์ส่งตัวรัชทายาทองค์รองมาให้ก็คงต้องได้เลื่อนขึ้นมาเป็นคู่หมั้นของเบริลแทนเด็กคนนั้นที่หายตัวไป’

            

            ‘แต่ว่า... เกิดอะไรขึ้นกับทางนั้นกันแน่?’

            

            ‘เบลโต้ ครอส หายตัวไปจากปราสาทของเอิร์ธสตาร์ เหลือทิ้งไว้แค่กลีบดอกไอริสกับข้อความเลือดบนผนัง’

            

            ‘หรือว่านั่น!’

           

             ‘ใช่’ ประมุขแห่งเอิร์ธมูนตรัสเสียงเครียด ‘ฝีมือของเมตาเรีย สงครามกำลังจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆ’

            

            ‘นี่มันหมายความว่ายังไงกันคะ ท่านพ่อ! ท่านแม่!’

            

            เสียงร้องของเด็กสาวทำให้การสนทนาหยุดชะงักร่างของราชาและราชินีแห่งเอิร์ธมูนสะดุ้งก่อนจะหันมามองต้นเหตุของเสียงที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเด็กสาวร่างบางในชุดราชวงศ์เต็มยศยืนหน้าซีดไร้สีเลือดอยู่ตรงนั้นนัยน์ตาสีม่วงใสเบิกกว้าง ในมือกำดอกไม้ดอกหนึ่งแน่น

            

            ‘เบริล!?’

            

            ‘หมายความว่ายังไงคะ ท่านพ่อ... เกิดอะไรขึ้นกับเบล?’

            

            คนเป็นพ่อชักสีหน้าเครียดทั้งๆที่คิดว่าอยากจะปิดเป็นความลับแต่คนที่ไม่อยากให้รู้เรื่องนี้มากที่สุดกลับมารู้เสียได้ เขาควรจะทำยังไงดี

            

            ‘เบริล’ ราชินีแห่งเอิร์ธมูนร้องถามเสียงตกใจ ‘ลูกได้ดอกไม้นั่นมาจากไหน?’

            

            ‘เบลเอามาให้หนูเมื่อคืนนี้ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเขากันแน่คะ?’

            

            สองผู้นำราชวงศ์สบตากันก่อนที่คนเป็นพ่อจะเดินเข้ามาหาลูกสาวอุ้มร่างบางนั่นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ‘เบลโต้ ครอสคู่หมั้นของลูกหายตัวไปได้เกือบจะครบอาทิตย์แล้วตอนนี้เอิร์ธสตาร์ออกมาประกาศแล้วว่าหายสาบสูญ หากภายในหนึ่งปีเขาไม่กลับมาก็คงต้องตัดสินว่า...’

            

            ‘ไม่จริง! ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้เมื่อคืนเบลมาหาหนู ถ้ามันเป็นความฝันแล้วใครกันล่ะที่เอาดอกไอริสนี่มาให้หนู!’

            

            ‘เบริล...’ ราชินีคลาวเวียร์ครวญเสียงสั่นสงสารลูกสาวจับใจ แต่เด็กสาวไม่รับฟังเสียงของเธอ

            

            ‘เบริล!’ คราวนี้คนเป็นพ่อต้องเรียกเตือนสติบ้างเด็กสาวหันมาสบตาก่อนจะจ้องลงไปภายในนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น

            

            ‘จำที่พ่อเล่าให้ฟังจากบันทึกแห่งฟีนาเล่ได้ไหม?สงครามกำลังจะเกิดขึ้นมาอีกครั้ง นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้นอีกไม่นานคงจะต้องมีรัชทายาทจากดาวต่างๆหายตัวไปอีกแน่เอิร์ธมูนของเราเองก็เหมือนกัน ไม่ลูกก็น้อง จะต้องมีใครสักคนจากที่นี่ไปแต่พ่อจะไม่มีวันให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด ต่อไปนี้ลูกต้องดูแลตัวเองให้ดีเข้าใจไหม... พ่อสัญญา พ่อจะทำทุกทางเพื่อปกป้องลูกสองคนให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!’

            

            ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

            

            พ่อจะไม่ทอดทิ้งลูก  พ่อสัญญา...

             

            

            นี่ไม่ใช่...ความผิดของลูก

             

             

            


            “มินามิดึกป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีกรึไง?”

            

            เสียงเรียกของมาซารุทำให้เธอสะดุ้งเฮือกตื่นจากความสับสนปนเปในความสัมพันธ์ของเธอกับผู้คนที่อยู่ข้างกาย

            

            “เพิ่งจะหายไข้ก็อย่าไปนั่งตากลมตอนดึกๆสิเดี๋ยวก็เป็นหนักกว่าเดิมหรอก”

            

            เด็กหนุ่มบ่นก่อนจะวางแก้วนมอุ่นๆลงบนโต๊ะข้างเตียงร่างสูงเดินมาปิดหน้าต่างตรงหัวนอนก่อนจะจัดการกับผ้าม่านเหนือหัวเตียงแล้วหันมามองเธอ

            

            “มาจัดการนี่ให้เสร็จซะแล้วก็นอนได้แล้ว”

            

            เด็กหนุ่มพยักพเยิดหน้าไปทางแก้วนมข้างเตียง

            

            “เผด็จการชะมัด!”

            

            “อย่ามานอกเรื่องน่า”

            

            เด็กหนุ่มบอกเสียงหงุดหงิดแต่เด็กสาวแค่ยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืดตัวอย่างเกียจคร้าน เธอเดินตรงมาหาเขาก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใส

            

            “เหนื่อยไหม?”

            

            “ถามช้าไปสิบปีได้ล่ะมั้ง”คนถูกถามตอบก่อนจะยัดเยียดแก้วนมส่งไปให้ “กินเสร็จแล้วก็นอนซะ!”

            

            น้ำเสียงท่อนท้ายนั้นยังไม่วายหันมาดุเธอ

            

            มินามิยื่นมือไปรับความอุ่นของนมในแก้วถูกส่งผ่านมายังฝ่ามือทั้งสองข้างตรงเข้าสู่หัวใจนั่นเป็นช่วงเวลาที่เด็กสาวสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอในจิตใจของเธอเองเธอโหยหาความรักความรู้สึกที่สว่างสดใสอย่างนั้นที่เธอไม่เคยได้รับจากผู้ชายคนไหนๆเบริลเป็นเด็กสาวเปราะบางที่อยากได้รับความรักจากคนเป็นพ่อแต่พ่อจากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับมา เด็กสาวค้นหาความเป็นพ่อนั้นในตัวของเบลโต้แต่เขากลับหายตัวไปหลังจากที่เธอรู้แล้วว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อพ่อและต่อเขานั้นแตกต่างกันท้ายสุดแล้วเธอพยายามที่จะเลือกใครสักคนมาแทนที่สองคนนั้น แต่เขาคนนั้นกลับไม่เคยคิดที่จะมอบความรู้สึกแบบเดียวกันนั้นให้กับเธอเลย

            

            เหมาะสมแล้วกับดอกไอริสสวรรค์

            

            ดอกไม้ที่เปราะบางและตั้งชูช่ออยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางสวนดอกไม้นั่นนั่นคือตัวของเธอเอง

            

            ไม่อาจกลมกลืนกับใครได้ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ไม่เคยเลยสักครั้งที่ความปรารถนานั้นจะเป็นจริง

            

            แต่เด็กสาวก็รู้เธอรู้ว่าเธอไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทุกอย่างไม่ว่านัยน์ตาสีม่วงของเธอจะถูกทำให้หม่นแสงไปเสียกี่ครั้งแต่มันยังคงไม่หมดประกายเธอยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลาที่เธอพยายามที่จะย่างเท้าก้าวออกไปจากกรอบที่เธอปิดกั้นตัวเองไว้เขายังคงอยู่เคียงข้างเธอเสมอไม่จากไปไหน ไม่ว่าจะที่โลกนั้นหรือโลกนี้ก็ตาม

            

            มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เธอจะไม่ยอมสูญเสียไป

            

            “ขอบใจนะมาซารุ”

            

            เสียงพึมพำแผ่วเบาแว่วผ่านมา

             

             



    -เซนส์ปีเตอร์สเบิร์ก,รัสเซีย-

            

            ร่างสูงของเด็กหนุ่มเรือนผมสีเงินยวงนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงใหญ่ในห้องนอนกว้างมีร่างบางของเด็กสาววัยไล่เลี่ยกันจับจองที่ว่างตรงกลางเตียง เธอหลับไปแล้วแสงจันทร์จากพระจันทร์ดวงกลมมนสาดลงมากระทบร่างผ่านทางหน้าต่างกรุกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดอ้าไว้ฝ่ามือหยาบของเด็กหนุ่มคว้าปลายผมหยิกเป็นลอนสีน้ำตาลอ่อนของเธอขึ้นมาแตะริมฝีปากนัยน์ตาสีม่วงใสจับจ้องอยู่ที่ใบหน้ามนที่กำลังพริ้มหลับก่อนจะเบือนออกไปนอกหน้าต่างจ้องมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าท่ามกลางความมืดมิด

            

            “วันนี้พระจันทร์สวยนะเธอว่าไหม?”

            

            เด็กหนุ่มก้มลงกระซิบข้างหูเด็กสาว

            

            “หืม...เมตาเรีย”

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน